ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๑๐
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่ามีโอกาสที่จะได้ฟังสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง เพื่อให้บุคคลที่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง ไตร่ตรองและเข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ตามความเป็นจริง ก็เป็นสิ่งที่ต้องละเอียดลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าทุกวันมีสิ่งที่มีจริงๆ ปรากฏ คือเห็นบ้าง ได้ยินบ้างคิดนึกบ้าง แล้วก็หมดไปและไม่กลับมาอีกเลย ก็เป็นอย่างนี้ แม้เมื่อสักครู่ก็เป็นอย่างนี้
คำกล่าวที่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นดับไปแล้วไม่กลับมาอีก ก็เป็นวาจาสัจจะ และเป็นคำจริงที่พิสูจน์ได้ จนกระทั่งสามารถเข้าใจถูกต้องว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อให้คนอื่นได้เข้าใจความจริง เพื่อที่จะละความติดข้องและความไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ดังนั้นการฟังพระธรรมหรือคำที่ทรงเทศนาตลอด ๔๕ พรรษา ก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ที่จะทำให้แต่ละคนได้เห็นพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ จากการที่ไม่เคยเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ จนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกว่าจะรู้แจ้งตามความเป็นจริง นับเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ฟังให้เข้าใจ และได้รู้จักพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ได้เลยถ้าไม่มีการได้ฟังพระธรรม
ผู้ฟัง ผมมาฟังธรรมทุกครั้งก็จะมีอะไรที่ไม่เข้าใจต้องถามอาจารย์ ในปฏิจจสมุปบาทกล่าวถึงอาสวะทำให้เกิดอวิชชา และผมก็ได้ยินอีกว่าตรงอาสวักขยญาณทำให้พระพุทธองค์ได้ทรงมีปัญญาตรัสรู้ ขอเรียนถามอาจารย์ว่าอาสวะคืออะไร ทำให้เกิดอวิชชาได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ก็เป็นคำภาษาบาลี ขอเชิญคุณคำปั่นให้คำแปลก่อน
อ.คำปั่น อาสวะเมื่อกล่าวโดยความหมาย หมายถึงสภาพธรรมที่เป็นอกุศลธรรมที่หมักหมมหมักดองอยู่ในขันธสันดาน เป็นกิเลสเป็นอกุศลธรรมที่ไหลไปได้ทุกภพภูมิ และยังไหลไปในชีวิตประจำวัน ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ เมื่อกล่าวถึงอาสวะ พระองค์ทรงแสดงจำแนกเป็น ๔ ประการ คือ
๑) กามาสวะ อาสวะคือความติดข้องยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
๒) ภวาสวะ อาสวะคือความติดข้องยินดีพอใจให้ภพ
๓) ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิคือความเห็นผิด
๔) อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชาความหลงความไม่รู้
คำว่า "อาสวักขยญาณ" มีคำสามคำรวมอยู่ด้วยกัน คือคำว่า "อาสวะ" หมายถึงกิเลสอกุศลธรรมที่หมักดองที่ไหลไป รวมกับคำว่า "ขย" หมายถึงความสิ้นไป รวมกับคำสุดท้ายคือคำว่า "ญาณ" คือปัญญา รวมกันแล้วแปลว่าปัญญาที่ทำให้ถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายทั้งปวง
ท่านอาจารย์ พระธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง ในขณะนี้ได้ยินคำว่า "อาสวะ" แต่ถ้าไม่รู้จักอาสวะ ก็ไม่สามารถที่จะดับอาสวะได้ ให้ทราบว่าสิ่งที่ไม่ดีมีมาก และจำแนกเป็นประเภทต่างๆ ด้วย ตั้งแต่สิ่งที่พอจะรู้ได้ เช่น เวลาที่เกิดความยินดีความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนั้นความต้องการก็พัวพันจิต ทำให้ไม่ละทิ้งความต้องการในสิ่งนั้น หรือถ้าเป็นประเภทอกุศลที่เป็นความขุ่นเคืองใจเป็นความไม่พอใจ ถ้ามีกำลังก็สามารถที่จะรู้ได้เพราะว่าขุ่นใจ ไม่ใช่เล็กน้อยเลยเวลาที่ปรากฏ นานพอสมควรที่จะให้รู้ได้ หรือความโกรธ โกรธมากๆ หรือบางคนก็โกรธหลายวัน แสดงให้เห็นว่าความขุ่นใจ ความไม่พอใจ ความเดือดร้อนใจ ขณะที่กำลังเกิดก็พัวพันจิตใจตลอดเวลา แสดงให้รู้ว่าขณะนั้นเป็นกิเลสประเภทหนึ่ง
กิเลสก็มีต่างกันมาก ตั้งแต่กิเลสซึ่งละเอียดกว่านั้น อ่อนกำลังกว่านั้น เช่นในขณะนี้เห็น จิตเห็นเกิดขึ้นดับไป มีความไม่รู้ความจริงของจิตที่เห็น ความไม่รู้นั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดี เพราะเหตุว่าไม่สามารถจะเข้าใจถูกในสิ่งที่เห็นที่กำลังปรากฏ เพราะไม่เคยรู้เลยว่าแม้แต่การที่ไม่สามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีขณะนี้ ก็เป็นอกุศลธรรมที่ละเอียดมากและเร็วมากด้วย จะเห็นได้ว่าวันหนึ่งๆ มีเห็นหลายครั้ง ขณะใดก็ตามที่ไม่รู้ความจริงของเห็น และหลงพอใจติดข้อง หรือมีความเห็นผิดที่ยึดถือเห็นนั้นว่าเป็นเรา ขณะนั้นทั้งหมดเป็นอาสวกิเลส หมายความว่าเป็นกิเลสซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ โดยที่ว่าไม่มีกำลังพอที่จะให้รู้ได้เพราะเกิดดับรวดเร็วมาก
เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงคำว่าอาสวะ ให้ทราบว่าไม่ใช่กิเลสที่มีกำลังที่สามารถจะรู้ได้ แต่เป็นกิเลสซึ่งมีประจำสะสมในจิตและหมักดองไม่ได้ดับไปเลย ทุกคนที่ยังไม่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมก็มีกิเลสครบและยังไม่ได้ดับไป เพราะฉะนั้นเวลาที่มีการเห็น กิเลสที่สะสมอยู่ในจิตก็มีโอกาสที่จะเกิดทันที เหมือนสิ่งที่พร้อมที่จะไหลไปเมื่อมีช่องทาง เช่นการเห็นเกิดขึ้น กิเลสก็เกิดติดตาม เวลาที่มีการได้ยินเกิดขึ้น ไม่รู้ความจริงขณะนั้น กิเลสก็เกิดแล้ว
กิเลสเป็นสิ่งซึ่งมีระดับหลายขั้น ตั้งแต่กิเลสที่ละเอียดที่สุดซึ่งไม่ปรากฏเลยว่ามี เช่นในขณะที่กำลังนอนหลับสนิท ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์หรือผู้ที่ไม่ใช่พระอริยบุคคลก็มีกิเลสที่สะสมมามาก แต่กำลังนอนหลับไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รัก ไม่ชัง ไม่คิดเรื่องต่างๆ ที่ทำให้เดือดร้อนใจหรือสบายใจ แต่ว่ามีสะสมมาแล้วเป็นอนุสัยกิเลส ใช้คำว่า "อนุสย" หมายความว่าตามนอนอยู่ในจิตทุกขณะตั้งแต่เกิด แต่ว่ายังไม่พร้อมที่จะเกิดขึ้นทำกิจการงาน เพราะเหตุว่ายังไม่มีการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด คือยังไม่เห็นแล้วจะชอบจะชังสิ่งที่เห็นได้อย่างไรเพราะยังไม่เห็น รวมทั้งในขณะที่ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลยทั้งสิ้น ขณะนั้นก็จะชอบจะชังในเสียงที่ปรากฏไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ ระดับของกิเลสที่ละเอียดกว่าอาสวะก็คืออนุสย หรือใช้คำว่าอนุสัยกิเลส ซึ่งจะดับได้โดยการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระอริยบุคคล จึงสามารถที่จะดับกิเลสได้ตามลำดับ ไม่ใช่ว่าดับไปได้ทีเดียวทั้งหมดถึงความเป็นพระอรหันต์ นี่เป็นความละเอียดซึ่งเป็นชีวิตประจำวันของทุกคน แต่ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่มีโอกาสจะรู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่มีจริงทุกวันที่กล่าวว่าธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริงหลากหลายมาก มีทั้งฝ่ายที่เป็นกุศลธรรมและอกุศลธรรม และที่ไม่ใช่กุศลธรรมไม่ใช่อกุศลธรรม
เวลาไปงานศพก็จะได้ยินคำสวดว่า "กุสลา ธัมมา, อะกุสลา ธัมมา, อัพยากตา ธัมมา" กุสลา ธัมมา หมายความถึงธรรมที่เป็นฝ่ายดี อะกุสลา ธัมมาก็คือธรรมทั้งหลายที่เป็นฝ่ายไม่ดี อัพยากตา ธัมมา คือนอกจากธรรมที่เป็นฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี ก็ยังมีธรรมซึ่งไม่ใช่ทั้งฝ่ายดีและไม่ใช่ทั้งฝ่ายที่ไม่ดี เช่น ดอกไม้ ใบหญ้า ต้นไม้ ถ้วยจานชาม จะดีหรือเลวไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าไม่ใช่สภาพรู้ ไม่ใช่จิต จึงเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีไม่ได้ เพราะไม่ใช่สภาพรู้อะไร ทำดีทำชั่วไม่ได้
ธรรมละเอียด ฉะนั้นขณะที่กล่าวถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขอให้เข้าใจสิ่งนั้นเพิ่มขึ้นจนกว่าจะรู้จริงๆ ว่าได้เข้าใจคำนั้นแล้ว เช่นได้ยินคำว่าอาสวะ หมายความถึงกิเลสซึ่งไหลหรือเกิดทันทีที่มีการเห็นมีการได้ยิน แต่ขณะที่ยังหลับสนิท ไม่มีการเห็นการได้ยินเลย ก็ยังไม่ใช่อาสวะ เพราะเหตุว่าไม่ได้เกิดขึ้นทำกิจการงาน แต่พร้อมที่จะเกิด เพราะว่าสะสมเป็นอุปนิสัย สิ่งที่มีกำลังเมื่อประสบกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็เกิดขึ้นเป็นอาสวะ เพราะฉะนั้นอนุสัยก็ละเอียดกว่าอาสวะ แต่ยังไม่ได้เกิดขึ้นทำกิจการงาน เพราะยังไม่มีปัจจัยพอ เมื่อใดที่เห็น เช่นในขณะนี้เป็นต้น ขณะใดที่มีความไม่รู้ไม่เข้าใจในสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง ขณะนั้นจะดีไม่ได้
เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมฝ่ายไม่ดีซึ่งเป็นอวิชชาสวะ หมายความว่าความไม่รู้ที่มีมานาน ถึงแม้ว่าจะมีการเห็น การได้ยิน การคิดนึก วันหนึ่งๆ ความไม่รู้ในสิ่งที่มีจริงๆ ก็เกิดติดตามการเห็นการได้ยินเป็นประจำ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ อาสวกิเลสก็มาก แต่ยังไม่มีกำลังถึงกับที่จะทำให้รู้สึกได้ว่าขณะนั้นจิตเศร้าหมองไม่ผ่องใสเพราะมีอกุศลธรรมเกิดด้วย
เมื่อคิดถึงคำว่าอาสวักขยญาณ คือปัญญาที่สามารถที่จะดับกิเลสนั้นต้องมีแน่นอน มิฉะนั้นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นโมฆะ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย สอนไปก็ไม่ได้ดับกิเลส อันนั้นก็ไม่ใช่คำสอนแน่นอน แต่ทุกคำที่เป็นวาจาสัจจะ ค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ เห็นความจริง ปัญญาเกิดเมื่อไร ความไม่รู้ก็จะค่อยๆ ลดน้อยลงไปตามลำดับ จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้หมด ซึ่งต้องเป็นปัญญาที่รู้ความจริงในขณะนี้ที่ไม่ใช่เรา และเป็นธรรมหรือเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธาตุ ธา-ตุ แต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงาน
นี่เป็นความลึกซึ้งของพระธรรม แม้เพียงเริ่มต้นแต่ละคำก็ลึกซึ้งมาก ขอให้ทุกคนได้สนใจที่จะเข้าใจความจริง ที่เป็นพระพุทธพจน์ซึ่งลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงได้ยินแล้วคิดเอง เข้าใจเอง นั่นผิดแน่นอน แต่เมื่อไรที่มีการรู้ว่าความลึกซึ้งของแต่ละคำที่ทรงแสดง กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ เช่นเดี๋ยวนี้ก็มีอาสวะ เริ่มต้นที่จะเข้าใจคำนี้ว่าเป็นกิเลสที่เกิดขึ้น เบาบาง ยังไม่ถึงกับทำให้สามารถที่จะรู้สึกได้ว่ากิเลสนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ปัญญาที่ได้อบรมแล้วสามารถที่จะดับกิเลส แม้กิเลสระดับนี้ก็ดับได้จนกระทั่งไม่เกิดอีกเลย
ผู้ฟัง คุณธรรมที่ทำให้ประเทศชาติรอดปลอดภัยไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด คุณธรรมข้อนี้คือเมตตา ความปรารถนาดีต่อกัน ขอความกรุณาท่านอาจารย์ขยายความคำว่าเมตตาด้วย
ท่านอาจารย์ ภาษาไทยรู้จักคำว่า "เมตตา" และคำว่า "มิตร" ซึ่งภาษาไทยก็ใช้คำที่มาจากภาษาบาลีว่า "มิตฺต" แต่ไม่ได้เข้าใจจริงในคำที่ใช้ ซึ่งเป็นอย่างนี้มากในภาษาไทย บางทีเราใช้คำว่า "เพื่อน" แต่เพื่อนคือใคร คือมิตรที่หวังดี เป็นเพื่อนที่พร้อมที่จะเกื้อกูลช่วยเหลือทุกขณะ แต่การช่วยเหลือก็ในทางที่เพียงความสะดวกสบาย การป่วยไข้ หรือธุรกิจการงาน แต่เพื่อนที่แท้จริงคือเพื่อนที่มีความหวังดีที่จะให้บุคคลนั้นเป็นคนดี เพราะไม่ว่าจะเป็นในบ้าน นอกบ้าน ประเทศชาติ หรือว่าโลก ที่จะสงบได้ก็เพราะคุณความดี ไม่ใช่เพราะความไม่ดี
ด้วยเหตุนี้ ถ้าทุกคนสามารถที่จะเห็นใจและพร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่นให้เป็นคนดี ไม่ใช่เพียงชั่วคราว คือเพียงให้พ้นความทุกข์ยาก หรือให้พ้นความเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งเท่านั้นไม่พอเลย เพราะว่าพ้นความทุกข์ยาก ความเจ็บไข้แล้วเป็นคนดีหรือไม่ ถ้ายังคงเป็นคนไม่ดี ก็ยังคงไม่สามารถที่จะมีความสงบร่มเย็นได้ เพราะฉะนั้นความเป็นเพื่อนหรือความหวังดีต่อบุคคลอื่น ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญาที่เข้าใจความจริง ความเมตตานั้นก็ไม่เป็นบารมีที่จะทำให้สามารถทำให้แต่ละบุคคลเป็นคนที่ดีได้ แต่ละหนึ่งถ้าเป็นคนดี ทุกอย่างไม่มีปัญหา และไม่เดือดร้อนเลย แต่ถ้าแต่ละหนึ่งไม่ได้เป็นคนดี แต่หวังที่จะให้คนอื่นเป็นคนดีโดยตนเองไม่เป็น ก็ไม่สำเร็จ
ความเป็นมิตรความเป็นเพื่อน ก็เป็นบารมีหนึ่งในบารมี ๑๐ ของการที่จะให้ดับกิเลสหมดไม่เกิดอีกเลย การที่กิเลสเกิดเพราะเหตุว่ายังมีกิเลสซึ่งสะสมวันแล้ววันเล่า เป็นปัจจัยให้กิเลสเกิดบ่อยมากขึ้น แต่ถ้ามีการสะสมคุณความดีทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งความดีนั้นมีมาก กิเลสมีน้อยลง เช่นนี้แล้วการที่ทุกคนจะไม่เป็นปัญหาและไม่เดือดร้อนก็จะมีมากขึ้น
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์บอกว่าเราพูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย และเมื่อสักครู่เมื่อท่านอาจารย์มาถึง ก็พานักเรียนพยาบาลและนักเรียนผู้ช่วยพยาบาลมากราบท่าน ท่านก็ถามว่าไหนลองพูดสักคำหนึ่ง นักเรียนก็บอกว่าอิ่ม ท่านก็ถามว่าอิ่มคืออะไร นักเรียนก็ลูบท้อง ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยขยายความหรือบอกถึงสิ่งที่เป็นจริงที่จะให้เข้าใจความจริงเพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์ เวลาบอกว่าอิ่ม ก็เป็นคำธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่ว่า "อิ่ม" ก็ตรงกันข้ามกับคำว่า "หิว" รู้จักหิวไหม รู้จักอิ่มไหม เวลาที่นำมือมาจับที่ท้องหมายความว่าท้องอิ่มหรือไม่ หรือหิวหรือไม่ นี่เป็นสิ่งซึ่งต้องรู้ความจริง เพราะว่าหิวก็จริง อิ่มก็จริง แต่รู้จักหิวจริงหรือไม่ และรู้จักอิ่มจริงหรือไม่ ประโยชน์ของการฟังธรรมคือเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน เราจะพูดเรื่องที่ยากยิ่งและไกล เช่น โลกุตตรธรรม หรือมัคคจิต หรือความสงบ ฯ แต่ถ้าไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ นั่นหมายความว่าเราสามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้หรือไม่ ถ้าเรายังไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ แล้วเราจะเข้าใจอย่างอื่นซึ่งยังไม่เกิดขึ้นยังไม่ปรากฏได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมก็คือว่าได้ฟังสิ่งซึ่งทำให้เข้าใจจริงๆ เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ในขณะนั้น และพระธรรมที่ทรงแสดงก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ซึ่งก่อนนี้ไม่เคยทราบเลยว่าความจริงคืออย่างไร หรือแม้ขณะนี้ที่เราคิดว่าหิวจริง อิ่มจริง แต่ยังไม่ทราบอย่างแท้จริงว่าหิวคืออะไร เราหิว หรือท้องหิว หรืออิ่ม นี่ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่อาศัยพระธรรมที่ทรงแสดง เราจะคิดเองซึ่งจะคิดไม่ละเอียด ไม่ถี่ถ้วน และไม่ตรงตามความเป็นจริงด้วย
ด้วยเหตุนี้การมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ก็แสดงอยู่แล้วว่าพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้วจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงของทุกสิ่ง สามารถที่จะทำให้เข้าใจถูกเห็นถูก เดี๋ยวนี้ใครหิวบ้าง ตอบได้ตามความเป็นจริงคนที่หิวก็บอกว่าหิว คนที่ไม่หิวก็บอกว่าไม่หิว แต่อะไรหิว และหิวคืออะไร ถ้าไม่มีร่างกายจะหิวไหม จะอิ่มไหม จะต้องบริโภคอาหารไหม ก็ไม่ต้อง แต่ร่างกายก็คือรูป ซึ่งคือสภาพธรรมที่มีจริงๆ เวลากระทบสัมผัสที่ท้องก็จะมีลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป โดยที่ว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงนี้เลย แต่ถ้าค่อยๆ พิจารณาว่าแม้สิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ก็เพียงชั่วคราว เช่นเห็นมีจริง ได้ยินมีจริง คิดมีจริง ชอบมีจริง โกรธมีจริง ทุกอย่างมีจริงชั่วคราว เพราะว่าสิ่งที่เกิดอยู่ไหน เกิดแล้วหมดไป เห็นถ้าไม่หมด ก็เห็นอยู่ต่อไปเรื่อยๆ อย่างอื่นก็จะปรากฏไม่ได้เลย หรือแม้แต่ได้ยินในขณะนี้เกิดขึ้นได้ยินแล้วก็ดับไป แม้เสียงปรากฏในขณะที่จิตได้ยินเสียงนั้นเท่านั้น แล้วเสียงก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย
นี่คือความจริงซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองได้ เพราะเหตุว่าเป็นการปรากฏของสภาพธรรมที่สืบต่อกันอย่างเร็วทีละอย่างแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นการฟังธรรม จึงฟังเพื่อให้เข้าใจจริงๆ จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจขึ้นอีกในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เช่นสิ่งที่มีจริง ทุกคนรู้ว่าถ้าไม่มีสิ่งนั้น เราไม่สามารถที่จะเข้าใจเรื่องนั้นได้เลย แต่เมื่อสิ่งนี้กำลังมี เราจึงสามารถที่จะเข้าใจเรื่องราวของสิ่งที่มีในขณะนี้เพิ่มขึ้นมากขึ้น จนกระทั่งเห็นความจริงของสิ่งนั้นได้
ทำไมเราต้องพึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ด้วยตนเองได้ เพราะฉะนั้นการมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ก็คือมีพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ตรัสรู้แล้วทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษาโดยละเอียดยิ่ง โดยประการทั้งปวง แม้แต่หิวซึ่งปรากฏเป็นธรรมดา เราก็ไม่เคยคิด แต่ความจริงหิวเกิดขึ้นเป็นหิว และหิวก็หมดไป ไม่ใช่หิวจะยั่งยืนต่อไป
เพราะฉะนั้นไม่ว่ากล่าวถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีจริง มีจริงแน่นอนเมื่อเกิดขึ้นปรากฏเพียงชั่วคราว แล้วหมดไปแล้วไม่กลับมาอีก ความลึกซึ้งของธรรมเกิดโดยที่ว่าไม่มีใครสามารถที่จะไปบังคับบัญชาให้เกิดขึ้นได้ตามปรารถนา สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด ต้องมีปัจจัยหรือสิ่งซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น สิ่งนั้นจึงเกิดได้ แต่ก็เพียงชั่วคราวแสนสั้นแล้วก็หมดไป การเกิดดับสืบต่อที่สั้นมากและเร็วมากก็ไม่ปรากฏเลย แต่สืบต่อจนกระทั่งเหมือนกับว่าไม่ได้ดับไปเลย ตามความเป็นจริงจากหิวมาเป็นอิ่ม และทั้งหิวและอิ่มก็ไม่มีแล้วหมดไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะเหตุว่าเกิดแล้วจะไม่ตายไม่ได้
โดยมากเราคิดว่าจะหมดสิ้นไปต่อเมื่อตาย แต่ความจริงแม้เมื่อวานนี้ เหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นก็หมดแล้ว และไม่กลับมาอีก เมื่อเช้านี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อสักครู่นี้ก็เช่นเดียวกัน แล้วมีอะไรที่เหลือบ้างจากการที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดนึกบ้าง แต่ละวันจนกระทั่งถึงขณะสุดท้ายที่จะจากโลกนี้ไป แล้วก็มีปัจจัยที่จะทำให้ไม่สิ้นสุดเลย เหมือนกับว่าตายแล้วก็เกิดอีก เหมือนกับชาติก่อนก็ต้องมีการเห็นการได้ยินเหล่านี้ และเมื่อจบชาติก่อนก็มีชาตินี้ต่อไป ชาติต่อไปก็สืบต่อจากชาตินี้เหมือนกับชาตินี้สืบต่อมาจากชาติก่อน เราจำสิ่งที่เกิดขึ้นในชาติก่อนไม่ได้เลย หิวในชาติก่อนก็จำไม่ได้ อิ่มในชาติก่อนก็จำไม่ได้ เมื่อตอนกลางวันรับประทานอะไรก็จำไม่ได้ ไม่ต้องนึกถึงชาติก่อนเลย เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาก็จำไม่ได้และหมดไปแล้ว ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วสืบต่อโดยไม่มีระหว่างคั่นเลย
เพราะฉะนั้น การศึกษาพระธรรมก็คือเข้าใจสิ่งที่มี โดยที่เราไม่สามารถที่จะคิดเอง แต่พระธรรมที่ตรัสไว้ดีแล้ว ๔๕ พรรษา อย่าประมาทแต่ละคำ คิดว่าเพียงแค่หิวแค่อิ่มก็เข้าใจได้ แต่ความลึกซึ้งมีมากกว่านั้นอีก เพราะว่าหิวไม่ใช่ท้องหิว มีรูปจริง แต่รูปไม่สามารถที่จะรู้อะไรเลย มีร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แต่คิ้ว ตา ท้อง แขน ฯลฯ ไม่มีความรู้สึกเลย กระทบสัมผัสก็เป็นเพียงแข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว แต่ที่เคลื่อนไหวไปได้ พูดได้และทำอะไรได้ ก็เพราะมีธาตุรู้ ที่เราคุ้นหูคือคำว่าจิตเกิดที่รูปนั้น รูปนั้นก็สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้ ทำกิจการงานต่างๆ ได้ แต่ถ้าปราศจากจิตโดยที่จิตไม่เกิดที่รูปนั้น รูปนั้นก็ทำอะไรไม่ได้เลย เคลื่อนไหวก็ไม่ได้ นำไปให้ใครก็ไม่มีใครต้องการ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
