ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837


    ตอนที่ ๑๘๓๗

    สนทนาธรรม ที่ นฤตยะ รีสอร์ท จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ แต่จะรู้ว่าแข็งเมื่อกระทบกาย เพราะที่กายมีรูปพิเศษ เป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กระทบกายได้ คือแข็งกระทบกายได้ เย็นหรือร้อนกระทบกายได้ ตึงหรือไหวปรากฏว่าตึงหรือไหวก็เมื่อกระทบกาย เพราะฉะนั้นธาตุเหล่านี้จะรู้ว่ามีจริงต่อเมื่อกระทบกาย

    แต่ถ้าไม่มีสีสันวรรณะซึ่งเกิดร่วมกับมหาภูตรูป ก็จะไม่มีการเห็นใดๆ ให้ปรากฏได้เลย เพราะเหตุว่าที่มหาภูตรูปก็มีสิ่งที่สามารถกระทบตาได้ เราจะใช้คำสั้นๆ ภาษาบาลีใช้คำว่าวรรณะ หรือวันโณ หรือนิภา หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ภาษาไทยบางคนก็ใช้คำสั้นที่สุดคือ สี แต่ว่าต้องเข้าใจด้วยว่าหมายความถึงสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ ไม่ต้องไปจำว่าเขียวแดงเหลืองหรืออะไรก็ตาม ขณะเห็นเกิดขึ้นมีอะไรปรากฏ นั่นคือสิ่งนั้นอยู่ที่มหาภูตรูป ถ้าไม่มีมหาภูตรูปเลย จะไม่มีการเห็นใดๆ เลยทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้นที่มหาภูตรูปก็มีรูปอีก ๔ รูป คือสิ่งที่สามารถกระทบตาได้เดี๋ยวนี้กำลังกระทบตา แล้วจิตเห็นเกิดขึ้นเห็น ตรงไหน ก็ตรงที่มีมหาภูตรูป เอาดอกไม้ออกไปจากโต๊ะ เห็นดอกไม้ไหม ไม่เห็น เอาออกไปแล้ว แต่พอเอาดอกไม้เข้ามา เห็นไหม เห็น เพราะฉะนั้นสีอยู่ที่ไหน สิ่งที่ปรากฏกระทบตาจนรู้ว่าเป็นดอกไม้ ก็ต้องอยู่ที่มหาภูตรูป จะเห็นทั้งวันเราจะอยู่ในโลกของความไม่รู้ จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด ทุกอย่างโดยประการทั้งปวง ทำให้คนอื่นสามารถเริ่มเข้าใจ แต่อย่าหวังที่จะรู้ความจริงอย่างนี้ เพราะเหตุว่าฟังเพื่อละความหวัง เพราะเหตุว่าหวังไม่มีทางรู้ แต่เพราะเข้าใจต่างหากจึงสามารถที่จะค่อยๆ รู้ความจริงได้

    เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจความละเอียดยิ่ง ความยากยิ่ง อย่างนี้ ก็ละความหวัง เพราะฉะนั้นปัญญากับความหวัง ความติดข้อง คนละเรื่อง และไม่สามารถที่จะเกิดร่วมกันได้ด้วย ขณะใดที่หวัง ขณะนั้นไม่ใช่ปัญญา ขณะใดที่รู้ความจริง จะเป็นพระโสดาบันชาตินี้ได้ไหม ตอบเอง ไม่มีใครตอบไม่ได้เลยใช่ไหม ใครยังคิดว่าได้ ใครคิดว่าไม่ได้ เพราะอะไร ต้องมีเหตุผล ไม่ใช่แค่คิด แต่ต้องเป็นผู้ที่ตรง ที่รู้ว่าตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นธรรมคือสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง เมื่อนั้นไม่มีทางที่จะละการยึดถือสิ่งนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ตราบใดที่เห็นคน ไม่ได้เข้าใจว่าเห็นสิ่งที่สามารถกระทบตาแล้วเห็นได้ แต่หลังจากนั้นแล้วไม่ได้เห็น แต่คิด จำ จากสิ่งที่เห็น รูปร่างสัณฐานต่างๆ ว่า เป็นคนเป็นสัตว์เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงแล้ว จะไม่เห็นเป็นท่านพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ ไม่ใช่ เห็น แต่ก็รู้ความจริงจนกระทั่งดับอาสวกิเลส ใช้คำว่า ขีณาสพ หรือ ขีณาสวะ ขีณะ คือ ดับอาสวะ ไม่มีแม้แต่ธุลีละอองของกิเลส

    เมื่อสักครู่นี้เราก็คงจะเห็นละอองฝน เบาบางมาก ไม่เหมือนกับตอนที่ตกหนัก เม็ดโตๆ ทำให้เราเปียก ฉันใด ละอองของความไม่รู้ซึ่งไม่รู้ความจริงทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ผู้ที่มีปัญญาดับได้หมดไม่เหลือเลย จึงใช้คำว่า อรหันต์ ผู้ดับกิเลสทั้งปวง ถ้าไม่มีการดับกิเลสได้ การฟังพระธรรมไม่มีประโยชน์ แต่เพราะเหตุว่าธรรมเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เป็นการที่จะละความไม่รู้ เพราะไม่รู้จึงติดข้อง ที่หวังต่างๆ นานานั้นด้วยความไม่รู้ แต่ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ความติดข้องมีจริง เป็นธรรม ไม่ใช่เรา ความหวังก็มีจริงแต่ก็เป็นธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นความติดข้องแต่ไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้นคำสอนทั้งหมด ก็จะประมวลไปสู่ความเข้าใจถูกว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล มีแต่ธรรมเท่านั้น แต่ไม่ใช่ว่ารีบร้อน แต่เป็นผู้ที่ตรงว่า อกุศลที่สะสมมามาก แล้วเพียงละอองของปัญญาที่เกิดจากการฟัง จะไปดับอกุศลซึ่งจากละอองเล็กๆ น้อยๆ จนใหญ่ยิ่งกว่าภูเขา ลองแตกย่อยภูเขาออกมาเป็นละอองที่ละเอียดมาก กว่าจะได้เป็นเขาตอนที่โลกเพิ่งเกิดเพิ่งสร้าง ก็จะไม่มีอะไร แต่ก็จะมีธาตุทั้งหลาย ซึ่งค่อยๆ เกิดดับจนปรากฏเป็นสิ่งต่างๆ เพราะฉะนั้นขณะนี้ ธาตุทั้งหลายซึ่งมีในแต่ละคน ไม่ใช่เพิ่งเกิดวันนี้ แต่เกิดมานานแสนนานแล้วก็สะสม จนกระทั่งปรากฏเป็นเมื่อไหร่เกิดขึ้น ก็ให้รู้ว่าเพราะมีการสะสมสิ่งนั้นมา แต่ว่าสามารถที่จะเข้าใจถูก ไม่ใช่มีตัวตนไปดับ ไปละ ไปวาง ไปพยายามกั้น นั่นไม่ใช่หนทาง แต่หนทางที่ลึกซึ้งเพราะเหตุว่าอริยสัจ ๔ ลึกซึ้งทั้ง ๔ อริยสัจจะ ไม่ใช่แต่เฉพาะทุกขอริยสัจจะ หรือสมุทยอริยสัจจะ หรือนิโรธอริยสัจจะ แต่แม้หนทางที่จะทำให้เข้าใจความจริงจึงดับกิเลสได้ก็ลึกซึ้งด้วย

    เพราะฉะนั้นจะเห็นความต่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับผู้ที่เป็นสาวก และยิ่งเป็นคนที่ไม่ฟังเลย ไม่มีทางเลย กี่ภพกี่ชาติก็คือ ไม่รู้ เหมือนอย่างที่เคยไม่รู้มาโดยตลอด และก็จะไม่รู้ต่อไปทุกชาติ แต่ว่าขณะนี้ที่กำลังฟัง กำลังสะสม เหมือนชีวิตของพระสาวกแต่ละท่าน ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก ในชาตกะ ก็มีบุคคลหลากหลายอัธยาศัยต่างๆ หลากหลาย จนถึงวันนี้เป็นคนนี้ ซึ่งก่อนนั้นเป็นใครอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จำไม่ได้ แล้วก็นึกออกไหม ไม่ออก ใช่ไหม แต่ว่าวันนี้ชาตินี้นึกออกหมดทุกอย่างที่เกิดขึ้นหรือยัง ก็ไม่ใช่ทุกอย่าง

    เพราะฉะนั้นเลิกไปคิดถึงเรื่องที่ไม่ปรากฏ หรือว่าอยากจะรู้อยากจะเข้าใจ ในเมื่อสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ทำไมไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นก็จะกลับมาสู่สิ่งที่มีในขณะนี้ ฟังเพื่อให้เข้าใจว่าขณะนี้เพียงฟังเรื่องราวของสิ่งที่มีจริง แต่อกุศลที่สะสมมามากก็ทำให้คิดเรื่องอื่นอยู่นั่นแล้ว จนกว่าเมื่อใดที่กำลังเริ่มเข้าใจสิ่งที่ปรากฏในขณะที่สิ่งนั้นมีจริงๆ กำลังปรากฏ เพราะเข้าใจถูกขั้นฟัง ซึ่งสะสมความเข้าใจถูกนั้นในจิตไว้มาก พร้อมที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ตรงตามที่ได้ทรงแสดงไว้ นี่ก็คือหนทางที่ละ เพราะมีปัญญาความเข้าใจที่ถูกต้องเกิดขึ้น แต่ว่าไม่ใช่เราสามารถจะรู้ได้ว่าวันไหน เมื่อไหร่ ที่จะมีความเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏ แต่จากการฟัง เริ่มเข้าใจ เราสามารถที่จะเข้าใจได้จริงๆ

    สนทนาธรรมที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่

    วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

    อ.คำปั่น ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่า ทุกคำในพระไตรปิฎกแสดงให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริงก็คือสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังแล้ว เราเข้าใจจริง แต่แล้วก็ลืม เรื่อยๆ แม้แต่ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ก็ลืม ถ้าไม่ได้ฟังอีก เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมจึงเข้าใจถูกต้องว่าทำไมฟัง เพราะไม่เคยรู้ความจริง ทั้งๆ ที่สิ่งนี้ก็มีจริง ตั้งแต่เกิดจนตายแล้วก็ต่อไปอีก แล้วก็ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังพระธรรมเลย เราก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ได้เลย เพราะว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง

    เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่า วาจาสัจจะแต่ละคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ จะทำให้เข้าใจสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นชีวิตของเรา ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือว่า ของเราจริงหรือ เราเข้าใจผิดหรือเปล่าว่า ชีวิตเป็นของเรา ถ้าเราเข้าใจว่าชีวิตเป็นของเรา ก็ไม่ต้องฟังอะไรเลย ถ้าเราเข้าใจคิดว่าความเข้าใจนั้นถูกต้อง แต่ว่าเมื่อมีผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง ก็เป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่งที่จะได้ฟัง เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจถูกว่า ถ้าไม่มีการฟังเลย ไม่มีทางที่ใครจะรู้ความจริงของสิ่งซึ่งเคยเข้าใจว่าเป็นเรา และเคยเข้าใจว่าของเรา

    อ.คำปั่น ขอกล่าวถึงเหตุสำคัญที่จะทำให้กุศลธรรม ตลอดจนถึงปัญญาความรู้ความเข้าใจเจริญขึ้น ซึ่งก็มีข้อความที่แสดงถึงธรรม ๔ ประการ ประการแรกก็คือการได้อยู่ในประเทศที่สมควร ประการที่ ๒ ก็คือการได้พึ่งพิงบุคคลผู้ที่มีปัญญา ประการที่ ๓ ก็คือการได้ตั้งตนไว้ชอบ ประกาศที่ ๔ สำคัญเลย ก็คือความเป็นผู้มีบุญที่ได้กระทำไว้แล้วตั้งแต่กาลก่อน ก็กราบเรียนท่านอาจารย์กล่าวถึงความสำคัญของธรรมทั้ง ๔ ประการนี้

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นการกล่าวถึงชีวิตของแต่ละคน รวมประมวลมาเป็นข้อธรรมต่างๆ นั่นเอง ตั้งแต่ข้อที่หนึ่ง

    อ.คำปั่น การได้อยู่ในประเทศที่สมควร

    ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องที่ไม่ใช่คิดสั้นๆ แล้วก็หมดไป แต่ฟังแล้ว ไตร่ตรองแล้ว ไตร่ตรองอีกว่าใครจะรู้ว่าเกิดในโลกนี้ แล้วในโลกนี้ก็มีหลายที่ และที่ไหนเป็นที่ที่สมควรจะเกิด เมื่อเกิดมาแล้วเป็นที่ที่สมควร สมควร ในที่นี้หมายความว่า เกิดมาแล้วตายไปไม่เปล่าประโยชน์ คือสามารถที่จะมีความรู้ความเข้าใจจากสิ่งที่มีในโลกนั้นตามความเป็นจริงด้วย เพราะเหตุว่าส่วนใหญ่เราก็จะเห็นว่า คนเกิดมาแล้วก็ตายไป เป็นปกติธรรมดาที่เกิดแล้วก็ตาย เกิดแล้วก็ตาย แต่ว่าการเกิดแล้วก็ยังไม่ตาย จนกระทั่งถึงตายของแต่ละคนก็ต่างกัน

    สำหรับผู้ที่ได้สะสมบุญมาแล้วแต่ปางก่อน ก็สามารถที่จะรู้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ควรฟัง และก็สิ่งใดเป็นสิ่งที่ควรรู้ ในบรรดาสิ่งที่ควรรู้ทั้งหมด วิชาการต่างๆ ในโลกนี้ สิ่งไหนเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่งและควรเข้าใจยิ่ง เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่าจะมีความรู้มากมาย มีความสามารถ แล้วก็มีการประกอบอาชีพต่างๆ แต่ว่าเวลาที่จะจากโลกนี้ไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีประโยชน์อะไรหรือเปล่า เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีประโยชน์เหนือสิ่งอื่นใด ก็คือสามารถที่จะรู้ว่าขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่าง เกิดขึ้นเป็นจริงอย่างนี้ได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้นการที่ก่อนจะจากโลกนี้ไป ไม่เหมือนคนที่เกิดแล้วก็ตายไป เกิดแล้วก็ตายไป โดยที่ไม่ได้รู้ไม่ได้ฟังอะไร ซึ่งทำมาหากิน มีทรัพย์สมบัติเงินทอง แต่เอาไปไม่ได้เลย มีแต่สิ่งที่เกิดแล้ว และก็สะสมไป บางขณะเห็นก็เกิดโลภะติดข้อง บางขณะเห็นแล้วก็เกิดโทสะ ไม่หายไปไหนเลย สะสมอยู่ในจิตแต่ละขณะ ทำให้เป็นผู้ที่มีอุปนิสัยหรืออัธยาศัยอย่างนั้น ซึ่งผลก็คือว่าเราเห็นว่าแต่ละคนที่เกิดมาแล้ว ต่างกัน ไม่เหมือนกันเลย และความต่างกันนั้นมาจากไหน ก็ต้องมาจากแต่ละขณะซึ่งแต่ละชาติเกิดมา แล้วก็สะสมจนกระทั่งเป็นอุปนิสัย

    เพราะฉะนั้น ไม่นาน ซึ่งทุกคนรู้ไม่ได้ว่า เมื่อไหร่จะจากโลกนี้ไป และทรัพย์สมบัติทั้งหลายแม้แต่ร่างกายที่เคยยึดถือว่าเป็นเรา ก็ติดตามไปไม่ได้เลย แต่ดีชั่วที่ทำไว้ในชีวิตนี้ ก็จะติดตามไป แล้วก็สะสมให้เป็นบุคคลที่มีอัธยาศัยต่างๆ กัน เพราะฉะนั้นเราก็เห็นใช่ไหม คนดีในโลกนี้เพราะสะสมความดี คนชั่วก็สะสมความชั่ว ไม่มีใครอยากชั่ว แต่ว่าอกุศลหรือสภาพธรรมที่ไม่ดีที่เกิดขึ้น สะสมๆ จนกระทั่งแสดงความเป็นบุคคลซึ่งมีอัธยาศัยต่างๆ กันไป ดีบ้างชั่วบ้าง ชั่วมากชั่วน้อย ดีมากดีน้อย นั่นก็เป็นแต่ละหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นก็ต้องจากโลกนี้ไปเป็นบุคคลอื่นทันทีที่สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ เมื่อจิตขณะสุดท้ายดับ ก็จะมีกรรมที่ทำให้เกิด แล้วแต่ว่าเกิดที่ไหนอีก เหมือนกับเรามาสู่โลกนี้เราก็ไม่รู้ก่อนจะมา ว่าจะมาสู่โลกนี้หรือว่าโลกนี้มีอย่างนี้ เพราะฉะนั้นโลกหน้าของแต่ละคน ก็ไม่รู้เลยว่าจะไปสู่ที่ไหน แต่สิ่งที่ได้สะสมมาแล้วจากโลกนี้ ไม่สูญหาย ก็จะติดตามไป

    อ.คำปั่น ประการที่ ๒ นอกจากจะเกิดในถิ่นที่เหมาะที่ควรที่มีพระธรรมคำสอนแล้ว ต้องได้พึ่งพิงบุคคลผู้ที่มีปัญญาด้วย

    ท่านอาจารย์ เกิดมาแล้วก็มีมิตรสหายมากมาย มีญาติพี่น้อง มีผู้ที่คุ้นเคย แต่ตามความเป็นจริงเราคุ้นเคยกับใคร เพราะอะไร ถ้าเรามีอัธยาศัยที่จะเป็นนักกีฬา เพื่อนของเราก็เป็นนักกีฬา แล้วแต่ว่าแต่ละคนสะสมอัธยาศัยที่จะไหลตามกันไปตามการสะสม คนที่สนใจเรื่องการทำอาหาร เขาก็จะมีพวกที่คุ้นเคยที่ทำอาหารอร่อยๆ แล้วก็คิดเรื่องทำอาหาร ไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่น นักดนตรีก็คบหาสมาคมกับนักดนตรี เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็เป็นไปตามการสะสม

    เพราะฉะนั้นถ้าได้พบกับใครก็ตาม เราก็จะรู้ได้ว่า เราค่อยๆ มีความโน้มเอียง คล้ายคลึงกับบุคคลที่เราคบหาสมาคมด้วย ต่างคนก็ต่างพอใจแบบเดียวกัน อย่างเดียวกัน ก็คบหาสมาคมกัน สำหรับคนที่มีพี่น้องเพื่อนฝูง แล้วก็คบหาสมาคมกันในเรื่องอื่น สนุกสนาน ไปเล่นดนตรี ไปการละเล่นต่างๆ แต่ว่าในบรรดาท่านเหล่านั้น มีใครที่สนใจที่จะได้ฟัง แล้วก็ได้รู้ว่า ความจริงที่สมควรจะรู้อย่างยิ่ง จะรู้ได้จากใคร มีบุคคลเดียวคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรอบรู้ทุกอย่างตามความเป็นจริง บางคนก็สงสัย ก็ถามว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเล่นเปียโนได้ไหม ช่างเป็นคำถามที่น่าแปลก เล่นยากไหม หรืออะไรยากกว่านั้นอีก

    เพราะฉะนั้นเมื่อทรงตรัสรู้ความจริงซึ่งแสนยากกว่านั้น สิ่งซึ่งจะทำไม่ได้ ไม่มีเลย แต่เป็นสิ่งที่สมควรไหม นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นเกิดมาชีวิตนี่ก็สั้นมาก เพราะฉะนั้นที่สมควรที่สุด แม้ว่าจะมีความสนใจในเรื่องอื่น จะเป็นนักดนตรี นักกีฬาอะไรต่างๆ เป็นแพทย์ เป็นสถาปนิก แต่ก็ได้สะสมความสนใจที่จะได้ฟังธรรม เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าผู้ที่มาสู่พระธรรมหลากหลายมาก เพราะเหตุว่าแม้ว่าจะมีการสะสมที่จะพอใจ มีมิตรสหายทางโลกประการต่างๆ วิชาการต่างๆ แต่ก็สะสมมาที่จะมีศรัทธา ศรัทธาคือสภาพจิตที่ผ่องใส ขณะนั้นไม่มีโลภะ ความติดข้อง ไม่มีโทสะ แล้วก็ไม่มีการที่จะเป็นอกุศลใดๆ มานะ ความสำคัญตน หรือว่าความริษยา ความตระหนี่ เหล่านี้ก็เป็นอกุศล ซึ่งขณะนั้นเมื่อมีเมื่อไหร่ จิตไม่ผ่องใส แต่ขณะใดก็ตามที่จิตไม่มีสภาพธรรมเหล่านั้น เป็นสภาพของจิตซึ่งต่างกับขณะที่มี

    เพราะฉะนั้นลักษณะที่ผ่องใสก็ปรากฏ โดยเฉพาะเมื่อมีการผ่องใสที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏด้วย เพราะเหตุว่าความผ่องใสของจิตเป็นไปในหลายทาง เป็นไปในการสละวัตถุเพื่อประโยชน์สุขของบุคคลอื่น ช่วยเหลือต่างๆ ก็ได้ หรือว่าเป็นการที่ละเว้นทุจริต แล้วก็กระทำสิ่งที่ควรทำที่เป็นประโยชน์ ขณะนั้นจิตก็ต้องผ่องใสจากอกุศลทั้งหลาย และแม้ว่าจะได้ทำคุณความดีต่างๆ ก็ยังได้สะสมความเห็นถูกหรือความเข้าใจถูกว่า นอกเหนือจากนั้นไม่ใช่เป็นเพียงคนดี แต่เป็นคนดีที่สามารถรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตายด้วย

    เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่มีศรัทธาที่จะฟังพระธรรม นอกจากฟังเรื่องอื่นแล้ว ก็ฟังพระธรรม บางคนก็มีแต่เรื่องอื่นทั้งวัน ไม่มีการฟังพระธรรมเลย นี่ก็เป็นอัธยาศัยต่างๆ กัน แล้วแต่บุญหรือว่าสิ่งที่ได้สะสมมา

    อ.คำปั่น ก็จะสืบเนื่องในข้อที่ ๓ และข้อที่ ๔ ก็คือ ความเป็นผู้ตั้งตนไว้ชอบ แล้วก็ได้สะสมบุญไว้

    ท่านอาจารย์ ก็คือชีวิตประจำวัน เมื่อได้สะสมบุญมาแล้ว ก็ได้ประสบแต่สิ่งที่เป็นผลของความดีต่างๆ แล้วก็ยังตั้งจิตไว้ชอบว่า แล้วก็จากไป แต่ว่าสิ่งที่มีนอกเหนือจากทรัพย์สมบัติสิ่งของก็คือว่าความเห็นถูกความเข้าใจถูก และคุณความดีซึ่งจะติดตามไป ความจริงธรรมก็เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด สอดคล้องกัน แล้วแต่ว่าจะยกขึ้นกล่าวถึงประการหนึ่งประการใด

    ผู้ฟัง พอดีมีคำถามฝากเรียนถามมา ดิฉันมีความสงสัยในข้อความที่ว่า การมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง อย่างไร ขอความเมตตาจากท่านอาจารย์ได้โปรดให้ความกระจ่างด้วย

    ท่านอาจารย์ ตั้งแต่เกิดมาเราพึ่งซึ่งกันและกันหรือเปล่า ตอนเป็นเด็กก็พึ่งพ่อแม่ โตขึ้นก็พึ่งครูบาอาจารย์ พึ่งมิตรสหาย พึ่งกันมาโดยตลอด แต่เขาสามารถที่จะทำให้เราพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตายได้ไหม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หรือว่าจะพึ่งเขาให้เราเป็นคนดีขึ้นได้ไหม ไม่มีทางจะเป็นไปได้เลย นอกจากรู้ว่าเราสามารถที่จะเข้าใจความจริงถึงความแตกต่างของดีและชั่วได้ โดยเข้าใจความลึกซึ้งของการเกิดขึ้นเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งต่างๆ กันไป แล้วใครสามารถที่จะให้เราเข้าใจความจริงที่มีในขณะนี้ได้

    เช่น แต่ละคนขณะนี้ต่างกันจริงๆ รูปร่างหน้าตาก็ต่างกัน อุปนิสัยใจคอก็ต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือว่าต้องแก่ แล้วก็ต้องเจ็บ แล้วก็ต้องตาย เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ความดีความชั่ว จากชั่วแล้วก็จะเป็นดีได้ ใครสามารถจะทำให้ได้ เพราะว่าทุกคนเกิดมาด้วยความไม่รู้ เกิดมาแล้วก็ยังไม่รู้ต่อไป ถ้าถามว่าไม่รู้อะไร ก็ต้องมีสิ่งที่ไม่รู้ด้วย ไม่ใช่ตอบแต่ว่าไม่รู้ ไม่รู้ แต่ไม่รู้อะไร บางคนก็ยังหาไม่เจอเลย บอกว่าเกิดมาแล้วไม่รู้นี่ ไม่รู้อะไร ก็กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ รู้หรือเปล่า ว่าเห็นคืออะไร แล้วสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาให้เห็น รู้หรือเปล่าว่า ความจริงสิ่งที่ปรากฏขณะนี้คืออะไร

    แม้แต่กำลังได้ยินเรื่องราวต่างๆ ก็ไม่ได้เข้าใจความจริงเลย หรือแม้แต่คำที่เราใช้กันบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น คำว่าโลก คำว่าชีวิต แล้วคืออะไร ต่างคนก็ต่างคิด เป็นผู้ที่อาจจะเขียนตำรับตำรามากมาย แต่ว่าจริงหรือเปล่า จริงถึงที่สุดหรือเปล่า เพราะว่าความจริงถ้าพูดถึงชีวิต ต้องมีธาตุรู้ สภาพรู้ ถ้าไม่มีธาตุรู้สภาพรู้ ไม่ใช่ชีวิตเลย อย่างโต๊ะ เก้าอี้ ต้นไม้ ดอกไม้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่คิดนึก ไม่สุขไม่ทุกข์ สิ่งต่างๆ เหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต แต่ว่าขณะนี้ไม่ได้มีแต่ฝาผนัง ไม่ได้มีแต่ไฟฟ้า แต่มี “เห็น” ด้วย

    เพราะฉะนั้น “เห็น” เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขณะนั้นก็เป็นสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งสามารถที่จะรู้ได้ว่า เดี๋ยวนี้ ที่นี่ อะไรกำลังปรากฏ หรือแม้แต่เสียง ขณะนี้ทำไมรู้ว่ามีเสียง ถ้ามีธาตุรู้เกิดขึ้น สภาพรู้กำลังรู้เสียง ได้ยินเสียง ขณะนั้นก็คือว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิต คือสภาพที่เป็นธาตุรู้นั่นเอง เพราะฉะนั้นแต่ละคำเราไม่สามารถที่จะไปคิดเองได้ลึกซึ้งจนถึงที่สุดได้ แต่ผู้ที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดงความจริงมี เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า บุคคลนั้นเหนือบุคคลใดๆ ในโลก ในจักรวาล แม้แต่เทวดาซึ่งก็คือภพภูมิซึ่งเป็นผลของกุศลกรรม ทำให้มีชีวิตที่สะดวกสบาย ไม่เดือดร้อน ต่างกับชาวโลก มนุษย์ก็มีทั้งสุขบ้างทุกข์บ้าง แต่ก็ยังไม่รู้ความจริง

    เพราะฉะนั้นเมื่อได้ยินได้ฟังว่า มีผู้ที่รู้ความจริง ก็ใคร่ที่จะได้ฟังความจริงนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อได้ฟังความจริง และเข้าใจความจริง เป็นที่พึ่ง ที่ทำให้มีความเข้าใจถูกต้อง ในสิ่งซึ่งไม่มีคนอื่นสามารถที่จะทำให้ถูกต้องได้ และความจริงก็เป็นสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แล้วถ้ามีความเห็นถูก ตรงตามความเป็นจริงไม่ผิด ชีวิตก็จะดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง เพราะการเข้าใจความจริง ด้วยเหตุนี้เมื่อได้ยินคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องรู้ก่อนว่าเป็นใคร


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    20 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ