ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๕๖

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

    วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อเกิดแล้ว ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ขณะนี้บอกว่าเห็น เห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น และเห็นไม่ใช่ตา ตาไม่เห็น แต่มีธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเกิดเห็นแล้วดับ ไม่ทำอย่างอื่นเลย ไม่คิด ไม่จำ เพียงธรรมหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเป็นเห็นจริงๆ แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่าเป็นอนัตตา ได้ยินก็ไม่ใช่เสียง เสียงปรากฏไม่ได้ ถ้าไม่มีสภาพที่กำลังได้ยินเฉพาะเสียงนั้น เสียงนั้นเท่านั้นที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นธาตุที่กำลังได้ยินเสียงมีจริงๆ ภาษาไทยเราใช้คำว่าได้ยิน แต่จะใช้ภาษาอะไร ใช้คำอะไรก็ได้ แต่หมายความถึงสิ่งที่มีจริงสิ่งหนึ่งซึ่งรู้เสียง คือได้ยินเสียง ไม่ใช่รู้ว่าเสียงเป็นอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่เมื่อเสียงปรากฏมีเมื่อไร แสดงว่ามีธาตุที่กำลังได้ยิน เสียงนั้นจึงปรากฏ

    เพราะฉะนั้น สภาพธรรมก็ต่างกันอย่างกว้างๆ อย่างใหญ่เป็น ๒ ประเภท คือ ธรรมประเภทหนึ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่สภาพรู้ รวมเรียกว่า "รูปธรรม" และสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้นไม่มีรูปร่างใดๆ เลย มองไม่เห็น หายากว่าอยู่ที่ไหน แต่มีกิจการงานหน้าที่ ที่ทำให้รู้ได้ว่ามีสภาพธรรมนั้น เช่น เห็น ไม่มีรูปร่างเลย แต่กำลังเห็น เป็นธรรมที่มีจริง ซึ่งเกิดเห็นแล้วก็ดับไป สภาพธรรมที่เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด รวมเรียกว่า "นามธรรม" เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดที่กล่าวว่า คนเกิด สัตว์เกิด ถ้ามีแต่รูป ไม่มีธาตุรู้เลย ก็จะไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต แต่เมื่อใดก็ตามที่มีธาตุรู้เกิดขึ้น ขณะนั้นก็เป็นสิ่งที่มีชีวิต โต๊ะไม่เห็น โต๊ะไม่ได้ยิน โต๊ะไม่คิดนึก หรือจะใช้คำว่า แข็ง แข็งไม่เห็น แข็งไม่ได้ยิน แข็งไม่คิดนึก แข็งมีจริงๆ เกิดขึ้น ไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้น ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา แต่ขณะที่กำลังรู้แข็ง มีไหม วันหนึ่งๆ แข็งปรากฏว่ามี ในขณะที่กำลังรู้แข็ง ในขณะนั้นก็มีนามธรรม เพราะฉะนั้นที่ว่าเกิดก็คือธรรมเกิด จะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรมก็ตาม มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่กลับมาอีกเลย

    เพราะฉะนั้นที่ใช้คำว่าตาย ต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด และสิ่งนั้นหมดไป ดับไป ไม่เหลือเลย แล้วไม่กลับมาอีก อย่างเราบอกว่าคนตาย ก็หมายความว่า จากนั้นไปไม่มีคนนั้นอีกเลย จะกลับมาเป็นคนนั้นอีกไม่ได้เลยสักขณะเดียว และที่กล่าวว่าไปไหน ไปไม่ได้ เกิดแล้วดับ แต่มีปัจจัยที่สืบต่อ เหมือนเมื่อวานนี้กับวันนี้ ถ้าไม่มีเมื่อวานนี้ วันนี้ก็ไม่มี ถ้าไม่มีขณะนี้ ขณะต่อไปก็ไม่มี จนถึงขณะสุดท้ายของชาตินี้ ถ้าไม่มีขณะนั้นซึ่งเป็นขณะสุดท้ายของชาตินี้ ธาตุรู้ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย ที่ใช้คำว่าตาย เพราะว่าสภาพซึ่งเป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้ ที่เราใช้คำว่าจิต เกิดโดยปัจจัย และมีความหลากหลายต่างๆ กัน เป็นจิตประเภทต่างๆ เช่น เห็น เป็นจิตชนิดหนึ่ง เพียงเห็น ได้ยินเป็นธาตุรู้ หรือเป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้ยินแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นอาศัยการเกิดขึ้นและดับไป จากขณะหนึ่งเป็นขณะหนึ่ง ก็ทำให้สืบต่อเป็นชีวิตตั้งแต่เกิด ก็คือสภาพรู้นามธรรมและรูปธรรมเกิด แล้วก็ดับสืบต่อทุกๆ ขณะ จนถึงขณะสุดท้าย ใช้คำบัญญัติเรียกว่าตาย แต่ก็มีเหตุปัจจัยที่จะให้สภาพธรรมซึ่งเป็นจิตเกิดสืบต่อ เหมือนเมื่อครู่นี้กับเดี๋ยวนี้ ก็คงจะเข้าใจได้ว่าทั้งหมดเป็นธรรม แต่ความละเอียดมีมาก ต้องตั้งต้นที่ว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา จึงชื่อว่าได้ศึกษาพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้

    ผู้ฟัง ขอตอบจากคำถามที่เป็นการบ้านเรื่องมะเร็ง ขอตอบว่ามะเร็งเป็นบัญญัติ เป็นชื่อของโรคชนิดหนึ่ง ถูกหรือไม่

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วก็เป็นขณะนั้น ถ้าไม่คิดคำว่ามะเร็ง มีมะเร็งไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ด้วยเหตุนี้ ทุกคนไม่รู้เลยว่าอยู่ในโลกของความคิดเพราะความจำ สิ่งที่ปรากฏทางตาบ้าง ทางหูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง ทุกวัน หลากหลายมาก ลักษณะที่ปรากฏหลากหลาย จนจำแนกให้คิดเป็นเรื่องต่างๆ เป็นคำต่างๆ แต่ความจริงก็คือสภาพธรรมซึ่งไม่พ้นจากนามธรรมและรูปธรรม ซึ่งขณะนี้เกิดเห็น ยังไม่มีมะเร็ง แต่ถ้าได้ยินได้ฟังเรื่องราว ก็ค่อยๆ จำว่าหมายความถึงอะไร เพราะฉะนั้นโดยแท้จริงแล้ว ทุกคนอยู่ในโลกของความคิด หลังเห็น เห็นก่อน แล้วก็คิดตามสิ่งที่ปรากฏ ได้ยินก่อน แล้วก็จำเสียง จำเรื่อง แล้วก็คิดตามเรื่อง ตามเสียงที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นก็มีโลกทางตา เป็นสีสันวัณณะ เป็นบุคคลต่างๆ แม้ไม่เรียกชื่อ สิ่งนั้นก็มี เช่น นก กับงู กับคน ปรากฏให้เห็น แต่ไม่ใช่เป็นงู เป็นนก เพียงแต่สิ่งที่ปรากฏรูปร่างต่างๆ ทำให้จำได้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะคิดถึงรูปร่าง สัณฐาน ความจริงคือเพียงเห็น ไม่สามารถจะรู้ว่าเป็นอะไร เพียงได้ยินเสียง ก็ไม่สามารถจะรู้ว่าเป็นอะไร แต่เพราะเหตุว่าได้ยินบ่อยๆ เหมือนเด็กซึ่งเกิดมา ตอนต้นก็พูดไม่ได้ คิดไม่ได้เลย แต่เมื่อจำบ่อยๆ ได้ยินเสียงซ้ำๆ ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าหมายความถึงอะไร แล้วก็จำเสียง แม้แต่คำว่ามะเร็ง เด็กเกิดใหม่ไม่ทราบเลย ใครพูดว่ามะเร็ง เด็กก็ไม่รู้ ใช่ไหม แต่เมื่อโตขึ้นได้ยินบ่อยๆ เข้าใจเรื่องราว ก็สามารถที่จะรู้ว่า แต่ละคำหมายความถึงอะไร

    เพราะฉะนั้นจิตหนึ่งขณะที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เฉพาะหนึ่งก็ได้ทรงแสดงโดยละเอียดอย่างยิ่งว่าหลากหลายมาก เช่น จิตที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ เกิดขึ้นเพียงขณะเดียว ใครรู้บ้าง ไม่รู้เลย ใช่ไหม และเกิดขึ้นโดยมีสภาพธรรมที่อาศัยกันและกัน เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งใช้คำว่าเจตสิก นามธาตุ เช่น โลภะ โทสะ ความติดข้อง ความรู้สึกต่างๆ สภาพรู้ทั้งหมด อาศัยจิตเกิดขึ้นพร้อมกับจิต แล้วดับพร้อมจิต ก็หลากหลาย ทำให้วันนี้มีจิตหลายประเภทเกิดขึ้น ไม่ซ้ำกันเลยสักขณะเดียว เพราะมีปัจจัยทำให้เกิดแล้วก็ดับไป มีปัจจัยทำให้เกิดสืบต่อแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นชีวิตจริงๆ ดำรงอยู่เพียงชั่วหนึ่งขณะจิต ถ้าขณะจิตนั้นดับ และไม่มีจิตอื่นเกิดสืบต่อที่จะทำให้เป็นบุคคลนี้ต่อไป ก็กล่าวว่าคนนี้ตาย ถ้ามีปัจจัยที่ทำให้เมื่อจิตหนึ่งขณะดับแล้ว ใครยับยั้งไม่ได้เลย การดับไปของจิตขณะก่อน เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ ก็ทำกิจเคลื่อนพ้นจากความเป็นบุคคลนี้

    เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาโดยละเอียด จะทราบว่าจิตแต่ละขณะเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่รู้อะไร แต่ว่าจิตคือธาตุรู้เกิดขึ้น ทำกิจเฉพาะของจิตนั้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นจิตขณะแรกที่เกิด ทำกิจสืบต่อจากจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน ซึ่งเราใช้คำว่า จุติ หมายความถึงเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้น และมีปัจจัยที่ทำให้เป็นคนใหม่ เกิดใหม่ ลืมเรื่องเก่าหมด เพราะฉะนั้นเรื่องใดๆ ในแต่ละวัน แต่ละขณะที่เรารู้ ก็เพียงแต่เฉพาะในชาตินี้ พอถึงจิตขณะสุดท้าย ไม่เป็นคนนี้อีกต่อไป เรื่องต่างๆ ที่เคยจำเคยคิดไว้ ก็หมดสิ้นไปกับเรื่องนี้ ชาติก่อนทำอะไรบ้าง จำได้ไหม แต่เมื่อเกิดเป็นคนนี้ลืมหมด จำได้เฉพาะชาตินี้ และอีกไม่นานก็พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ เป็นบุคคลอื่นตามกรรมที่ได้กระทำไว้ทันที เพราะฉะนั้นก็มีเรื่องใหม่ มีบุคคลใหม่ มีพี่น้องใหม่ มีเหตุการณ์ใหม่ แล้วแต่ว่าจะเกิดเป็นอะไร เพราะฉะนั้นเกิดแล้วตาย ก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย และก็เป็นนามธรรมและรูปธรรมเท่านั้น ตรงกับที่ตอบ แต่ต้องเข้าใจละเอียดขึ้น

    คงไม่ลืมที่กล่าวเมื่อครู่นี้ ธรรมเกิดตายเป็น "ธรรมดา" มาจากภาษาบาลีว่า ธรรม กับ ตา คือความเป็นไปของธรรม ต้องเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างอื่นไม่ได้ คือมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะพ้นไปได้เลย เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้วถ้าไม่มีธรรม ก็ไม่มีใครเลย แต่เมื่อมีธรรมแต่ละหนึ่งเกิดขึ้น ก็แล้วแต่ว่าจะยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นใคร แต่ความจริงก็คือเป็นธรรม เพราะฉะนั้นจะเกื้อกูลใครก่อนตาย ให้เขาทำความดีด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้นก็ตาม แต่ไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุด ก็คือว่าขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดกับทุกคนคือความเห็นถูกต้อง ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้ง และทรงแสดงว่าทุกอย่างที่มีไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เป็น "ธรรมดา" คือมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

    ถ้าจะมีชีวิตอยู่เป็นคนดีสักปานใดก็ตาม แต่ไม่เข้าใจธรรม ก็ยังดีไม่ถึงที่สุด เพราะเหตุว่าอาจจะละชั่ว ทำความดีให้ถึงพร้อม แต่ไม่ได้ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความไม่รู้และกิเลสทั้งหลาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ซึ่งยากที่สุด แล้วต้องอบรมคือค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็คือสิ่งที่มีในขณะนี้ ไม่ควรที่จะผ่านไป โดยการยึดถือว่าเป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้ววันหนึ่งเราก็ต้องตาย และก็ยังไม่เข้าใจธรรม เพียงแต่เข้าใจสิ่งที่เกิดเป็นธรรมดา ว่าเป็นอย่างนี้ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องจากโลกนี้ไป แต่ว่าตามความเป็นจริง สิ่งที่ควรจะให้คนอื่นซึ่งมีค่าประเสริฐสุด คือสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อทรงตรัสรู้ความจริง และให้ความจริงนี้กับคนที่เห็นประโยชน์ว่าเกิดมาแล้วได้อะไรจากชีวิตนี้บ้าง เหมือนได้ แต่ความจริงไม่ได้อะไรเลยสักอย่างเดียว เพราะเหตุว่า แม้ที่เข้าใจว่าเป็นเราเกิดมา ก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นก็ได้อวิชชา ความไม่รู้ และได้กิเลสเยอะมาก จากทุกขณะที่เห็น ได้ยินแล้วไม่รู้ แล้วก็เกิดความติดข้อง ความยึดถือ

    เพราะฉะนั้นเกิดมาสิ่งที่ได้คือกิเลส แล้วก็พาไป ไม่ใช่มีตัวตนพา แต่หมายความว่าจิตที่เป็นขณะสุดท้ายของชาตินี้ดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ เพราะฉะนั้น กรรมหนึ่งก็ทำให้เป็นบุคคลอื่นทันที แล้วแต่ว่าจะเป็นใคร วันนี้หรือชาตินี้เป็นบุคคลอื่นจากชาติก่อน ใช่ไหม หรือว่าจากเมื่อวานนี้ก็ได้ เพราะความจริงคือนามธรรมและรูปธรรมดับหมดอย่างเร็วมาก สุดที่จะประมาณได้ทุกขณะ เพราะฉะนั้นบางขณะเราเรียกว่าเป็นคนดี บางขณะเราเรียกว่าเป็นคนชั่ว บางขณะก็เป็นคนที่ได้ฟังธรรมเข้าใจขึ้น แต่บางขณะก็ไม่รู้อะไรเลยเพราะไม่เคยฟัง ก็เป็นธรรมทั้งหมด แล้วแต่ว่าเราจะเรียกว่าเป็นใคร หรือเข้าใจว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้น ประโยชน์สูงสุดก็คือว่าได้ให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเราใช้คำว่าศึกษาธรรม ฟังธรรม ให้เข้าใจความจริงถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้จึงประเสริฐที่สุด ถึงดีแต่ไม่เข้าใจธรรม ก็ยังไม่ได้ชำระจิตให้หมดไปจากอกุศลและอวิชชา

    ผู้ฟัง เมื่อครู่ที่มีคนถามเรื่องมะเร็ง คิดว่าถ้าพิจารณามะเร็งตามปรมัตถธรรม ก็คือรูปที่เกิดจากอุตุหรืออาหาร

    ท่านอาจารย์ เมื่อพิจารณาโดยธาตุ ไม่มีธาตุมะเร็ง ธาตุที่มีอยู่จริงคือ เย็นหรือร้อน (ธาตุไฟ) อ่อนหรือแข็ง (ธาตุดิน) ตึงหรือไหว (ธาตุลม) และซึมซาบ เอิบอาบ ก็คือธาตุน้ำซึ่งเกาะกุมธาตุทั้งสามไว้ แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏ ละเอียดมาก ตามเหตุตามปัจจัย แม้แต่ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ยังปรากฏหลากหลายมาก เช่นทุเรียนก็มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ใดที่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่นั่นต้องมีสิ่งที่กระทบตาปรากฏให้เห็นเป็นรูปร่างต่างๆ ต้องมีกลิ่น ต้องมีรส ต้องมีโอชา คือรูปที่เมื่อกลืนกินเข้าไปแล้ว ทำให้เกิดรูป เป็นรูปที่เกิดจากอาหาร เพราะฉะนั้นจะไม่พ้นจากธาตุทั้งสี่ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แต่ส่วนผสมและปัจจัยทำให้ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณ ธัญญาหาร ต้นไม้ ดอกไม้ เพียงดอกไม้ก็หลากหลายชนิด ข้าวก็มีหลายพันธุ์ ต้นไม้ก็มีทั้งที่ไม่มีผลเลย หรือมีแต่ใบกับดอกก็มี

    เพราะฉะนั้นก็เห็นความละเอียดลึกซึ้งของธรรม ว่าแม้เพียงรูปธรรมซึ่งเป็นแต่เพียงอ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว ก็สามารถปรากฏความหลากหลายให้ศึกษา ให้เรียกชื่อ แม้โรคต่างๆ หรืออวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เราจะบอกว่า หัวใจ ตับ ปอด ก็ไม่พ้นจากแข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว และปรากฏเป็นสีสันวัณณะต่างๆ เป็นรูปที่กระทบตาได้ และปรากฏให้เห็นทางตาได้ และมีกลิ่น มีรส มีโอชา คืออาหารที่ทำให้เกิดรูปเมื่อกลืนกินเข้าไปด้วย ก็เห็นความหลากหลายว่าแม้รูปยังวิจิตรหลากหลายมากถึงปานนี้ เพราะฉะนั้นนามธาตุซึ่งเป็นธาตุรู้ จะวิจิตรหลากหลายมากสักเพียงใด

    ด้วยเหตุนี้ไม่สามารถที่จะประมาณได้ว่า จิตแต่ละหนึ่งของแต่ละคนสะสมอะไรมาบ้าง และต่อไปจะเกิดอะไรบ้าง เพียงคนเดียววันหนึ่งก็ต่างกันแล้ว วันนี้โกรธมาก พรุ่งนี้ดีมากก็ได้ แล้วแต่เหตุปัจจัย และยิ่งหลายๆ คนหลายๆ วัน ความวิจิตรของธาตุต่างๆ จะมากสักเพียงใด เพราะฉะนั้นทรงแสดงธรรมโดยความเป็น "นานาธาตุ" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เราจะใช้คำเรียกอะไรสักเท่าไรก็ตาม ก็ไม่พ้นความจริง ซึ่งเป็นความจริงซึ่งถึงที่สุด ใช้คำว่า "ปรมัตถธรรม" ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความจริงนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้ มะเร็งไม่ให้แข็งได้ไหม ไม่ให้อ่อนได้ไหม ไม่ให้เย็นได้ไหม ไม่ให้ไม่มีกลิ่นได้ไหม ก็ไม่ได้ แต่ความหลากหลายของสิ่งที่ปรากฏก็ทำให้ใช้ชื่อเรียกต่างๆ ให้รู้ความหลากหลายนั้นเท่านั้นเอง แต่มะเร็งก็ไม่รู้อะไร แข็งไม่รู้อะไร อ่อนไม่รู้อะไร แต่ผู้ที่กระทบสัมผัสสามารถที่จะรู้ได้ถึงความละเอียดและความหลากหลาย

    ผู้ฟัง สิ่งที่ปรากฏก็กำลังเผชิญหน้า กำลังมีอยู่ในขณะนี้ ขอให้ท่านอาจารย์ ช่วยอธิบายเพื่อให้เกิดความกระจ่างจะได้เห็นถูก

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้มาแสนนาน เพราะฉะนั้นจะให้รู้ทันที เป็นสิ่งที่รู้ไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าฟังแล้วก็ลืม ไม่มีใครจำได้ว่าขณะนี้เป็นธรรมเพราะลืมแล้ว กว่าจะจำได้ว่าขณะนี้ไม่มีเรา แต่มีสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้น จะเรียกหรือไม่เรียกสิ่งนั้นก็มีจริง ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม วันนี้ถ้าไม่ลืมก็คือมีความเข้าใจที่มั่นคง ว่าไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม ขณะใดก็ตาม ที่นี่หรือข้างนอก หรือที่ไหน มีสิ่งที่มีจริง ระลึกได้ไหม เห็นอย่างนี้ มีจริงๆ ธรรมต้องค่อยๆ เข้าใจ พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัป ไม่ใช่วัน ไม่ใช่เดือน ไม่ใช่ปี ไม่ใช่ชาติ แต่ยาวนานถึง ๔ อสงไขยแสนกัป หลังจากที่ได้ฟังคำพยากรณ์จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกร ก็ทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อรู้ความจริงอย่างที่เรากำลังได้ฟังนี้ ว่าเห็นมีจริง เห็นเกิดแล้วดับ แต่ระหว่างที่เป็นพระโพธิสัตว์ ไม่ได้ทรงถึงพระญาณที่สามารถที่จะรู้ความจริงของธรรมที่ปรากฏ เพราะเหตุว่าต้องทรงบำเพ็ญพระบารมี บารมีคือคุณความดี เพื่อที่จะสละละความไม่รู้และความเป็นเรา เพราะเหตุว่าโลภะไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏได้ เพราะติดข้องยึดถือว่าเป็นเรา และพร้อมความไม่รู้มานานแสนนาน อกุศลทุกประเภทไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้เลย เพราะว่าขณะนั้นเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ และพอกพูนด้วยกิเลสประเภทต่างๆ

    ด้วยเหตุนี้แม้ว่าสภาพธรรมขณะนี้มีจริง แต่การที่สามารถที่จะเข้าใจถูก เห็นถูก รู้จริงๆ ในสิ่งที่เป็นจริง คือเกิดขึ้นและดับไป ต้องอาศัยกาลเวลาที่ยาวนานมาก โดยเฉพาะคือว่าได้มีความเข้าใจถูกทีละเล็กทีละน้อย และประกอบด้วยคุณความดีต่างๆ นานา ที่จะขจัดขณะนั้นไม่ให้อกุศลเพิ่มพูนขึ้น เพราะว่าอกุศลปิดกั้นไม่ให้รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ด้วยเหตุนี้ก็ทำความดี เพราะขณะนั้นถ้าไม่มีสิ่งที่ดีเกิดขึ้น ขณะนั้นก็เป็นอกุศล เพราะฉะนั้นมีสองอย่าง อกุศลคือสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งทำให้จิตเศร้าหมอง คือไม่ผ่องใส เดือดร้อนก็ไม่รู้ตัว และกุศลคือสภาพธรรมที่ดีงาม ไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่มีความติดข้อง ไม่มีความโกรธ ซึ่งถ้าศึกษาต่อไปจะทราบว่า กุศลมีอะไรบ้าง และอกุศลมีอะไรบ้าง และชื่อที่เราได้ยินได้ฟัง ถ้าไม่ศึกษาโดยถ่องแท้ ก็ทำให้เข้าใจผิดได้

    ด้วยเหตุนี้ เมื่อรู้ว่าจิตในวันหนึ่งๆ ไม่ดีมากมายมหาศาล ทรงอุปมาว่าเหมือนแผลเน่า โรคร้ายสารพัดอย่างที่น่ารังเกียจ แล้วจะหมดสิ้นไปได้อย่างไร ถ้าไม่มีการได้เข้าใจความจริงของสภาพธรรม แต่ความจริงก็ยากที่จะเข้าใจ เพราะเหตุว่าไม่เคยเข้าใจมานานมาก แม้แต่จะมีโอกาสได้ยินได้ฟัง ซึ่งบางคนไม่มีโอกาสได้ฟังเลย แต่เมื่อได้ฟังแล้วก็ไม่สนใจ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีการที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยว่าพระองค์ทรงตรัสรู้ "ธมฺมตา" คือธรรมที่กำลังเป็นไปทุกขณะนี้ตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้นจากการที่วันนี้ได้ฟัง ไม่ลืมธรรมคืออะไร สิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริง จะกล่าวไปก็คือว่าลึกลับสำหรับอวิชชา ไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่มีจริงขณะนี้มีจริงๆ เพราะปรากฏว่ามีเท่านั้นเอง เพียงปรากฏว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถเห็นได้ แต่ไม่เป็นอะไรเลย อย่างเวลาที่เราดูโทรทัศน์ มีอะไรในโทรทัศน์ มีคนจริงหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ หรือเวลาที่ส่องกระจก มีคนจริงๆ หรือมีอะไรในกระจกไหม หรือว่ามีเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ต่อจากนั้นก็เป็นความจำและความคิดนึก ทั้งๆ ที่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นต้องดับไปก่อน หมดไปก่อนอย่างรวดเร็วมาก

    ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ จะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยว่าพระปัญญาคุณของพระองค์ต่างกับที่เราซึ่งไม่เคยฟังเลย แล้วคิดว่าเพียงฟังเล็กน้อยก็จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏได้ ต้องเป็นผู้ที่เคารพในความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง และฟังแต่ละคำ รู้ได้ว่าเป็นความจริง แม้แต่คำที่ว่าสิ่งที่มีจริง เราเรียกว่าธรรม ไม่เรียกก็เป็นเพราะเป็นสิ่งที่มีจริง ลืมไหม กำลังฟังอย่างนี้ก็ลืม จนกว่าไม่ลืม และเมื่อไม่ลืมและยังฟังด้วยความเข้าใจต่อไปอีก จนกระทั่งมีความเข้าใจขึ้น ขณะนั้นก็คือว่าค่อยๆ รู้ว่าไม่ใช่เราจริงๆ เพราะว่าขณะที่เข้าใจก็ไม่ใช่เรา เข้าใจแล้วก็ลืม ขณะที่ไม่เข้าใจก็ไม่ใช่เรา เพียงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ขณะที่โกรธก็ไม่ใช่เรา เกิดโกรธแล้วก็หมดไป ขณะที่ติดข้องก็ไม่ใช่เรา

    ฟังอย่างนี้ไปจนกว่าขณะนี้เองสภาพธรรมเป็นอย่างไร ค่อยๆ เข้าใจถูกในสิ่งที่เป็นธรรมนั้นที่กำลังปรากฏ โดยไม่ต้องคิด อย่างแข็ง ต้องคิดไหมว่าแข็ง เมื่อกระทบลักษณะของแข็ง ก็ปรากฏเป็นธรรมดา แต่การรู้ว่าไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น ยังไม่มี เพราะฉะนั้นเสียงเกิดแล้ว ดับแล้ว ก็ดูเป็นของธรรมดา แต่ยังไม่มีความเข้าใจถูกว่าเป็นสิ่งที่เพียงมี ปรากฏว่ามีแล้วหมดไป แล้วไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ มีความติดข้องในรูปที่ปรากฏทางตามากมายตั้งแต่เช้า ทั้งโต๊ะอาหาร ทั้งอาหาร ทั้งเสื้อผ้า ทั้งรองเท้า ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สิ่งที่กำลังเป็นที่ตั้งของความยินดีพอใจหมดแล้วไม่รู้เลย ยังพอใจติดข้อง ในสิ่งซึ่งเกิดแล้วดับแล้ว ไม่เหลือเลย

    เพราะฉะนั้นกว่าจะได้ฟังพระธรรม แล้วรู้ความจริงว่าเพราะไม่รู้จึงต้องเกิด จึงต้องมีกิเลสต่างๆ มากมาย และจะดับไปได้ หมดไปได้ ก็คือเมื่อเห็นประโยชน์จริงๆ ว่าไม่มีอย่างอื่นเลย นอกจากความเข้าใจถูก เห็นถูก โดยได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้น วันนี้ไม่ต้องมาก ว่าจะไปประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมหรืออะไร เพียงรู้ว่าธรรมขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่รู้ชื่อ แต่สิ่งนี้มีจริงๆ กำลังปรากฏให้รู้ว่าแม้มีจริง ก็ยังไม่รู้ความจริงว่าเกิดแล้วดับ ต้องฟังต่อไป และเป็นประโยชน์ที่จะอนุเคราะห์บุคคล ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่เป็นมะเร็ง และจะจากโลกนี้ไปในวันใดก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ในสิ่งที่มีจริงในชาติหนึ่ง ซึ่งเกิดมา เห็นมากมาย ได้ยินเรื่องราวต่างๆ มากมาย ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากมาย แต่แล้วก็หมด เมื่อสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ และก็จะไม่กลับมาเป็นบุคคลนี้อีกเลย

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    1 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ