ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๔๕
สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
อ.คำปั่น กราบเรียนท่านอาจารย์ ได้กล่าวถึงสิ่งที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจในขณะนี้ ก็คือสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้
ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องที่ยาวมาก เพราะเหตุว่าไม่ว่าเราจะต้องการศึกษาเรื่องอะไร เราก็ต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจต่อเรื่องนั้นทุกเรื่อง จะศึกษาวิชาการทำอาหาร ทำสวน ฯลฯ ถ้าเราไม่ตรงและไม่จริงใจ เราก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังได้ และอีกประการหนึ่งวิชาการทั้งหลายทางโลก ซึ่งเรารู้สึกว่ายากและเป็นเรื่องที่ต้องใช้สติปัญญามาก ทั้งหมดรวมกันแล้วก็ยังไม่เท่าวาจาสัจจะของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อันนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งคนที่ไม่เคยได้ฟังธรรม จะคิดไม่ถึงเลยว่าทำไมจึงพูดอย่างนี้ ดูคนอื่นเขาก็มีวิชาความรู้มากมาย สร้างอะไรได้หลายอย่าง แต่พอมาถึงการที่จะได้ยินได้ฟังพระธรรมแล้ว ทุกคนก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าวิชาอื่นทั้งโลกรวมกันก็ไม่สามารถที่จะยากเท่ากับพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้
ธรรมไม่ง่าย ก่อนอื่นต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ใครที่อยากจะเข้าใจธรรมง่ายๆ หรือพูดเพียงเล็กน้อยให้เข้าใจธรรม บางคนบอกว่าอย่าพูดยาว ขอสั้นๆ นั่นไม่ใช่การที่จะสามารถเข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึง ๔๕ พรรษา ใครเรียนวิชาทางโลก ๔๕ ปีบ้าง แต่ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องอีกตลอดชีวิต ก็ทราบได้ว่าสามารถที่จะได้เริ่มเข้าใจสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะเข้าใจขึ้นและมั่นคงขึ้น
เริ่มจากการฟังคำแรกคือคำว่า "ธรรม" ธรรมเป็นภาษามคธีหรือภาษาบาลี (ปาลี) ที่ดำรงพระศาสนา ได้ยินคำว่าธรรม คนไทยใช้ภาษาไทยมานานจนเข้าใจว่าเข้าใจคำนี้ แต่ถ้ากล่าวว่าธรรมคือสิ่งที่กำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ทราบไหมว่าขณะนี้อะไรเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงเดี๋ยวนี้ ลองหาดู ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรเลย ปกติธรรมดาที่นั่งกันอยู่อย่างนี้ สิ่งที่มีอยู่จริงนี้เองที่อีกภาษาหนึ่งใช้คำว่าธรรม ธรรมไม่ใช่เรื่องฟังอย่างเดียว ต้องคิดไตร่ตรองด้วยจนกระทั่งเป็นความเห็นถูก เป็นความเข้าใจถูก เป็นปัญญาของตนเอง พระพุทธเจ้าไม่สามารถทรงมอบปัญญาของพระองค์ให้ใครได้ แต่ทรงแสดงให้ผู้ที่ฟังไตร่ตรองพิจารณาจนกระทั่งมีความเข้าใจ จนกระทั่งเป็นความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของตนเอง จึงเป็นมรดกที่ล้ำค่าที่สุด เพราะเหตุว่าโจรลักไม่ได้ ไฟก็ไหม้ไม่ได้ ไม่มีอะไรจะทำลายความเข้าใจถูก ซึ่งเมื่อเข้าใจแล้วจะไม่เปลี่ยนเป็นความเห็นผิดด้วยความไม่เข้าใจ
ผู้ฟัง กราบเท้าท่านอาจารย์ ที่นั่งอยู่ขณะนี้รู้สึกเย็นแอร์ อันนี้คือความจริงไหม
ท่านอาจารย์ เย็นมีจริงใช่ไหม และคำพูดนี้ก็ไม่เปลี่ยนคือเย็นเป็นเย็น นี่คือธรรม ทุกอย่างที่มีจริงมีลักษณะเฉพาะสิ่งนั้นซึ่งไม่เป็นอย่างอื่น เย็นเป็นแอร์ไหม ความจริงเย็นเป็นเย็น แต่คิดว่าเย็นเป็นแอร์ใช่ไหม ตามความเป็นจริงเย็นไม่ใช่แอร์ แอร์เป็นอะไร ที่เราใช้คำว่าแอร์ก็มาจากคำว่าแอร์คอนดิชั่นเนอร์ และเรียกสั้นๆ ว่าแอร์ แต่แอร์เป็นอะไร แอร์เย็นหรือไม่ หรือว่าเย็นเป็นเย็น ไม่ใช่แอร์ แต่ละคำเปลี่ยนไม่ได้เลย โต๊ะเย็นไหม
ผู้ฟัง ไม่เย็น
ท่านอาจารย์ ถ้าโต๊ะถูกความเย็นมากๆ โต๊ะจะเย็นด้วยไหม
ผู้ฟัง ถ้าเราจับที่โต๊ะ โต๊ะคงเย็น แต่โต๊ะเองไม่เย็น
ท่านอาจารย์ โต๊ะคงเย็น เพราะฉะนั้นเย็นไม่ใช่โต๊ะ แต่เย็นเป็นเย็น เพราะว่าโต๊ะที่เวลาไม่มีความเย็นมากระทบนานๆ ก็ไม่เย็นใช่ไหม แต่สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นโต๊ะ เมื่อกระทบแล้วก็เป็นแต่เพียงแข็ง เพราะฉะนั้นแข็งมีจริง เย็นมีจริง แต่รูปร่างต่างๆ ของแข็งกับเย็นทำให้เห็นเป็นโต๊ะ เป็นเก็าอี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่เปลี่ยนเลย เช่น เย็นเปลี่ยนไม่ได้ เย็นเป็นเย็น แข็งเป็นแข็ง นี้คือธรรม ซึ่งมีอยู่จริงในชีวิตประจำวัน แล้วสนใจที่จะเข้าใจไหม พูดเรื่องเย็น พูดเรื่องแข็ง สนใจไหม หรือศึกษาเรื่องอื่นดีกว่า นี่เป็นสิ่งที่ปิดบังไม่ให้เราเข้าใจความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วมีสิ่งที่มีอยู่จริงในชีวิตประจำวันตามปกติ ซึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เย็นหายไปหรือยัง ยังเย็นอยู่ และในขณะที่เย็นมีเห็นด้วยหรือไม่
เห็นไม่ใช่เย็น เริ่มรู้จักแล้ว ทุกอย่างที่มีจริงแต่เราไม่เคยสนใจและไม่เคยทราบเลยว่า ถ้าไม่เกิดเห็นจะมีเห็นไหม ก็ไม่มี ถ้าไม่เกิดเย็นจะมีเย็นไหม เพราะฉะนั้นเย็นเกิดเป็นเย็น เห็นเกิดเป็นเห็น ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยทั้งสิ้น โลกไม่มี คนไม่มี สัตว์ ต้นไม้ สิ่งของไม่มี เย็นไม่มี แข็งไม่มี ไม่มีอะไรเลย เราไม่สามารถที่จะบังคับให้สิ่งใดเกิดหรือไม่เกิด ไม่มีใครทำอะไรได้เลย แต่สิ่งที่มีขณะนี้เพราะเกิดแล้ว จึงมี ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี
การฟังธรรม ไม่ใช่ว่าเราจะไปพระนิพพาน ใครบอกว่าหมดกิเลสก็อยากหมด ต้องเข้าใจก่อนว่าแต่ละคำที่พูดคืออะไร แม้แต่นิพพานคืออะไร กิเลสคืออะไร ถ้าไม่ทราบก็คือว่าไม่สามารถที่จะไปถึงสิ่งที่เราพูดได้ เช่นจะหมดกิเลสได้อย่างไร ถ้าไม่รู้ว่ากิเลสคืออะไรและอยู่ที่ไหน
การศึกษาธรรมต้องละเอียดอย่างแท้จริง และต้องทราบว่าเราไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ว่า ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏเพราะสิ่งนั้นเกิดขึ้น และที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็คือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เกิดแล้วก็ดับไป ไม่เหลือเลย นี่เป็นความจริงซึ่งยากที่จะรู้ได้ เพราะเหตุว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นปรากฏ ดับไปอย่างเร็วมาก และมีอย่างอื่นเกิดสืบต่อทันทีรวดเร็วและแน่นสนิท จนมองไม่เห็นการดับไปของสิ่งที่ได้เกิดแล้ว อย่างเห็นเมื่อสักครู่นี้เกิดแล้ว ดับแล้ว เสียงเมื่อครู่นี้เกิดแล้วดับแล้ว คิดเดี๋ยวนี้เกิดแล้วดับแล้ว แล้วใครรู้ว่าแท้ที่จริงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีนี้ มีเมื่อเกิดเพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นเป็นสิ่งนั้นๆ แล้วก็ดับไป แล้วไม่เหลือเลย อย่างที่เราจะรู้ได้ก็คือว่ามีการเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นพี่เป็นน้อง ฯลฯ มีการเกิดขึ้นและในที่สุดก็ตายไป เท่านี้เองที่คนทั่วไปสามารถที่จะรู้ได้เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ต้นไม้เกิดอยู่นาน บางต้นอายุเป็นพันปีแล้วก็ตายไป นั่นเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นเลยว่าการเกิดดับที่แท้จริงเร็วยิ่งกว่านั้น
เพราะฉะนั้นเรามีความเข้าใจเพียงคาดคะเนว่าเกิดแล้วก็ตาย แล้วระหว่างที่ยังไม่ตายมีอะไรปรากฏบ้าง ทุกวันก็มีแต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็หมดไปแต่ละวันๆ นี่คือยังน้อยมาก ยังช้าไป เพราะปัญญาคุณที่ตรัสรู้ความจริงก็คือว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ขณะนี้เดี๋ยวนี้เกิดแล้วดับทันที จะศึกษาความจริงอย่างนี้ไหม มีประโยชน์อะไรไหม เป็นชีวิตจริงๆ ของทุกคน อย่างเห็นขณะนี้เหมือนมีได้ยินด้วย แต่ความจริงพร้อมกันไม่ได้เลย เห็นเกิดขึ้นเห็น ถ้ายังไม่มีการที่จะดับไป อะไรๆ ก็เกิดต่อไม่ได้ ยังคงเป็นเห็นอย่างเดียว แต่เห็นไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะว่าเห็นเกิดและดับไป แล้วก็มีอย่างอื่นเกิดสืบต่อ มีได้ยิน มีคิดนึก มีอะไรอีกหลายอย่าง
เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรม ถ้าจะศึกษาธรรมก็คือสิ่งที่มีจริงนี่เองคือธรรม จะสนใจศึกษาหรือไม่ ถ้าจะหาธรรมก็เป็นอย่างนี้เอง คือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงในขณะนี้เป็นธรรม ซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นเรา ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ความจริงเป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งแยก ไม่ปนกันเลย เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สำหรับคนที่ได้สะสมศรัทธาเห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริง ก็จะศึกษาต่อไป แต่บางคนก็อาจจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุก และเป็นเรื่องซึ่งรู้ยากเข้าใจยาก พูดถึงสิ่งที่มีจริงแล้วก็กำลังเกิดดับ แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดไม่มีอะไรดับเลย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น จะมีอะไรในโลกนี้ถ้าไม่มีอะไรเกิดและไม่มีอะไรดับไป ก็ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้วย
แต่ความจริงแต่ละหนึ่งมีมากมาย เพราะมีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นสิ่งหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แล้วก็ดับไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว แล้วก็รวมกัน จนกระทั่งปรากฏเหมือนกับว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง โต๊ะเที่ยงไหม เก้าอี้เที่ยงไหม มองดูไม่เห็นมีอะไรดับไปเลยสักอย่างเดียวใช่ไหม แต่ถ้ากระทบสัมผัส แข็งไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา และแข็งที่กำลังปรากฏเกิดหรือไม่ ถ้าไม่เกิดจะมีแข็งไหม เพียงเท่านี้ก็เป็นสิ่งซึ่งเราจะรู้ว่าพระธรรมยากลึกซึ้ง และไม่ใช่เพียงตำรับตำราที่บอกว่ามีธรรม มีจิต เจตสิก มีรูป แต่ต้องกล่าวว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงก่อน ไม่ใช่มีเพียงชื่อ
ก่อนที่จะเรียกสิ่งที่มีจริงว่าจิตบ้าง เรียกว่าเจตสิกบ้าง เรียกว่ารูปบ้าง สิ่งที่มีจริงนั้นต่างกันอย่างไร เป็นสิ่งที่จะค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ธรรมก็ค่อยๆ ฟังไปทีละคำ แล้วค่อยๆ พิจารณาสิ่งที่มีจริงขณะนี้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ใครบังคับบัญชาได้ ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย ไม่ให้ได้ยินได้ไหม ได้ยินเกิดแล้ว แล้วก็ดับแล้วด้วย เพราะฉะนั้นนอกจากเป็นสภาพธรรมที่เกิดแล้วก็ดับ ก็ยังเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ด้วย
จากการที่ทราบว่าสภาพธรรมเกิดแล้วดับและบังคับบัญชาไม่ได้นั้นเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เรารู้จักทุกข์แต่เพียงการเจ็บป่วยทางกาย หรือความทุกข์ทางใจคือไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็ไม่สบายใจเป็นทุกข์ เช่นได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ เห็นอะไรที่ไม่น่าพอใจ อยากจะได้สิ่งนั้นก็ไม่ได้ เราก็ว่าเป็นทุกข์ แต่ทุกข์ยิ่งกว่านั้นก็คือทำไมถึงจะต้องอยากได้แล้วไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีการอยากได้ก็สบายและก็จะไม่เป็นทุกข์ด้วย แต่เมื่อมีการที่มีสภาพธรรมที่เกิดโดยที่ใครจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เดี๋ยวนี้เลย สภาพธรรมก็เกิดแล้วเป็นแล้วอย่างนั้นตามเหตุตามปัจจัย และชั่วคราวจริงๆ เพียงเกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป สภาพธรรมจึงไม่ยั่งยืนและแสนสั้น เพราะเกิดมาชั่วคราวแล้วก็ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกด้วย ลักษณะเช่นนั้นที่เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา เป็นทุกข์หรือเป็นสุขกันแน่ เรายังไม่เห็นอย่างนี้
เราไม่เคยคิดเลยว่าการเกิดเป็นทุกข์แน่นอน เพราะเหตุว่าเกิดแล้วดับแล้วและไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเข้าใจทุกข์ที่แท้จริง จึงไม่ใช่ทุกข์เล็กน้อยที่จรมาในชีวิต อย่างวันนี้ไม่ทราบว่ามีใครมีทุกข์บ้างแล้ว แต่ความจริงทุกข์มีตลอดเวลา ตื่นขึ้นมาเป็นทุกข์หรือไม่ ตอนเช้าหิวไหม เวลาหิวถ้าไม่ได้รับประทานอาหาร ความหิวนั้นก็มาก เจ็บไข้ได้ป่วยเติมเข้าไปอีก ก็ยิ่งเป็นทุกข์ ถ้าไม่มียาที่จะรักษา หมอก็ไม่มี จะทุกข์มากไหม ก็เห็นแต่เพียงทุกข์อย่างนั้น แต่ทุกข์อย่างนั้นเพราะมีการเกิดขึ้น ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย ทุกข์เหล่านี้จะไม่มีเลยทั้งสิ้น
ผู้ที่บำเพ็ญบารมีจากการเป็นพระโพธิสัตว์จนกระทั่งได้ตรัสรู้ก็ต้องรู้ความจริงยิ่งขึ้นว่า ในเมื่อสิ่งต่างๆ เกิดและเปลี่ยนแปลงไปและไม่คงที่ จะหมดสิ้นได้อย่างไร นี่คือผู้ที่มีปัญญาที่แท้จริงที่เห็นว่าเกิดแล้วเป็นอย่างนี้ ไม่พ้นเลยไม่ว่าใคร เกิดแล้วก็ตาย เกิดแล้วก็เจ็บ เกิดแล้วก็เป็นทุกข์ เกิดแล้วก็ดิ้นรน เกิดแล้วก็ต้องหลับ ต้องตื่น ต้องเห็น ต้องได้ยิน ลำบากไหม เกิดแล้วก็ต้องหลับ ต้องตื่น ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องคิด ต้องอะไรทุกอย่าง ไม่น่าจะให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มีหนทางใดที่จะดับได้ ผู้นั้นที่คิดต่างกับคนอื่น ก็สามารถบำเพ็ญความดีที่ทำให้สภาพของจิตใจผ่องใส ปราศจากความติดข้อง ปราศจากสิ่งซึ่งจะทำให้ไม่สามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ จนกระทั่งได้ถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ที่ใช้คำว่าอริยสัจจธรรมก็รวมนิพพานด้วย คือสิ่งที่มีจริงนอกจากความทุกข์ซึ่งมีจริงและเหตุของทุกข์ซึ่งมีจริง เมื่อดับเหตุของทุกข์ ทุกข์ก็เกิดไม่ได้ ก็สามารถที่จะรู้สภาพธรรมซึ่งไม่มีการเกิดอีกเลย และต้องมีหนทางที่จะอบรมเจริญปัญญาที่ทำให้สามารถที่จะถึงอย่างนั้นได้
สำหรับคนที่ไม่ได้ยินได้ฟังธรรมเลย ก็จะไม่ทราบว่าทุกข์ที่แท้จริงคืออะไร เป็นทุกข์เป็นแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าทุกข์นั้นมาจากไหน และจะหมดทุกข์นั้นได้อย่างไร แต่สำหรับผู้ที่ได้สะสมบุญที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อน ก็เห็นประโยชน์ว่าวิชาอื่นยังศึกษาได้เป็นระยะเวลาหลายเดือนหลายปี แต่สิ่งที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้แล้วหลงไม่เคยรู้ความจริงเลย แล้วมีผู้ที่สามารถทรงแสดงความจริงนี้ได้ เราจะไม่พิจารณาไตร่ตรองว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และเป็นความจริงหรือ ในเมื่อเป็นความจริงถึงที่สุดซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนี้ได้ และถ้าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสิ่งที่มีอยู่จริงเดี๋ยวนี้ เป็นทุกข์เดี๋ยวนี้ บังคับบัญชาไม่ได้เดี๋ยวนี้ สูญสิ้นไป เพราะไม่มีใครศึกษา ไม่มีใครสนใจ พระธรรมก็จะอันตรธาน ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าถึงความจริงของพระธรรมที่ทรงแสดงจากการที่ได้ทรงตรัสรู้
ผู้ใดก็ตามที่มีโอกาสฟังธรรม ได้เห็นประโยชน์และรู้ว่ายาก แต่ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ ซึ่งทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเข้าใจสิ่งที่มีให้ถูกต้อง ความเข้าใจสิ่งที่มีที่ถูกต้องนี้ในภาษาบาลีใช้คำว่า "สัมมาทิฏฐิ" ทิฏฐิเป็นความเห็น ความเห็นมีสองอย่าง ความเห็นที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เป็นความเห็นผิดแน่นอน เพราะไม่ตรงกับความเป็นจริง เป็นมิจฉาทิฏฐิคือเห็นผิดจากความจริง ส่วนความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงคือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ไม่เข้าใจผิดในสิ่งนั้น
เกิดมาก็มีความเห็นผิดและความเห็นถูก ซึ่งเป็นสภาพธรรมมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรที่ไม่ดับ เพราะเกิดแล้วต้องดับ ไม่ได้ยั่งยืนเลย ขณะนี้ที่เกิดก็ไม่รู้ และเหมือนยั่งยืนคือเหมือนไม่มีอะไรดับไปเลย เพราะฉะนั้นความเห็นของชาวโลกก็ต่างกับความเข้าใจถูกต้องของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่ใช่ว่าใครจะมีโอกาสจะได้ฟังธรรมโดยง่าย เพราะเหตุว่าหลายคนไม่เห็นประโยชน์เลย เพียงฟังอย่างนี้จะมีประโยชน์อย่างไร แต่ผู้ที่รู้ว่าก็อย่างนี้เป็นความจริงไม่ใช่หรือ เกิดมาก็เห็น แล้วก็ได้ยิน แล้วก็ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก แล้วก็หลับ แล้วก็ตื่น ก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ความจริงถึงที่สุดของสิ่งที่มีจริงนั้นคืออะไร
นี่ก็คือการที่ได้เริ่มฟัง และเริ่มเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วพระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีแล้ว และกำลังมี ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ให้เข้าใจให้ถูกต้องว่าสิ่งนั้นๆ คืออะไร เข้าใจว่าเป็นคน แต่ถ้าไม่มีสภาพธรรมหลายลักษณะรวมกันแล้วจะเป็นคนได้อย่างไร อย่างเห็นและได้ยิน ถ้าแยกกันไปทีละหนึ่งเกิดและดับไปทีละอย่างเดียว อย่างเดียว คนจะอยู่ที่ไหน เวลานี้ที่เข้าใจว่าเป็นเราก็มีร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แต่ก็ยังไม่รู้ความจริงว่าสิ่งที่มีอยู่ที่ยึดถือว่าเป็นเรา แท้ที่จริงมีอะไรบ้าง ถ้าแยกออกไปเป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดดับ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่มีเราหรือว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน
เพราะฉะนั้นก็จะเข้าใจความหมายของคำในภาษาบาลีที่ใช้คำว่า "อนัตตา" เพราะเหตุว่ามีสองคำซึ่งต่างกัน คำแรกคือ "อัตตา" คือเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เหมือนเดี๋ยวที่เห็นว่าเป็นโต๊ะ เห็นว่าเป็นคน เห็นว่าเป็นดอกไม้ อีกคำคือ "อนัตตา" คือสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราหลงเข้าใจว่าเป็นโต๊ะ หรือเป็นดอกไม้ หรือเป็นคน หรือเป็นสัตว์ แต่ว่าเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่มีลักษณะอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แยกกัน ไม่รวมกันเลย
ที่ว่าเป็นเรา ลองพิจารณาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เป็นเราจริงหรือไม่ อะไรเป็นเรา แข็งกระทบตรงไหนแข็งทั้งนั้น ตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้าก็แข็งหมด แข็งก็เป็นแข็ง และแข็งไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น โต๊ะก็แข็ง ดอกไม้จับดูก็แข็ง เราเรียก "แข็ง" แต่ก็หลากหลายเป็นโต๊ะบ้าง เป็นดอกไม้บ้าง ตามสีสันรูปร่างสัณฐานที่ปรากฏต่างๆ กัน แต่ต้องรู้ว่าแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นโต๊ะรู้อะไรหรือไม่ เช่นใครกระทบโต๊ะ หรือเมื่อมีใครเอาของวางบนโต๊ะ โต๊ะจะรู้สึกว่าหนักไหม โต๊ะก็ไม่มีทางรู้ได้เลย เพราะว่าสภาพแข็งไม่สามารถรู้อะไรได้เลย ที่ตัวของเราก็มีแข็ง แข็งที่ตัวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า รู้อะไรหรือไม่ ก็ต้องไม่รู้
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมใดจริงอย่างไร ตรงอย่างไร ก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง หลงคิดว่าแข็งเป็นเรา หรือของเรา แต่แข็งที่อื่นทำไมไม่บอกว่าเป็นเรา แต่ว่าแข็งตรงนี้ เข้าใจว่าเป็นตัวของเรา เป็นร่างกายของเรา นี่ก็เข้าใจผิดเพราะไม่รู้ความจริงว่าไม่ว่าแข็งอยู่ตรงไหนก็เป็นแข็ง และแข็งนั้นก็ต้องเกิดด้วย และความหลากหลายของปัจจัยที่ทำให้แข็งเกิดก็มีมากด้วย เช่นแข็งที่ตัว เกิดเพราะกรรมก็มี ทำให้รูปร่างของแต่ละคนหลากหลายต่างกัน เกิดเพราะจิตก็มี แข็งอย่างเช่นอ้าปากพูดได้ เดินได้ ทำอะไรได้ นี่เป็นรูปซึ่งเกิดเพราะจิต แข็งนี้เกิดเพราะจิต
แต่ถ้าแข็งที่เป็นโต๊ะ ไม่ได้มีจิต ไม่มีสภาพรู้เลย เพราะฉะนั้นจะยืน เดิน นั่ง พูด เหมือนอย่างรูปที่เป็นร่างกายไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าแม้เป็นแข็ง แต่สมุฏฐานที่ทำให้เกิดแข็งต่างกัน เพราะฉะนั้นแข็งนี้ ภายนอกเป็นแข็งที่เกิดเพราะอุตุ ความเย็น ความร้อน ทั้งหมด ไม่ใช่เกิดเพราะกรรม ไม่ใช่เกิดเพราะจิต ไม่ใช่เกิดเพราะอาหาร ที่เรารับประทานอาหารกันก็แสดงว่า ถ้าไม่รับประทาน รูปที่เกิดเพราะกรรม รูปที่เกิดเพราะจิต รูปที่เกิดเพราะอาหารจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ต้องอาศัยรูปอื่นค้ำจุน
นี่คือสภาพธรรมที่มีจริงทั้งหมดที่แตกย่อยออกไป เมื่อศึกษาก็จะทราบได้ว่าทุกคำที่เราได้ยินได้ฟังนี้เป็นความจริง เพราะเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสิ่งที่เกิดดับ เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นจะเป็นของใครไม่ได้เลย และจะเป็นใครไม่ได้ เป็นเพียงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่รวมๆ กัน แล้วเข้าใจว่าเป็นโต๊ะบ้าง เป็นเก้าอี้บ้าง ก็ไม่ถูกต้อง เพราะว่าความจริงของธรรมแต่ละหนึ่ง แม้แต่แข็งก็ไม่รู้ว่ามีแข็งอยู่ข้างๆ ใช่ไหม แล้วก็มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ตลอดก็ไม่รู้ ที่ว่าเป็นโต๊ะ เป็นคน ฯลฯ ก็เป็นสิ่งซึ่งแข็งแต่ว่าไม่ติดกัน เพราะเหตุว่ามีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ พร้อมที่จะแตกทำลายได้ เพราะฉะนั้นแข็งเป็นแข็ง การศึกษาธรรมก็เริ่มเป็นคนที่ตรงและรู้ความจริง เพื่อที่จะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
