ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
ตอนที่ ๑๘๔๕
สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
อ.คำปั่น กราบเรียนท่านอาจารย์ ได้กล่าวถึงสิ่งที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจในขณะนี้ก็คือสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้
ท่านอาจารย์ ค่ะ ก็ต้องเป็นเรื่องยาวมากเลยนะคะ เพราะเหตุว่าไม่ว่าเราจะต้องการศึกษาเรื่องอะไรนะคะ เราก็ต้องเป็นผู้ที่ตรง และจริงใจต่อเรื่องนั้นทุกเรื่อง จะศึกษาวิชาการทำอาหาร ทำสวน ทำอะไรก็ตามแต่ ถ้าเราไม่ตรงและไม่จริงใจเราก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังได้ และอีกประการหนึ่งนะคะ วิชาการทั้งหลายทางโลกนะคะ ซึ่งเรารู้สึกว่าเหมือนกับยากแล้วก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้สติปัญญามากมายนะคะ ทั้งหมดรวมกันแล้วก็ยังไม่เท่าวาจาสัจจะของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อันนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งคนที่ไม่เคยได้ฟังธรรมะเลยเนี่ยจะคิดไม่ถึงเลยนะคะ ว่าทำไมถึงพูดอย่างนี้ ก็ดูคนอื่นเขาก็มีวิชาความรู้มากมายสร้างอะไรก็ได้หลายอย่าง แต่พอมาถึงการที่จะได้ยินได้ฟังพระธรรมแล้วนี่นะคะ ทุกคนก็จะสามารถเข้าใจได้ค่ะ ว่าวิชาอื่นทั้งโลกรวมกันแล้วก็ไม่สามารถที่จะยากเท่ากับพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้
เพราะฉะนั้นก่อนอื่นนะคะ ธรรมะไม่ง่ายต้องเข้าใจให้ถูกต้องค่ะใครที่อยากจะเข้าใจธรรมะง่ายๆ พูดนิดๆ หน่อยๆ ให้เข้าใจธรรมะบางคนก็บอกว่าอย่าพูดยาวๆ นะคะ สั้นๆ แต่นั่นไม่ใช่การที่จะสามารถเข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึง ๔๕ พรรษา ๔๕ พรรษานี่ใครเรียนบ้างคะวิชาทางโลกนะคะ ๔๕ ปี แต่ว่าผู้ที่ได้ฟังพระธรรมเนี่ยค่ะฟังแล้วฟังอีกตลอดชีวิตก็จะรู้ได้ค่ะว่าสามารถที่จะได้เริ่มเข้าใจสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะเข้าใจขึ้นมั่นคงขึ้นนะคะ ก็ลองเริ่มฟังคำแรกคือคำว่า ธรรมะ นะคะ
ธรรมะเป็นภาษามคธี ภาษาบาลี คือปาลีนะคะ ที่ดำรงพระศาสนา ได้ยินคำว่าธรรมะนี่ค่ะ คนไทยใช้ภาษาไทยมานานจนเข้าใจว่าเข้าใจคำนี้ แต่ถ้าพูดถึงว่าธรรมะคือสิ่งที่กำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ นะคะ รู้ไหมค่ะว่าขณะนี้อะไรเป็นสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ลองหาดูค่ะ ไม่ต้องไปใช้ความรู้อะไรเลยนะคะ ปกติธรรมดาที่นั่งกันอยู่อย่างนี้ค่ะ สิ่งที่มีจริงๆ นี่แหละ อีกภาษาหนึ่งใช้คำว่าธรรมะ ธรรมะไม่ใช่เรื่องฟังอย่างเดียวนะคะ แต่ต้องคิดไตร่ตรองจนกระทั่ง เป็นความเห็นถูก เป็นความเข้าใจถูก เป็นปัญญาของตัวเอง พระพุทธเจ้าไม่สามารถที่จะทรงมอบปัญญาของพระองค์ให้ใครได้เลยค่ะ แต่ทรงแสดงให้ผู้ที่ฟังเนี่ยไตร่ตรองพิจารณาจนกระทั่งมีความเข้าใจ จนกระทั่งเป็นความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของตนเอง เป็นมรดกที่ล้ำค่านะคะ เพราะเหตุว่าโจรก็ลักไปไม่ได้ ไฟก็ไหม้ไม่ได้ ไม่มีอะไรจะทำลายความเข้าใจถูกซึ่งเข้าใจแล้วไม่เปลี่ยนเป็นความเห็นผิดด้วยความไม่เข้าใจ
ผู้ฟัง กราบเท้าท่านอาจารย์คะ ที่นั่งอยู่นะรู้สึกมันเย็นแอร์นะคะ อันนี้คือความจริงคะ
ท่านอาจารย์ ค่ะ เพราะฉะนั้นเย็นมีจริงๆ ใช่ไหมคะ และคำพูดนี้ก็ไม่เปลี่ยนค่ะเย็นเป็นเย็น นี่คือธรรมะ ทุกอย่างที่มีจริงมีลักษณะเฉพาะสิ่งนั้นซึ่งไม่เป็นอย่างอื่น เย็นเป็นแอร์เห็นไหมคะ แต่ความจริงเย็นเป็นเย็น แต่ว่าคิดว่าเย็นเป็นแอร์ใช่ไหมคะ แต่ว่าตามความเป็นจริงเย็นไม่ใช่แอร์ค่ะ แอร์เป็นอะไรที่เราใช้แอร์มาจากคำแอร์คอนดิชั่นเนอร์ใช่ไหมคะ ค่ะ และเรียกสั้นๆ ว่าแอร์ แต่ว่าแอร์เนี่ยเป็นอะไร แอร์เย็นหรือเปล่า หรือว่าเย็นเป็นเย็น ไม่ใช่แอร์ เนี่ยค่ะแต่ละคำเปลี่ยนไม่ได้เลยนะคะ ค่ะ โต๊ะเย็นไหมคะ
ผู้ฟัง ไม่เย็นค่ะ
ท่านอาจารย์ ถ้าโต๊ะถูกความเย็นมากๆ โต๊ะจะเย็นด้วยไหมคะ
ผู้ฟัง ถ้าเราจับโต๊ะ โต๊ะคงเย็นค่ะ แต่โต๊ะเองคงไม่เย็น
ท่านอาจารย์ โต๊ะคงเย็น เพราะฉะนั้นเย็นไม่ใช่โต๊ะ แต่เย็นเป็นเย็น เพราะว่าโต๊ะที่เวลาไม่มีความเย็นมากระทบนานๆ ก็ไม่เย็นใช่ไหมค่ะ คะ แต่สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นโต๊ะเนี่ยพอกระทบจริงๆ เนี่ยเป็นแต่เพียงแข็ง เพราะฉะนั้นแข็งมีจริง เย็นมีจริง แต่รูปร่างต่างๆ ของแข็งกับเย็นเนี่ยทำให้เห็นเป็นโต๊ะ เป็นเก็าอี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่เปลี่ยนเลยนะคะ เย็นเปลี่ยนไม่ได้ เย็นก็เป็นเย็น แข็งก็เป็นแข็ง เนี่ยค่ะธรรมะมีจริงๆ ในชีวิตประจำวันนะคะ น่าสนใจจะเข้าใจไหมคะเนี่ย พูดเรื่องเย็น พูดเรื่องแข็ง แล้วสนใจไหมคะ หรือว่าศึกษาเรื่องอื่นดีกว่า นี่เป็นสิ่งที่ปิดบังนะคะ ไม่ให้เราเข้าใจความจริงว่าแท้ที่จริงแล้วเนี่ยค่ะ สิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันตามปกติเนี่ย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนะคะ เพื่อแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เย็นหายไปหรือยังคะ ยังเย็นอยู่ ในขณะที่เย็นเนี่ยเห็นด้วยหรือเปล่าคะ
เพราะฉะนั้นเห็นไม่ใช่เย็น เริ่มรู้จักแล้วนะคะ ทุกอย่าง ทุกอย่าง ที่มีจริงเนี่ยค่ะแต่เราไม่เคยสนใจ ไม่เคยรู้เลยว่าถ้าไม่เกิดเห็นจะมีเห็นไหมคะ ไม่มี ถ้าไม่เกิดเย็นจะมีเย็นไหมคะ ค่ะ เพราะฉะนั้นเย็นเกิดเป็นเย็น เห็นเกิดเป็นเห็น ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยทั้งสิ้น โลกไม่มี คนไม่มี สัตว์ ต้นไม้ สิ่งของไม่มี เย็นไม่มี แข็งไม่มี ไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะบังคับให้สิ่งใดเกิดหรือไม่เกิด ไม่มีใครทำอะไรได้เลยนะคะ แต่สิ่งที่มีขณะนี้ค่ะเพราะเกิดแล้ว จึงมี ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เนี่ยค่ะฟังธรรมะต้องไม่ใช่ว่าเราจะไปพระนิพพานนะคะ ใครบอกว่าหมดกิเลสก็อยากหมด แต่ว่าต้องเข้าใจก่อนค่ะว่าแต่ละคำที่พูดนี่คืออะไรแม้แต่นิพพานคืออะไร กิเลสคืออะไรถ้าไม่รู้ก็คือว่า ไม่สามารถที่จะไปถึงสิ่งที่เราพูดได้เช่นหมดกิเลสถ้าไม่รู้ว่ากิเลสคืออะไรอยู่ที่ไหน
เพราะฉะนั้นการที่ศึกษาธรรมะเนี่ยนะคะ ต้องละเอียดจริงๆ และต้องรู้ว่าเราไม่รู้ ความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ว่า ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามนะคะ ที่ปรากฏเพราะสิ่งนั้นเกิดขึ้น และที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็คือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เกิดแล้วก็ดับไป ไม่เหลือเลยค่ะ นี่ค่ะเป็นความจริงซึ่งยากที่จะรู้นะคะ เพราะเหตุว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นปรากฏ ดับไปอย่างเร็วมาก แต่ก็มีอย่างอื่นเกิดสืบต่อทันทีรวดเร็ว แน่นสนิท จนมองไม่เห็นการดับไปของสิ่งที่ได้เกิดแล้ว อย่างเห็นเมื่อกี้นี้เกิดแล้ว ดับแล้ว เสียงเมื่อกี้นี้เกิดแล้วดับแล้ว คิดเดี๋ยวนี้เกิดแล้วดับแล้ว แล้วใครรู้ละคะ ว่าแท้ที่จริงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเนี่ยมีเมื่อเกิดเพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นเป็นสิ่งนั้นๆ แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่เหลือเลย อย่างที่เราจะรู้ได้นะคะ ก็คือว่ามีการเกิดขึ้น จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นพี่เป็นน้อง เป็นอะไรก็ตามแต่นะคะ มีการเกิดขึ้น ในที่สุดก็ตายไป เท่านี้เองค่ะ เท่าที่คนทั่วไปสามารถที่จะรู้ได้ว่าเมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ต้นไม้เกิด อยู่นาน บางต้นก็อายุเป็นพันปีแล้วก็ตายไป แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นการเกิดดับที่แท้จริงว่าเร็วยิ่งกว่านั้น
เพราะฉะนั้นเราก็มีความเข้าใจเพียงคาดคะเนว่าเกิดแล้วก็ตาย แต่ว่าระหว่างยังไม่ตายเนี่ยมีอะไรปรากฏบ้าง ทุกวันๆ เนี่ยนะคะ ก็มีแต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็หมดไปแต่ละวันๆ นี่ก็คือยังน้อยมากนะคะ ยังช้าไป เพราะปัญญาคุณที่ตรัสรู้ความจริงก็คือว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามขณะนี้เดี๋ยวนี้นะคะ เกิดแล้วดับทันที จะศึกษาไหมคะเนี่ยอย่างงี้ มีประโยชน์อะไร แต่เป็นชีวิตจริงๆ ของทุกคนนะคะ อย่างเห็นเนี่ยคะ ขณะนี้เหมือนกับมีได้ยินด้วย ความจริงพร้อมกันไม่ได้เลยนะคะ เห็นเกิดขึ้นเห็น ถ้ายังไม่มีการที่จะดับไปอะไรๆ ก็เกิดต่อไม่ได้ ยังคงเป็นเห็นอย่างเดียว แต่ว่าเห็นไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เห็นเกิดและดับไป แล้วก็มีอย่างอื่นเกิดสืบต่อ มีได้ยินแล้วก็มีคิดนึก มีอะไรอีกตั้งหลายอย่าง
เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งที่มีจริงๆ นี่นะคะ เป็นธรรมะ ถ้าจะศึกษาธรรมะก็คือว่านี่แหละธรรมะ จะสนใจศึกษาหรือไม่ศึกษา ถ้าจะหาธรรมะก็เป็นอย่างนี้แหละ ทุกๆ อย่างที่มีจริงในขณะนี้เป็นธรรมะ ซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นเราตั้งแต่ศีรษะจดเท้านะคะ เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้แต่ความจริงก็คือเป็นธรรมะแต่ละหนึ่ง ซึ่งแยกไม่ปนกันเลยนะคะ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สำหรับคนที่ได้สะสมศรัทธาเห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ นี่คะ ก็จะศึกษาต่อไปแต่บางคนก็อาจจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกเลยนะค่ะ แล้วก็เป็นเรื่องซึ่งรู้ยากเข้าใจยาก พูดถึงสิ่งที่มีจริงแล้วก็กำลังเกิดดับ แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดไม่มีอะไรดับเลย แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นนะคะ จะมีอะไรในโลกนี้ถ้าไม่มีอะไรเกิด แล้วก็ไม่มีอะไรดับไป ก็ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้วย นี่มีมากมายเพราะว่ามีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นสิ่งหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แล้วก็ดับไปเรื่อยๆ นะคะ แต่ว่ารวดเร็ว และก็รวมกัน จนกระทั่งปรากฏเหมือนกับว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง โต๊ะเที่ยงไหมคะ เก้าอี้เที่ยงไหม ค่ะ มองดูไม่เห็นมีอะไรดับไปเลยสักอย่างเดียวใช่ไหมคะ แต่ว่าถ้ากระทบสัมผัส แข็งไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตา และแข็งที่กำลังปรากฏเกิดรึเปล่า ถ้าไม่เกิดจะมีแข็งไหม แค่นี้ค่ะ ก็เป็นสิ่งซึ่งเราจะรู้ว่าพระธรรมยากลึกซึ้งนะคะ แล้วก็ไม่ใช่เพียงตำรับตำราที่บอกว่ามีธรรมะ จิตมี เจตสิกมี รูปก็มีจริงๆ ค่ะ แต่ว่าต้องพูดถึงว่าธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงก่อน นะคะ ไม่ใช่มีแต่ชื่อ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงเนี่ยก่อนที่จะเรียกว่าจิตบ้าง เรียกว่าเจตสิกบ้าง เรียกว่ารูปบ้าง สิ่งที่มีจริงนั้นนะต่างกันอย่างไร เป็นสิ่งที่จะค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ธรรมะก็ค่อยๆ ฟังไปทีละคำนะคะ แล้วค่อยๆ พิจารณาสิ่งที่มีจริงขณะนี้คะ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ใครบังคับบัญชาได้ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลยนะคะ ไม่ให้ได้ยินได้ไหมคะเนี่ย ได้ยินเกิดแล้ว แล้วก็ดับแล้วด้วย
เพราะฉะนั้นนอกจากจะเป็นสภาพธรรมะที่เกิดแล้วก็ดับ แล้วก็ยังเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นจากการที่รู้ว่าสภาพธรรมะนี่นะคะ เกิดแล้วดับบังคับบัญชาไม่ได้เป็นสุขหรือว่าเป็นทุกข์ ค่ะ เรารู้จักทุกข์แต่เพียงการเจ็บป่วยทางกายหรือว่าความทุกข์ทางใจนะคะ ไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็ไม่สบายใจเป็นทุกข์ ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ เห็นอะไรที่ไม่น่าพอใจ อยากจะได้สิ่งนั้นก็ไม่ได้ เราก็ว่าเป็นทุกข์ แต่ว่าทุกข์ยิ่งกว่านั้นก็คือว่าทำไมถึงจะต้องอยากได้แล้วไม่ได้ ใช่ไหมค่ะ ถ้าไม่มีการอยากได้เสียเลยเนี่ยก็สบาย แล้วก็จะไม่เป็นทุกข์ด้วย แต่ว่าเมื่อมีการที่มีสภาพธรรมะที่เกิดโดยที่ว่าใครจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เดี๋ยวนี้เลยค่ะ สภาพธรรมะก็เกิดแล้วเป็นแล้วอย่างนั้น ตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็ชั่วคราวจริงๆ เพียงเกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะที่ไม่ยั่งยืนแสนสั้นเกิดมาชั่วคราวแล้วก็ดับไปแล้วไม่กลับมาอีก ลักษณะอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ตลอดเวลาเนี่ย เป็นทุกข์หรือว่าเป็นสุข เรายังไม่เห็นอย่างนี้นะคะ
เพราะฉะนั้นเราก็ไม่เคยคิดเลยค่ะว่าการเกิดเนี่ยเป็นทุกข์แน่ๆ เพราะเหตุว่าเกิดแล้วดับไปแล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเข้าใจทุกข์ที่แท้จริงเนี่ย ไม่ใช่ทุกข์เล็กๆ น้อยๆ ที่จรมาในชีวิตนะคะ อย่างวันนี้ไม่ทราบว่ามีใครมีทุกข์บ้างแล้ว แต่ความจริงทุกข์มีตลอดเวลา หิวไหมค่ะตอนเช้า ตื่นขึ้นมาเป็นทุกข์หรือเปล่า เวลาหิวแล้วก็ถ้าไม่ได้รับประทานอาหารความหิวนั้นก็มาก เจ็บไข้ได้ป่วยเติมเข้าไปอีกก็ยิ่งเป็นทุกข์นะคะ แล้วก็ไม่มียาที่จะรักษา หมอก็ไม่มี ทุกข์มากไหมค่ะ ก็เห็นแต่เพียงทุกข์อย่างนั้น แต่ว่าทุกข์อย่างนั้นเพราะมีการเกิดขึ้น ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยทุกข์เหล่านี้จะไม่มีเลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นผู้ที่บำเพ็ญบารมีนะคะ จากเป็นพระโพธิสัตว์จนกระทั่งได้ตรัสรู้นี่คะ ก็จะต้องรู้ความจริงนะคะ ยิ่งขึ้นๆ ว่าในเมื่อสิ่งต่างๆ เกิดและก็เปลี่ยนแปลงไป แล้วก็ไม่คงที่เนี่ยจะหมดสิ้นได้อย่างไร นี่คือผู้ที่มีปัญญาจริงๆ นะคะ ที่เห็นว่าเกิดแล้วเป็นอย่างนี้นะคะ ไม่พ้นเลยไม่ว่าใคร เกิดแล้วก็ตาย เกิดแล้วก็เจ็บ เกิดแล้วก็เป็นทุกข์ เกิดแล้วก็ดิ้นรน เกิดแล้วก็ต้องหลับ ต้องตื่น ต้องเห็น ต้องได้ยิน ลำบากไหมคะเนี่ย เกิดแล้วก็ต้องหลับ ต้องตื่น ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องคิด ต้องอะไรทุกอย่าง ไม่น่าจะให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มีหนทางใดที่จะดับได้ ผู้นั้นที่คิดต่างกับคนอื่น ก็สามารถที่จะบำเพ็ญความดีนะคะ ที่จะทำให้สภาพของจิตใจเนี่ยผ่องใสปราศจากความติดข้อง ปราศจากสิ่งซึ่งจะทำให้ไม่สามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ จนกระทั่งได้ถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรมที่ใช้คำว่า อริยสัจธรรมรวมนิพพานด้วยนะคะ คือสิ่งที่มีจริงนอกจากความทุกข์ซึ่งมีจริง และเหตุของทุกข์ซึ่งมีจริงเมื่อดับเหตุของทุกข์ ทุกข์ก็เกิดไม่ได้ ก็สามารถที่จะรู้สภาพธรรมะซึ่งไม่มีการเกิดอีกเลย แต่ก็ต้องมีหนทางที่จะอบรมเจริญปัญญาที่จะทำให้ สามารถที่จะถึงอย่างนั้นได้
เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่ไม่ได้ยินได้ฟังธรรมะเลยนะคะ ก็ไม่รู้ด้วยว่าทุกข์จริงๆ เนี่ยคืออะไร เป็นทุกข์นะเป็นแน่ แต่ไม่รู้ว่าทุกข์นั้นนะมาจากไหน แล้วก็จะหมดทุกข์นั้นได้อย่างไร แต่ว่าผู้ที่ได้สะสมบุญที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อนนะคะ ก็เห็นประโยชน์ว่าทีวิชาอื่นยังศึกษาได้ตั้งหลายเดือนหลายปีใช่ไหมคะ แล้วสิ่งที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้แล้วหลงไม่เคยรู้ความจริงเลยเนี่ย แล้วมีผู้ที่สามารถที่จะทรงแสดงความจริงนี้ได้ แล้วเราจะไม่พิจารณาไตร่ตรองว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และเป็นความจริงหรือ ในเมื่อเป็นความจริงถึงที่สุดค่ะ ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนี้ได้ แล้วถ้าตราบใดถ้าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ เป็นทุกข์เดี๋ยวนี้ บังคับบัญชาไม่ได้เดี๋ยวนี้เนี่ยนะคะ สูญสิ้นไปเพราะไม่มีใครศึกษา ไม่มีใครสนใจ พระธรรมก็อันตรธานไม่มีใครสามารถที่จะเข้าถึงความจริงของพระธรรมที่ทรงแสดงจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้นผู้ใดก็ตามนะคะ ที่มีโอกาสได้ฟังเห็นประโยชน์นะคะ แล้วรู้ว่ายาก แต่ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ทำอะไรไม่ได้นอกจากเข้าใจสิ่งที่มีให้ถูกต้อง ความเข้าใจสิ่งที่มีที่ถูกต้องนะคะ ภาษาบาลีใช้คำว่าสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นความเห็นนะคะ ความเห็นมีสองอย่าง ความเห็นที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เป็นความเห็นผิดแน่นอน เพราะไม่ตรงกับความเป็นจริงเป็นมิจฉา ผิดนะคะจากความจริง ส่วนความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงก็สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ของสิ่งที่มีจริงๆ ไม่เข้าใจผิดในสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นเกิดมาก็มีความเห็นผิด และความเห็นถูกๆ นะคะ ซึ่งเป็นสภาพธรรมะคะมีปัจจัยเกิดขึ้นและก็ดับไป ไม่มีอะไรที่ไม่ดับ เพราะเกิดแล้วต้องดับ ไม่ได้ยั่งยืนเลยนะคะ ขณะนี้ที่เกิดก็ไม่รู้ และก็เหมือนยั่งยืนคือเหมือนไม่มีอะไรดับไปเลย เพราะฉะนั้นความเห็นของชาวโลกนี่คะ ต่างกับความเข้าใจถูกต้องของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็ไม่ใช่ว่าใครมีโอกาสจะได้ฟังธรรมะนะคะ
เพราะเหตุว่าตั้งหลายคนค่ะ ไม่เห็นประโยชน์เลยฟังอย่างนี้จะมีประโยชน์ยังไง แต่ว่าผู้ที่รู้ว่าก็อย่างนี้เป็นความจริงไม่ใช่หรือ เกิดมาก็เห็นใช่ไหมคะ แล้วก็ได้ยิน แล้วก็ได้กลิ่น ลิ้มมรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก แล้วก็หลับ แล้วก็ตื่น ก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ความจริงถึงที่สุดของสิ่งที่มีจริงนั้นคืออะไร นี่ก็คือการที่ได้เริ่มฟัง เริ่มเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้วนะคะ พระธรรมที่ทรงแสดงเนี่ยคะ ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีแล้วค่ะ และกำลังมี ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ให้เข้าใจให้ถูกต้องว่าสิ่งนั้นๆ คืออะไร เข้าใจว่าเป็นคน แต่ว่าถ้าไม่มีสภาพธรรมะรวมๆ กันเนี่ยจะเป็นคนได้อย่างไง อย่างเห็น นะค่ะ ได้ยินเนี่ยถ้าแยกกันไปทีละหนึ่งเกิดและดับไปเพียงอย่างเดียวๆ เนี่ย คนจะอยู่ที่ไหน แต่เวลานี้เพราะว่าที่เข้าใจว่าเป็นเราเนี่ยก็มีร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้านี่นะคะ แต่ก็ยังไม่รู้ความจริงว่าสิ่งที่มีอยู่ที่ยึดถือว่าเป็นเราเนี่ยแท้ที่จริงมีอะไรบ้าง ถ้าแยกออกไปเป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดดับเนี่ยก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่มีเราหรือว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืนนะคะ
เพราะฉะนั้นก็จะเข้าใจความหมายของคำในภาษาบาลีที่ใช้คำว่าอนัตตาเพราะเหตุว่ามีสองคำซึ่งต่างกันนะคะ อัตตาคือเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเหมือนเดี๋ยวนี่ค่ะเห็นว่า เป็นโต๊ะ เห็นว่าเป็นคน เห็นว่าเป็นดอกไม้ แต่อนัตตาคือสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราหลงเข้าใจว่าเป็นโต๊ะนะคะ หรือว่าเป็นดอกไม้ หรือว่าเป็นคน หรือว่าเป็นสัตว์ แต่ว่าเป็นเพียงสิ่งหนึ่งมีลักษณะอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แยกกันนะคะ ไม่รวมกัน เพราะฉะนั้นลองพิจารณาที่ว่าเป็นเราก่อน ตั้งแต่ศีรษะจดเท้าเนี่ยนะคะ เป็นเราจริงๆ หรือเปล่าคะ อะไรเป็นเรา แข็งกระทบตรงไหนแข็งทั้งนั้นเลย ตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้าแข็งหมด แข็งก็เป็นแข็งค่ะ แล้วก็แข็งเนี่ยนะคะ ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น โต๊ะก็แข็ง ถ้าที่เราเรียกว่าโต๊ะนะคะ ดอกไม้จับดูก็แข็ง แต่เราเรียกแข็งนะหลากหลายเป็นโต๊ะบ้าง เป็นดอกไม้บ้าง ตามสีสันรูปร่างสัณฐานที่ปรากฏต่างๆ กัน แต่ต้องรู้ว่าแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นโต๊ะรู้อะไรรึเปล่า ใครกระทบโต๊ะนะคะ ใครเอาของวางบนโต๊ะ โต๊ะจะรู้สึกว่าหนักไหม ค่ะ ไม่มีทางรู้ได้เลยนะคะ เพราะว่าสภาพแข็งนี่คะ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย แล้วที่ตัวของเราก็มีแข็ง นะคะ แล้วแข็งที่ตัว ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเนี่ยรู้อะไรรึเปล่า ก็ต้องไม่รู้ค่ะ
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะใดจริงอย่างไร ตรงอย่างไร ก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องนะคะ หลงคิดว่าแข็งเนี่ยเป็นเรา หรือของเรา แต่แข็งที่อื่นทำไมไม่ว่าเป็นเรา แต่ว่าแข็งตรงนี้นะคะ เข้าใจว่าเป็นตัวของเรา เป็นร่างกายของเรา นี่ก็เข้าใจผิดเพราะไม่รู้ความจริงว่าไม่ว่าแข็งอยู่ตรงไหนก็เป็นแข็ง และแข็งนั้นก็ต้องเกิดด้วย แต่ว่าความหลากหลายของปัจจัยที่ทำให้แข็งเกิดเนี่ยมีมากด้วยนะคะ เช่นแข็งที่ตัวเนี่ย เกิดเพราะกรรมก็มี ทำให้รูปร่างของแต่ละคนเนี่ยหลากหลายต่างกัน เกิดเพราะจิตก็มีนะคะ แข็งอย่างเนี้ยค่ะอ้าปากพูดได้ เดินได้ ทำอะไรได้นี่เป็นรูปซึ่งเกิดเพราะจิต แข็งนี้เกิดเพราะจิต แต่ถ้าแข็งที่เป็นโต๊ะ ไม่ได้มีจิต ไม่มีสภาพรู้เลย
เพราะฉะนั้นจะยืน เดิน จะนั่ง จะพูด เหมือนอย่างรูปที่เป็นร่างกายไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าแม้ว่าเป็นแข็ง แต่สมมติฐานที่ทำให้เกิดแข็งต่างกัน เพราะฉะนั้นแข็งนี้นะคะ ภายนอกเป็นแข็งที่เกิดเพราะอุตุ ความเย็น ความร้อน ทั้งหมด ไม่ใช่เกิดเพราะกรรม ไม่ใช่เกิดเพราะจิตไม่ใช่เกิดเพราะอาหาร ที่เรารับประทานอาหารกันนี่นะคะ ก็แสดงว่าถ้าไม่รับประทาน รูปที่เกิดเพราะกรรม รูปที่เกิดเพราะจิต รูปที่เกิดเพราะอาหารนะคะ ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยรูปอื่นค้ำจุน นี่คือสภาพธรรมะที่มีจริงทั้งหมดนะคะ แตกย่อยออกไป ศึกษาก็จะรู้ว่าทุกคำที่เราได้ยินได้ฟังเนี่ยเป็นความจริง เพราะเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่เกิดดับ เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้
เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นจะเป็นของใครไม่ได้เลย และจะเป็นใครไม่ได้เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่รวมๆ กัน และเข้าใจว่าเป็น โต๊ะบ้าง เป็นเก้าอี้บ้าง ก็ไม่ได้นะคะ เพราะว่าความจริงของธรรมะแต่ละหนึ่งเนี่ย แม้แต่แข็งก็ไม่รู้ว่ามีแข็งอยู่ข้างๆ ใช่ไหมคะ แล้วก็มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ตลอดก็ไม่รู้ ที่ว่าเป็นโต๊ะ เป็นคน เป็นอะไรพวกนี้ค่ะ ก็เป็นสิ่งซึ่งแข็งแต่ว่าไม่ติดกันนะคะ เพราะเหตุว่ามีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่พร้อมที่จะแตกทำลายได้ เพราะฉะนั้นก็แข็งเป็นแข็ง เพื่อศึกษาธรรมะเริ่มเป็นคนที่ตรง และก็รู้ความจริงนะคะ เพื่อที่จะละการยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นเรา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
