ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๐๓
สนทนาธรรม ที่กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์สุจินต์ ปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้รู้ตรง ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรจริง อะไรไม่จริง เพราะฉะนั้นแต่ละครั้งซึ่งต่อไปนี้ก็คงจะมีการกล่าวอีก พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ ขณะนั้นไม่ลืมว่ามีพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ มีพระธรรมซึ่งได้ยินได้ฟังได้ไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจตามลำดับเป็นที่พึ่ง จนถึง สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ เพื่อถึงการดับกิเลสตามลำดับขั้นเป็นพระอริยบุคคล มิฉะนั้นการฟังทั้งหมดก็ไร้ประโยชน์ ไร้ผล เพราะเหตุว่าไม่ได้เข้าใจความจริงซึ่งลึกซึ้งทุกคำ
มีคำถาม ๓ คำถาม ว่า การตายอย่างไรที่วิญญาณจะได้ไปสู่สุคติ และจะมีวิธีการเตรียมตัวตายอย่างไรจึงจะได้ขึ้นสวรรค์ สัญญาของปุถุชนกับสัญญาของพระอริยบุคคลเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และจิตที่คิดอกุศลเป็นบาปหรือยัง
ก็น่าสนใจทั้ง ๓ คำถาม แต่จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องยาว แล้วก็เป็นเรื่องละเอียด และถ้าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจจริงๆ ต้องเข้าใจแต่ละคำ เช่นคำว่า "จิต" อย่างคำถามที่ว่าจิตที่คิดอกุศลเป็นบาปหรือยัง ก็ยังไม่รู้ว่าบาปอยู่ที่ไหน บาปคืออะไร อกุศลกับบาปเหมือนกันหรือไม่ แต่ข้อสำคัญที่สุดก็คือว่าจิตที่คิดอกุศลเป็นบาปหรือยัง หรือแม้แต่ข้อความที่ว่าการตายอย่างไรที่วิญญาณจะไปสู่สุคติ หรือที่ถามว่าสัญญาของปุถุชนกับสัญญาของพระอริยบุคคลเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ทั้งหมดไม่ใช่ความรู้ในแต่ละหนึ่งแต่ละอย่างจริงๆ เป็นแต่เพียงว่าได้ยินมาแล้วก็คิด เช่นคำเดียวคือคำว่าจิต รู้จักจิตหรือยัง จิตมีแน่นอน แต่ว่าจิตคืออะไร จิตอยู่ที่ไหน และจิตทำอะไร
ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจธรรมเริ่มจากแต่ละคำๆ ก็จะเป็นคำตอบสำหรับปัญหาอื่นๆ ด้วย ขณะนี้ใช้คำว่า "จิต" แต่ถ้ามีคนถามว่าจิตคืออะไร จะตอบว่าอย่างไร ตอบได้แต่ว่ามีจิต แต่จิตคืออะไร เพราะฉะนั้นขณะนี้มีจิต กำลังเห็นเป็นจิตหรือไม่ ถ้าไม่ได้เรียนไม่ได้ฟังมาก่อนเลย เห็นก็เราเห็น แล้วจิตอยู่ไหน ก็ไม่รู้อีก แต่ให้ทราบว่าสิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่ใครไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย เกิดขึ้นเป็นจริงอย่างไรก็เป็นจริงแล้วก็ดับไป เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจิตเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ธาตุหรือธรรมมีความหมายเหมือนกันคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนๆ ไม่ใช่อย่างอื่น เพราะฉะนั้นได้ยินคำว่าจิต ได้ยินคำว่าสุข ได้ยินคำว่าชอบ หลายๆ คำ แต่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ถ้าศึกษาแล้วก็จะรู้จักแต่ละหนึ่งที่กล่าวถึงชัดเจนถูกต้องว่าไม่ปะปนกันเลย
เพราะฉะนั้น จิตมีจริงๆ เป็นธาตุรู้ เป็นอาการรู้ เป็นสภาพรู้ ไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น ไม่ขาวไม่ดำ ไม่หวานไม่เปรี้ยว ไม่แข็งไม่อ่อน แต่มีจริงเกิดขึ้นเมื่อไรก็เป็นธาตุรู้ที่จะต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นถ้าจิตไม่เกิด จะไม่มีสิ่งที่มีชีวิตเลย แต่ว่าสิ่งที่มีชีวิตหมายความว่าขณะนั้นต้องมีธาตุรู้เกิดขึ้น พร้อมกับในภูมิที่เป็นโลกอย่างนี้ก็ต้องมีสภาพธรรมที่ไม่รู้อะไรเป็นรูปธรรมเกิดร่วมด้วย
ด้วยเหตุนี้ ก่อนอื่นที่จะกล่าวถึงอะไรทั้งหมด ให้ทราบว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เช่นในขณะนี้ เห็นเป็นจิต ถ้าจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ไม่เกิดขึ้นเห็น สิ่งที่ปรากฏทางตาในขณะนี้ ปรากฏไม่ได้ว่ามีจริงๆ หรือแม้แต่เสียง เสียงไม่รู้อะไรเลย มีของแข็งกระทบกันแรงๆ เสียงก็เกิดขึ้น แล้วแต่ว่าจะเป็นเสียงเบาเสียงดังตามเหตุตามปัจจัย แต่ถ้าไม่มีธาตุที่ได้ยินเสียงนั้น เสียงนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีเสียงนั้นเลย เพราะฉะนั้นจิตคือธาตุที่เกิดขึ้นแล้วต้องรู้ เป็นธาตุรู้ ไม่รู้ไม่ได้เลย เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วก็ดับไปอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้
เพราะฉะนั้นในขณะนี้ไม่ได้มีแต่ร่างกายที่อยู่ตรงนี้ แต่มีธาตุรู้คือเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง เหล่านี้อยู่ เกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ ไม่ปรากฏเลยว่าจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป และจิตก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สืบต่อโดยไม่มีระหว่างคั่นเลย นี่ก็เป็นเพียงความรู้ขั้นต้นที่จะทำให้รู้ว่า ตั้งแต่เกิดมา แม้สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีจริง แล้วก็เรียกชื่อด้วย แต่ก็ยังไม่ได้รู้จักความจริงของแต่ละสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสิ่งซึ่งเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา เพราะธาตุรู้นั้นเกิดขึ้นเห็น มิฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ก็ปรากฏไม่ได้ ขณะนี้เสียงปรากฏ เพราะเหตุว่ามีธาตุรู้ที่ไม่ใช่เห็นแล้ว แต่เป็นอีกชนิดหนึ่งเกิดขึ้นได้ยินเฉพาะเสียงแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้นจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ตั้งแต่เกิดจนตายไม่เคยขาดจิตเลย แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องหลังของสิ่งที่ปรากฏ แท้ที่จริงก็คือว่าเพราะมีธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นรู้สิ่งนั้นจึงปรากฏได้ ขณะนี้กระทบสัมผัส แข็งปรากฏ แต่ถ้าไม่มีการรู้แข็ง แข็งปรากฏไม่ได้เลย ถ้าไม่มีการกระทบ แข็งก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีรูปที่สามารถกระทบกับแข็ง และทำให้ธาตุรู้เกิดขึ้นรู้แข็ง ขณะนี้ แต่ละหนึ่งขณะก็เป็นจิตทั้งหมด มีทั้งเห็นเป็นจิตประเภทหนึ่ง ได้ยินเป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง ได้กลิ่นเป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง คิดนึกเป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง ทั้งวันก็เป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจการงาน โดยไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เรา แต่เป็นสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้งหลาย สัพเพ สัพพะ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา อนัตตาหมายความว่าไม่ใช่อัตตา อัตตาคือสิ่งหนึ่งสิ่งใด อนัตตาคือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงหรือที่เข้าใจว่าเป็นสิ่งนั้น เช่นเราเคยเข้าใจว่าเป็นคน เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ความจริงแยกออกมาเป็นแต่ละหนึ่ง เช่นเห็นเป็นหนึ่ง ได้ยินเป็นหนึ่ง เห็นเกิดขึ้นแล้วดับไปจะเป็นคนหรือ หรือจะเป็นเทพ หรือจะเป็นนกหรือจะเป็นเป็ด เห็นเป็นเห็น แตกต่างกันโดยรูปร่าง ก็ทำให้จำว่าคนเห็น นกเห็น หรือจะใช้คำว่าเทวดาเห็น พรหมเห็น ก็แล้วแต่ตามรูปร่างตามกำเนิด แต่ตามความจริงเห็นไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย ปลาในน้ำก็เห็น เพราะเห็นเป็นเห็น มดก็เห็น แต่เรียกว่ามดไม่เรียกว่าปลาเพราะรูปร่าง แต่เห็นเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าที่กล่าวถึงจิต ก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธาตุรู้ ต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏเพราะจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งนั้น จึงปรากฏว่าเป็นโลก เป็นแต่ละคน เป็นแต่ละสิ่งได้ ถ้าไม่มีจิตหรือจิตไม่เกิดขึ้นจะไม่มีธาตุรู้ มีแต่เพียงสิ่งที่มีจริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถรู้อะไรได้เลย ซึ่งทางธรรมใช้คำว่า "รูปะ" หรือรูปธรรม ส่วนสภาพซึ่งเป็นสภาพที่เกิดขึ้นและต้องรู้ก็เป็นจิตประเภทหนึ่ง และก็อีกประเภทหนึ่งที่เป็นธาตุรู้เกิดพร้อมจิตคือเจตสิก ส่วนจิตนั้นเป็นใหญ่เป็นประธานในการเห็น ในการได้ยิน ในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ส่วนสภาพนามธรรมที่เกิดกับจิตเกิดพร้อมจิต ใช้คำว่าเจตสิกหรือเจตสิกะในภาษาบาลี
นี้ก็เริ่มต้นฟังพระธรรมเพื่อที่จะมี ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ ไม่ใช่เชื่อใคร แต่ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ ผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงได้ทรงแสดงธรรม คือความจริงของสิ่งที่มีจริงให้ผู้ที่สนใจที่จะรู้ว่า ตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรมทั้งหมด แล้วก็ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน เพียงชั่วคราว เพราะฉะนั้น จะค่อยๆ ไปถึงคำถามที่ว่า จิตที่คิดอกุศลเป็นบาปหรือยัง
เจตสิกมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี เจตสิกที่เป็นความติดข้องคือโลภเจตสิก เจตสิกซึ่งไม่ใช่ความติดข้องเป็นอโลภเจตสิก เจตสิกซึ่งเป็นความขุ่นเคืองเป็นโทสเจตสิก เจตสิกซึ่งไม่ขุ่นเคืองมีเมตตา ขณะนั้นไม่ขุ่นใจไม่รำคาญใจทั้งสิ้นก็เป็นอโทสเจตสิก เพราะฉะนั้นแยกจิตไม่ใช่เจตสิก แต่จิตและเจตสิกเกิดพร้อมกันรู้สิ่งที่ปรากฏให้รู้ในขณะนั้น ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า "อารัมมณะ" (อารมฺมณ) หรือ "อาลัมพนะ" (อาลมฺพน) แต่คนไทยเรียกสั้นๆ ว่า "อารมณ์" ตัดคำพยางค์สุดท้ายออก จาก "อารัมมณะ" ก็เป็นอารมณ์ ส่วน "อาลัมพนะ" คนไทยก็ไม่คุ้นหูเพราะเหตุว่าไม่ได้ใช้คำนี้ แต่หมายความว่าเมื่อมีธาตุรู้เกิดขึ้นต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เช่นเสียง เสียงปรากฏเพราะมีจิตได้ยินเสียง จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการได้ยิน แต่ก็มีเจตสิกนามธรรมเกิดพร้อมจิตดับพร้อมจิต ซึ่งจำแนกออกได้เป็นกุศลบ้างดี อกุศลไม่ดี หรือสามารถที่จะเกิดกับจิตทุกประเภทได้
นี่ก็เป็นความละเอียดซึ่งเป็นชีวิตจริงๆ ของทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่สามารถจะคิดเองรู้เองได้เลย แต่ถ้าฟังแล้วก็จะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นไปในขณะนี้ เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งใครจะยับยั้งไม่ได้ จะให้คนชั่วที่ขณะนั้นเป็นอกุศลเกิดขึ้น เป็นคนดีหรือเป็นกุศลไม่ได้ หรือขณะใดที่สภาพธรรมฝ่ายดีเกิดขึ้น จะให้สภาพธรรมฝ่ายดีกลายเป็นสภาพธรรมที่ไม่ดีก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมแต่ละหนึ่งก็เป็นแต่ละหนึ่ง จิตไม่ใช่บาป แต่มีเจตสิกที่เป็นบาปหรือเป็นอกุศลเกิดร่วมด้วย เมื่อจิตนั้นมีอกุศลเกิดร่วมด้วย จิตนั้นก็ประกอบด้วยธรรมฝ่ายอกุศลเรียกว่าอกุศลจิต จะใช้คำว่าบาปก็ได้
ก็คงจะเป็นการตอบคำถามข้อที่หนึ่งคือข้อแรกที่เขียนมาถามว่า จิตที่คิดอกุศลเป็นบาปหรือยัง อกุศลแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นอกุศล เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ดีแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่ดี ไฟแม้เพียงเล็กน้อยก็ร้อน เกลือแม้เพียงเล็กน้อยก็เค็ม เพราะฉะนั้นทุกอย่าง แม้กลิ่นที่ไม่สะอาดเล็กน้อยก็เป็นกลิ่นที่ไม่สะอาด
ด้วยเหตุนี้ ธรรมทั้งหลายก็มีกำลังตั้งแต่ขั้นอ่อน จนกระทั่งขั้นกลาง แล้วก็ขั้นแรงกล้าด้วย เพราะเหตุว่าวันหนึ่งๆ ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรม จะไม่รู้ว่าแค่เห็นก็เป็นอกุศล หลังจากที่เห็นแล้วเป็นอกุศล เพราะไม่รู้ความจริง เห็นเกิดขึ้นและดับไปก็ไม่รู้ เห็นไม่ใช่เราก็ไม่รู้ เห็นเป็นแต่เพียงเห็นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ยังไม่ทันจะเป็นกุศลหรืออกุศลเลยก็ไม่รู้ แต่ว่าหลังจากที่เห็นดับไปแล้ว ความไม่รู้นั้นเป็นอกุศล แต่ยังไม่สามารถกระทำทุจริตกรรมใดๆ เลยทั้งสิ้น เบาบางจนไม่รู้ว่าแม้ขณะนั้นที่กำลังเห็น ก็มีความติดข้องต้องการพอใจที่จะเห็น และพอใจในสิ่งที่เห็นด้วย
นี่ก็เป็นความละเอียดอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นความรู้ต้องรู้จนละเอียด จึงสามารถที่จะละความไม่รู้อย่างละเอียดจนหมดสิ้น ถึงความมีพระธรรมเป็นสรณะเป็นที่พึ่งที่จะถึงความเป็นผู้ที่ดับกิเลสได้ คำถามที่ว่าจิตที่คิดอกุศลเป็นบาปหรือยัง เพียงเห็นก็เป็นอกุศลแล้วหลังจากที่เห็นดับไป เพียงได้ยินแล้วไม่รู้ความจริงก็เป็นอกุศลแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อคิด ยังไม่ได้กระทำทางกายทางวาจาที่จะเป็นทุจริต ก็เป็นอกุศล แต่ยังไม่ถึงขั้นที่สำเร็จเป็นอกุศลกรรม ที่จะเป็นการทำให้ผลเกิดขึ้นในนรกหรือเป็นเปรตเป็นอสูรกาย หรือให้ผลหลังจากที่เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ก็เป็นทุกข์ทางกายบ้าง หรือเห็นสิ่งที่ไม่ดีไม่น่าพอใจบ้าง
ก็เป็นเพียงคำถามข้อหนึ่งในหลายๆ ข้อ แต่ไม่ทราบว่าพอจะชัดเจนที่จะรู้ว่าความดีและความไม่ดี ก็มีหลายระดับ ความดีแม้จะทำไว้มากมายเป็นประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ยังไม่บริสุทธิ์เมื่อยังไม่ได้เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นก็มีหลายขั้น เพราะฉะนั้นคนที่มีความดีเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เกิดเป็นเทวดาบ้าง เกิดเป็นพรหมบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้ดับกิเลส เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นธรรมฝ่ายใดทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล ก็มีตั้งแต่ขั้นอ่อน จนกระทั่งถึงขั้นที่แรงกล้า แต่ถ้าเมื่อมีการแสดงออกทางกายทางวาจา ก็ยังมีมากน้อยต่างกันไปอีก
นี่ก็แสดงความละเอียดยิ่งที่ว่าไม่มีใครสามารถที่จะนับประมาณจิตได้ เพราะเหตุว่าจิตที่เกิดแล้วดับไปแล้วไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นแต่ละขณะในวันหนึ่งก็เป็นจิตใหม่ทั้งหมด แล้วคนมีตั้งกี่คน และวันหนึ่งแต่ละคนจิตแต่ละประเภทก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นประมาณไม่ได้ แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประมวลธรรมเป็นประเภทต่างๆ เพื่อให้สามารถเข้าใจลักษณะของธรรมนั้นๆ โดยละเอียดว่าไม่ใช่เรา ไม่มีใครอยากเลวอยากชั่ว แต่ว่าสะสมมาที่จะคิดที่จะทำที่จะพูดไม่ดี ก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าใครสะสมความดีมามาก ทำชั่วยากเหลือเกิน ไม่สามารถที่จะกระทำได้อย่างง่ายๆ เพราะเหตุว่าสะสมมาที่จะมีความละอายมีความรังเกียจในสิ่งที่ไม่ดี
เพราะฉะนั้นทั้งหมดก็เป็นธาตุ เลว ทราม ประณีต ตามที่ทรงแสดงไว้ว่าสัตว์โลกก็มีทั้งที่เลวทรามหรือฝ่ายที่ประณีตต่างๆ กันไป ทั้งทางสติปัญญา ทั้งการที่จะเป็นกุศลประเภทต่างๆ อกุศลประเภทต่างๆ ก็คือแต่ละคนซึ่งจะไม่ซ้ำกันเลย เป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ ถ้าชัดเจนพอสมควรก็จะได้เป็นคำถามข้อต่อไป
การตายอย่างไร ที่วิญญาณจะได้ไปสู่สุคติ สุคติคือไปดี ไม่ได้ไปนรก ไม่ได้เป็นเปรต ไม่ได้เป็นอสุรกาย แต่ว่าต้องเป็นผลของความดี เพราะฉะนั้นจะตายอย่างไรที่วิญญาณจะได้ไปสู่สุคติ ต้องตายแน่ อาจจะเป็นวันนี้พรุ่งนี้หรือเย็นนี้หรือเดี๋ยวนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นที่ว่ามีวิธีการเตรียมตัวตายอย่างไรจึงจะได้ขึ้นสวรรค์ ก็คือเดี๋ยวนี้ทำดี ต้องเดี๋ยวนี้ด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วก็มีแต่อกุศลซึ่งเกิดหมักหมมเพิ่มพูน แล้วก็จิตเป็นอกุศลแล้วก็ตาย ขณะนั้นก็ต้องไปสู่อบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสูรกาย หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะฉะนั้นเตรียมตัวคือทำดีทุกโอกาส ถ้าขณะนั้นไม่ใช่กุศลก็ต้องเป็นอกุศล ถ้าไม่กล่าวถึงจิตโดยละเอียดที่เป็นผลของกรรมที่ใช้คำว่าวิบากหรือกิริยาจิต ซึ่งไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่วิบาก ก็เป็นเรื่องที่สามารถจะเข้าใจต่อไปได้ เพราะเหตุว่ารายการธรรมที่จะให้เข้าใจนี้ ก็มีทั้งทางวิทยุ ทางโทรทัศน์ ทางหนังสือ
คำถามต่อไป คนที่หูหนวกตาบอด ไม่เห็นไม่ได้ยิน จะเข้าใจธรรมได้อย่างไร
คนที่ตาไม่บอด หูไม่หนวกยังไม่ได้เข้าใจธรรมเลย ทั้งๆ ที่หูก็ดี ตาก็ดี เพราะฉะนั้นก็คงจะเห็นได้ คนที่ตาบอดหูหนวก ไม่เห็นไม่ได้ยิน ถ้าจากกำเนิด ไม่มีทางที่จะแก้ไข แต่ถ้าไม่ใช่จากกำเนิดคือไม่ใช่ผลของกรรมที่ทำให้ต้องตาบอด ก็ยังมีโอกาสที่ตาจะดีตามกำลังของกรรมที่สามารถที่จะให้ผลที่ดีเมื่อไรก็สามารถที่จะเห็น แต่เห็นแล้วอ่านธรรมหรือไม่ หรือว่าได้ยินก็ยังมีเครื่องช่วยให้ได้ยิน ได้ยินแล้วฟังธรรมความจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ชีวิตแต่ละชาติที่เกิดมาต้องเป็นไปตามปัจจัยซึ่งละเอียดมาก
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระธรรมให้หลงเหลือความสงสัย แต่ว่าใครก็ตามที่ศึกษาโดยละเอียด จะทราบว่าแม้จิตขณะนี้เกิดเป็นผลของกรรมอะไร แต่ไม่ใช่รู้ละเอียดว่าชาติก่อนเป็นแม่ทัพ หรือชาติก่อนเป็นขโมยเป็นโจร แต่ว่าเป็นผลของกรรมดีหรือกรรมชั่วแน่นอน แต่ไม่มีใครสามารถที่จะมีปัญญาที่สามารถที่จะถอยกลับไปถึงชาติก่อนๆ ว่าเคยกระทำดีชั่วขนาดไหนอย่างไร แต่ผู้ที่ได้สะสมปัญญามีหลายระดับ ถ้าศึกษาแล้วก็จะรู้ว่าปัญญาที่รู้เรื่องชาติก่อนเรื่องอะไรต่างๆ ก็เป็นปัญญาที่รู้โลกทางตา หู จมูก ลิ้น กายในอดีตและปัจจุบัน แต่ไม่สามารถที่จะละความติดข้องได้ ถ้าเป็นแต่เพียงตาทิพย์บ้าง เป็นการระลึกชาติได้บ้าง แต่ทั้งหมดต้องเป็นปัญญา แต่ยังมีปัญญาที่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งสามารถที่จะละดับความไม่รู้ได้ ก็ต่างกันหลายขั้น เพราะฉะนั้นอะไรดี จะมีตาดีแต่ว่าไม่อ่านธรรมเลย จะมีหูดีแต่ว่าไม่ได้ฟังธรรมเลย ก็ไปใช้ในทางที่เป็นอกุศลได้ทั้งหมดเลย
ขอตอบอีกคำถามที่ถามว่า สัญญาของปุถุชนกับสัญญาของพระอริยบุคคลเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ได้ยินแต่ละคำ ต้องรู้จักคำนั้นด้วย สัญญาในภาษาไทยหมายความว่าจำไว้ พบกันกี่โมงหรืออะไรอย่างนี้ ก็เป็นสัญญาแล้วแต่จะสัญญากันว่าอะไร แต่สัญญาในภาษาบาลี ที่พระผู้มีพระภาคตรัสถึงสภาพธรรมที่มีจริง หมายความถึงลักษณะที่จำหรือความจำ ไม่ใช่จิต เป็นเจตสิกเกิดพร้อมจิตทุกขณะ ไม่ว่าจิตนั้นจะเป็นจิตประเภทใดก็ตาม จะต้องมีสัญญาเจตสิกคือสภาพที่จำสิ่งที่จิตรู้ จิตเกิดขึ้นเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้พร้อมเจตสิกอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท และเจตสิก๑ ใน ๗ นั้นก็คือสภาพจำคือสัญญาเจตสิก เพราะฉะนั้นคำว่าสัญญาในภาษาไทยซึ่งนำคำภาษาบาลีมาใช้ ก็มีความหมายเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ว่าสัญญาซึ่งเป็นสภาพธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งคือความจำ สิ่งนั้นต้องเกิดกับจิต แต่ไม่ใช่จิต
เพราะฉะนั้นขณะนี้ทุกคนคงจะไม่รู้ว่า มีจิตเกิดเมื่อไร สัญญาสภาพจำก็เกิดพร้อมจิต จำสิ่งที่จิตรู้ และสัญญาก็รู้สิ่งนั้นด้วย แต่รู้โดยการจำสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นที่ถามว่าสัญญาของปุถุชน ปุถุแปลว่าหนา ชนก็คือคน คนหนาไม่บางเลย คือหนาด้วยกิเลส และหนักด้วยกิเลส
เพราะฉะนั้นสัญญาเกิดกับจิตทุกขณะ เวลาที่เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าไม่มีสภาพจำ ต่อไปจะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร แต่ที่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นแก้ว สิ่งนี้เป็นโต๊ะ เมื่อเห็นแล้วก็จำ เพราะฉะนั้นจิตขณะต่อไปก็นึกถึงรูปร่างสัณฐาน และต่อไปก็สามารถที่จะจำ ด้วยความที่สิ่งนั้นปรากฏเมื่อไรก็รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร นี่คือสัญญา
เพราะฉะนั้นปุถุชนที่ไม่ได้ฟังธรรมเลย ได้ยินคำว่าธรรมก็ไม่รู้ หรืออาจจะไม่มีการได้ยินได้ฟังเลยก็ได้ หรืออาจจะเข้าใจผิดก็ได้ ความเข้าใจผิดเป็นสิ่งที่มีจริงและเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นจากการที่ได้ฟังธรรมวันนี้ สิ่งที่เข้าใจจากการฟังก็คือว่าจิตเป็นธาตุรู้ ถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้น อะไรๆ ก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่ทุกอย่างไม่ว่าอะไรจะปรากฏก็ตาม เพราะจิตกำลังรู้สิ่งนั้น และเมื่อจิตเกิดแล้วก็จะต้องมีสภาพนามธรรม ธาตุรู้เกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท สภาพจำเป็นเจตสิก ทุกคนกำลังจำ ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ แต่เป็นธาตุซึ่งเกิดเมื่อไรต้องจำ พร้อมกับจิตที่กำลังรู้สิ่งนั้น
ด้วยเหตุนี้ คนที่จำแต่เรื่องไม่ดี ก็คิดแต่เรื่องไม่ดีเพราะความจำ ทุกครั้งที่คิด ถ้าไม่จำจะคิดได้ไหม ไม่จำอะไรเลยจะคิดก็ไม่ได้ แต่เพราะจำเรื่องไหนก็คิดถึงเรื่องนั้น ขณะนี้จำแล้ว คืนนี้ฝัน จำหรือเปล่า ถ้าไม่จำจะไปฝันได้อย่างไร หรือว่าออกจากห้องนี้แล้วเห็นอะไรรู้ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใด จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะที่ปรากฏ แต่สัญญาจำสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ มีสัญญาเกิดพร้อมจิต แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นสภาพที่ต้องจำ เกิดแล้วต้องจำ จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะไม่รู้จึงเข้าใจว่าเราเห็นและเราจำ เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังไม่ถึงความเป็นพระอริยบุคคล ยังเป็นปุถุชน ก็ไม่มีการจำที่ถูกต้องว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ใช่เห็น แต่พระอริยบุคคลรู้ความต่างกันว่าเห็นเป็นอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็มีจริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เห็น จึงไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยในแต่ละขณะจิตที่ปรากฏ เสียงปรากฏ ผู้ที่เป็นปุถุชนก็ไม่รู้เลย ก็เป็นเราได้ยิน เสียงใครด้วย แต่ว่าผู้ที่เป็นพระอริยบุคคล เสียงเป็นเสียง จำถูกต้องตามความเป็นจริงว่าเสียงไม่ใช่คน เสียงเป็นเสียง และธาตุที่ได้ยินเสียงก็ไม่ใช่เราไม่ใช่ใคร แต่เกิดขึ้นได้ยิน แล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นความจำของปุถุชนกับความจำของพระอริยบุคคลก็ต้องต่างกันด้วยปัญญา พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของปัญญา คือความเห็นที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
