ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๕๒
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ เพียงแต่ใครจะเห็นประโยชน์ ใครจะเห็นค่าของความเข้าใจถูก ความเห็นถูกในสิ่งที่มี ซึ่งไม่เคยรู้เลย และจะปล่อยให้ไม่รู้ ไม่รู้ไปทุกชาติ ชาติหน้าต่อไปก็ยิ่งไม่รู้เพิ่มขึ้นหรือ แต่ประโยชน์ของการเกิดมาและมีโอกาสได้ฟังได้พิจารณาความจริง ก็ทำให้สามารถที่จะเป็นผู้ที่รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว อะไรควร ไม่ควร ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่อยู่ที่ความสามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ
ด้วยเหตุนี้การฟังแต่ละคำแต่ละครั้ง ก็คือขอให้เข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังว่าหมายความถึงอะไร มีจริงหรือไม่ คำที่ได้ยินเป็นวาจาสัจจะที่ทำให้เข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนไหม แม้ว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง แต่ก็ไม่ใช่จะรู้ได้โดยง่ายเลย เช่นขณะนี้ ถ้าถามคนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมเลย ว่าอะไรมีจริงๆ ขณะนี้ เขาจะตอบได้ไหม ก็ตอบไม่ได้ เพราะว่าเขาอยู่ในโลกของความมืดและความไม่รู้ ไม่มีความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริง แต่ถ้ามีคำจริงว่าขณะนี้มีสิ่งที่กำลังเป็นอย่างนี้ ปรากฏว่าเป็นอย่างนี้ เช่นสีสันวัณณะในห้องนี้เป็นอย่างนี้ทั้งหมด ทำให้รู้ว่าสิ่งนี้มีจริงๆ แต่ต้องเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิด จะมีจริงได้อย่างไร
เราไม่รู้ว่าสิ่งนี้เกิด และสิ่งที่เกิดแล้วก็ดับไปแน่นอนเป็นธรรมดา ไม่อย่างนั้นจากเห็นจะเป็นได้ยินไม่ได้ ก็ต้องเป็นเห็นอยู่นั่นเอง แต่เห็นแล้วก็ได้ยิน แล้วคิดนึก ก็แสดงว่าเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งหลากหลายต่างกัน มีปัจจัยที่จะเกิด แล้วก็ดับไป นี่เป็นความจริง ฟังเพื่อเข้าใจว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังถูกต้องไหม แต่ไม่ได้หมายความว่ามีตัวตนที่อยากหรือใคร่จะรู้อย่างยิ่งถึงการเกิดดับ เพราะเหตุว่าความไม่รู้ไม่สามารถที่จะถึงการรู้แจ้งในสภาพธรรมที่เป็นจริงได้ ต้องมีการเข้าใจขึ้นๆ จนกระทั่งคลายความติดข้องที่ยึดถือสภาพธรรมขณะนี้ ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่าติดข้องมากมายเพียงใด เกิดมาก็เราทั้งนั้น ลืมตาขึ้นมาก็เรา โกรธก็เรา ชอบก็เรา สนุกก็เรา เป็นเราทั้งหมด สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่ไม่มี มีชั่วคราวแต่ไม่ใช่เรา แล้วก็หายไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย
การรู้สิ่งที่เป็นความจริงเหล่านี้ก็ยังน้อยมากและเพียงเริ่มต้น แล้วเราจะไม่สนใจในแต่ละคำที่กล่าวถึงสภาพธรรมโดยนัยประการต่างๆ หรือ แต่ความลึกซึ้งของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้มากกว่านั้นอีก จึงต้องทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา เพราะรู้ว่าสัตว์โลกสะสมความไม่รู้มานานมาก การที่ได้ยินได้ฟังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สามารถที่จะทำให้สิ่งที่สะสมมาหมดไปได้ไหม ให้อวิชชาหมดไป ให้ความไม่รู้หมดไป ให้ความโกรธหมดไป ให้ความติดข้องหมดไป เพียงฟังเล็กน้อยเท่านี้ก็เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ และจะรู้ได้ว่าสภาพของจิตใจที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ส่วนใหญ่เกิดร่วมกับความไม่รู้ เช่นโลภะ ความติดข้องเพราะไม่รู้ โทสะเกิดขึ้น เพราะไม่รู้ ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะความไม่รู้เกิดร่วมกับจิตทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นความไม่รู้ก็เป็นปัจจัยที่จะให้มีการเกิดดับไม่รู้จบ
แต่การที่จะรู้ขึ้น ก็จะทำให้ค่อยๆ รู้ว่าชีวิตที่มีอยู่ ต้องจากต้องหมดวันใดไม่รู้ และไม่สามารถที่จะนำอะไรไปได้เลยสักอย่าง แม้แต่ร่างกายซึ่งเป็นที่รักยิ่งตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าก็ทะนุบำรุงทุกวัน เมื่อสักครู่นี้ก็รับประทานที่มีประโยชน์ บางคนอาหารไม่มีประโยชน์ ไม่ทานเลย เพราะอะไร เพื่ออะไร ก็เพื่อร่างกายนี้ใช่ไหม จะเห็นได้ว่าสิ่งซึ่งทำให้เป็นไปตามความติดข้องในสิ่งที่เรายึดถือว่าเป็นตัวเรามีมากมายมหาศาล ซึ่งยากแสนยากที่จะรู้ว่าที่เคยยึดถือว่าเป็นเรานั้น เป็นเราจริงๆ หรือไม่ อย่างเช่นแข็งที่คุณพิศิษฐ์กล่าว แข็งเป็นเราได้ไหม เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ได้ไหม ต้องเป็นผู้ตรงว่าแข็งเป็นแข็ง เกิดเป็นแข็ง แล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งที่มีในชีวิตจริงๆ ประจำวันตั้งแต่เกิดจนตายเป็นสิ่งที่มีจริง ใช้คำว่า "สภาวธรรม" หรือ "สภาพธรรม" และสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่งไม่ซ้ำกันด้วย เกิดขึ้นแล้วดับไป สิ่งใหม่ที่เกิดต่อก็ไม่ใช่สิ่งเก่าแล้ว มีแต่สิ่งซึ่งเกิดตามเหตุตามปัจจัยตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่เข้าใจธรรมเลย หอบอะไรไปหรือนำอะไรไปด้วย ร่างกายนี้นำไปไม่ได้เลย แต่ว่ากุศลเกิดแล้วก็สะสมอยู่ในจิต ไม่มีใครนำออกไปจากจิตได้เลย อกุศลก็เกิดและเก็บสะสมอยู่ในจิต ทำให้แต่ละบุคคลต่างกัน ในชาตินี้ก็ต่างกันตามชาติก่อนๆ ที่เกิดมาแล้วและสะสมมาแล้ว จนกว่าจะถึงวันนี้ที่เป็นคนนี้ เพราะฉะนั้นชาติต่อไป ซึ่งจะมีต่อไป ก็ตามที่ได้สะสมมา และตามที่เป็นในขณะชาตินี้ด้วย โดยเราไม่รู้เลย ก็จะเห็นได้ว่าสัตว์โลกเป็นที่ดูบุญและบาป และผลของบุญและบาปด้วย
เพราะฉะนั้นการฟังธรรมเพื่อเข้าใจ เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งเดียวที่จะละความหวัง ความต้องการ บางคนฟังธรรม แล้วอยากรู้เลย อยากประจักษ์แจ้งเลย ทำอย่างไร แต่ทำไม่ใช่เข้าใจ เป็นตัวตนที่ต้องการ เพราะคิดว่าทำแล้วจะสำเร็จ แต่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมต้องเป็นผู้ที่ละเอียดมาก และรู้ว่าทั้งหมดเพื่อเข้าใจ อะไรก็ตามที่จะไม่เข้าใจ ไม่ควรที่จะสนใจเลย เพราะเหตุว่าไม่เข้าใจก็บอกชัดเจนอยู่แล้ว ตั้งต้นด้วยความไม่เข้าใจ จะทำอะไรต่อไปเพราะไม่เข้าใจ ผลก็คือไม่เข้าใจต่อไป แต่พระธรรมเท่านั้นที่จะทำให้เราเห็นได้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ สิ่งที่กำลังมีขณะนี้ เข้าใจได้โดยการเริ่มฟังพระธรรม และพิจารณาแต่ละคำให้รู้ว่าเป็นคำจริง ซึ่งต้องอาศัยการอบรม กว่าจะละคลายความติดข้องในสิ่งที่มี เช่น เห็น ก็เป็นเราเห็น ได้ยินก็เป็นเราได้ยิน คิดก็เป็นเราคิด ถ้าไม่มีสภาพธรรมเลย เราก็ไม่มี แต่เมื่อมีแล้วไม่รู้ เพราะไม่รู้ก็ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าเป็นภายนอก ก็ไม่ใช่เรา แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นภายในที่ตัว ก็ยึดถือว่าเป็นเรา
การฟังธรรมคือขณะที่หายาก เพราะว่าเหตุที่จะให้ไม่ได้ฟังนั้นมี ประเดี๋ยวก็คงจะมีคนไปซื้อของ ฯลฯ ก็ไม่ใช่หมายความว่าพระธรรมห้ามหรือไม่ให้ทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ความจริง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ปัญญาสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจจนทั่ว และเราไม่ใช่ว่าต้องการ จนกระทั่งไม่ทำอะไรอื่นทั้งสิ้น ใส่ใจเพียงก้มหน้า ก้มตา ฟังธรรม หรือก้มหน้า ก้มตา ทำอะไรต่างๆ โดยไม่รู้ว่านั่นเป็นโลภะและความเห็นผิดทั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้พระธรรมจึงลึกซึ้ง ที่จะให้เป็นไปตามพระธรรมที่ทรงแสดง คือรู้ว่าบังคับบัญชาไม่ได้ อะไรที่เกิดก็เกิดแล้ว ให้เห็นว่าบังคับบัญชาไม่ได้ แล้วปัญญารู้ทั่วจนหมด เห็นก็ต้องรู้ ได้ยินก็ต้องรู้ คิดก็ต้องรู้ ชอบก็ต้องรู้ โกรธก็ต้องรู้ จนไม่เหลือเลย และจนกระทั่งแน่ใจว่ามีความเข้าใจจริงๆ ในสภาพธรรมที่ปรากฏ เมื่อนั้นจึงค่อยๆ เป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งกว่าจะถึงการดับความไม่รู้ที่สะสมมานานมากและหนาแน่นมั่นคง ท่านกล่าวว่าถ้าไม่รู้ก็เหมือนกับหลักหรือตอในสังสารวัฏฏ์ ขยับเขยื้อนยาก เพราะเหตุว่ามั่นคงมาก เพราะฉะนั้นการฟังก็คือมีความเข้าใจว่าเพื่อรู้แล้วละ ไม่ใช่เพื่อรู้แล้วอยาก หรือไปทำตามโลภะ
ผู้ฟัง โลภะภายในกับภายนอก ภายนอกคืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ชอบดอกไม้ไหม
ผู้ฟัง ชอบ
ท่านอาจารย์ ดอกไม้อยู่ไหน
ผู้ฟัง อยู่เมื่อเห็น เห็นแล้วก็ชอบ
ท่านอาจารย์ อยู่ในตัวคุณปูหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ตา ไม่ใช่หู นั่นคือภายใน เข้าใจว่าตามีจริงและเป็นของเรา แต่ไม่รู้ว่าตาก็เกิดแล้วก็ดับด้วย เพราะฉะนั้นตาเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราจำว่ามี และเวลาที่เห็นดอกกุหลาบ เป็นดอกกุหลาบ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ก็คือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะไม่รู้แต่ละหนึ่งซึ่งรวมกัน เพราะเหตุว่าสภาพธรรมไม่ได้เกิดขึ้นตามลำพังเลย แต่ปรากฏให้รู้ได้ทีละหนึ่ง เช่นดอกไม้หอมไหม หอมไม่ใช่แข็ง เพราะฉะนั้นหอมเป็นสิ่งที่มีจริงหนึ่ง และเวลาที่จับ แข็งหรืออ่อน หรือนุ่ม ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ชิมได้ไหม ดอกกุหลาบที่เดี๋ยวนี้เขานำไปทำอาหาร แม้ที่ดอกกุหลาบก็มีรสด้วย รสของดอกกุหลาบจะต่างกับรสอื่นไหม เพราะฉะนั้นสภาพธรรมไม่ได้เกิดเพียงหนึ่ง แต่ว่ามีสภาพธรรมหลายๆ อย่าง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร แล้วจะรู้ถึงสภาพธรรมที่อาศัยให้เกิด ก็ยาก
ด้วยเหตุนี้ การฟังพระธรรมต้องมั่นคงตามลำดับ เมื่อสิ่งที่มีจริงแล้วไม่รู้ แต่ว่าเป็นเพียงหนึ่งแต่ละทาง เช่น ขณะนี้ ลืมตาก็เห็น หลับตา เห็นไหม ไม่เห็น และได้ยินเสียง เห็นเสียงไหม ก็ไม่เห็น แต่ว่าในขณะที่เสียงปรากฏ แม้หลับตา ก็ได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นความจริงทั้งหมดก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่คำว่า "อัตตา" หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราก็ไม่เข้าใจ และมีคำว่า "อัตตานุทิฏฐิ" หมายความว่า เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะไม่รู้ความจริงว่าแต่ละหนึ่ง เป็นแต่ละทาง เวลาที่มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สี่ธาตุนี้เราคุ้นหู ในตำราแพทย์แผนโบราณเป็นต้น ขาดคำ ๔ คำนี้ไม่ได้เลย ได้ยินจนชินว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม ยังไม่รู้ภาษาบาลี แต่ถ้าได้ยินคำว่าปฐวี หมายความถึงธาตุดิน ธาตุน้ำคืออาโป ธาตุไฟคือเตโช ธาตุลมก็คือวาโย ไม่จำชื่อ แต่ต้องเข้าใจว่าหมายความถึงสิ่งที่กำลังปรากฏ เช่นลักษณะที่แข็งปรากฏ ไม่ต้องเรียกว่าปฐวี อ่อนปรากฏก็ไม่ต้องเรียกว่าปฐวี เช่นปฐวีกระทบกับอะไรอย่างนี้ ไม่ต้องกล่าวเลย หมายความว่าสิ่งนั้นปรากฏความจริงและสั้นมาก สั้นยิ่งกว่าใครสามารถจะประมาณได้ เพราะเหตุว่าทันทีที่สิ่งนั้นปรากฏ เช่น แข็ง เราคิดว่าน้อยมาก สั้นมาก แต่มีความติดข้อง หรือความขุ่นเคืองในสิ่งที่ปรากฏแล้ว โดยที่ว่าถ้าไม่ฟังธรรมจะไม่รู้เลย แล้วสิ่งนั้นก็ดับไป และสะสมแล้ว เห็นอะไรก็มีความชอบ ไม่ชอบ สะสมไป ได้ยินอะไร ก็มีความชอบ ไม่ชอบ สะสมไป
นี่คือความละเอียดอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แต่คำว่าธรรมก็ไม่รู้ และทุกคำที่ได้ยิน ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าที่ใดก็ตามที่มีลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง เป็นธาตุดิน ภาษาบาลีใช้คำว่า "ปฐวี" ต้องมีธาตุอื่นรวมอยู่ด้วย จะมีเพียงแข็งไม่ได้ แต่เวลาปรากฏ ปรากฏเพียงทีละหนึ่งเท่านั้น เพราะเหตุว่าธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน ที่เราใช้คำว่า "จิต" เกิดขึ้นทีละหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็รู้สิ่งที่ปรากฏทีละหนึ่งโดยปัจจัย คือมีสภาพธรรมซึ่งเกิดกับจิต ที่เราใช้คำว่า "เจตสิก" เป็นธาตุรู้อีกประเภทหนึ่ง ที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง เพราะฉะนั้นจิตจะรู้หลายๆ อารมณ์พร้อมกันไม่ได้เลย ต้องทีละหนึ่งเท่านั้น แต่ทรงแสดงไว้ว่าที่ใดที่มีธาตุดิน ที่นั่นมีธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ในบรรดาธาตุทั้ง ๔ ธาตุดินปรากฏลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง ธาตุไฟปรากฏลักษณะที่เย็นหรือร้อน ธาตุลมปรากฏในลักษณะที่ตึงหรือไหว แต่ธาตุน้ำไม่ปรากฏเมื่อกระทบ เพราะเหตุว่าธาตุน้ำเป็นธาตุที่ซึมซาบ เอิบอาบ เกาะกุมธาตุทั้ง ๓ ไว้คือธาตุดิน ธาตุไฟ และธาตุลม ไม่ให้แยกจากกันไปเลย
เพราะฉะนั้นที่ใดก็ตามที่แข็ง มีธาตุดิน ต้องมีธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เป็นธาตุที่เป็นหลักหรือเป็นใหญ่ เป็นที่อาศัยของรูปอื่นๆ ทั้งหมด ถ้าไม่มี ๔ รูปนี้ ซึ่งเป็นมหาภูตรูป คือรูปที่ปรากฏเป็นประจำวัน รูปอื่นก็ไม่มี เช่น รส ก็ต้องอยู่ที่ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม จึงจะบอกได้ว่าเป็นรสกุ้ง รสไก่ หรือรสผลไม้ รสดอกไม้ แต่รวมแล้วก็จำแต่ไม่รู้ความจริงว่าเป็นเพียงสิ่งที่มีจริงที่เกิดดับ ทำให้เราจำในรูปร่าง สัณฐาน จำในรสหลากหลาย จำในสิ่งที่หลากหลายมาก เกิดขึ้นแล้วดับไปต่างๆ กัน รวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ค่อยๆ กระจายแตกย่อยสิ่งซึ่งรวมกัน ที่ใช้คำว่า "อัตตา" เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อเป็นความเห็นอย่างนี้คืออัตตานุทิฏฐิ เห็นตามสิ่งนั้น โดยเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ยั่งยืน เพราะไม่เห็นการเกิดดับ อย่างเช่นดอกไม้ ทันทีที่เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นอัตตาหรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็น ต้องเป็นอนัตตา แต่ยังไม่ปรากฏความเป็นอนัตตาเลย ส่วนใหญ่ก็เป็นอัตตานุทิฏฐิ แต่ว่าสิ่งที่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าเป็นภายนอกก็เป็นสิ่งนั้นบ้างสิ่งนี้บ้าง แต่ถ้าเป็นภายใน ก็เป็นสักกายทิฏฐิ
"อัตตานุทิฏฐิ" กับ "สักกายทิฏฐิ" เหมือนกันทุกประการ เพียงต่างกันที่ภายนอกหรือภายใน และยึดถือว่าเป็นเราหรือไม่ แต่จะยึดถือว่าเป็นเราหรือไม่ยึดถือ ก็ต้องมีความเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นอัตตานุทิฏฐิกับสักกายทิฏฐิเหมือนกันทุกอย่าง เพียงแต่ถือว่าเป็นเราหรือไม่ ถ้าไม่ถือว่าเป็นเรา ก็ยังเป็นอัตตานุทิฏฐิ แต่ถ้าเป็นสักกายะคือเป็นเราหรือเป็นของเรา โต๊ะนี้เป็นอะไร ของเราหรือไม่ ไม่ใช่ แต่เป็นโต๊ะ เมื่อเป็นโต๊ะก็คืออัตตา ไม่ใช่อนัตตา
แม้แต่คำว่า "อัตตา" หรือ "อนัตตา" ก็ต้องเข้าใจจริงๆ เดี๋ยวนี้เป็นอัตตา เป็นคนนั้น เป็นคนนี้ แต่ถ้าเป็นอนัตตา คือเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ มีสิ่งนี้เพียงสิ่งเดียวในบรรดาธรรมทั้งหมด ทุกจักรวาลไม่เปลี่ยน ไม่ใช่ว่าจักรวาลนี้เป็นอย่างนี้ โลกนี้เป็นอย่างนี้ โลกอื่นเป็นอย่างอื่น แต่เป็นที่สุดของความจริงซึ่งเป็นปรมัตถธรรม จากการที่ทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด เปลี่ยนอีกไม่ได้เลย คือขณะนี้สิ่งที่ปรากฏก็หลงยึดถือและหลงพอใจ กว่าจะรู้ด้วยปัญญาที่สมบูรณ์ขึ้นว่ายึดถือในสิ่งที่ดับแล้ว เวลานี้กำลังเกิดดับอยู่ แล้วสิ่งที่ดับ ไม่กลับมาอีก แต่เรายังคงจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วก็ยึดถือด้วยความพอใจด้วย เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริงก็คือพอใจในสิ่งที่ไม่มี ที่ว่างเปล่า ที่เกิดขึ้นปรากฏแล้วก็หมดไป เมื่อเข้าใจว่าเป็นความจริง ก็เข้าใจขึ้นอีก เข้าใจขึ้นอีก เข้าใจขึ้นอีก ไม่ต้องคำนึงถึงผลว่าจะละความติดข้องเมื่อไร มิฉะนั้นแล้วก็คือโลภะ ไม่ใช่เป็นความเข้าใจว่าเมื่อเป็นอนัตตา ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย
ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์ได้อธิบาย คือจะให้ฟังจนกว่าที่จะไม่มีเราใช่ไหม
ท่านอาจารย์ มีเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ แล้วรู้อย่างนี้จริงๆ หรือไม่
ผู้ฟัง ยังไม่รู้
ท่านอาจารย์ แล้วจะรู้จริงได้อย่างไร
ผู้ฟัง ก็ต้องจากการฟัง
ท่านอาจารย์ เมื่อเข้าใจขึ้น ก็เป็นคำถามซึ่งตอบได้ด้วยตนเอง เมื่อคิดไตร่ตรอง เราก็จะค่อยๆ ตอบได้ แต่ส่วนใหญ่เราจะคิดสงสัย ลืมพิจารณาไตร่ตรองว่าคำแรกที่ลืมไม่ได้ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง จะเป็นคนหนึ่งคนใดไม่ได้ จะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่มีจริงที่มีลักษณะเฉพาะของตนซึ่งไม่เปลี่ยนแปลง นี่คือเบื้องต้นเลย กำลังปรากฏ ไม่เคยขาดไปเลยตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วก็ยังมีอีก ไม่จบสิ้น นี่คือธรรม และเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นแต่ละคำก็จะเพิ่มความเข้าใจขึ้น อนัตตาหมายความว่าไม่ใช่เรา เห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน โกรธเป็นโกรธ แต่เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงก็เป็นเรา เข้าใจขั้นต้นอย่างนี้ แล้วก็ฟังจนกระทั่งค่อยๆ รู้ จนกว่าจะรู้จักสภาพธรรมทันทีที่กำลังปรากฏ เช่นขณะนี้ เห็นปรากฏ กว่าจะเข้าใจหรือรู้จักเห็น ไม่ใช่ให้ไปทำอย่างอื่นด้วยความพยายาม คิดว่าทำอย่างนั้นแล้วก็เป็นหนทางลัด รวดเร็วดี นั่นคือผิด ต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ จึงสามารถที่จะก่อนละ ต้องคลาย แม้แต่วิปัสสนาญาณขั้นต้นก็ไม่ได้ละถึงกับการที่เห็นการเกิดดับ เพียงแต่ละการที่ไม่เคยมีปัญญาระดับนี้ในสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้นโสตาปัตติมรรค ก็เป็นปัญญาระดับที่อนัญญาตัญญัตสามีตินทรีย์
อ.คำปั่น กล่าวถึงอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตร เป็นปัญญาเจตสิก ซึ่งจำแนกเป็น ๓ อินทรีย์ อย่างแรกคืออนัญญาตัญญัตสามีตินทรีย์ หมายถึง อินทรีย์คือปัญญาที่ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน เป็นปัญญาเจตสิกที่เกิดร่วมกับ โสตาปัตติมรรคจิต ประการที่สองคืออัญญินทรีย์ เป็นปัญญาที่รู้ทั่วขึ้นจากที่เคยรู้แล้ว ซึ่งหมายถึงปัญญาเจตสิกที่เกิดร่วมกับโสตาปัตติผล จนกระทั่งถึงอรหัตตมรรค และอินทรีย์ที่ ๓ คืออัญญาตาวินทรีย์ อินทรีย์คือปัญญาที่ได้รู้ทั่วอย่างแจ่มแจ้ง เป็นปัญญาเจตสิกที่เกิดร่วมกับอรหัตตผลจิต
ท่านอาจารย์ เป็นปัญญาที่มีจริงๆ ตามระดับขั้น และผู้ได้บรรลุถึงปัญญาเหล่านี้ก็มีมากแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะหมดหวัง หรือเมื่อไรจะเป็นอย่างนั้น แต่เริ่มจากการได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง ค่อยๆ ฟังจนกระทั่งกว่าจะถึงปัญญาที่ประจักษ์แจ้งสิ่งที่ไม่เคยรู้อย่างนี้มาก่อน จนถึงขั้นของการที่เป็นพระอริยบุคคล แสดงถึงการเจริญขึ้นของปัญญาโดยความเป็นอนัตตา ทิ้งคำนี้ไม่ได้ ทิ้งอนัตตาเมื่อไร ผิดทันที ด้วยเหตุนี้พระธรรมที่ทรงแสดง แม้แต่ความเข้าใจเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังมีปัจจัยที่จะทำให้หลงปฏิบัติผิด เช่น เวลานี้ได้ฟังว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แล้วบางคนก็ปฏิบัติ ปฏิบัติอย่างไรก็ไม่รู้ ไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ อย่างนั้นผิดหรือถูก แม้เพียงได้ฟัง ปัญญาเพียงเท่านี้ไม่พอกับอวิชชาและโลภะที่สะสมมามากเลย
ด้วยเหตุนี้จึงมีคำว่า "สีลัพพัตตปรามาส" การลูบคลำ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปลูบคลำด้วยมือ แต่เมื่อไรที่เข้าใจผิดเห็นผิด แม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่หนทางที่ถูก ก็หันหลังให้พระสัทธรรม ไม่มีทางเลยที่จะกลับมารู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ แต่เมื่อได้ฟังว่าปัญญาสามารถรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ เห็นไหมว่าอีกนานไหม อีกไกลไหม เพราะเหตุว่าต้องเป็นความเข้าใจขึ้นๆ ในความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ในความเป็นเราที่จะทำ ทุกคำต้องตรง เช่น ละชั่ว ไม่ได้บอกให้ใครละ แต่เป็นธรรมอะไรที่สามารถที่จะละชั่วได้ ชั่วเป็นอกุศล เพราะฉะนั้นธรรมที่ละชั่ว ต้องเป็นกุศลและไม่ใช่เรา
การที่จะสามารถรู้ความจริง บางคนก็บอกว่ากุศลทั้งหลายต้องตามลำดับขั้น คือต้องศีลก่อน แล้วก็สมาธิ และปัญญาจึงจะเกิดได้ แต่ต่อให้เราให้ทานมากเท่าไร รักษาศีลสักเท่าไร แล้วศีลอะไรที่จะรักษาไปแล้วปัญญาจะเกิด มีไหม ศีล ๕ รักษาไป แล้วปัญญาจะเกิดเมื่อไร จึงมีคำว่า "อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา" เพราะเหตุว่าขณะนั้นไม่ใช่เพียงกุศลจิต แต่ต้องเป็นกุศลจิตที่ประกอบด้วยปัญญาที่รักษาศีล จึงเป็นอธิศีลสิกขา สิกขาคือการประพฤติ การอบรม การขัดเกลากาย วาจาที่ทุจริต เพราะเหตุว่าขณะนั้นส่องถึงความไม่ดีอย่างมากของอวิชชาและกิเลสทั้งหลาย จนทำให้ล่วงออกมาเป็นกายทุจริตหรือวจีทุจริตได้ แต่ทรงแสดงว่าเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นคำนี้ เมื่อไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไร ต้องเป็นกุศล และต้องเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาด้วย ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญา จะถึงอธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขาไม่ได้ เพียงแต่บอกว่าศีลก่อน แต่ศีลอะไร นี่คือไม่หลงทาง ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจ หลงทางทันที และก็กล่าวอยู่นั่นแล้วว่าต้องศีลก่อน ถึงจะเป็นสมาธิ ถึงจะเป็นปัญญา แต่เหตุผลไม่เพียงพอ ศีลขณะนั้นไม่ใช่เรา เป็นกุศลจิต แล้วมีปัญญาเกิดร่วมด้วยไหม ถ้าไม่มีปัญญาคือไม่ใช่กุศลที่ประกอบด้วยปัญญา แล้วจะถึงการรู้ความจริงของสภาพธรรมได้อย่างไร เพราะเหตุว่ากุศลไม่ว่าจะเป็นศีลก็ตาม ก็จะต้องตามลำดับขั้นด้วย ว่าเป็นเพียงกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ต่างกับขณะที่มีการศึกษาธรรม เข้าใจธรรม และไตร่ตรองจนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจด้วยตนเอง เช่น ขณะนี้กำลังฟังธรรม มีศีลไหม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860