ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๐๖

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียล พุทธคยา ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ กว่าจะเข้าใจว่าอาการรู้ สภาพรู้ที่กำลังมีในขณะนี้ ก็คือเห็นธรรมดาอย่างนี้ ได้ยินธรรมดาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นกว่าจะเริ่มเข้าใจเห็น ในขณะที่กำลังฟังเรื่องเห็น และกำลังมีเห็นจริงๆ ก็ต้องอาศัยความมั่นคงว่าไม่สนใจที่จะไปทำอย่างอื่น และคิดว่าอย่างอื่นเป็นการรู้ ซึ่งไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะว่าถ้าเป็นการรู้ที่แท้จริง ต้องรู้ความจริงของเพียงสิ่งที่กำลังมีอยู่และกำลังปรากฏในขณะนั้น ซึ่งเกิดดับสืบต่อเร็วมาก และไม่ต้องเลือกที่จะรู้อะไรได้เลย นี่คือความเป็นอนัตตา

    เพราะฉะนั้นเมื่อมีความเข้าใจแล้ว ก็จะทราบความต่างของขณะที่ฟังเรื่องสิ่งนั้นแต่ยังไม่รู้สิ่งนั้น จนกว่าเริ่มที่จะค่อยๆ รู้ขึ้น ก็ต่างกับขณะที่ไม่รู้เลย นี่คือได้เริ่มเข้าใจความเป็นธรรมว่าบังคับบัญชาไม่ได้ แล้วแต่เหตุปัจจัยที่จะให้เกิดรู้เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏหนึ่งขณะนี้ นั่นคือเริ่มเห็นความต่างว่าจากการที่ไม่เคยรู้เลยแม้แต่น้อย แล้วก็มีอย่างอื่นมากมาย ก็เลือกรู้ไม่ได้ จนกว่าจะมีการเริ่มเข้าใจเฉพาะอย่าง แล้วแต่ว่าจะเป็นเห็น หรือจะเป็นได้ยิน หรือจะเป็นแข็ง หรือจะเป็นโกรธ ฯลฯ ซึ่งแต่ละอย่างยังไม่รู้เลยว่าจะรู้อะไรวันใด วันนี้ยังไม่รู้ พรุ่งนี้อะไรจะเกิดก็ไม่รู้ แล้วจะไปรู้อะไรวันใดจะรู้ได้ไหม

    แม้แต่ท่านพระสารีบุตรก็ไม่เคยทราบเลยว่า ท่านจะเป็นพระโสดาบันเมื่อท่านได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิ แต่เพราะเหตุว่าท่านสะสมมาแล้วที่เข้าใจสิ่งที่มีจริง ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้นเมื่อได้ฟังธรรมได้สะสมความรู้มาแล้ว ก็สามารถที่จะละความไม่รู้ และเห็นความจริงของสิ่งที่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นแต่ละคนไม่ทราบเลยว่าสามารถจะเข้าใจความจริงของสภาพธรรมอะไร แต่จากการที่เริ่มสะสมปัญญาความเข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะใดก็ได้ที่ความรู้มี และเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดเข้าใจสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด แม้ยังไม่เกิดและจะเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าปัญญาก็ยังสามารถที่จะรู้ได้

    วันนี้ยังไม่เข้าใจ "เห็น" ก็ฟังต่อไป ฟังธรรมมานานแล้วก็รู้ว่า อีกนานกว่าจะเริ่มค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีจริงตามที่ได้ฟัง แต่ขณะนี้สิ่งที่จริงก็คือว่ายังไม่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ และบางคนก็คิดว่าแล้วจะต้องทำอย่างไรถ้าอยากที่จะรู้แจ้ง ก็ไม่ถูกต้อง เพราะเหตุว่ายังมีปัญญาเพียงเท่านี้เอง แต่อยากรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

    แต่ความจริงคือทุกวันนี้มีอกุศลมาก ก็ต้องยอมรับตามความเป็นจริง ถ้ายังคงมีอกุศลมากมายอย่างนี้ อกุศลนั้นสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ไหม ก็ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้พระธรรมต้องตามลำดับ การเจริญขึ้นของปัญญาก็ต้องตามลำดับด้วย จากผู้ที่มีกิเลสมากมาย แล้วจะเป็นพระโสดาบันรู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลสได้นั้น เป็นความคิดที่ผิดและหวังไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นประการแรกตามลำดับคือละชั่ว คิดบ้างไหมว่าสิ่งที่สะสมมาทุกวันมีมากมายเหลือเกิน และอะไรที่ไม่ดี คิดละบ้างหรือไม่ เพียงแค่คิด สัมมัปปธานเป็นการเริ่มต้น ก่อนที่จะถึงสัมมัปปธานที่เป็นองค์ของโพธิปักขิยธรรม ก็ต้องมีความดำริหรือความคิดแม้ตั้งแต่ต้นที่จะละสิ่งที่ไม่ดี ถ้าใครคิดว่าไม่จำเป็นต้องคิดละสิ่งที่ไม่ดี แล้วฟังพระธรรมต่อไปเรื่อยๆ ก็แสดงว่าไม่ได้เข้าใจความเป็นปัจจัยที่ละเอียดยิ่งว่า ถ้าไม่มีการคิดว่าสิ่งที่ไม่ดีไม่มีประโยชน์เลย จะเก็บไว้ทำไมมากมาย พระผู้มีพระภาคก็ไม่ตรัสอย่างนี้ว่า ละชั่ว ทำดีให้ถึงพร้อม ชำระจิตให้บริสุทธิ์ ทุกอย่างต้องเกี่ยวเนื่องกัน

    ควรรู้ตัวว่าไม่ดีในเรื่องอะไรบ้าง เพราะคนอื่นก็คงไม่กล้าบอกเรา ใครจะมารู้ใจของแต่ละคนว่ามีอะไรที่ไม่ดี แม้แต่ความคิดที่ไม่ถูกต้อง แต่ว่าถ้าขณะนั้นสามารถที่จะเห็นกำลังของอกุศล แม้ทางใจนั้นยับยั้งความคิดไม่ได้ แต่จะล่วงออกมาเป็นทุจริตทางกาย ทางวาจา แสดงว่าอกุศลนั้นมีกำลังเพิ่มขึ้น คิดละทุจริตทางกาย ทางวาจานั้นบ้างไหม ซึ่งต้องตามลำดับความเข้าใจด้วย เพราะฉะนั้นแม้แต่เพียงที่จะรู้ตัวว่าไม่ดี ควรไหม แล้วควรไหมว่าเมื่อรู้อย่างนี้แล้วคิดที่จะละ ถ้าเพียงแค่คิดยังไม่คิด แล้วจะละได้อย่างไร แม้รู้ว่าไม่ได้ละด้วยความคิด แต่ก็ยังคิดที่ควรจะละ

    เพราะฉะนั้น การอบรมจิตใจต้องเป็นไปตามลำดับอย่างละเอียดมากอย่างแท้จริง เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะเอาอกุศลออกไปได้เลย แม้เพียงขั้นที่จะเห็นถูกว่าเป็นธรรมไม่ใช่เราก็ยังยาก เพราะสะสมอกุศลที่เกิดขึ้นด้วยความไม่รู้และความเป็นเรามามากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นการบูชาสูงสุดก็คือละความชั่ว ทำความดี และชำระจิตให้บริสุทธิ์ ซึ่งก็ต้องค่อยๆ ประกอบกันไปทีละเล็กทีละน้อย

    อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงการละความชั่ว เหมือนกับการกล่าวอย่างนี้ก็เพียงละชั่ว แต่ว่าไม่รู้จักความชั่ว หรือไม่รู้จักว่าธรรมอะไรที่จะละความชั่ว

    ท่านอาจารย์ เพียงรู้ว่าชั่วก็ดีใช่ไหม เพราะเป็นปัญญา คนชั่วไม่รู้ว่าชั่วแน่นอน แต่คนที่จะรู้ว่าชั่ว หรือขณะใดที่รู้ว่าชั่วเป็นชั่ว ดีเป็นดี ขณะนั้นเป็นปัญญา พระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความชัดเจน เพราะพระพุทธศาสนาเป็นคำสอนของผู้ทรงตรัสรู้คือพุทธะหรือผู้รู้ ฉะนั้นผู้ไม่รู้จะไปสอนให้ใครรู้ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำต้องมาจากผู้ที่รู้ "คิดละ" ก่อน "จะละ" หรือไม่ หรือไม่เคยคิดเลย ปล่อยไปทุกวัน ก็ต่างกันแล้วใช่ไหมกับเริ่มเห็น และแม้ยังละไม่ได้ก็จริง แต่เริ่มคิด แค่คิด ขอเพียงแค่คิด ก็ไม่คิด แต่ว่าถ้าเข้าใจจริงถึงพระมหากรุณาว่าใครบอกให้รู้ว่าชั่วเป็นชั่วที่ควรละ และบอกมานานแสนนานกว่า ๒๕๐๐ ปีแล้ว ก็ยังไม่คิดที่จะละ แล้วจะอย่างไร คำสอนเป็นโมฆะหรือ เพราะสอนแล้วก็ไม่มีใครฟัง หรือว่าคิดที่จะปฏิบัติตาม ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียด จะทราบว่าความชั่วไม่มีตัวตนที่จะไปละได้เลย แต่ต้องเป็นปัญญาที่เริ่มรู้ว่าอะไรไม่ดี ต้องเป็นผู้ตรง ไม่ใช่ว่าถ้าทำอย่างนี้ในเหตุการณ์อย่างนี้แล้วดี ถ้าทำอย่างนี้ในเหตุการณ์อย่างอื่นแล้วไม่ดี เมื่อเหตุเป็นเรื่องเดียวกัน ดีต้องดีทุกสถานการณ์ ชั่วต้องชั่วทุกสถานการณ์ ไม่มีข้อยกเว้น เพราะเหตุว่าเป็นปรมัตธรรม เป็นสัจจธรรม เป็นความจริงซึ่งใครเปลี่ยนไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นต้องละเอียดว่าแม้แต่ "รู้ว่าชั่ว" ก็เป็นปัญญาขั้นหนึ่ง "คิดที่จะละ" ก็ดีขึ้นมาอีกหน่อย ยังละไม่ได้แต่ก็ยังคิด เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เคยคิดเลย ขอเพียงแค่คิด เพื่อเป็นการบูชาพระธรรมที่ได้ยินได้ฟัง เพราะเหตุว่าถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมในชาตินี้ จะทราบได้อย่างไรว่าชาติใดที่จะได้ฟังอีก อาจอีกนานแสนนาน ถ้าเกิดในอบายภูมิ จะสามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังอย่างนี้หรือไม่

    เพราะฉะนั้นต้องเป็นตามลำดับจริงๆ ซึ่งต้องเป็นปัญญาที่จะค่อยๆ เจริญขึ้น จนกว่าสามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ อย่างผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลในครั้งพุทธกาล พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่เด็กตีงู ซึ่งฟังไม่นานก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน ก็เนื่องมาจากความคิดเริ่มต้นที่จะละชั่ว ถ้าไม่คิดที่จะละ แม้จะเป็นเด็กตีงูชาติใดก็ตาม ก็ไม่มีทางที่จะได้เป็นพระโสดาบัน

    ผู้ฟัง สำหรับผู้ใหม่อย่างเราที่ไม่ค่อยมีความรู้ จะเริ่มศึกษาอย่างไรดี

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ฟังคงคิดเองไม่ได้ใช่ไหม แล้วจะฟังใครดี ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้นนอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่บอกว่าขอถึงพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง คำนี้ต้องจริงใจ ต้องตรง ขอถึงเป็นที่พึ่ง ต้องเป็นบุคคลที่ประเสริฐที่สามารถที่จะให้ความรู้ความเข้าใจเราได้ ถ้าพึ่งคนอื่นที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่สามารถที่จะทำให้ปัญญาของเราเกิดขึ้นได้ เพียงแต่เชื่อตามที่เขาบอก แต่ว่าทุกคำที่เป็นวาจาจริง เป็นวาจาสัจจะ เมื่อได้ฟังแล้วก็สามารถที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟังมีจริงหรือไม่ ไม่ใช่เพียงฟังแล้วเชื่อ แต่กำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ด้วย และจากการที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย ก็เป็นการที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าเป็นความจริงหรือไม่ เมื่อเข้าใจว่าเป็นความจริงถูกต้อง นั่นคือ "ปัญญา" ในภาษาบาลี แต่ก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเองไม่ได้เลย ต้องอาศัยการฟัง เพราะว่าผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่คนอื่นรู้ไม่ได้ จนกว่าคนนั้นจะได้ฟังพระธรรม จึงสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    เพราะฉะนั้นจะรู้ว่าคำใดเป็นคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว ก็ต้องอาศัยการฟังเท่านั้น เข้าใจเมื่อไร นั่นคือปัญญา เริ่มที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ เพราะว่าความจริงมีอยู่ทุกขณะ เพราะฉะนั้นถ้ากำลังพูดให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ถูกต้องนั่นก็คือได้เข้าใจพระธรรม ได้เข้าถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง และต้องพึ่งไปตลอดด้วย ไม่ใช่พึ่งครึ่งๆ กลางๆ หรือพึ่งเพียงเล็กน้อย แล้วหันไปพึ่งอย่างอื่น อย่างนั้นก็ไม่ใช่ผู้ที่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง

    ผู้ฟัง ควรจะเริ่มฟังจากเรื่องไหน เพื่อที่จะให้เจริญปัญญามากขึ้น

    ท่านอาจารย์ ปัญญาคืออะไร

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ คำว่าไม่ทราบไม่รู้ก็คือไม่ได้ฟังให้เข้าใจ พระธรรมที่ทรงแสดงเพื่อให้เข้าใจทุกคำ ซึ่งต้องเข้าใจอย่างละเอียดและอย่างถูกต้องด้วย อย่างเรื่องการพึ่ง ไม่ใช่พึ่งให้เราหายเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ได้พึ่งให้เราได้ลาภยศสรรเสริญ แต่พึ่งว่าจากการที่ไม่เคยมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่มีจริงๆ เลย ก็เป็นความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีอะไรที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตรัสไว้ดีแล้วเลย ทุกคำเป็นคำจริงที่ตรัสไว้ดีแล้วทุกกาลสมัยและสามารถที่จะเข้าใจได้

    การพึ่งคือพึ่งพระปัญญาคุณ พึ่งพระบริสุทธิคุณ พึ่งพระมหากรุณาคุณ การพึ่งพระปัญญาคุณ ทุกคนก็ทราบว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้เท่าเทียมพระองค์ได้เลย แม้ท่านพระสารีบุตรซึ่งเป็นพระอัครสาวก การพึ่งพระบริสุทธิคุณ หมายความว่าไม่ได้ทรงหวังสิ่งใดจากใครทั้งสิ้น แม้ทรงบำเพ็ญเพียรเป็นพระมหาโพธิสัตว์นานกว่าพระปัจเจกโพธิสัตว์ นานกว่าสาวกโพธิสัตว์ เพื่อที่จะช่วยคนอื่นให้สามารถเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงโดยไม่ได้หวังอะไรเลย นี่คือพระบริสุทธิคุณ

    ถึงแม้คนนั้นอยู่แสนไกลสักเท่าไรก็ตาม แต่ถ้าเขาสามารถเข้าใจธรรมได้ ด้วยพระมหากรุณาคุณก็เสด็จไป เพื่อที่จะให้เขาได้ยินได้ฟัง เพราะมิฉะนั้นแล้วตลอดชาตินั้นเขาก็ไม่สามารถที่จะมีความเห็นถูกความเข้าใจถูกเลย ลองคิดถึงจากความไม่รู้ที่มีมานานมาก แล้วก็เพิ่งได้ยินได้ฟัง เพิ่งรู้บ้าง ห่างไกลกันไหมกับการที่ไม่เคยรู้เลย เพราะฉะนั้นพระมหากรุณาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะยิ่งใหญ่สักเพียงใดยิ่งกว่าใครทั้งหมด โดยความบริสุทธิ์ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเกื้อกูลคน ซึ่งคนอื่นรู้ไม่ได้ว่าคนนี้เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว เขาจะเจริญขึ้นในทางธรรมถึงระดับดับกิเลสได้ ถึงความเป็นพระอริยบุคคลเป็นต้นไปตั้งแต่พระโสดาบัน

    เพราะฉะนั้นก็เห็นพระบริสุทธิคุณจากทุกคำในพระไตรปิฏกที่ทรงตรัสไว้ดีแล้ว และพึ่งมหากรุณาคุณด้วย เพราะเหตุว่าถ้าศึกษาในพระไตรปิฏก ๔๕ พรรษา จะเห็นว่าเพื่อคนอื่นทั้งหมด ไม่มีใครที่จะมีพระมหากรุณาที่ว่าตั้งแต่เช้าเมื่อตื่นบรรทมก็พิจารณาว่าใครอยู่ในข่ายพระญาณที่เขาสามารถที่จะฟังพระธรรมได้ ไม่ว่าเช้าสายบ่ายค่ำ ไม่คำนึงถึงเลย มีการแสดงธรรมหลังจากที่บิณฑบาตแล้ว หรือแม้ก่อนนั้นซึ่งเป็นเวลาที่ยังเช้ามาก ก็เสด็จไปโปรด ไม่ว่าจะที่คยา สาวัตถี โกสัมพี ฯลฯ ก่อนที่จะถึงเวลาบิณฑบาต ก็เสด็จไปสนทนาธรรมกับคนที่สะสมมาที่จะเข้าใจได้ หรือว่าเมื่อหลังจากภัตกิจ เสวยพระกระยาหารแล้วไม่นานก็มีการแสดงธรรม แล้วแต่ใครจะไปเฝ้า ตอนเย็นชาวเมืองก็ถือเครื่องสักการะและดอกไม้ธูปเทียน เพื่อที่จะไปเฝ้าฟังพระธรรม ตอนค่ำก็ยังมี แล้วแต่ว่าจะเป็นเวลาใด แม้แต่เทพพรหมก็ได้มาเฝ้า เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ ใครจะมีความกรุณาต่อสัตว์โลกเท่าเทียมกับพระองค์เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นการถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเพราะรู้พระคุณ และมีพระธรรมเป็นที่พึ่งเมื่อได้ศึกษาเข้าใจแล้ว จึงจะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าพระธรรมลึกซึ้งมาก เพราะฉะนั้นจากความไม่รู้ และพระธรรมก็ลึกซึ้ง จึงไม่ประมาทในการที่ต้องศึกษาด้วยความเคารพ คือต้องเป็นผู้ที่ตรงที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง จนกระทั่งสามารถมีธรรมที่จะนำไปสู่การรู้แจ้งอริยสัจจธรรม มีพระธรรมเป็นที่พึ่งจริง

    ผู้ฟัง ถามว่าอะไรมีจริง ถ้าคนพอมีพื้นฟังธรรมจากท่านอาจารย์มาแล้ว ก็พอตอบได้ว่า เห็น ได้ยิน มีจริงไม่ใช่เรา แต่ถ้าเป็นผู้ฟังธรรมใหม่หรือยังไม่เคยฟังมาเลย บอกเขาว่าเห็นได้ยินเป็นธรรม ก็จะเป็นเรื่องที่แปลก ทั้งๆ ที่เป็นจริงอย่างนั้น

    ท่านอาจารย์ เมื่อสักครู่คุณอรวรรณพูดว่า

    ผู้ฟัง การที่บอกว่าเห็นได้ยินเป็นธรรมขณะนี้

    ท่านอาจารย์ ตอบว่าเห็นได้ยินเป็นธรรม เหมือนเข้าใจ แต่ไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร แต่ถ้าตอบว่า เห็นได้ยินมีจริงๆ กำลังพูดเรื่องสิ่งที่มีจริง ให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง จะเข้าใจกว่าไหม หรือบอกว่าเห็นมีจริงเป็นธรรม คิดว่าเข้าใจ แต่ยังไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร เพราะฉะนั้นภาษาไทยทั้งหมดสำหรับคนไทย ทำให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงมากกว่าภาษาอื่นแน่นอน แม้แต่ข้อความในพระไตรปิฎก ก็มีข้อความว่าเมื่อเสียงมาสู่คลองของหู ก็พึงเข้าใจในภาษาของตนๆ คนไทยจะเข้าใจภาษาบาลีเท่ากับชาวมคธไหม

    ผู้ฟัง ไม่เลย

    ท่านอาจารย์ คนจีนจะเข้าใจภาษาไทยมากกว่าคนไทยไหม

    ผู้ฟัง ไม่เลย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราคิดว่าเราเข้าใจธรรม แต่เราไม่รู้จักธรรม เพราะว่าเป็นภาษาอื่น แต่ถ้าเราเข้าใจจริงๆ ไม่มีอะไรกั้นเลย ขณะนี้อะไรมีจริง กำลังพูดเรื่องความจริงของสิ่งนั้น ไม่พูดถึงสิ่งที่ไม่มี หรือสิ่งที่ไม่จริง เพราะฉะนั้น "สิ่งที่มีจริง" นี้ หรืออีกภาษาหนึ่งใช้คำว่า "ธรรม" ให้ทราบว่าที่เราใช้คำภาษาไทย โดยที่นำคำมาจากภาษาอื่น มีมากแต่ไม่ได้เข้าใจความหมายในภาษานั้นอย่างถูกต้อง

    บางคนบอกว่าไปหาธรรม เพราะไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร เดินทางไปเหนือจดใต้เพื่อไปหาธรรม เพราะไม่รู้ว่าธรรมเป็นอะไร แต่เมื่อเข้าใจแล้ว พ้นจากธรรมบ้างไหมสักขณะหนึ่งในชีวิต ทุกอย่างเป็นธรรม นี่คือการที่เราได้เข้าใจ ไม่ใช่เพียงแต่ได้ยินคำและพูดตาม จำคำไว้มากมายแต่ไม่ได้เข้าใจเลย ทั้งอายตนะ ปฏิจจสมุปบาท กายานุปัสสนา ฯลฯ จำหมดเลยแต่เข้าใจอะไร ธรรมเหล่านั้นอยู่ที่ไหน เดี๋ยวนี้มีหรือไม่

    เข้าใจจริงก็คือเข้าใจตัวธรรมสิ่งที่มีจริงๆ และจะเห็นความละเอียดยิ่ง ความหลากหลายยิ่ง ซึ่งปัญญาสามารถที่จะเห็นถูกเข้าใจถูก จนคลายการที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเป็นตัวตน เพราะว่าพระธรรมทั้งหมดแสดงว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ธรรมเป็นสิ่งที่ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เกิดเป็นอย่างนั้นก็เป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไป เกิดโกรธ โกรธดับไหม ก่อนดับจะเปลี่ยนโกรธให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม เกิดเป็นโกรธ และดับไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้เลย แต่สามารถที่จะเห็นถูกต้องว่าเป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราว

    มีอะไรบ้างที่ไม่ชั่วคราว เมื่อสักครู่นี้ก็หมดแล้ว อาหารเช้าหมดแล้ว อาหารกลางวันก็หมดแล้ว แล้วจะเป็นเราหรือว่าจะเป็นของเราได้อย่างไร "เห็น" ไม่ใช่เราแน่นอน กำลังเห็น ถ้าไม่ฟังธรรมก็เป็นเราเห็น แต่พอเริ่มเข้าใจก็รู้ว่าเห็นชั่วคราว สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นคนหนึ่งคนใดที่มีอยู่จริง หรือว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ชั่วเวลาที่สั้นมากแล้วก็ดับไป เมื่อเข้าใจอย่างนี้จะหลงยึดถือว่าเป็นเราได้ไหม ถ้าประจักษ์ความจริงอย่างนี้ นี่เป็นหนทางที่จะเข้าใจความจริงซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน และจะคลายความไม่รู้ และความยึดมั่นเข้าใจผิดในสิ่งที่เคยเข้าใจมานาน เปลี่ยนเป็นความเข้าใจถูกเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้เข้าใจขึ้นไหม ตั้งต้นหรือยัง

    ผู้ฟัง เริ่มเข้าใจมากขึ้น

    ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ต่อไปอีก ก็ศึกษาธรรมให้เข้าใจขึ้น หรือว่าต้องไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การฟัง มีทางอื่นอีกไหม ไม่มี ทรงแสดงไว้ชัดเจนถึงปัญญาที่เกิดจากการฟัง "สุตมยญาณ" คือปัญญาที่เกิดจากการไตร่ตรอง ฟังแล้วลืมแน่นอน เพียงเมื่อครู่ก็ลืมแล้ว ถ้าไม่ฟังเป็นประจำสม่ำเสมอ จะไม่ได้คิดถึงสิ่งที่ได้ฟังแล้วเลย ก็คิดถึงอย่างอื่นต่อไป แต่ถ้าฟังแล้วไม่ลืมและไตร่ตรอง ทราบได้เลยว่าเพียงห่างไปหน่อยก็ลืมแล้ว แล้วจะเป็นอย่างนี้ไปทั้งชาติ อีกกี่ชาติก็จะเป็นอย่างนี้ กับการที่เห็นประโยชน์และทราบว่าบังคับบัญชาไม่ได้ เพราะถึงแม้ว่าจะฟังและเห็นประโยชน์ แต่ยังมีเวลาที่ไม่ได้ฟัง ให้เห็นความเป็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่หมายความว่าเป็นตัวตนที่จะไปบังคับ ถ้ายังมีความเข้าใจว่าเป็นตัวตนก็ผิด

    ทางที่จะผิดมีมาก เพราะเหตุว่าความไม่รู้และโลภะ ความอยากความต้องการ ละเอียดจนกระทั่งปัญญาเท่านั้นที่สามารถเห็นโลภะได้ แม้แต่ข้อความที่ท่านพระอานนท์กล่าวกับพระภิกษุณีรูปหนึ่งว่า "อาศัยตัณหาละตัณหา" หากฟังเพียงผิวเผิน ต้องฉงนสงสัยอย่างแน่นอน ตัณหาเป็นอกุศลคือโลภะความติดข้อง และก็อาศัยโลภะความติดข้องนั้นละโลภะความติดข้อง แต่ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจ ต้องเป็นปัญญาแน่นอน เพราะฉะนั้นข้อความนี้ที่ว่าอาศัยตัณหาละตัณหา เพราะขณะนั้นปัญญาเห็นตัณหา หรือเห็นโลภะว่าเป็นโลภะ ถ้าไม่เห็นโลภะว่าเป็นโลภะ จะละได้ไหม เพราะฉะนั้นแต่ละคำต้องเข้าใจด้วย แม้แต่คำว่า "อาศัยตัณหาละตัณหา" หมายความถึงเมื่อโลภะเกิด ก็เห็นตามความเป็นจริงว่านั่นเป็นธรรมไม่ใช่เรา ยังไม่สามารถที่จะไปละความติดข้องซึ่งเป็นตัณหาอื่นๆ เช่นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ซึ่งต้องศึกษาจริงๆ ถึงจะเข้าใจความต่าง เพราะบางคนคิดเอง พอได้ยิน อาศัยเพียงแต่พยัญชนะ ก็ผิดไปเลย

    เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด เมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องก็จะรู้ว่าคำใดที่บุคคลกล่าวคลาดเคลื่อน คำนั้นไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บุคคลนั้นไม่ได้มีพระบรมศาสดาหรือพระพุทธเป็นที่พึ่ง ถ้าเป็นที่พึ่งจริง ต้องพึ่งในพระปัญญาที่ทรงแสดงพระธรรมที่ตรัสไว้ดีแล้ว ไม่ต้องมีใครไปทำอะไรอีก แต่ไตร่ตรองพิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ตอนนี้มีโลภะ มีความติดข้องไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ก็ยังไม่เป็นที่อาศัยที่จะละโลภะนั้น เพราะเหตุว่าปัญญายังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เห็นตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    25 ม.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ