ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๕๘
สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร
วันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ประจักษ์แจ้งในการเกิดขึ้นและดับ เห็นว่าสิ่งนั้นไม่ควรเป็นที่ยินดี จึงใช้คำว่า ทุกฺขํ (ทุกขัง - ความเป็นทุกข์/ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้) อนิจฺจํ (อนิจจัง - ความไม่เที่ยง) และอนตฺตา (อนัตตา - ไม่ใช่ตัวตน) สิ่งที่เกิดปรากฏเป็นทุกข์แน่นอนในฐานะที่ว่าไม่ควรยินดี เพียงปรากฏให้ยินดีและดับไป ให้กลับมาอีกไม่ได้ ตลอดชีวิตเป็นอย่างนี้ โดยไม่รู้เลย ดีไหม พยักหน้าว่าดี ดีหรือ เพราะหมดแล้วไม่เหลือ ยังจำไว้ว่ามีเท่านั้นเอง แต่ความจริงไม่มี ฉลาดไหม เป็นปัญญาหรือไม่ และเมื่อติดข้อง อยากได้ เป็นทุกข์ไหม ความอยากเป็นทุกข์แน่นอน ถ้าเราไม่อยากได้อะไร เราไม่ทุกข์เลย ไม่ต้องขวนขวายที่จะได้มา แต่อยากได้แล้วไม่อยู่เฉย ไม่เฉยเลย ตั้งแต่เช้าเป็นไปตามความอยาก แม้แต่ลืมตา ก็อยากลืมตาใช่ไหม
ทุกสิ่งทุกอย่างละเอียดอย่างยิ่งที่ทรงแสดงความจริง ให้ปัญญากว่าจะค่อยๆ เห็นถูก ยังไม่ต้องประจักษ์การเกิดดับ ยังไม่ต้องทำให้นิ่ง ไม่ต้องอยากหยุดอะไรทั้งนั้น เพราะเป็นไปไม่ได้ เห็นเกิดแล้ว บังคับไม่ให้เห็นไม่ได้ เห็นหมดแล้วเป็นได้ยิน บังคับให้เห็นเมื่อครู่นี้ก่อนได้ยินยังอยู่ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะบังคับอะไร จะทำอะไร นอกจากอยากหยุดจิตให้นิ่ง ก็อยากอีกนั่นเอง ทั้งๆ ที่จิตไม่ได้ปรากฏว่าขณะนี้จิตเกิดแล้วดับ นิ่งหรือ เกิดแล้วดับแล้ว หมดแล้ว จะนิ่งอย่างไร จิตเกิดเห็นแล้วดับ จิตเกิดขึ้นได้ยินแล้วดับ จิตเกิดขึ้นคิดแล้วดับ แล้วนิ่งอย่างไร ไม่มีทางที่จะทำให้นิ่ง ถ้าเป็นคำสอนของคนไม่รู้ ก็จะสอนให้ติดข้องว่าจิตนิ่งดี ไม่ต้องกระสับกระส่าย กระวนกระวาย ก็พูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และหนทางที่จะทำให้นิ่งก็เป็นไปไม่ได้ด้วย เพราะจิตเกิดแล้วดับ ใครจะจับจิตได้ ไม่ใช่สิ่งที่มีรูปร่างที่จะให้จับหยิบต้องได้ เพียงแต่เกิดขึ้น ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย เช่น ขณะเห็น เพียงแค่เกิดขึ้นเห็น แล้วก็ดับไป ทำให้นิ่งไม่ได้ เพราะหมดแล้ว
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมจึงสามารถที่จะรู้ว่ากำลังฟังวาจาจริง หรือว่าฟังเรื่องที่ไม่มีในขณะนี้แต่อยากจะให้เป็นอย่างนั้น อยากจะให้เป็นอย่างนี้ โดยไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ เพราะฉะนั้นคำใดๆ ก็ตามที่ไม่ทำให้เข้าใจสิ่งที่มี คำนั้นไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำของคนอื่น แล้วคนอื่นเป็นใคร แล้วไปเชื่อใคร เขาไม่ได้ให้ความรู้ความเข้าใจอะไรเลย เขาบอกให้ทำก็ทำ เขาเป็นใคร เราเป็นใคร เขาบอกให้ยืนจะยืนไหม เขาบอกให้เดินจะเดินไหม ไม่มีเหตุผลอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเมื่อฟังพระธรรมเข้าใจแล้ว ก็รู้ว่าคำใดเป็นคำจริง คำใดเป็นคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คำใดไม่ใช่
จิตเป็นธาตุรู้เท่านั้น ไม่โกรธ ไม่รัก ไม่ชัง ไม่กระสับกระส่าย แต่สภาพธรรมใดๆ ก็ตาม จะเกิดโดยไม่มีเหตุปัจจัย ไม่ได้เลย แม้ว่าจิตเป็นธาตุรู้ ไม่มีรูปร่าง ไม่แข็ง ไม่อ่อน ไม่หวาน ไม่เค็ม เดี๋ยวนี้เองจิตเกิดขึ้นเห็น นั่นคือรู้ รู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นว่าเป็นอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ เสียงอย่างนี้ จิตเกิดขึ้นได้ยิน เพราะฉะนั้น จิตเป็นธาตุรู้ ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่จิตเป็นอย่างนี้ จะรู้จิตจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่ใช่เสียง แต่ต้องมีธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้น และกำลังเห็น กำลังได้ยิน เพียงเท่านี้ เริ่มต้นที่จะรู้จักจิตเดี๋ยวนี้ที่เกิดเป็นอย่างนี้ เช่น เห็น เดี๋ยวนี้ที่ได้ยินเกิดขึ้น เป็นธาตุที่กำลังรู้เสียง เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหมดก็พิสูจน์ได้ทันที เพราะว่ามีสิ่งนั้นพร้อมที่จะให้เข้าใจได้
ด้วยเหตุนี้ สภาพธรรมที่กระสับกระส่าย กระวนกระวาย ไม่ใช่จิต แต่เป็นธาตุรู้ ใช้คำว่านามธรรมทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูปร่าง แต่เกิดแล้วก็รู้ว่านามธรรม และมีนามธรรมอีกชนิดหนึ่งเกิดพร้อมจิต แต่ไม่ใช่จิต เช่น โลภะความติดข้อง ไม่ใช่จิต จิตเห็น แต่สภาพธรรมที่เกิดกับจิต ในขณะที่จิตกำลังเห็นนั้นติดข้อง สภาพธรรมที่เกิดกับจิต แต่ไม่ใช่จิต ทรงบัญญัติคำว่า เจตสิก (เจ - ตะ - สิ - กะ) มาจากคำว่าเจตสิ (จิต,ใจ) + ก (มีค่าเท่ากับ นิยุตฺต แปลว่า ประกอบ) แต่คนไทยก็ตัดสั้นๆ ว่าเจตสิก (เจ - ตะ - สิก) ธาตุรู้ที่เกิดพร้อมจิต เกิดในจิตไม่แยกกันเลย จะแยกเจตสิกออกไปจากจิตไม่ได้ เพราะเหตุว่าจิตเกิดแล้ว เพราะเจตสิกที่เกิดร่วมกันเป็นปัจจัย ถ้าไม่มีปัจจัย จิตก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีเจตสิก จิตเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีจิต เจตสิกก็เกิดไม่ได้ นี่คือสิ่งที่มีปัจจัยอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ยากที่จะรู้ถึงปัจจัย
ด้วยเหตุนี้ทรงแสดงคัมภีร์ ๓ คัมภีร์ คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก พระวินัยปิฎก เกี่ยวกับความประพฤติ คือการประพฤติปฏิบัติส่วนใหญ่ของบรรพชิต พระสุตตันตปิฎกแสดงชีวิตของแต่ละคน ว่าเป็นธรรมหลากหลายมาก แต่ความจริง แก่นแท้คืออภิธรรม ได้แก่ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน เพราะฉะนั้นลึกซึ้งกว่าที่จะเป็นเรื่องชีวิต ซึ่งแต่ละคนก็มองเห็นเข้าใจได้ พระอภิธรรมมี ๗ คัมภีร์ คัมภีร์สุดท้ายแสดงถึงที่สุด คือปัจจัย คือการที่จะรู้ว่าทุกอย่างเดี๋ยวนี้ไม่พ้นจากการที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น แต่กว่าจะรู้ปัจจัยได้ อย่างเช่นเห็น เพียงรู้ว่าเห็นไม่ใช่เรา ก็ยากแล้ว แต่จะรู้ว่าเห็นเกิดโดยอาศัยอะไรบ้าง ก็ยิ่งยาก ต้องมีจักขุปสาทรูป มีตา ที่เราใช้คำว่าตา เราก็ยังไม่รู้จักตา แต่เรียกว่าตา แล้วก็รู้ว่ามีตา แต่ไม่เคยรู้จักจักขุปสาทรูป รูปพิเศษที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ ทำให้จิตเห็นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จิตที่จะเห็นก็ต้องอาศัยปัจจัย แต่ยังไม่ทันรู้จักจิต จะรู้จักปัจจัยก็ไม่ได้ จึงทรงแสดงปัจจัยไว้เป็นคัมภีร์สุดท้ายของพระอภิธรรมปิฎก
ด้วยเหตุนี้การศึกษาข้ามไม่ได้ กระโดดไม่ได้ ต้องตามลำดับ ตั้งแต่คำแรกที่เข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้นทีละคำ จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจข้อความที่ทรงแสดงกับผู้ที่เกิดในยุคนั้น ที่ได้อบรมปัญญามาพร้อมที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เมื่อทรงแสดงความจริงของสิ่งนั้น จนได้รู้แจ้งความจริงเป็นพระอริยบุคคล เพราะฉะนั้นอดีตชาติอันแสนนานของท่านเหล่านั้น จะเหมือนเราขณะนี้ไหม มีโอกาสได้ยิน ได้ฟัง ได้เข้าใจ ค่อยๆ สะสมไป จนกว่าจะเข้าใจขึ้น จนกว่าจะรู้ความจริง
เพราะฉะนั้นกระสับกระส่าย เดือดร้อน เป็นจิตหรือไม่ ขณะเห็น กระสับกระส่ายหรือไม่ เกิดขึ้นเห็น เห็นไหม เพียงเท่านี้เราก็ไม่รู้แล้วว่าเห็นแล้วจะกระสับกระส่ายได้อย่างไร เพียงเห็นแล้วดับ แต่เห็นอะไร มีสภาพจำเป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต ด้วยเหตุนี้ จิตไม่ใช่เจตสิก จิตเป็นธาตุรู้ มีหน้าที่อย่างเดียว พระผู้มีพระภาคทรงแสดงให้เราได้เข้าใจว่า สภาพธรรมแต่ละหนึ่งมีลักษณะเฉพาะอย่างนั้น มีกิจหน้าที่เฉพาะอย่างนั้น ทำแทนกันไม่ได้เลย มีอาการปรากฏเฉพาะอย่างนั้น และมีเหตุใกล้ให้เกิดเฉพาะแต่ละหนึ่งด้วย ไม่ปะปนกัน
เพราะฉะนั้น จิตไม่ใช่เจตสิก บางขณะทำไมเห็นแล้วไม่เดือดร้อน ไม่กระสับกระส่าย เพราะจิตเกิดขึ้นเห็น ทำหน้าที่เดียว คือเห็น แต่จะกระสับกระส่ายหรือไม่กระสับกระส่าย ไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก เป็นสภาพนามธรรมซึ่งเกิดกับจิต ทำไมทรงแสดงเรื่องจิตและเจตสิก เพราะบังคับไม่ได้ เพราะเหตุว่าไม่ชอบกระสับกระส่าย แต่เกิดแล้วเป็นแล้ว เข้าใจให้ถูกต้องว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา จะไปทำอะไรอีกไหม เหมือนว่าทำได้ แต่ความจริงเป็นธรรมที่มีปัจจัยเกิดขึ้น เกิดแล้วด้วย แม้แต่คิดอย่างนี้ ไม่เป็นอื่น ก็เกิดคิดอย่างนี้ แล้วก็ดับไป พอที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงขณะนี้ไหม คือจิต เจตสิก ส่วนรูปเป็นธรรมที่มีแต่ไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้น รูปไม่ใช่จิต ไม่ใช่เจตสิก จิตโกรธหรือไม่ จิตไม่โกรธ เจตสิกต่างหากที่เกิดขึ้น แล้วโกรธ เพราะฉะนั้นบางขณะโกรธ บางขณะก็ไม่โกรธ ขณะที่โกรธเพราะเจตสิกที่เป็นโทสเจตสิกเกิดกับจิต จิตนั้นเป็นใหญ่เป็นประธาน จึงกล่าวว่าจิตโกรธ แต่ความจริงโกรธไม่ใช่จิต และจิตนั้นต่างกับจิตเห็น คือเป็นจิตที่มีโทสะเกิดร่วมด้วย จึงเรียกชื่อให้ชัดเจนว่าโทสมูลจิต จิตที่มีโทสะเป็นมูล เกิดพร้อมกันในขณะนั้น ไม่เป็นขณะที่ติดข้องคือโลภมูลจิต แต่ละขณะนี้ก็เป็นจิตที่หลากหลายตามเหตุตามปัจจัย แล้วจะบังคับอะไร จะทำอะไรได้ ทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจถูก ไม่ใช่เพื่อทำ หรือไปบังคับ มั่นใจหรือยังในความเป็นอนัตตา ลืมคำนี้ไม่ได้เลย ถ้ารู้จักพระพุทธศาสนา ก็รู้จักธรรม แล้วรู้ว่าธรรมเป็นอนัตตา
ผู้ฟัง มีคนที่ไปนั่งสมาธิตามวัด พูดว่าจิตกับสมาธิ คืออันเดียวกันใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดไม่เหมือนในครั้งพุทธกาล ในครั้งพุทธกาล ไปทำไมที่วัดวาอาราม เช่น พระเชตวัน ไปเพื่อฟังพระธรรม ไปเพื่อฟังให้รู้ ให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ในพระสูตรมีข้อความที่พราหมณ์ผู้หนึ่ง ท่านกล่าวว่า ข้าพระองค์ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้ฟังคำของพระองค์ เราเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ข้าพระองค์ปรารถนา ไม่ใช่ธรรมดา แต่ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้ฟังคำของพระองค์ แสดงว่าคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามีค่ามากอย่างยิ่ง ให้ไปทำสมาธิหรือไม่ เวลาไปวัด หรือว่าเวลาในอดีตที่ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ให้ทำสมาธิหรือไม่ ไม่มี ไปฟังพระธรรมกันไม่ใช่หรือ เพื่ออะไร ก็เพื่อเข้าใจ
เพราะฉะนั้น เราคิดเองไม่ได้เลยสักอย่าง ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมจะไม่ทราบเลยว่าเราฟังพระธรรมหรือไม่ หรือเราฟังใครที่ไม่ทำให้เราเกิดความเข้าใจอย่างละเอียดยิ่ง อย่างถ่องแท้ อย่างปฏิเสธไม่ได้เลย เช่นขณะที่จิตเกิด จิตไม่ใช่ความโกรธ จิตเป็นธาตุรู้ ขณะนี้อะไรที่ปรากฏ เพราะจิตกำลังรู้สิ่งนั้นทั้งนั้น แต่ลืมหมดเลย ลืมว่าต้องมีธาตุรู้ที่เกิดรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏได้ แต่วันนี้เป็นเราเห็นหมด เราไปที่นั่น เราไปที่นี่ หรือว่าไม่ใช่เรา จิตเกิดขึ้น กำลังรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับสืบต่อ จนปรากฏว่าเป็นโลกซึ่งมีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างคืออย่างละหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่หลายๆ อย่าง แต่การเกิดดับสืบต่อเร็วมาก จนลวงทุกคนที่เกิดด้วยอวิชชา ความไม่รู้ความจริง ให้เห็นเหมือนไม่ดับเลย และทำให้ติดข้อง ทำให้ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงด้วย
เพราะฉะนั้นฟังขณะนี้ ฟังอะไร ฟังให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงนั่นเองเป็นธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ถ้าไม่เข้าใจ ทำอะไร ทำด้วยความไม่รู้ และจะรู้อะไร ก็ไม่รู้ แต่ทำเพราะอยากทำ ทำแล้วยังชอบสิ่งที่อยากทำนั้นด้วย ถูกต้องไหม ก็เป็นโลภะ ไม่ใช่เป็นปัญญา ที่ไหนที่มีปัญญา ที่นั่นไม่มีโลภะ แต่ที่ไหนที่มีโลภะ ที่นั่นไม่มีปัญญา อยู่มานานแสนนานด้วยความติดข้อง มีปัญญาหรือไม่ ถ้ามีปัญญาคือความเข้าใจถูก ขณะนั้นละความไม่รู้ จะบอกว่าขณะนี้ไม่ใช่ธรรม ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่ามีจริงๆ แล้วธรรมก็คือภาษาบาลี ภาษาไทยก็คือสิ่งที่มีจริง แล้วจะบอกว่าไม่จริงได้หรือ แต่เมื่อใช้คำอื่นก็งง ที่นี่มีธรรมไหม มี ไม่งงแล้วใช่ไหม แต่ถ้าถามคนอื่นว่าที่นี่มีธรรมไหม เขาจะตอบว่าอย่างไร ตอบไม่ได้เพราะไม่เข้าใจ หรือตอบผิดเพราะเข้าใจผิด เพราะฉะนั้นไปฟังธรรม หรือว่าไปทำสมาธิ โดยไม่รู้ว่าสมาธิคืออะไร ถ้าไม่รู้แล้วทำเป็นอย่างไร ทำทำไมก็ไม่รู้ ไม่รู้อย่างจริงแท้ แต่ก็อยากทำ เห็นไหมว่าที่ใดมีโลภะ ที่นั่นไม่มีปัญญา ถ้าที่ใดมีปัญญา ก็รู้ว่าสมาธิคืออะไร เดี๋ยวนี้มีไหม นี่คือพระธรรมที่ทรงแสดง แล้วจะฟังใคร
ผู้ฟัง ฟังธรรม และที่ว่าธรรมคือสิ่งที่มีอยู่จริงๆ ก็คือสิ่งที่มีอยู่จริงทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ซึ่งเราเข้าใจว่าคือ คำว่าธรรมชาติใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ใช้คำว่าธรรมชาติ จะชัดเจนกว่าไหม เช่น เห็น เป็นธรรมชาติหรือไม่ หรือตา เป็นธรรมชาติหรือไม่ หรือว่าเป็นธรรม คือสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น เราใช้คำภาษาบาลี ซึ่งไม่ตรงกับความหมาย ก็ทำให้เราไขว้เขวได้ แต่ถ้าเราใช้คำตามภาษาบาลีว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง แต่เราพูดในภาษาของเรา เราก็เข้าใจได้ว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมด
ผู้ฟัง ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ที่ท่านอาจารย์บอกว่าคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมด บางทีอาจจะทำให้รู้สึกว่าเข้าใจยาก แต่ถ้าเราขีดวงให้แคบลงได้ไหม ว่าอะไรคือสิ่งที่มีจริงในขณะนี้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงตลอด ๔๕ พรรษา ไม่ใช่เพียงกล่าวคำสองคำ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้เพียงคำเล็กน้อยไม่กี่คำ แต่ว่าตั้งแต่คำแรกที่เข้าใจ เข้าใจให้ถูกตั้งแต่ต้น ต่อไปก็เข้าใจคำอื่น เช่น ถ้าเข้าใจคำว่าจิต คำว่าจิตหมายความถึงอะไร หมายความถึงสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ใช้คำว่า ธาตุ หรือธา - ตุ ก็ได้ อย่างคนไทยเราถ้าเราพูดถึงธาตุ เราไม่คิดว่าเป็นเราใช่ไหม ธาตุไฟก็ต้องเป็นไฟ จะเป็นเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ธรรมกับธาตุ (ธา - ตุ) ความหมายเหมือนกัน แต่เพิ่มเติมว่า สิ่งนั้นมีลักษณะที่ทรงไว้ซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้คือธาตุ (ธา - ตุ) ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงมีสิ่งที่มีจริงเป็นนามธรรม หรือใช้คำว่านามธาตุ ก็ได้ และที่เป็นรูปธรรมหรือใช้คำว่ารูปธาตุ ก็ได้ถ้าเรามีความเข้าใจ ถ้าเรานำคำภาษาบาลีมาใช้ เราก็เข้าใจ ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นธาตุ แต่อย่างอื่นไม่ใช่ ก็อาจจะคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีจริง ทรงไว้ซึ่งลักษณะนั้น คือธาตุ (ธา - ตุ) เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย อย่างเช่น แข็ง เกิดเป็นแข็ง จะให้เป็นเสียงไม่ได้ จะให้เป็นร้อนก็ไม่ได้ แต่ละหนึ่งก็เป็นสิ่งที่มีจริง ที่มีลักษณะทรงไว้ซึ่งลักษณะนั้น ซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้
เพราะฉะนั้น เราก็จะรู้ว่าคำที่เราใช้ไม่ตรงและคับแคบ ถ้าเราไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจจริงๆ เราเข้าใจผิดได้ ด้วยเหตุนี้ จิตมีจริง เป็นธรรม เป็นธาตุ เป็นนามธาตุ ไม่ใช่เจตสิก เริ่มรู้แล้ว ทั้งๆ ที่เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน เกิดที่เดียวกัน และเกิดในจิตด้วย เจตสิกจะไม่เกิดที่อื่นเลย ที่ใดไม่มีจิต ที่นั่นจะไม่มีเจตสิก โต๊ะ เก้าอี้ แข็ง ร้อน ไม่มีโกรธ ไม่มีรัก ไม่มีชัง ซึ่งเป็นเจตสิก เพราะเจตสิกจะเกิดกับจิตเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เราก็มีความเข้าใจละเอียดขึ้น ว่าเราพูดถึงธาตุที่เป็นใหญ่ คือจิต แต่จิตเกิดตามลำพังไม่ได้ ต้องมีสภาพธรรมซึ่งเกิดร่วมกัน คือเจตสิก เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่พูดถึงจิต หมายความว่ามีเจตสิกที่เกิดกับจิตนั้นด้วยซึ่งหลากหลายมาก เพราะว่าเห็นบางครั้งก็ชอบ บางครั้งก็ไม่ชอบ เพราะเจตสิกประเภทใดเกิดกับจิตนั้น แต่จิตต้องมีอยู่ตลอด ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ขาดจิตเลยสักขณะเดียว ขาดเมื่อไร สำหรับชาตินี้ ขณะสุดท้ายของจิตที่เกิดและดับ ก็คือเราเรียกว่าตาย แต่ก็มีเกิด ทันทีเลย เหมือนเมื่อครู่นี้กับเดี๋ยวนี้ ไม่มีช่องว่างเลย ด้วยปัจจัยหนึ่งที่ใช้คำว่าอนันตรปัจจัย หมายความว่าไม่มีช่องว่าง ทันทีที่จิตเกิดแล้วดับไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดทันที เพียงหนึ่ง เพราะฉะนั้น จิตจะเกิดพร้อมกันสองขณะไม่ได้ แต่ละคนที่เรียกว่าคน เพราะมีจิตซึ่งเกิดดับสืบต่ออยู่เรื่อยๆ ทีละหนึ่งขณะ
ผู้ฟัง ที่ว่าภพภูมิต่างๆ สงสัยว่าหมายถึงโลกอื่นใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม รู้จักโลกหรือไม่ ทั้งๆ ที่อยู่ในโลก และบอกว่าโลกนี้ด้วย และเรียกว่ามนุษย์โลกด้วย แต่รู้จักโลกหรือไม่ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม เห็นไหม การฟังเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริงที่จะให้เข้าใจคำที่เราพูดทุกวัน แม้แต่คำว่าโลก ภาษาบาลีคือโลก (โล - กะ) หมายความถึงสิ่งที่เกิดแล้วดับทั้งหมด สิ่งเดียวที่เหนือโลก พ้นจากโลกคือนิพพาน จึงใช้คำว่าโลกุตตระ (โล - กุด - ตะ - ระ) เพราะฉะนั้นจึงมีสองคำคือ โลก (โล - กะ) กับโลกุตตระ (โล - กุด - ตะ - ระ) คำว่าโลก (โล - กะ) เป็นสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ ถ้าไม่มีสภาพธรรมใดเกิดเลยทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเกิดเลยสักอย่างเดียว จะมีโลกไหม มีไม่ได้ก็ไม่มีแน่นอน คือไม่มีก็ไม่เกิด จะมีได้อย่างไร แต่เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด อะไรก็ได้เกิดขึ้น นั่นคือโลก แต่โลกเต็มไปด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะหลายอย่างเหลือเกิน ไม่ใช่อย่างเดียวที่เกิด จึงปรากฏว่าโลกนี้มีทั้งต้นไม้ ใบหญ้า มีภูเขา มีคน มีสัตว์เลื้อยคลาน ฯลฯ แต่ความหมายที่แท้จริงในอริยวินัย ใช้คำว่าโลกในอริยวินัย ในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายความถึงสิ่งที่เกิดแล้วดับ ที่เราเรียกว่าพระอาทิตย์ หรือดวงอาทิตย์ กำลังเกิดดับหรือไม่ วันหนึ่งต้องแตกใช่ไหม อีกนานแสนนาน แต่ก็กำลังเกิดดับ เหมือนทุกขณะของเราขณะนี้ ทุกอย่างไม่ใช่แต่เฉพาะจิตกับเจตสิกซึ่งเป็นสภาพรู้ที่เกิดดับ รูปซึ่งเป็นสภาพไม่รู้ก็กำลังเกิดดับ เดี๋ยวเป็นโรคนั้นโรคนี้ เดี๋ยวท้องร่วง ท้องเสีย เดี๋ยวตาบอด มองไม่เห็น เป็นไปทุกขณะ ที่จะยั่งยืนหรือว่าเที่ยง เป็นไปไม่ได้เลย นี่คือการตรัสรู้ที่รู้ความจริงโดยละเอียดยิ่ง โดยประการทั้งปวง โดยถึงที่สุด ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น
เพราะฉะนั้น ใครจะเรียกว่าโลก ใครจะเรียกว่าจักรวาล ผู้ที่ฟังธรรมก็รู้ว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ และต้องประกอบด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่เราใช้คำว่าธาตุ เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของ บังคับบัญชาไม่ได้ เราใช้คำว่าดิน ภาษาบาลีหรือภาษามคธีใช้คำว่าปฐวี ภาษาไทยเราใช้คำว่าดิน พูดคำว่าดิน แต่ไม่ศึกษาธรรม ดินก็อยู่ในกระถางบ้าง ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง แต่ว่าโลกในวินัยของพระอริยะ ปฐวีธาตุหรือธาตุดินคือสภาพที่แข็งหรืออ่อน ถ้าไม่มีธาตุนี้ รูปอื่นๆ มีไม่ได้เลย และรูปนี้คือธาตุแข็งหรืออ่อน เกิดตามลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยกันและกัน คืออาศัยธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เกิดพร้อมกัน แยกกันไม่ได้เลย เกิดแล้วก็ดับพร้อมกันด้วย ไม่ใช่ธาตุหนึ่งดับ อีกธาตุหนึ่งยังอยู่
เราพูดถึงธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เพราะว่าเป็นรูปใหญ่ ปรากฏอยู่เสมอ ในครัวมีแข็งไหม ที่ห้องนอนมีไหม ในรถยนต์มีไหม ทุกหนทุกแห่งมีธาตุดินทั้งนั้น และก็มีธาตุไฟด้วย ธาตุน้ำด้วย ธาตุลมด้วย รวมกันไม่แยกกัน และยังมีอีก ๔ รูปที่ต้องเกิดในขณะนั้น ในกลุ่มของรูป ๔ รูป เพราะฉะนั้นจะแตกย่อยร่างกาย หรือทุกสิ่งทุกอย่างออกละเอียดยิบได้ไหม หรือแยกไม่ได้ ความจริงคือแยกจนละเอียดมากที่สุดถึงที่สุดต้องมี ๘ รูป ซึ่งแยกต่อไม่ได้เลย ต้องมี แม้มองไม่เห็น อย่างฝุ่นละอองที่ปรากฏให้เห็น ต้องมีธาตุดิน และที่ใดที่มีธาตุดิน ก็ต้องมีธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และมีสิ่งที่สามารถกระทบตาปรากฏให้เห็นได้ เช่น เดี๋ยวนี้ ต้องมีแน่นอน ที่ใดแข็ง มีตามองเห็น มีเพราะเหตุว่า มีธาตุชนิดหนึ่งซึ่งสามารถกระทบตา ปรากฏเดี๋ยวนี้ว่ามีจริง ธาตุนั้นเราจะเรียกคำว่าอะไรก็ได้ แต่หมายความถึงสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ มีจริงหรือไม่ ก็กำลังเห็นอยู่ จะบอกว่าไม่มีจริงได้อย่างไร ไม่ต้องคิดมากเลยใช่ไหม ก็เห็นเดี๋ยวนี้ เห็นอย่างนี้ แล้วจะบอกว่าไม่มีได้อย่างไร นี่เป็นรูปรูปหนึ่ง ภาษาบาลีจะใช้คำว่า วัณโณ วัณณะ หรือนิภา ก็ได้ มีอีกหลายคำที่หมายความถึงสิ่งที่กำลังปรากฏ ถึงไม่รู้ ไม่ได้ยินคำนั้น แต่รู้ว่ามีสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ในภาษาไทยเราก็บอกว่า "สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้"
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860