ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๑๕

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นชั่วคราว แต่ไม่รู้ก็เลยยึดถือว่าเป็นเรา เวลาโกรธเกิดขึ้น ไม่มีใครไปทำให้โกรธเกิดขึ้นได้เลย แต่มีปัจจัยที่เหมาะสมที่จะทำให้ความโกรธระดับนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แต่เพราะไม่รู้ก็เป็นเราโกรธ แล้วโกรธใคร โกรธเขา โกรธคนอื่น โกรธอะไร โกรธเห็นของคนอื่น หรือโกรธได้ยินของคนอื่น หรือโกรธอะไร

    แสดงให้เห็นว่า ทั้งวัน ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกในสิ่งที่ปรากฏชั่วคราว ที่หมดสิ้นไปอย่างเร็วแล้วสืบต่อจนเหมือนกับเป็นสิ่งที่ไม่ดับเลย ทำให้มีความคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างยั่งยืนและเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ถ้ารู้จริงๆ ต้องรู้แต่สิ่งหนึ่ง ทีละหนึ่ง ซึ่งไม่ปะปนกัน และรู้เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นปรากฏ

    เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่าเวลาที่ไม่รู้ความจริงเหมือนฝัน ในฝันมีทุกอย่าง แต่เมื่อตื่นขึ้นไม่มี ในฝันมีแข็งหรือไม่ นี่คือความเป็นผู้ตรง ตรงต่อคำถาม ตรงต่อการคิดไตร่ตรอง ตรงต่อความคิดที่คิด จะคิดถูกคิดผิดอย่างไรก็พูดตามความเป็นจริง และจะได้รู้ว่าขณะนั้นถูกหรือผิด โดยคำถามเล็กๆ น้อยๆ จะนำไปสู่ความเข้าใจขึ้น ในฝันมีแข็งหรือไม่ คุณธิดารัตน์

    อ.ธิดารัตน์ คิด คิดถึงแข็งได้ แต่ไม่ได้มีแข็งปรากฏ

    ท่านอาจารย์ คิดได้ แต่ไม่ได้มีแข็งจริงๆ ปรากฏ ถูกต้องหรือไม่ แต่เมื่อตื่นมีแข็งปรากฏ ซึ่งปรากฏสั้นมากแล้วก็หมดไป เกือบจะไม่รู้เลยว่าทั้งวันมีแต่แข็งที่ปรากฏตั้งแต่ตื่น ไม่ว่าจะกระทบสัมผัสอะไร แต่ก็หมดไปแล้วทั้งหมด ถ้าตราบใดที่ยังไม่รู้ลักษณะที่เป็นเพียงสิ่งที่มีจริงคือแข็ง สังสารวัฏฏ์จะขาดแข็งไม่ได้ ขณะใดที่มีการกระทบสัมผัสก็แข็งนั่นเองปรากฏ ขณะใดที่เห็นก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะใดที่ได้ยินก็มีเสียง เหล่านี้เป็นการเกิดดับสืบต่อไม่หยุดเลยที่ใช้คำว่าสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้น ตราบใดที่แข็งปรากฏ ยังไม่ตื่นขึ้นรู้ความจริงว่าขณะนั้นไม่มีเรา ไม่มีถ้วยแก้ว ไม่มีโต๊ะ ไม่มีอะไรเลย แต่สิ่งที่มีจริงๆ คือลักษณะที่แข็ง ชั่วคราวแล้วดับไป

    ดังนั้น การที่จะเข้าใจพระธรรมต้องตามลำดับขั้นจริงๆ และไตร่ตรอง เมื่อเข้าใจแล้วจะสามารถเข้าใจข้อความต่อๆ ไปในพระไตรปิฎก เช่นข้อความว่า นามรูปเท็จ จากมีจริงปรากฏให้รู้ได้ แต่เพราะชั่วคราวจึงเหมือนของไม่จริงซึ่งไม่ได้ยั่งยืนเลย ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นก็มีสิ่งที่ไม่เท็จ ซึ่งตรงกันข้ามกับสภาพธรรมที่ปรากฏเพียงสั้นๆ ชั่วคราวแล้วดับไป ซึ่งชาวโลกไม่ได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง เพราะว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นและดับไปอย่างเร็วมากเหมือนขณะนี้ เหมือนกับเห็นและได้ยินและคิดนึกพร้อมกันหมด แต่ตามความเป็นจริงผู้ทรงตรัสรู้ รู้ว่าสภาพธรรมจะปรากฏได้ทีละหนึ่งอย่าง ไม่ใช่สองอย่างพร้อมกัน เพราะเหตุว่าลักษณะของสองอย่างนี้ต่างกัน จะเกิดขึ้นปรากฏพร้อมกันไม่ได้

    ผู้ฟัง คำว่า วิปัสสนา หมายถึงอะไร

    ท่านอาจารย์ วิปัสสนาคือปัญญา ปัญญาคือ ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรมที่ปรากฏ แล้วประจักษ์โดยที่ไม่สงสัยเพราะได้รู้ในขณะนั้นจริงๆ เช่น ขณะนี้ทราบว่า เห็นต้องเกิด ถ้าไม่เกิดจะมีเห็นไม่ได้เลย เห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ เพราะคิดนึกไม่ใช่เห็นแล้ว ไม่ต้องอาศัยตาก็คิดได้ แต่ที่กำลังเห็นจริงๆ ขณะนี้ถ้าไม่มีตาจะเห็นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ความจริงของเห็นกับความจริงของคิดก็ต่างกันแล้ว

    การที่จะเป็นวิปัสสนาหมายความว่า ต้องมีความเข้าใจขั้นการฟัง ถ้าไม่มีความเข้าใจใดๆ เลยแล้วรู้อะไร จะมีความรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏว่า เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป เป็นสิ่งที่ใครก็คิดเองไม่ได้เพราะไม่เคยคิดเลย ไม่ว่าจะเป็นเห็น ไม่ว่าจะเป็นได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นคิดนึก ไม่ว่าจะเป็นสุข ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลให้เกิดขึ้นได้ แต่ใครจะต้องการ หรือไม่ต้องการ เมื่อมีปัจจัยที่จะทำให้สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น จะเปลี่ยนสภาพธรรมที่เกิดแล้วเป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ด้วย

    เพราะฉะนั้น วิปัสสนาเป็นการเห็นแจ้ง เช่น ในขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ได้พูดถึงได้ยิน พูดถึงเห็น เพราะมีเห็นจริงๆ เมื่อมีเห็นจริงๆ และเห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่สามารถเห็นอะไรได้เลย แต่ว่ามีจริง สามารถกระทบตา และถ้าจิตเห็นไม่เกิด สิ่งที่กำลังปรากฏว่ามีก็ปรากฏว่ามีไม่ได้เลย นี่เป็นความจริง ซึ่งถ้าขณะที่รู้อย่างนี้ สิ่งอื่นจะมีปรากฏร่วมด้วยในขณะนั้นไม่ได้ เพราะเหตุว่าไม่ใช่ขั้นคิด แต่เป็นขั้นที่ประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมโดยรู้รอบ เพราะเหตุว่ามีเฉพาะสิ่งนั้นเท่านั้นที่ปรากฏ

    ลองคิดถึงโลก มีทั้งโรงแรม มีทั้งผู้คน มีทั้งถนนหนทาง มากมายหลายอย่าง แม้แต่ในขณะนี้ก็มีเห็น มีได้ยิน และมีคิดนึกด้วย แต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับสลับกันเร็วจนไม่ปรากฏรอยต่อว่า อะไรเกิด อะไรดับ จะว่าได้ยินเกิดก่อนแล้วเห็นเกิดทีหลัง หรือว่าเห็นเกิดก่อนและดับไปแล้วได้ยินเกิด หรือว่าคิดเกิดก่อนแล้วมีเห็น ก็ไม่สามารถที่จะกล่าวได้ในขณะที่สภาพธรรมนั้นเกิดจริงๆ แล้วดับจริงๆ เพราะฉะนั้น ความรู้เช่นนี้ที่ไม่ประจักษ์แจ้งไม่ใช่วิปัสสนา แต่ถ้าวิปัสสนาคือ ปัญญา ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรมทีละหนึ่ง และขณะนั้นจะมีอย่างอื่นปะปนเลยไม่ได้

    ดังนั้น โลกทั้งโลกที่เคยเป็นโลกมีสิ่งต่างๆ มากมายจะหายไปหมด ไม่เหลือเลย คิดถึงสภาพที่ไม่มีอะไรเหลือเลยนอกจากธาตุรู้ ซึ่งกำลังมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างหนึ่งแล้วมีธาตุรู้ ซึ่งมีเสียงปรากฏให้ได้ยิน เพราะฉะนั้น ต้องมีธาตุรู้มิฉะนั้นเสียงปรากฏไม่ได้ และขณะที่มีธาตุรู้เสียงคือได้ยินต้องมีเสียงด้วย ปัญญาขณะนั้นสามารถเห็นความต่างของลักษณะของเสียง ซึ่งมองไม่เห็นเลยแต่มี แล้วก็รู้ว่าธาตุที่ได้ยินเสียงไม่ใช่เสียง ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น เป็นแต่ธาตุซึ่งเกิดขึ้นได้ยินเสียง ขณะนั้นจะไม่มีเห็น จะไม่มีคิดนึก จะไม่มีสิ่งอื่นใดเลยทั้งสิ้น โลกทั้งโลกหมดเกลี้ยงไม่เหลือเลย มีแต่เฉพาะเสียงกับได้ยิน แล้วก็เป็นได้ยินกับเห็น หรืออาจจะเป็นคิดนึก หรืออะไรก็ได้ ทีละหนึ่งปรากฏให้รู้ชัด โดยรู้รอบในสิ่งนั้นเพราะไม่มีสิ่งอื่นปะปน

    ปัญญาระดับนี้ชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นวิปัสสนาญาณที่หนึ่ง จะเกิดขึ้นตามใจชอบไม่ได้เลย โดยวิธีอื่นก็ไม่ได้ แต่โดยความเข้าใจถูกว่าปัญญาคืออะไร ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลยก็เป็นปัญญา ถ้ารู้อย่างอื่นก็ไม่ใช่ปัญญา แต่ต้องรู้สิ่งที่เดี๋ยวนี้มีจริงและกำลังปรากฏ ถ้าเป็นปัญญาจริงๆ ที่เป็นวิปัสสนา ในขณะที่เห็นมี ปัญญานั้นก็รู้สภาพที่สามารถเห็น กำลังเห็น และสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเท่านั้น

    สภาพธรรมในขณะนี้มีหลายอย่าง เห็นก็มี ได้ยินก็มี คิดนึกก็มี ในขณะที่รวดเร็วอย่างนี้ เกิดดับสืบต่ออย่างนี้ วิปัสสนาปัญญาที่รู้แจ้งจะสามารถรู้ลักษณะของสภาพธรรมทีละหนึ่ง แต่ละหนึ่งๆ ไป จึงสามารถที่จะรู้ว่าขณะนั้นไม่มีเรา เพราะมีธาตุรู้กับมีสิ่งที่ถูกรู้ มีธาตุเห็น ธาตุรู้ และมีสิ่งที่ปรากฏ ไม่ต้องเรียกว่า จักขุวิญญาณ ไม่ต้องเรียกว่าเห็น แต่ว่าธาตุรู้ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏแน่นอน

    เวลาที่เสียงปรากฏ ธาตุรู้ก็ยังคงเป็นธาตุรู้ แต่ว่าไม่ได้เห็น ธาตุรู้ขณะนั้นรู้เสียงในขณะที่เสียงปรากฏ ไม่ต้องมีคำพร่ำรำพันใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าขณะนั้นสภาพธรรมนั้นปรากฏ เพราะถ้าเกิดคิดไม่ใช่เห็น คิดไม่ใช่ได้ยิน เพราะฉะนั้นก็จะเข้าใจความหมายของคำว่าวิปัสสนา เป็นปัญญาซึ่งเกิดจากสัจจญาณ ถ้าไม่มีสัจจญาณ ไม่มีกิจจญาณ ไม่มีกตญาณ กล่าวถึงชื่อก่อน ซึ่งปัญญาก็มีตามลำดับด้วย คือ ปริยัติ ปฏิปัตติ และปฏิเวธ พระธรรมทั้งหมดสอดคล้องกัน ไม่ค้านกันเลย และปัญญาจะเข้าใจความจริงตามลำดับด้วย เช่น การเกิดดับของสภาพธรรมขณะนี้เป็นกตญาณ ประจักษ์แจ้ง ซึ่งมาจากกิจจญาณของปัญญาและสติสัมปชัญญะ ที่กำลังเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏทีละเล็กทีละน้อยแล้วคลายความสงสัย สภาพธรรมนั้นจึงสามารถจะปรากฏตามความเป็นจริงว่า เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นไม่มีอย่างอื่นเลย แต่ทั้งหมดนี้ต้องมาจากสัจจญาณซึ่งมาจากปริยัติ

    ปริยัติ หมายความว่าการศึกษาพระพุทธพจน์ ไม่ใช่ศึกษาอย่างอื่นเลย ใครจะมีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ ทางการแพทย์ ทางวิศวกรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ ทั้งหมดนั้นไม่ได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเป็นพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เป็นพระพุทธวจนะ เป็นวาจาสัจจะ ถ้ามีความเข้าใจถูกต้องว่าปัญญารู้อะไร สิ่งที่ผ่านไปแล้วรู้ได้หรือ เพราะว่าสิ่งนั้นดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย จะให้ปัญญารู้ได้อย่างไร และสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น รู้ได้หรือในเมื่อยังไม่เกิด ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ว่าอะไรจะเกิดต่อได้ แต่สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้เท่านั้นที่พระปัญญาคุณที่ได้บำเพ็ญมา สามารถที่จะตรัสรู้ความจริงและให้คนอื่นรู้ว่า การที่จะรู้ความจริงของสิ่งหนึ่งสิ่งใดต้องในขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏตามความเป็นจริง

    ดังนั้นจึงสอดคล้องกันทั้งปริยัติ ปฏิปัตติ และปฏิเวธ ปริยัติคือการเข้าใจในพระพุทธพจน์ เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิปัตติ ซึ่งคนไทยเข้าใจผิดคิดว่าปฏิบัติคือทำ แต่คำนี้เป็นภาษาบาลี เมื่อเช้านี้เราได้กล่าวถึงแล้วครั้งหนึ่ง ปฏิปัตติ ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง เวลานี้มีเห็น ปัญญาและสติถึงเฉพาะลักษณะเห็นไม่ใช่อื่น ขณะที่กำลังได้ยินไม่ใช่เห็นแล้ว เพราะฉะนั้น ปัญญารู้เฉพาะลักษณะของได้ยินกับเสียง เฉพาะอย่างหนึ่งๆ จึงจะชื่อว่าปฏิปัตติ ขณะนั้นไม่ใช่เราอยากรู้ เราไปทำรู้ เราไปดู แต่ต้องเป็นความเข้าใจ ซึ่งเมื่อเข้าใจแล้วจะละความไม่รู้และละความติดข้อง

    พระพุทธศาสนาเป็นคำสอน ศาสนาคือคำสอน พุทธะคือ ผู้ที่ทรงตรัสรู้ให้คนอื่นได้รู้ตาม ถ้าไม่รู้จะละไม่ได้เลย เพราะไม่รู้จึงติดข้องเข้าใจว่าสิ่งนั้นเที่ยงและไม่ดับไป แต่ว่าถ้ารู้ว่าสิ่งนั้นก็เพียงเกิดขึ้นปรากฏเพื่อลืมทั้งหมดเลย ปรากฏแล้วก็ลืมๆ เเล้วเเต่ว่าลืมช้าหรือเร็ว ถ้าลืมเร็วชาตินี้ก็ลืมแล้ว เมื่อวานนี้ก็ลืมแล้ว ทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ จำไม่ได้ เดือนก่อนก็จำไม่ได้ แต่ถ้าช้าก็คือ จบสิ้นความเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้เมื่อใดก็จะลืมหมดเลย ทั้งชาติเหมือนกับชาติก่อนที่ผ่านมา ไม่ต่างกับชาตินี้เลย มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึก มีสุข มีทุกข์ อย่างนี้เอง แต่ไม่มีใครสามารถที่จะจำได้

    เพราะฉะนั้น ชาตินี้คือชาติก่อนของชาติหน้า เหมือนกันเลยคือทุกขณะเพื่อลืม อาหารอร่อยเพื่อลืม เสียงเพราะเพื่อลืม ทุกอย่างก็เพื่อลืม แล้วแต่ว่าจะลืมช้าหรือเร็ว ใช่หรือไม่ แต่ทั้งหมดคือทุกสิ่งทุกอย่างมีจริง ไม่ใช่ไม่มี จริงเมื่อเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ปัญญาก็สามารถที่จะเข้าใจ จากปริยัติเป็นปฏิปัตติ แทงตลอดความจริงซึ่งโลกนี้จะไม่เหลือเลย นอกจากมีเฉพาะสิ่งหนึ่งคือ ธาตุรู้เกิดขึ้น และมีสิ่งที่กำลังถูกรู้ แต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดขึ้นและดับไป ขณะนั้นเป็นปฏิเวธ

    ดังนั้น ปริยัตินำมาซึ่งปฏิปัตติ และปฏิปัตติ คือการอบรมเจริญสติปัฏฐาน จะนำมาสู่ปฏิเวธ ซึ่งเป็นวิปัสสนาญาณ เพราะฉะนั้นวิปัสสนาไม่ใช่ว่าใครจะพูด ใครจะทำ โดยที่ไม่รู้เลยแล้วพูดตามๆ กันไป แต่ต้องสอดคล้องกันทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ทั้งสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ ที่ทรงแสดงไว้เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด

    อ.คำปั่น มีผู้ถามว่า คำว่า ธาตุรู้ สติ วิญญาณ อารมณ์ เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร แตกต่างกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ คงทราบแล้วว่าสิ่งที่มีจริง มีลักษณะที่ต่างกันเป็นประเภทใหญ่ๆ ๒ อย่าง คืออย่างหนึ่ง สิ่งนั้นมีจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เช่น เสียง รู้อะไรไม่ได้ เสียงไม่เห็น เสียงไม่คิด เสียงไม่รัก เสียงไม่ชัง กลิ่น รส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ทั้งหมดเหล่านี้ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ใช้คำว่า รูปธาตุ แต่ว่าถ้าไม่มีธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดขึ้น อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ แต่ที่มีทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏได้เพราะเหตุว่ามีสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง เมื่อเกิดแล้วต้องรู้ เพราะถ้าเข้าใจคำว่าธาตุ หรือ ธา-ตุ หมายความว่าสิ่งนั้นมีจริง ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้ ไฟร้อน เปลี่ยนร้อนให้เป็นหวานได้หรือไม่ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย

    คำว่าธา-ตุ คือ สิ่งที่มีจริงซึ่งเป็นธรรมนั้น เพราะธรรมคือสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง ไม่สามารถที่จะเปลี่ยน ทรงไว้ซึ่งลักษณะของความเป็นอย่างนั้น คือ ธา-ตุ ด้วยเหตุนี้จะให้แข็งเกิดขึ้นไม่แข็งไม่ได้ เพราะเกิดแล้วเป็นแข็ง หวานเกิดแล้วเป็นหวาน จะให้เปลี่ยนเป็นเผ็ดไม่ได้ เพราะฉะนั้น แต่ละธาตุก็ทรงไว้ซึ่งลักษณะของสภาวะความเป็นอย่างนั้นๆ ของตน ถ้ามีแต่เพียงรูปธาตุ ไม่มีธาตุรู้เลย อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ ไม่มีการที่จะรู้สึกเดือดร้อน วุ่นวาย ยุ่งเหยิงใดๆ เลยทั้งสิ้น มีแต่เพียงรูป ซึ่งรูปไม่ใช่สภาพรู้ แม้รูปจะเกิดดับ รูปก็ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น แต่ว่าใครจะยับยั้งไม่ให้ธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีเกิดขึ้นรู้ได้

    ความเป็นธาตุคือบังคับบัญชาไม่ได้ เกิดขึ้นเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เมื่อเกิดเป็นธาตุไม่รู้ก็จะรู้ไม่ได้ แต่มีธาตุอีกธาตุหนึ่งซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องรู้ จะให้ไม่รู้ก็ไม่ได้ ธาตุรู้ในขณะนี้ก็คือ เห็น มีสิ่งที่ปรากฏ จึงชื่อว่ารู้ว่ามีสิ่งนี้ปรากฏ เวลาที่ได้ยินเสียง เสียงปรากฏ ธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยินเสียง จึงรู้ว่าเสียงอย่างนี้มีกำลังปรากฏให้รู้ ดังนั้นธาตุรู้ก็มี ๒ อย่าง เพราะว่าสิ่งใดๆ ในโลก หรือสิ่งใดๆ ก็ตามที่เกิดจะเกิดเพียงลำพังอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีปัจจัยที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เรื่องนี้เป็นของธรรมดาที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีผู้สร้าง ไม่มีใครบันดาล แต่เมื่อมีเหตุที่อาศัยกันและกันก็ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นไป

    ดังนั้น ธาตุรู้ มี ๒ อย่าง คือ จิตและเจตสิก ภาษาบาลีจะออกเสียงเป็น จิตตะ เจตสิกะ

    จิตตะ หมายความถึงธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ มีสีเขียวตั้งหลายสี แต่ว่าเป็นสิ่งที่ต่างกันไป เขียวมรกตกับเขียวหยก จิตไม่ได้รู้เลยว่าเป็นมรกต หรือเป็นหยก แต่รู้แจ้งในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ส่วนการที่จะจำลักษณะที่ต่างกัน เป็นหน้าที่ของสภาพธรรมที่เกิดกับจิต ที่ใช้คำว่า เจตสิก ภาษาบาลี เป็นเจตสิกะ เกิดในจิต ไม่ได้แยกกันเลย เพราะว่าเป็นนามธรรม ไม่ได้ห่างกันด้วย เกิดในจิตพร้อมจิต ดับพร้อมจิต และรู้อารมณ์เดียวกับจิต

    อารมณ์ หมายความถึงสิ่งที่จิตรู้ เมื่อมีสภาพรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้ภาษาบาลีใช้คำว่า อารัมมณะ หรือ อาลัมพนะ แต่คนไทยก็ตัดเรียกสั้นๆ ว่าอารมณ์ เพราะฉะนั้น ในขณะที่ได้ยิน ได้ยินไม่ใช่เสียง ได้ยินต้องเป็นธาตุรู้ที่กำลังได้ยินเสียง เฉพาะเสียงนั้นเท่านั้นที่จิตกำลังรู้เป็นอารมณ์ของจิต เสียงอื่นที่จิตไม่รู้ไม่ใช่อารมณ์ เมื่อได้ยินคำว่าอารมณ์ รู้ได้เลยว่าคือสิ่งที่จิตรู้ ขณะนี้คนหนึ่งกำลังรู้แข็ง มีแข็งปรากฏ เพราะจิตนั้นกำลังรู้แข็ง อีกคนหนึ่งคิดนึก ไม่ใช่รู้แข็ง เพราะจิตนั้นกำลังมีคำ หรือเรื่องราวต่างๆ ที่คิดขณะนั้น กำลังรู้ไปแต่ละคำ

    ดังนั้น เมื่อมีสภาพรู้หรือมีธาตุรู้จะต้องเกิดขึ้นเป็นไป เพราะว่าธาตุรู้สามารถที่จะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพียงเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งเท่านั้น จึงมีอีกคำหนึ่งสำหรับจิตว่า ปัณฑระ-ผ่องแผ้ว สภาพของจิตไม่ใช่ดีชั่วเลย แต่ที่จิตจะดีชั่วเพราะเจตสิก คือ นามธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต ถ้าเป็นเจตสิกฝ่ายไม่ดีเกิดกับจิต จิตนั้นก็เป็นจิตที่ไม่ดี ถ้าเป็นเจตสิกที่ดีเกิดกับจิต จิตนั้นก็เป็นจิตที่ดี เพราะว่าจิตเป็นแต่เพียงรู้อารมณ์อย่างเดียว

    นามธรรมทั้งหมด มีเจตสิก ๕๒ ประเภท โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ นี่คือ ๓ เจตสิกแล้ว เพราะว่าโลภะไม่ใช่โทสะ ทั้งโลภะโทสะก็ไม่ใช่โมหะ เป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเป็นธาตุรู้ เป็นนามธาตุ เป็นเจตสิก แต่ว่าจิตไม่ใช่เจตสิกด้วยประการใดๆ

    ด้วยเหตุนี้ เจตสิกทั้งหมดประมวลแล้วเป็นประเภทใหญ่ๆ มี ๕๒ ประเภท และจิต ๑ ซึ่งบางครั้งจะกล่าวรวมกันว่า นามธรรม ๕๓ เมื่อได้ยินคำนี้ก็ไม่สงสัยแล้ว เพราะรู้ว่าหมายความถึงเจตสิก ๕๒ และจิตอีก ๑ เพราะจิตไม่ใช่เจตสิกหนึ่งเจตสิกใด และเจตสิกแต่ละหนึ่งก็ไม่ใช่เจตสิกอื่นด้วย ต้องเป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ

    เพราะฉะนั้น ธาตุรู้มีจิตและเจตสิก และวิญญาณก็เป็นอีกคำหนึ่งของจิต เพราะว่าจิตมีหลายคำ จะใช้คำว่าจิต วิญญาณ มโน มนัส หรือ หทย ก็ได้ แล้วแต่ว่าจะใช้คำไหน เช่นเดียวกับภาษาไทยของเราที่มีภาษาเหนือ ภาษาใต้ ภาษากลาง คำเปลี่ยนไปเลย ฉันใด จิตจะใช้คำว่าวิญญาณ หรือหทย หรือมโน หรือว่าปัณฑระก็ได้ โดยที่มีความหมายด้วย เช่นคำว่า หทย ภาษาไทยใช้คำว่า หทัย ส่วนใหญ่หมายความถึงใจ ใจอยู่ที่ไหน มีใจกันทุกคน ใจอยู่ไหน อยู่นอกตัวได้หรือไม่ ไม่ได้ อยู่ที่ตัวและภายในที่สุด ไม่มีอะไรจะเป็นภายในยิ่งกว่าจิต จึงใช้คำว่า หทย หมายความถึงภายใน แม้แต่เจตสิกก็ไม่ใช่จิต ไม่ใช่หทย เพราะว่าเจตสิกเกิดกับจิต เพราะฉะนั้น จิตคือในที่สุดซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    นี่คือการที่จะเข้าใจคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงหลากหลาย เพื่อจะให้ปัญญาเห็นถูกเข้าใจถูกในสภาพที่มีจริง จนสามารถละคลายการยึดถือว่าเที่ยง หรือละคลายการยึดถือว่าเป็นเรา หรือละคลายการยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ เพราะว่าถ้ามีการยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะยินดี เมื่อมีความยินดีติดข้องมากๆ เป็นเหตุให้กระทำกายวาจาที่ทุจริต ที่จะทำให้เกิดโทษมาก

    ทุกปัญหาที่มี ตั้งแต่ปัญหาส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งถึงปัญหาของโลกเพราะกิเลส เพราะสภาพธรรมที่ไม่เข้าใจความจริงแล้วยึดถือสภาพธรรมนั้นๆ ว่า เป็นเรา เป็นเขา ไม่มีการให้อภัย หรือว่ามีความสำคัญตน หรือมีความริษยา ทั้งหมดมาจากความไม่รู้

    ในที่นี้ได้กล่าวถึงวิญญาณและอารมณ์แล้ว ขอทบทวนเล็กน้อยว่า สติเป็นอะไร ตอบได้หลายอย่าง เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรม เป็นธรรมประเภทใด เป็นนามธรรม เป็นขันธ์หรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นขันธ์

    ท่านอาจารย์ เป็นขันธ์อะไรใน ๕ ขันธ์ ถ้ามีความเข้าใจทั้งหมดก็ไม่ลืม ทบทวนเมื่อไรก็ได้ ลองตอบกันว่า สติเป็นขันธ์อะไรใน ๕ ขันธ์

    ผู้ฟัง สังขารขันธ์

    ท่านอาจารย์ เก่งมาก คือเป็นความเข้าใจแล้วไม่ลืม ถ้าใครกล่าวว่าสติเป็นวิญญาณขันธ์ รู้เลยว่าคนนั้นไม่รู้แน่ๆ เพราะว่าเจตสิกไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้นจะกล่าวว่าสติเป็นจิตไม่ได้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    18 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ