ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๐๑

    สนทนาธรรม ที่บ้านมิ่งโมฬี จ.ราชบุรี

    วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ แต่จะปรากฏพร้อมกันไม่ได้ เพราะเหตุว่าจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะ ก็จะรู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏให้รู้ทีละหนึ่ง โดยมีเอกัคคตาเจตสิกเป็นหนึ่งในเจ็ดเจตสิก ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง เพราะฉะนั้นจิตจะรู้อารมณ์สองอารมณ์สามอารมณ์ไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าจิตเป็นธาตุรู้หนึ่งเกิดขึ้นก็รู้เพียงสิ่งหนึ่งที่กำลังปรากฏ และจิตเกิดก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย จะมีจิตเกิดโดยลำพังไม่ได้ หรือว่าจะมีเจตสิกหนึ่งเกิดโดยลำพังไม่ได้ ก็ต้องมีสภาพธรรมอื่นเกิดร่วมด้วย

    เพราะฉะนั้น ขณะที่มีความเห็นถูกเกิดขึ้น มีเฉพาะความเห็นถูกเท่านั้นเพียงอย่างเดียวเกิดได้ไหม ไม่ได้ ต้องมีเจตสิกอื่นเกิดด้วย เจตสิกอื่นที่เกิดด้วยคือมรรคองค์ที่สอง จะมีแต่ความเห็นถูกเท่านั้นไม่ได้ ต้องมีวิตักกเจตสิกเกิดร่วมด้วย และถ้าเข้าใจจริงๆ จะรู้ว่าวิตักกเจตสิกเป็นเจตสิกซึ่งแม้ไม่เกิดกับจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสก็จริง แต่ทันทีที่จิตเหล่านี้ดับ จิตต่อไปเกิดขึ้นมีวิตักกเจตสิกเกิดร่วมด้วยทันที ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจึงเว้นเฉพาะจิต ๑๐ ดวงเท่านั้นที่ไม่มีวิตักกเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    เพราะฉะนั้นที่เราเคยเข้าใจว่า วิตักกะ คือ วิตกในภาษาไทยที่หมายถึงความห่วงใยก็ผิดแล้ว เพราะเหตุว่าถ้าจะใช้คำว่า "คิด" ก็ไม่ใช่แต่เฉพาะคิดเป็นคำ เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้ว จิตที่กำลังเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และสิ่งที่ถูกเห็นที่ปรากฏให้เห็นยังไม่ดับ วิตักกเจตสิกแม้เกิดก็จะตรึกนึกคิดถึงสิ่งอื่นไม่ได้ เพราะเหตุว่าขณะนั้นมีสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเพราะกระทบกับจักขุปสาทรูปแล้วยังไม่ดับ เพราะฉะนั้นจิตอื่นๆ ที่เกิดก็จะต้องรู้สิ่งที่กระทบตาที่ยังไม่ดับ จนกว่ารูปที่กระทบตานั้นดับ จึงไม่รู้อะไรอีกแล้ว เป็นภวังค์อีกแล้ว หมดแล้ว สิ่งที่แค่ปรากฏก็หมดไป แต่ว่าหลังจากนั้นก็มีการตรึกนึกถึงโดยความคิดที่จะใช้คำว่าหลังจากที่เห็นทางตาแล้ว ทางใจก็รับรู้ต่อ แต่ต้องมีวิตักกเจตสิกเกิดร่วมด้วย นี่คือความละเอียดยิ่งของธรรม ด้วยพระมหากรุณาที่ทรงแสดงให้เห็นความเป็นอนัตตา เพื่อว่าจากการฟัง ยังไม่สามารถที่จะประจักษ์ธรรมเดี๋ยวนี้ว่าไม่ใช่เรา เพราะสะสมความยึดมั่นว่าเป็นเรามานานมาก แต่จากการค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ก็จะมีปัญญาที่เป็นขั้นฟัง ปริยัติ หรือสุตมยญาณ หรือสุตมยปัญญา คือปัญญาสำเร็จจากการฟัง ฟังแล้วเข้าใจ นั่นคือปัญญาที่เกิดจากความเข้าใจถูก

    เพราะฉะนั้นกว่าจะถึงมรรคมีองค์ ๘ ครบ หรือเพียง ๕ องค์ก็ตาม ต้องด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ว่าโดยชื่อ ฟังแล้วจำได้ สอบได้ ได้คะแนนด้วยเพราะตอบถูก แต่ไม่รู้อะไร เพราะฉะนั้นแม้แต่เดี๋ยวนี้ เจตสิกแต่ละหนึ่งเป็นปัจจัยโดยนัยต่างๆ แม้วิตักกเจตสิกเป็นสภาพที่จรดในอารมณ์ เวลาก้าวไปต้องกระทบจรดในอารมณ์ที่ก้าวไปอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเมื่อผัสสะกระทบอารมณ์ วิตักกเจตสิกก็จรดในอารมณ์ที่ผัสสะกระทบ จิตทุกขณะที่ไม่ใช่จักขุวิญญาณ คือจิตเห็น โสตวิญญาณคือจิตได้ยิน ฆานวิญญาณคือจิตรู้กลิ่น ชิวหาวิญญาณคือจิตลิ้มรส กายวิญญาณคือจิตรู้สิ่งที่กระทบกาย นอกจากนั้นแล้วมีวิตักกเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    ใครรู้วิตักกเจตสิก ไม่รู้ใช่ไหม ถูกต้อง จะรู้ได้อย่างไร แม้แต่จิตที่กำลังเห็นยังไม่รู้เลย แล้วจะไปรู้จิตซึ่งเกิดดับสืบต่อโดยมีเจตสิกเกิดต่างจากจิตเห็น ก็เป็นสิ่งซึ่งไม่ใช่ปัญญาระดับขั้นฟังแน่นอน และถึงแม้ว่าจะเป็นปัญญาที่เข้าใจสภาพธรรมก็ต่อเมื่อสภาพธรรมนั้นปรากฏเท่านั้น ถ้าวิตักกเจตสิกไม่ปรากฏความเป็นสภาพธรรมที่จรดในอารมณ์ จะไปรู้วิตักกเจตสิกได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นพระอัครสาวกรู้ได้ ก็แสดงให้เห็นถึงปัญญาที่ต่างกัน

    เพราะฉะนั้นไม่ประมาทเลยว่าปัญญาจากการฟังน้อยนิดเพียงใด อย่าเพิ่งไปละกิเลส ดับกิเลส หมดกิเลสถึงนิพพานอะไรได้เลย เป็นสิ่งซึ่งลวงให้เข้าใจคิดว่าเพียงเท่านี้ก็เข้าใจธรรมแล้ว พูดถึงจิตก็รู้จิต พูดถึงเจตสิกก็รู้เจตสิก ไม่ใช่อย่างนั้นเลย มีจิตมีเจตสิกจริง แค่ได้ยินได้ฟัง ทรงอุปมาว่าระหว่างที่ยังไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมคือกำลังหลับ ยังไม่ตื่น ถ้าตื่นคือเข้าใจถูกในลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ รู้ความจริง แต่ต้องจากขั้นการฟัง

    เพราะฉะนั้น ปัญญาก็มีหลายระดับมาก สุตมยญาณหรือสุตมยปัญญา จินตามยปัญญา เกิดจากการฟังและไตร่ตรอง ไม่ใช่เรา เข้าใจเมื่อไรเมื่อนั้นก็เป็นปัญญาที่เกิดจากการฟัง ฟังแล้ววันนี้ลืมไหม กลับไป จำได้หรือเปล่าหรือคิดถึงคำว่า "วิตักกะ" หรือ "สัมมาสังกัปปะ" ซึ่งเป็นมรรคองค์หนึ่ง เจตสิกหนึ่งในเจตสิก ๘ ซึ่งเป็นหนทางที่จะทำให้เข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมที่ปรากฏ ห้ามความคิดได้ไหม ห้ามความจำได้ไหม ฟังแล้วจำได้แค่ไหนเพราะเข้าใจแค่นั้นหรือไม่ หรือว่าฟังแล้วไม่เข้าใจก็เลยจำผิดๆ ใช่ไหม ก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นกว่าจะเป็นความเห็นถูกเพราะจำถูกด้วย

    ไม่ลืมเลยว่าขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราว ใครเข้าใจถึงระดับนี้บ้าง เพราะว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่คิด แต่ละหนึ่งที่สั้นมากเร็วมาก แยกไม่ออกจึงรวมเป็นฆนสัญญา จำแม่นยำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง กว่าจะค่อยๆ ฟังเข้าใจจนกระทั่งเป็นผู้รอบรู้ในพระพุทธพจน์ ไม่ใช่เพียงฟังแล้วจำชื่อ แต่ว่าสามารถเข้าใจจริงๆ ไม่ว่าได้ยินได้ฟังอีกเมื่อไร

    ม้ากัณฐกะระหว่างที่เป็นม้าไม่ได้รู้เรื่องเลย แต่ว่าหลังจากที่จากโลกนี้ไปแล้ว การสะสมของปัญญาความเห็นถูก เป็นเหตุที่จะทำให้จิตที่เกิดปฏิสนธิสืบต่อจากจุติจิตขณะสุดท้ายที่เป็นม้ากัณฐกะ จิตนั้นเกิดพร้อมด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นเลือกไม่ได้เลยว่าชาติไหน ปฏิสนธิจิตของใครจะมีปัญญาเกิดร่วมด้วย แต่จะรู้ได้ มีการได้ฟังพระธรรมไหม ฟังแล้วเข้าใจไหม ฟังแล้วมีศรัทธาเห็นประโยชน์ที่จะฟังต่อไปอีก เพื่อที่จะเข้าใจต่อไปอีกหรือไม่ นี่ก็คือเพียงแค่สองเจตสิกที่เป็นองค์มรรค ความเข้าใจถึงความเข้าใจไม่ใช่ถึงชื่อ แต่กว่าจะเข้าใจจริงๆ แต่ละหนึ่งที่ไม่ใช่เราเลย และกว่าจะเป็นสัมมาทิฏฐิจริงๆ กว่าจะเป็นสัมมาสังกัปปะจริงๆ เพราะเหตุว่าความคิด ถึงฟังธรรมก็คิดเรื่องอื่น เห็นไหม วิตักกเจตสิกก้าวไปสู่อารมณ์อื่น ไม่ใช่อารมณ์ที่กำลังปรากฏที่กำลังเข้าใจ เพราะฉะนั้นกว่าจะฟังแล้วเข้าใจสิ่งที่มีจริงตรงตามที่ได้ฟัง ถึงจะรู้ว่านั่นคือมรรค เพราะว่ามีความเข้าใจในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ

    วันนี้ขอพูดเรื่องความสุขที่แท้จริง เพราะว่าได้ยินคำว่าความสุขต้องตรงกันข้ามกับความทุกข์ แต่ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ว่าจะพูดถึงอะไรก็ตาม ต้องเข้าใจชัดเจนถูกต้องจริงๆ ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร ทุกคนต้องการความสุขที่แท้จริงหรือเปล่า เพราะเหตุว่าความสุขที่มีอยู่แต่ละวันเพียงเล็กน้อย ชั่วขณะที่เมื่อครู่นี้รับประทานอาหารอร่อย ก็เป็นความสุข หรือตั้งแต่เช้าเห็นดอกไม้สวย ขณะที่เห็นนั้นก็เป็นความสุขที่เกิดจากการเห็น แต่ว่าเป็นความสุขที่แท้จริงหรือไม่ เพราะว่าเป็นความสุขที่ชั่วคราว แต่ละขณะก็หมดไปแล้ว อย่างอาหารเมื่อครู่นี้ คิดถึงตามความเป็นจริง ทุกคนเกิดแล้วต้องรับประทาน และเวลาที่ได้เห็นสิ่งที่น่าพอใจ ขณะนั้นก็มีความรู้สึกสบายใจไม่เดือดร้อนใจก็เป็นความสุข เห็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ มีความสุขไหมที่จะได้รับประทาน เห็นไหมมีความสุขที่จะได้รับประทานก็ไม่รู้ และความสุขเล็กน้อยที่จะได้รับประทานก็หมดไป เพราะมีความสุขที่มากกว่านั้นอีกแต่ยังไม่เกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้น ชีวิตประจำวันเล็กๆ น้อยๆ ก็จะเห็นได้ว่ามีความสุขเล็กๆ น้อยๆ ชั่วครั้งชั่วคราวที่เกิดขึ้นปรากฏแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นต้องมีความสุขอื่นเป็นความสุขที่แท้จริง แต่ยังไม่รู้ว่าความสุขนั้นคืออะไร ก็ไม่สามารถที่จะพบความสุขนั้นได้ ต้องรู้จักสิ่งที่มีจริงๆ จึงจะรู้ว่าที่ชื่อว่าความสุขที่มีจริงนั่นคืออะไร

    เวลาเห็นอาหารมีความสุขไหม มีแน่ๆ เห็นอาหารที่พอใจ แล้วก็กำลังจะเอื้อมมือไปตักอาหารที่ชอบ หวังอะไรหรือเปล่า ไม่รู้ตัวเลยว่าชีวิตแต่ละขณะนี้มีแต่ความหวัง ทั้งๆ ที่สิ่งที่ปรากฏก็เป็นสิ่งที่ดีน่าพอใจติดข้องอยู่แล้ว แต่ก็หวังในขณะที่สิ่งนั้นยังไม่เกิด เพราะว่าอาหารเพียงแต่อยู่บนโต๊ะ ยังไม่มาถึงปาก ยังไม่มาถึงจาน แต่มีความติดข้องพอใจที่ได้เห็นอาหารที่ชอบ เมื่อวานนี้ใครชอบรับประทานอาหารอะไร พอเห็นอีก สุขไหม ชอบไหมที่ได้เห็นอาหารนั้นอีก แต่ก็ยังหวังที่จะได้ลิ้มรสนั้นจากการแต่ละขณะที่เคลื่อนไป เอื้อมมือไปเพื่อที่จะตักอาหารนั้น เพื่อที่จะถึงขณะที่ลิ้มรส หวังตลอด แต่ไม่เคยรู้เลย พอเห็นแล้วมีสิ่งที่น่าพอใจแล้วก็หวังต่อไป เพราะฉะนั้นชีวิตก็เต็มไปด้วยความหวัง แต่ว่าความหวังนั้นจะเป็นจริงหรือว่าจะสมหวังไหม ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย ตักอาหารมาแล้ว เกิดวันนั้นเปรี้ยวไป เป็นอย่างไร หวังว่าอาหารที่เคยรับประทานจะอร่อย แต่พอรสเปลี่ยนไป ไม่ใช่ความสุขแล้ว ไม่สมหวัง

    แม้แต่เพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ถ้าได้เข้าใจความจริง เพราะฉะนั้นสุขจริงๆ ต้องเป็นสุขที่เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมี เพราะอะไร เพราะว่าสิ่งนั้นกำลังมี สิ่งอื่นไม่มี เช่นในขณะที่ได้ยินเสียง เสียงมีปรากฏเดี๋ยวนี้เอง มีจริงๆ ปรากฏว่ามีชั่วคราวแล้วก็ดับไป ในขณะที่เสียงปรากฏไม่มีอย่างอื่นปรากฏเลย แต่หวังหรือเปล่า ไม่สิ้นสุดความหวังเลยสักอย่างเดียว ไม่ว่าอะไรจะกระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วใจก็คิดถึงสิ่งนั้นด้วยความหวัง ผู้ที่เป็นคุณหมอ กำลังคิดถึงคนไข้ แค่คิด หวังอะไรหรือไม่ อยู่ด้วยความหวังแต่ไม่เคยเห็นความหวัง และความหวังไม่มีจบไม่มีสิ้นสุดเลย แล้วแต่ว่าจะหวังเรื่องอะไร

    เพราะฉะนั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงแน่นอน เพราะเหตุว่าเพียงหวังแล้วได้ แล้วก็หวังต่อไปอีก เพียงหวังอีก แล้วก็ได้อีก แล้วก็หวังต่อไปอีก จะมีความสุขได้อย่างไรในเมื่อไม่รู้จักพอ และก็ไม่ได้เข้าใจความจริงว่าแท้ที่จริงแล้วขณะนั้นเป็นอะไร ไม่มีสิ่งอื่นเลย มีเพียงสิ่งเดียวที่กำลังปรากฏแต่ละทาง ทางตากำลังเห็น ถ้าเป็นความเห็นที่ถูกต้อง ขณะนั้นไม่มีอย่างอื่น มีเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นกับเห็นเท่านั้นแล้วก็หมดไป ในขณะที่เสียงปรากฏ ความจริงคือเสียงที่ปรากฏกับได้ยินที่ปรากฏแล้วก็หมดไป แต่หวังอะไรจากสิ่งที่เพียงปรากฏเพราะเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้จะเป็นความสุขที่แท้จริงได้ไหม ไม่มีการที่จะจบสิ้นความหวัง

    ยิ่งหวังมากยิ่งเป็นทุกข์ เพราะว่ามีความติดข้องด้วยความไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏ หลงเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ยั่งยืนไม่เกิดไม่ดับเลย เช่นมีคนที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่ ไม่มีการปรากฏว่าเกิดดับใช่ไหม เพราะไม่รู้ความจริงว่าแต่ละขณะจิต จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ ชีวิตก็เป็นอยู่ชั่วขณะจิตหนึ่งที่เกิดขึ้น ถ้าจิตนั้นดับแล้วไม่เกิดอีกเลย ไม่มีจิตอีกเลย ก็ไม่มีการที่จะเป็นเราหรือเป็นบุคคลหนึ่งบุคคลใด ดีไหม ข้อสำคัญที่สุดการรู้ความจริงไม่ได้หมายความว่าเราจะถึงการประจักษ์แจ้งความจริง เพียงแต่กำลังสะสมความเห็นถูก ความเห็นจริงๆ ในสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตายแต่ละขณะนี้ ความเห็นถูกคืออย่างไร และความไม่รู้คืออย่างไร

    เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังพระธรรมเลย ก็จะไม่รู้ แสวงหาความสุขด้วยความหวัง แต่ว่าไม่รู้ความจริงว่าหวังอะไรในสิ่งที่เพียงปรากฏแล้วก็หมดไป ทุกอย่างที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นบางคนอาจจะบอกว่าความสุขที่แท้จริงคือนิพพาน ไกลไหม คืออะไรก็ไม่รู้ เพราะว่าขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏแล้วไม่รู้ แล้วจะมีนิพพานเป็นอารมณ์ได้อย่างไร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่านิพพานสุข นอกจากจะมีความเข้าใจที่มั่นคง ที่รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าใจว่าเป็นเราเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน ความจริงก็เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง คิดดู แต่ละอย่างแยกย่อยออกไปแล้วก็เป็นธรรมหรือสิ่งที่มีจริงที่หลากหลายต่างกันมาก ตาก็ไม่ใช่หู ไม่ใช่คิด ไม่ใช่เสียง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงแต่ละหนึ่ง ซึ่งเมื่อรวมกันก็ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืนเพราะไม่รู้ความจริง

    เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นความสุขที่แท้จริง ด้วยปัญญาที่สามารถที่จะเห็นจริงๆ ว่าความสุขที่แท้จริงนั้นเมื่อเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีกำลังปรากฏ จนกระทั่งสามารถประจักษ์แจ้ง แล้วรู้ว่าสิ่งที่มีจริงขณะนี้เกิดปรากฏแล้วหมดไป สุขไหม เพียงเกิดปรากฏว่ามี สั้นมากชั่วคราวจริงๆ ยังไม่ทันจะเข้าใจถูกต้องแล้วก็ดับไป สุขจริงๆ หรือเปล่า จะเป็นสุขจริงๆ ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น สุขที่แท้จริงก็จะเริ่มจากความเห็นถูก ความเข้าใจถูกที่ทำให้ไม่ยึดมั่นในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง มีความติดข้อง อยากได้ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ในสิ่งที่เกิดดับก็ไม่รู้ และแม้แต่ขณะนี้ที่กำลังเห็น กำลังได้ยินก็ชั่วคราว ทั้งๆ ที่ฟังเข้าใจ เห็นไม่ใช่ได้ยิน ได้ยินดับไปแล้ว ความคิดดับไปแล้ว สุขดับไปแล้ว ทุกข์ดับไปแล้ว ชั่วคราวแต่ก็ยังยึดถือว่าเป็นเรา นี่คือความไม่รู้ และความเห็นผิดนานแสนนานที่สะสมมา แต่ต้องอาศัยความเข้าใจจริงๆ ว่าแท้ที่จริงแล้วไม่มีเรา

    ก่อนที่จะละความหวังและความติดข้องในสิ่งต่างๆ ได้ ต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ว่าเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น ปรากฏแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นต้องหมดการที่ยึดมั่นยึดถือสภาพธรรมที่รวมกันว่าเป็นเรา แต่ถ้ายังมีความเป็นเราก็ยังมีเขา ก็ยังมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด รูปร่างกายแม้แต่การเห็นการได้ยินซึ่งไม่ใช่รูปก็เป็นเรา แต่ว่าเราอยู่ไหน เมื่อครู่ที่ว่าเราได้ยินก็ดับไปแล้วหมดแล้ว ที่ว่าเราคิดเมื่อครู่นี้ก็ดับแล้วหมดแล้ว เพราะฉะนั้นยึดถืออะไรว่าเป็นเรา ยึดถือสิ่งที่มีแต่ชั่วคราว เกิดขึ้นและดับไปว่าเป็นเรา เพราะไม่รู้ความจริง และก็ยังมีความหวังอีกมากมายซึ่งทำให้ไม่จบสิ้น แล้วก็คิดว่าสามารถที่จะทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นได้ เพราะหวังว่าสิ่งนั้นจะเป็นอย่างนั้น

    คนทำอาหาร หวังอะไรหรือเปล่า หวัง ไม่ว่าใครทั้งนั้น คนปลูกดอกไม้ สวนกล้วยไม้ หวังอะไรหรือเปล่า ก็หวัง ไม่เห็นมีใครที่ไม่หวังเลย หวังแม้แต่อาหารที่อยู่ข้างหน้าที่จะรับประทานให้อิ่ม หวังว่ารสชาติจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็แล้วแต่ว่าความจริงเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า แต่ให้ทราบว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่เกิดแล้วปรากฏในขณะนี้ ไม่มีใครสามารถที่จะทำให้เกิดได้เลย แต่สิ่งนั้นเมื่อมีปัจจัยที่เหมาะสมควรที่จะเกิดก็เกิดเป็นอย่างนั้น แต่เพราะความไม่รู้ก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และถ้าเกิดที่ตัวเข้าใจว่ามีตัว ก็ยึดถือสิ่งนั้นว่าเป็นเราเป็นตัวของเรา

    เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องมีความเห็นที่ถูกต้อง ถ้ามีความเห็นถูกต้องมีความเข้าใจถูกจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ต้องเป็นสุข จะเข้าใจได้มากน้อยสักแค่ไหนก็ฟังอีกเพื่อที่จะรู้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ มิฉะนั้นจะไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงประจักษ์แจ้งความจริงเดี๋ยวนี้ขณะนี้ตามความเป็นจริงทุกขณะทุกอย่าง และก็ทรงแสดงความจริงนั้นให้คนอื่นได้เข้าใจตามด้วย แล้วแต่อัธยาศัยว่าสะสมมาที่จะเข้าใจได้มากหรือน้อย แต่ไม่ได้หวังให้ใครเปลี่ยนแปลงทันทีจากการที่เคยสะสมมาแล้วก็จะเป็นอีกคนหนึ่งได้ จากการที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราแล้วจะหมดการยึดถือได้ทันที เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย จากการที่เคยหวังแล้วหวังอีกโดยไม่รู้ตัว หวังไปเรื่อยๆ ทุกขณะ จะให้หมดความหวังให้เข้าใจแจ่มแจ้งก็เป็นไปไม่ได้

    เพราะฉะนั้น แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ทรงแสดงพระธรรมด้วยพระมหากรุณาเพื่อให้คนอื่นพิจารณาไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตนเองทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ ฟังค่อยๆ เข้าใจ เพราะว่าพระผู้มีพระภาคตรัสแสดงความจริงของสภาพธรรมที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ขณะที่ล่วงไปแล้ว ไม่เหลือเลย ขณะที่ยังไม่มาถึง ยังไม่เกิดที่จะให้ความจริงว่าเป็นอะไร ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ลักษณะของสิ่งที่มีข้างหน้าได้เลยแม้แต่เพียงขณะเดียวว่าจะเป็นอะไร เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้เท่านั้นที่จริงแน่ เพราะว่าเกิดแล้วและก็ปรากฏด้วย เพราะฉะนั้นสามารถที่จะมีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ ทั้งหมดเป็นพระพุทธพจน์ซึ่งตรัสรู้ความจริง

    เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่มีความเห็นอื่น เข้าใจอื่น คิดเอง จะถูกไหม เพราะว่าความจริงเป็นอย่างนี้ก็ต้องค่อยๆ เข้าใจความจริงอย่างนี้ โดยการที่ฟังต่อไปอีก เพียงฟังวันเดียวครั้งเดียวไม่พอ เป็นการค่อยๆ อบรมความเห็นถูกความเข้าใจถูก จนก่อนที่จะดับกิเลสได้ ก่อนที่จะดับการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน และเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ จะต้องค่อยๆ คลายความติดข้องเพราะไม่รู้ ไม่ใช่ทันทีเลย แต่จากการค่อยๆ ฟังทีละเล็กทีละน้อยก็จะเป็นความจำที่ค่อยๆ มั่นคงขึ้น เหมือนกับที่เราจำว่าเป็นดอกไม้ พอเห็นก็จำได้เลย เพราะเหตุว่าสะสมการที่จะจำอย่างนี้มานาน พอเห็นก็รู้ได้เลยทันที ฉันใด ถ้าเรากำลังสะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีในขณะนี้ว่าสิ่งที่มีในขณะนี้จริงๆ จะมีลักษณะที่ต่างกัน อย่างทางตา สิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่ใช่เห็น ทางหู เสียงที่ปรากฏว่ามีจริงๆ ไม่ใช่ได้ยิน นี่คือไม่ใช่เราเลยสักขณะเดียว เป็นธรรมหรือเป็นธาตุที่มีลักษณะเฉพาะอย่าง ที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นในขณะนั้น จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีค่าในโลกนี้ทั้งหมด จะเทียบกับปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไหม ไม่มีทางที่เป็นไปได้เลย สมบัติก็พลัดพรากหายไปได้ ที่ใช้คำว่าผลัดกันชม ชั่วระหว่างที่มีชีวิตอยู่มีสมบัติมากมายมหาศาล พอจากไปแล้วก็เป็นของคนอื่น แต่ว่าปัญญาสามารถที่จะติดตามไปตั้งแต่ครั้งที่เป็นพระโพธิสัตว์ สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกพร้อมด้วยความดี ความดีเริ่มจากการที่ว่าไม่คิดถึงตัวเอง หมายความว่าไม่ใช่คนที่เห็นแก่ตัว ถ้าเป็นคนที่ติดข้องในตัวเองมาก สละอะไรไม่ได้เลย ก็ช่วยใครไม่ได้เลย ทำอะไรที่ดีก็ไม่ได้เลย หวังอย่างเดียวเพียงว่าตัวเองจะเป็นสุขจะสบาย เพราะฉะนั้น ความเข้าใจถูกความเห็นถูกก็ต้องยาก แต่ว่าหนทางที่จะค่อยๆ รู้ และค่อยๆ อบรม ก็คือว่าพระโพธิสัตว์มีการทำประโยชน์แก่คนอื่นทุกชาติที่เป็นพระโพธิสัตว์

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะอบรมคุณความดี เพื่อสละความยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราหรือเป็นของเรา เพราะรู้ความจริงได้ ก็ต้องเป็นผู้เริ่มที่จะเห็นประโยชน์ในการที่จะอนุเคราะห์คนอื่น นี่ก็เป็นคุณความดีที่จะเห็นได้ว่า เมื่อไรที่คิดถึงคนอื่นด้วยความหวังดีที่จะเกื้อกูลช่วยเหลือ ขณะนั้นสละการที่เราจะต้องเป็นอย่างนี้ เราต้องสบายอย่างนี้หรือเราจะต้องทำอย่างนี้ ค่อยๆ อบรมไปจนกว่ามีโอกาสจะได้ฟังพระธรรมอีกแล้วๆ เล่าๆ ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ พิจารณาจนกระทั่งค่อยๆ เห็นถูกขึ้นตามความเป็นจริง จึงสามารถถึงขณะกาลที่ปัญญาสมบูรณ์ เพียงฟัง แต่สละความยึดมั่น และบำเพ็ญคุณความดีที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ทำให้ปัญญาขณะนั้นเกิดขึ้นเพราะไม่มีอะไรที่จะปิดบัง

    ขณะนี้ที่ความจริงไม่ปรากฏเพราะอวิชชาความไม่รู้ และความติดข้องปิดบังจนกระทั่งแม้สภาพธรรมเป็นอย่างนี้เกิดขึ้นและดับไป ก็ไม่สามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจความหมายของบารมี ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า "ปาระมี" เพราะเหตุว่าเป็นธรรมที่จะทำให้ถึงอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นฝั่งที่ดับกิเลส

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    21 ธ.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ