ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๐๗
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมคลาร์ก เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย
วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕
ผู้ฟัง ได้สนทนาเรื่องมหาสติปัฏฐานกับรุ่นพี่แล้วเหมือนกับว่าความเข้าใจไม่ตรงกัน เท่าที่ฟังก็คือเราฟังธรรมให้เข้าใจเรื่องของสติ ซึ่งสติจะเกิดเองเมื่อเหตุปัจจัยพร้อม แล้วสติที่เกิด อาจจะเกิดที่ฐานใดฐานหนึ่งในสี่ฐาน เลือกไม่ได้ บังคับไม่ได้ นี้คือเข้าใจถูกใช่ไหม
ท่านอาจารย์ สังเกตได้เลยจากคำถามว่าเข้าใจถูกใช่ไหม คือไม่ใช่ แล้วก็ไม่ถูกด้วย ถ้าเข้าใจถูกก็จะมีความแน่ใจและไม่ต้องถาม ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าได้เข้าใจคำที่พูดหลายคำ ขอสอบถามว่าเข้าใจจริงๆ เพียงใด สติเป็นกุศลหรือไม่
ผู้ฟัง สติเป็นกุศล
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้สติเกิดหรือไม่
ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้สติไม่เกิด
ท่านอาจารย์ ในขณะที่ฟังธรรมเข้าใจไหม
ผู้ฟัง เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะนี้สติเกิดหรือไม่ ขั้นใด
ผู้ฟัง สติเกิด ขั้นการฟัง
ท่านอาจารย์ การฟังเข้าใจก็จะทราบว่าขณะนี้มีสติ เราพูดถึงสติ แต่สติปรากฏลักษณะที่เป็นสติให้รู้หรือไม่ว่านั่นเป็นสติ หรือเพียงฟังว่าขณะที่เข้าใจมีสติเกิดแน่นอน แต่ว่าลักษณะของสติก็ไม่ปรากฏให้รู้ว่าเป็นสติ จะชื่อว่าเรารู้จักสติหรือยัง เพียงแต่ฟังแล้วก็เข้าใจถูกว่ามีสติ เพราะขณะที่เข้าใจตรงกันข้ามกับขณะที่ไม่เข้าใจ
ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมากและลึกซึ้งด้วย เพราะฉะนั้นความรู้ก็มีหลายระดับขั้น จากการที่ไม่เคยฟังเลยก็ไม่มีความเข้าใจอะไรสักอย่างเดียว แต่ว่าเวลาฟังแล้วมีแต่ชื่อ เพราะว่าตัวจริงๆ เกิดขึ้นทำกิจการงานอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะนี้สติก็เกิด แต่สติก็ไม่ได้ปรากฏ และไม่ใช่แต่เฉพาะสติอย่างเดียว ศรัทธาก็มี หิริก็มี โอตตัปปะก็มี อโลภะ อโทสะ มีสภาพธรรมหลายอย่างเกิดร่วมกันในหนึ่งขณะ และในหนึ่งขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีความเข้าใจลักษณะของแต่ละอย่าง เพียงแต่ฟังและได้ยินคำว่าธรรมซึ่งหมายความถึงสิ่งที่มีจริง
ขณะนี้ก็มีสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงขณะนี้เป็นธรรมเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นได้ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป นี่คือความเข้าใจ "เรื่องของธรรม" เป็นอย่างนี้หรือไม่ตั้งแต่ฟังมา คือเข้าใจเรื่องของธรรม แต่ว่าลักษณะของธรรมแต่ละอย่างมีจริงๆ เกิดดับเร็วมาก เพราะฉะนั้นการที่จะรู้จริงว่า ธรรมที่เรากล่าวถึงแต่ละหนึ่งเป็นอย่างไร สามารถที่จะรู้ในขณะที่เพียงเข้าใจเรื่องราวได้ไหม ที่ว่าไม่ได้ก็มี ที่ว่าได้ก็มี เพราะฉะนั้นแม้แต่การฟังเรื่องเดียวกัน ก็จะเห็นได้ว่าความเข้าใจก็ต่างกันไป
ขอถามอีกครั้งหนึ่งว่า จากการที่ไม่เคยฟังธรรมเลย ไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่มีจริงในขณะนี้มีจริงๆ เพราะเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดจะมีได้อย่างไร แต่สิ่งที่มีจริงในขณะนี้ก็หลากหลาย เวลาพูดถึงสติ ก็รู้ว่าเป็นธรรมฝ่ายดี และขณะนี้ที่กำลังเข้าใจธรรมก็ต้องมีสติแน่นอน เพราะเข้าใจ และนอกจากสติแล้ว ยังมีศรัทธาคือสภาพจิตที่ผ่องใสในขณะที่เข้าใจ และยังมีหิริ มีโอตตัปปะ เพราะเราฟังขณะนี้จึงได้เข้าใจ แต่ที่ฟังธรรม ถ้าไม่มีหิริคือละอายที่จะไม่รู้ จะฟังไหม
เพราะฉะนั้นคนที่ฟังธรรมก็คือเพราะหิริ ละอายที่จะไม่รู้ เป็นสภาพธรรมที่เป็นฝ่ายดีที่เป็นกุศล จึงฟัง มีโอตตัปปะ มีอโลภะ มีอโทสะ มีสภาพธรรมฝ่ายดีหลายอย่างมากในขณะนี้ที่ร่วมกันเกิดขึ้นและดับไป แล้วรู้ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งนั้นหรือไม่ ในขณะที่เพียงฟังเข้าใจเท่านี้ จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งได้ไหม แม้รู้ว่ามีจริงๆ จากการฟัง แต่ว่าลักษณะใดปรากฏให้รู้หรือไม่ว่าเป็นแต่ละหนึ่ง อโลภะเป็นอโลภะ อโทสะเป็นอโทสะ ศรัทธาเป็นศรัทธา หิริเป็นหิริ โอตตัปปะเป็นโอตตัปปะ ลักษณะแต่ละหนึ่งกำลังมีในขณะนี้ แล้วสภาพธรรมเหล่านี้ปรากฏให้รู้ว่ามีจริงๆ ในขณะนี้แต่ละหนึ่งตามความเป็นจริงหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าถ้าปรากฏต้องชัดเจน ต้องแยกกันเป็นแต่ละหนึ่ง เราเรียกชื่อมานาน เรียกชื่อทั้งนั้นเลย โลภะก็เรียก โทสะก็เรียก โมหะก็เรียก เรียกแต่ชื่อ แต่ว่าลักษณะจริงๆ เกิดแล้วดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ เช่นในขณะนี้เห็นไม่ใช่ได้ยิน ใครรู้ ต้องเป็นปัญญาที่สามารถที่จะรู้ความต่างของเห็นกับได้ยิน แต่เห็นก็มีสภาพธรรม เช่น ผัสสะเป็นสภาพที่กระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น แล้วก็มีเวทนาความรู้สึก มีสภาพที่จำเกิดร่วมด้วย และมีสภาพที่ขวนขวายกระทำกิจให้การเห็นขณะนี้เกิดขึ้นเห็นเป็นไป นี่คือสภาพธรรมแต่ละหนึ่งไม่ปะปนกันเลย
ด้วยเหตุนี้ แม้เป็นสภาพรู้ก็ยังแยกเป็นจิตกับเจตสิก จิตคือสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เช่นเห็นเป็นจิต เพราะเห็น เห็นอะไร เห็นสิ่งที่ปรากฏ ขณะนี้เป็นอื่นไม่ได้เลย สิ่งที่ปรากฏหลากหลายมากมาย แต่เห็นขณะนี้ต้องเห็นสิ่งนี้ที่ปรากฏให้เห็น ไม่ใช่สิ่งอื่นที่หลากหลายที่เห็นก่อนๆ นี้ ต่างกันแล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้นแม้แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็หลากหลายมาก
ด้วยเหตุนี้ ถ้าเข้าใจจริงก็คือว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นขณะนี้ไม่พร้อมกับเสียงที่ปรากฏให้ได้ยิน แล้วรู้อะไรว่าขณะใดเป็นเห็น ขณะใดเป็นได้ยิน มีทั้ง ๒ อย่างในขณะนี้ ในขณะที่เหมือนได้ยินก็มีเห็นด้วย หรือใครไม่เห็นเลยในขณะที่กำลังได้ยิน ธรรมต้องตรงและจริง เพราะฉะนั้นความเข้าใจต้องเจริญตามลำดับขั้น ด้วยการใส่ใจพิจารณาเข้าใจคำที่ได้ฟัง
จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เสียงมีหลายเสียง และเสียงแต่ละเสียงที่ปรากฏว่าเป็นแต่ละเสียงได้ก็เพราะจิตรู้แจ้งในแต่ละเสียง เป็นสภาพรู้ที่รู้แจ้งจริงๆ ในสิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่ความรู้สึก ไม่ใช่ความจำ เพราะฉะนั้นในขณะที่ได้ยินเสียง ก็มีความรู้สึกในเสียงด้วย ชอบหรือไม่ชอบ หรือว่าสุขหรือทุกข์หรือเฉยๆ เป็นสภาพธรรมหลากหลายในชีวิตประจำวันแต่ละหนึ่ง ซึ่งรวมแล้วไม่ได้รู้สักอย่างหนึ่ง รวมแล้วก็เป็นเรา แต่ผ่านไปแล้วหมด แล้วก็จำได้ แต่ไม่ใช่กำลังรู้สิ่งที่กำลังปรากฏด้วยความเห็นถูกความเข้าใจถูกว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แต่เข้าใจใช่ไหม ขณะที่กำลังเข้าใจก็ไม่ใช่เป็นการรู้สภาพธรรมแต่ละหนึ่ง
เพราะฉะนั้นก็เป็นการเข้าใจเรื่องราวของธรรม จึงมีปริยัติ พระธรรมที่ทรงแสดงก็เพื่อให้มีความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริง แต่ว่าสิ่งที่มีจริงลึกซึ้งมากละเอียดมาก ไม่ใช่ว่าเพียงเราฟังแล้วเราก็รู้ว่าเข้าใจแล้ว พูดถึงเห็น เห็นก็มี ไม่ใช่เรา ก็เข้าใจ ได้ยินก็ได้ยิน ไม่ใช่เราก็เข้าใจ เพียงเท่านี้ไม่ใช่ความลึกซึ้งเลย แต่ถ้านึกถึงการที่กว่าจะรู้ได้ต้องรู้จริงๆ แต่ละหนึ่ง ในขณะที่สภาพธรรมนั้นกำลังปรากฏให้รู้ ยากไหม นานสักเท่าไรถึงจะรู้ได้ ๔ อสงไขยแสนกัปป์บ้าง แสนกัปป์บ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเวลาว่านานเท่าไร เพียงเข้าใจ และเริ่มเข้าใจ ความเข้าใจจะค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องไปคิดถึงกาลเวลาเลย แต่ต้องเป็นคนที่ตรงจริงๆ ที่รู้ว่าขณะนี้ที่กล่าวว่า เห็นไม่ใช่เรา ตรงจากการฟัง แต่ว่ายังไม่ตรงในขณะที่กำลังเห็น ใช่ไหม
เพราะฉะนั้นธรรมจึงมีหลายขั้น ขั้นปริยัติคือการฟังแล้วเข้าใจ และเห็นความลึกซึ้ง แล้วรอบรู้ในการที่ธรรมนั้นๆ เป็นอนัตตาคือไม่ใช่เรา ถ้าฟังแล้วยังคงเป็นเราอยู่ ก็แสดงว่ายังไม่ได้รอบรู้ในความไม่ใช่เราแม้ในขั้นการฟัง เพราะฉะนั้นในขั้นการฟัง เพียงแต่บอกว่าทุกอย่างเป็นธรรม ไม่พอที่จะละความติดข้องที่ยึดถือว่ายังคงเป็นเราอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการฟัง ขาดไม่ได้เลย ถ้าขาดเมื่อไรก็คือว่าปัญญาไม่เจริญ ที่มีอยู่แล้วก็เสื่อมไปอีก เพราะความไม่เข้าใจ เพราะโลภะ เพราะโทสะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในทางฝ่ายอกุศลเจริญขึ้น เพราะฉะนั้นปัญญาที่มีเพียงเล็กน้อยก็เสื่อมคือไม่เจริญขึ้นอีก เพราะมีอกุศลทับถม
การที่เราจะมีความเข้าใจจริงๆ ก็จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เพียงฟังชั่วคราว หรือเพียงครั้งสองครั้ง หรือว่าฟังเอง เข้าใจเอง คิดเอง โดยไม่มีการสนทนาที่จะได้ความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติม
ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมก็เป็นมงคลอันอุดม การสนทนาธรรมก็เป็นมงคลด้วย เพราะเหตุว่าอะไรก็ตามที่จะทำให้จากความไม่รู้ความจริง นานแสนนานของความไม่รู้เหมือนความมืดสนิท แล้วเริ่มเข้าใจแม้เพียงเล็กน้อย ก็ต่างกับเวลาที่ไม่เข้าใจ จะเห็นความต่างชัดเจน เหมือนกับแสงสว่างในท่ามกลางความมืดสนิท แล้วแต่ว่าความสว่างนั้นจะมากขึ้นพอที่จะให้เข้าใจสิ่งที่มีในความมืดนั้นได้มากน้อยเพียงใด
ขณะนี้ศรัทธามีไหม หิริมีไหม โอตตัปปะมีไหม อโลภะมีไหม อะไรปรากฏให้รู้แต่ละหนึ่งหรือยัง ก็ยัง นี่คือความถูกต้อง เพราะฉะนั้นจึงมีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ถ้าเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะไม่ลึกซึ้งไม่มี แม้แต่คำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ก็เพียงแค่เข้าใจโดยคำว่ามีจริง แต่ยังคงไม่ใช่ธรรม เพราะเหตุว่ายังเป็นเรา ยังไม่มีลักษณะที่แสดงว่าไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีจริงๆ เกิดขึ้นแล้วดับไป
เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง และจะตรงได้ต่อเมื่อฟังแล้วพิจารณา เมื่อเข้าใจก็เข้าใจ เข้าใจเพียงเท่านี้ก็เข้าใจเพียงเท่านี้ บางคนคิดว่าเข้าใจเพียงเท่านี้ก็จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ก็เป็นไปไม่ได้และไม่ถูกต้อง เหตุไม่สมควรแก่ผล ฟังแล้วเข้าใจเท่าใด ความจริงเพียงเท่านั้นก็ค่อยๆ เจริญขึ้น แล้วรู้ด้วยว่าขณะนั้นยังเป็นปริยัติ คือกำลังฟังเรื่องราวของธรรม หรือว่ากำลังเป็นขณะที่ถึงลักษณะหนึ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้ด้วยความเข้าใจ
ท่านอาจารย์ สติคืออะไร
ผู้ฟัง คือสภาพธรรมฝ่ายดี เป็นการระลึกได้ถึงสภาพธรรมทีละอย่างๆ ที่กำลังปรากฏ
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้สิ่งที่มีจริงขณะนี้ สติระลึกหรือยัง
ผู้ฟัง ยัง
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคนอื่นจะรู้จิตของคนอื่นได้ไหม ก็ไม่ได้ ต้องเป็นผู้นั้นเองที่จะตอบ ถ้ามีคนบอกว่าขณะนี้คุณหมอสติเกิดแล้ว รู้จริงไหม
ผู้ฟัง เมื่อก่อนเชื่อ เพราะคิดว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในการรู้จิตรู้ใจคนอื่น แต่เดี๋ยวนี้คิดว่าเราเชื่อตัวเองมากกว่า แต่ก็ยังปัญญาน้อยนิด อาจจะต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์ เชื่อตัวเองไม่ได้ เพราะความรู้ยังไม่พอ เราจะรู้เองด้วยตัวเองได้หรือ คิดดูว่าเราเป็นใคร มีตั้งหลายอย่างในวันหนึ่งๆ แล้วเราจะรู้ด้วยตัวเองในทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ทรงตรัสรู้ตรัสไว้ดีแล้ว ใครจะรู้อย่างพระองค์ที่ตรัสไว้ดีแล้วได้ เพราะไม่ได้อบรมมาที่จะรู้ถึงอย่างนั้น แต่สามารถที่จะรู้ตามที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว ไม่ใช่เราคิดเองหรือไปเพิ่มเติม แต่ต้องศึกษาอย่างละเอียดจริงๆ ด้วยความเคารพจริงๆ ด้วยความตรงและเข้าใจจริงๆ ว่าเข้าใจเพียงใด
เพราะฉะนั้นจะใช้คำว่าสติปัฏฐานง่ายๆ โดยที่ยังไม่ได้เข้าใจธรรมจริงๆ เป็นไปได้ไหม ไม่ได้เลย แต่ถ้ามีความเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น จะสามารถรู้ได้ไหมว่าขณะใดเป็นการฟังเรื่องราวของธรรม และขณะใดเป็นขณะที่กำลังถึงลักษณะที่เป็นธรรม คือสามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏแต่ละหนึ่ง ปนกันไม่ได้เลย เพราะว่าธรรมไม่ได้ปะปนกัน
ท่านอาจารย์ ตอนนี้จะพูดถึงสติปัฏฐานง่ายๆ ไหม
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ จะพูดถึงอะไรดีถ้าไม่พูดถึงสติปัฏฐาน ก็พูดถึงสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ให้เข้าใจขึ้น เมื่อเข้าใจขึ้น จะทราบว่าสติปัฏฐานไม่ได้ต่างจากขณะนี้เลย จะต่างจากขณะนี้ได้อย่างไร เห็น ได้ยิน แล้วมีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏเมื่อไร เมื่อนั้นคือไม่ใช่เพียงขั้นฟัง แต่พูดว่า "เห็นเป็นธรรม" คำนี้คำเดียวต้องตรง
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้เห็นเป็นธรรมหรือยัง
ผู้ฟัง ยังไม่เห็น
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเห็นเป็นธรรมหมายความถึงว่าไม่ใช่เรา ถ้าใช้คำว่าธรรม ไม่ใช่ใช้ง่ายๆ ตอบง่ายๆ เห็นเป็นธรรมใครก็พูดได้ แต่ว่าความหมายของธรรมคือไม่ใช่เรา เห็นขณะนี้ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการฟังมาก่อนเลยว่าไม่ใช่เราเพราะเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป กว่าจะรู้อาการเห็นคือลักษณะที่เห็นจริงๆ ที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ก็นาน เพราะเหตุว่าเห็นเกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วก็คิดเรื่องเห็น กับกำลังรู้ลักษณะที่เห็นที่ไม่ใช่เราในขณะที่กำลังเห็น
นี่ก็เป็นการเริ่มของปัญญาอีกระดับหนึ่งซึ่งต้องมาจากความเข้าใจ โดยที่ไม่หวัง ไม่รอคอย เพราะเหตุว่าหวังได้อย่างไร หวังคือไม่เข้าใจ แต่ถ้าฟังเมื่อไรเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ก็จะรู้ในความเป็นอนัตตาว่าธรรมทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เห็นเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้ยินเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ปัญญาเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย สติเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ทุกอย่างเกิดไม่ได้เลยถ้าไม่มีปัจจัยที่เหมาะสมที่จะให้สภาพนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น
เคยโกรธไหม เคยขุ่นใจไหม อะไรเล็กน้อยกว่ากัน ขุ่นใจก็เล็กน้อยกว่า กำลังมีเหตุที่จะให้เกิดขุ่นใจ จะให้ขณะนั้นเป็นความโกรธอย่างแรงได้ไหม ก็ไม่ได้ และเวลาที่เกิดโกรธอย่างแรง จะให้เป็นเพียงขุ่นใจได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาให้อะไรเกิดขึ้นได้เลย ทุกอย่างในขณะนี้ให้ทราบว่าเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่สามารถที่จะเป็นอื่นจากเหตุปัจจัยได้ ค่อยๆ ละความไม่รู้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น และเวลาที่มีการเข้าใจลักษณะที่ได้ยินได้ฟังมานาน แต่ผ่านไปโดยไม่รู้ลักษณะนั้นก็เริ่มรู้ว่า ลักษณะนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ขณะนี้มีแข็งกำลังปรากฏไหม แล้วแข็งเป็นอะไร แข็งไม่ใช่เราแล้วแข็งเป็นอะไร มีคนตอบเบาๆ ว่าแข็งเป็นธรรม เหมือนกับคำตอบซึ่งไม่ผิด อย่างไรตอบมาแล้วไม่ผิดแน่ใช่ไหม แต่ว่ามีความเข้าใจเพียงใด แข็งมี แข็งไม่ใช่เรา แข็งเป็นธรรม อะไรอีกที่จริงที่ตอบได้แน่ๆ แข็งมีจริง แข็งไม่ใช่เรา แข็งเป็นธรรม เพิ่มขึ้นอีกคือแข็งเป็นแข็ง
เห็นไหมว่าค่อยๆ ตรงขึ้น แต่ก็ลืมบ่อย ฟังแล้วก็ลืม ฟังอีกก็ลืมอีก เพราะไปจำเรื่องอื่นไว้มาก และเรื่องที่เราคิดว่าสำคัญในแต่ละชาติ เป็นเรื่องราวของสิ่งที่มีจริง แต่ว่าไม่ใช่ลักษณะจริงๆ ที่เป็นธรรม เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่มีจริงก็ถูกปกปิดด้วยอวิชชาความไม่รู้ ไม่มีใครสามารถที่จะค้นพบรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง เพราะว่าความไม่รู้ปิดบัง ความไม่รู้รู้ไม่ได้เลย ไม่รู้คือไม่รู้ เป็นลักษณะหนึ่งที่มีจริงเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่มีจริงทั้งหมดเปลี่ยนไม่ได้ สิ่งใดที่มีจริงก็มีลักษณะเฉพาะของตน ถ้าพูดถึงความไม่รู้มีไหม มี เป็นธรรมหรือไม่ เป็นธรรม เป็นเราหรือไม่ ไม่ใช่เรา แล้วเป็นอะไร ก็เป็นความไม่รู้ จะเป็นความรู้ไม่ได้ นี่คือเราค่อยๆ เข้าใจตามที่ได้ฟังเพียงเล็กน้อย จนกว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง "จริงเมื่อปรากฏ" ไม่ต่างกับที่เคยได้ฟังเลยแม้สักเล็กน้อย
อย่างเช่น "แข็ง" กำลังปรากฏ ถ้าถามเด็ก เด็กรู้ไหมว่าแข็ง แต่คนที่ฟังธรรมรู้ว่าแข็งมีจริงๆ เกิดแล้วเป็นแข็ง ไม่ใช่เรา เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง สำหรับคนที่ได้ฟังเพียงเท่านี้ ก็เข้าใจเพียงเท่านี้ และจะตอบได้เพียงเท่านี้ แต่เมื่อมีปัญญาเจริญขึ้น แข็งขณะนี้เป็นขณะหนึ่งในสังสารวัฏฏ์
สังสารวัฏฏ์คือการเกิดดับสืบต่อของสภาพธรรมไม่ขาดสายเลย เดี๋ยวเห็นแล้วเดี๋ยวได้ยิน แล้วเดี๋ยวคิดนึก เดี๋ยวรู้เย็น เดี๋ยวรู้รส ทั้งหมดนี้เป็นแต่ละหนึ่งขณะซึ่งไม่จบสิ้น และสืบต่อไม่ขาดสาย ไม่มีขาดไปเลยสักขณะเดียวและรวดเร็วด้วย
เพราะฉะนั้น สังสารวัฏฏ์ก็คือแต่ละหนึ่งขณะซึ่งมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นสืบต่อปรากฏ นานแสนนานมาแล้วไม่ใช่เฉพาะวันนี้ ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ด้วย แม้ชาติก่อนๆ ก็เป็นอย่างนี้ และต่อไปก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะว่าแม้แข็งมีจริง เป็นเราหรือไม่ เดี๋ยวนี้ไม่เป็น หรือว่าแข็งก็ยังคงเป็นเราจนกว่าจะรู้ขณะที่แข็งเกิดแล้วดับเพราะแข็งเกิด และแข็งไม่เกิดไม่มีแข็ง และแข็งก็ไม่เที่ยง แข็งเกิดขึ้นและแข็งก็ดับไป
ถ้ายังไม่รู้อย่างนี้จะหมดความเป็นเราได้อย่างไร ความเป็นเราทั้งลึก เหนียวแน่น หนาแน่น และแข็งแกร่ง ไม่มีอะไรที่ทำลายได้เลยนอกจากปัญญา แม้เป็นทีละหนึ่งขณะก็ยังดีกว่าไม่มีเสียเลย แต่หนึ่งขณะซึ่งเปรียบได้กับน้ำหยดเดียวนี้จะทำให้หินกร่อนได้ไหม จะทำให้อวิชชาความไม่รู้ค่อยๆ กร่อนไปได้ไหม ด้วยเพียงแค่ปัญญาหนึ่ง ขณะ ก็เป็นไปไม่ได้เลย
แต่พระโพธิสัตว์รู้ว่า สิ่งที่มีจริงในขณะนี้สามารถเข้าใจความจริงได้เพราะมีจริง แต่ความไม่รู้หรืออวิชชาและอกุศลทั้งหลายที่เกิดเพราะอวิชชาไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้เลย เพราะต้องเป็นอวิชชาจึงมีอกุศล ถ้าไม่มีอวิชชา สภาพธรรมที่ไม่ดีที่หลงผิดยึดถือสิ่งต่างๆ เหล่านี้ว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นตัวตนก็เกิดไม่ได้
เราขณะนี้ไม่ใช่พระมหาโพธิสัตว์ คือไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะได้ตรัสรู้ความจริง เป็นแต่เพียงสาวกโพธิสัตว์หรือสาวกบารมี ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงต้องเป็นจริงตามลำดับขั้น จะบำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หรือไม่ ต้องเป็นผู้ที่มีอัธยาศัยใหญ่
อัธยาศัยใหญ่คือนานกว่าใครทั้งนั้น คือแสนกัปป์ก็ยังไม่สามารถที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ แต่ ๔ อสงไขยแสนกัปป์หลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระองค์ใด พอได้รับคำพยากรณ์คือรู้ว่าบุคคลนี้สามารถ เพราะมีความมั่นคงที่จะรู้ความจริงที่จะบำเพ็ญบารมีจนรู้ได้ จึงทรงพยากรณ์ว่าบุคคลนี้จะได้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลใด อย่างต่ำที่สุด ๔ อสงไขยแสนกัปป์
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
