ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๒๒

    สนทนาธรรม ที่ ศูนย์ปฏิบัติการการบินไทย

    วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖


    ผู้ฟัง วันนี้ขอกราบเรียนท่านอาจารย์เปิดประเด็นคำว่า ธรรมคืออะไร

    ท่านอาจารย์ ดีใจมากเลยที่ได้ทราบว่ามีผู้ที่สนใจธรรม เพราะเหตุว่าเราได้ยินได้ฟังคำนี้มาบ่อยมากเลย คงจะไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินคำนี้ แต่ว่าจริงๆ แล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราได้สามารถเข้าใจสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังจริงๆ ไม่ใช่เพียงคิดเองว่าเราเข้าใจ หรือเราคิดว่าเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แต่ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจคำที่เราได้ยินละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้น ก็จะรู้ว่าคำนี้มาจากไหนและคำนี้มาจากใคร เพราะว่าเพียงได้ยินคำว่าธรรม รู้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้ที่ตรัส หรือกล่าวถึงคำนี้ว่าอย่างไร

    การศึกษาทุกอย่างเพื่อรู้ความจริงและเพื่อเข้าใจจริงๆ มิฉะนั้นเราคงจะเสียเวลาพูดกันแล้วเข้าใจเพียงเล็กน้อยผิวเผินไม่ใช่ความรู้จริงๆ แต่ถ้าสามารถที่จะเข้าใจจริงได้ก็เป็นความจริงซึ่งไม่เปลี่ยน เพราะเหตุว่าตามความเป็นจริง ทุกคนได้ยินคำว่า พระรัตนตรัย ต้องมีรัตนะที่ประเสริฐ ๓ อย่าง ไม่ใช่เพียงอย่างเดียว คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ รัตนะเป็นสิ่งที่ประเสริฐซึ่งไม่มีสิ่งใดจะเปรียบได้เลยในสากลจักรวาล ซึ่งเราได้กราบไหว้บูชาพระรัตนตรัยมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แต่ว่าเราเข้าใจคำว่ารัตนะ และพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ เพียงใด

    ถ้าเราจะเห็นสิ่งซึ่งมีค่ามาก แต่เราไม่ได้ศึกษาที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เช่น เพชรที่มีค่าล้ำเหนือสิ่งอื่นใดแต่เราไม่เคยรู้เลยว่าเป็นเพชร เราอาจจะคิดว่าเป็นแก้วก็ได้เพราะดูคล้ายกัน แล้วจะมาบอกว่านี่เป็นเพชร นั่นเป็นแก้ว ถ้าเขาจะมาบอกเราว่าแก้วเป็นเพชร เเต่เราไม่มีความรู้จริงๆ ก็จะถูกหลอกได้เพราะเราไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ แต่ละคำมีความหมายที่ลึกซึ้งสำหรับผู้ที่ทรงตรัสรู้ แต่ผู้ที่ไม่ได้ตรัสรู้ความจริงฟังเผินๆ เหมือนกับเข้าใจแล้ว

    เพราะฉะนั้น พุทธรัตนะ สิ่งที่ประเสริฐสุด คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครชื่อนี้เลย ใครจะไปตั้งใครให้ชื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นพระคุณนาม ถ้าผู้นั้นไม่มีคุณธรรมถึงระดับนี้ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน และผู้ที่ทรงพระคุณอย่างนี้ใครจะเปลี่ยนเรียกอย่างอื่นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าพระปัญญาคุณไม่มีผู้ใดที่จะเปรียบปานได้ สมกับคำว่า พุทธรัตนะ เพราะเหตุว่าพุทธะ อีกความหมายอีกหนึ่งคือ ปัญญา ผู้ที่รู้ความจริงของสิ่งซึ่งใครก็ตามที่ไม่ได้เคยศึกษาธรรมโดยละเอียดจะไม่ทราบเลยว่า พระธรรมที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดง ๔๕ พรรษาด้วยพระมหากรุณา ทรงแสดงธรรมมากกว่าใครทั้งนั้นเลย ตั้งแต่เช้าจรดเย็น จนกระทั่งก่อนที่จะทรงบรรทม แล้วใครจะทำเช่นนี้ได้ด้วยพระมหากรุณา

    ดังนั้น สำหรับผู้ที่ได้ยินได้ฟังคำนี้แล้วต้องการที่จะได้รู้จริงๆ ว่าคำนี้หมายความว่าอย่างไร ก็ไม่ละเลยโอกาสที่จะได้ฟังจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ได้ อย่างที่คุณณภัทรถามว่าได้ยินคำนี้แล้ว อะไรคือธรรม ถ้าไม่ศึกษาธรรมเราก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร อีกอย่างหนึ่งคือไม่ว่าจะเป็นการศึกษาอะไรก็ตามแต่ ถ้าเราใช้ภาษาที่เราใช้อยู่ เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ลึกซึ้งกว่าการที่เราจะใช้ภาษาอื่นซึ่งไม่ใช่ภาษาของเรา ถ้าดูในพระไตรปิฎก ภาษาบาลีเป็นภาษามคธีซึ่งเป็นภาษาที่ดำรงพระพุทธศาสนา จึงใช้คำว่า ปาละ หรือ ปาลี หมายความถึงว่าไม่ได้กล่าวถึงภาษามคธี แต่ความจริงเป็นภาษามคธีสำหรับชาวมคธ เป็นภาษาที่คนในยุคนั้นสามารถที่จะเข้าใจได้ ซึ่งคนไทยใช้คำว่าบาลี เพราะว่าภาษาไทยเปลี่ยนตัว ป เป็นตัว บ เสมอเลย อย่างเช่น ปรม ก็เป็น บรม

    ถ้าเราเข้าใจความจริงในภาษาของเรา จะทราบได้ว่าตรงกับภาษาบาลีที่ทรงแสดงในชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะให้คนเข้าใจในภาษาของตนของตน เราคงจะไม่ได้พูดคำว่าธรรมกันทุกวันเพราะไม่ใช่ภาษาไทย ซึ่งคำนี้หมายความถึงสิ่งที่มีจริง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง วันนี้มีใครคิดบ้างหรือไม่ว่าอะไรจริง หรืออะไรกำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่คิดเลย ไม่เคยฟังเลย ก็จะไม่เข้าใจธรรม เพราะเหตุว่าธรรมหมายความถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ปรากฏ

    พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ตั้งแต่เกิดมาจริงทุกขณะ เห็นก็จริง ได้ยินก็จริง คิดก็จริง โกรธก็จริง ความสำคัญตนก็จริง ความริษยาก็จริง ทุกอย่างที่ทุกคนมีในชีวิตประจำวันเป็นธรรม ซึ่งภาษาไทยหมายความว่า เป็นสิ่งที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะฉะนั้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง และทรงแสดงความจริงให้ได้เข้าใจความจริงว่า สิ่งที่มีจริง ความละเอียดและความจริงของสิ่งนั้นคืออะไร ซึ่งถ้าไม่ศึกษาก็คงจะไม่ทราบ มีใครบ้างที่คิดว่าเห็นเดี๋ยวนี้เป็นธรรม แต่ถ้าบอกว่าเห็นเดี๋ยวนี้มีจริงๆ ถูกหรือไม่ ธรรมดาๆ ต้องเป็นผู้ที่ตรงจึงจะได้สาระจากพระธรรม เพราะเหตุว่าพูดถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ตามลำดับขั้น

    พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เรื่องเห็น เรื่องได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก สุข ทุกข์ ประจำวันทั้งหมดโดยละเอียด โดยทรงแสดงว่า สิ่งที่มีจริงเป็นอนัตตา ที่ทุกคนคงจะคุ้นหู ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา คำสอนอื่นๆ ไม่มีคำนี้เลย ไม่มีคำว่าอนัตตา ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่อัตตา

    โดยทั่วไปถ้าเราไม่ศึกษาโดยละเอียดจะเข้าใจว่า อัตตา หมายความถึง ตัวตนคือเรา แต่ว่าตามความเป็นจริง ตัวตนไม่ได้มีแต่เฉพาะเรา อะไรก็ตามที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็เป็นตัวตนอย่างหนึ่ง อย่างเช่น สุนัขเป็นตัวตนหรือไม่ คือการฟังธรรมสำหรับคิดแล้วไตร่ตรอง สุนัขเป็นหรือไม่เป็นตัวตน ก็เป็นสุนัข จะไม่ใช่ตัวตนได้อย่างไร เป็นโต๊ะ เป็นตัวตนหรือไม่ ก็ต้องเป็น คือเป็นโต๊ะ ไม่ใช่เป็นเพียงธรรม คือสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งซึ่งแยกโดยละเอียด เป็นอนัตตาหมายความว่าไม่ใช่ตัวตน หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง แต่ว่าเป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงแล้ว ที่เราเข้าใจว่าสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าแยกโดยละเอียดยิบมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ และสิ่งที่มีต้องเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มี ถูกต้องหรือไม่

    ก่อนหน้านี้ที่เราคิดถึงคำว่าโลก แต่เรารู้จักโลกหรือไม่ ภาษาบาลีมีคำว่า โลก คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคำว่า โล-กะ หมายความถึง โลก เวลาที่เราพูดเรื่องโลก เราเข้าใจโลกเพียงใด ลองคิดดูว่า ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยสักอย่างเดียว จะมีโลกหรือไม่ ไม่มี แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นจึงเป็นโลก เพราะว่าแต่ละหนึ่งๆ รวมกันแล้วก็ใหญ่ แล้วก็เป็นพระอาทิตย์ เป็นโลก เป็นดวงดาวต่างๆ มากมายเพราะเกิดขึ้น แต่ว่าแต่ละหนึ่งสามารถที่จะแยกกระจัดกระจายจนเหลือแต่เพียงหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นแน่นอนจึงมีได้แล้วก็ดับ นี่คือความหมายของอนัตตา

    ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะเข้าใจคำที่เราได้ยินบ่อยๆ หรือไม่ว่า ธรรมทั้งหลาย หรือธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา คือไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง แต่เพราะเหตุว่าแต่ละหนึ่งๆ มารวมกันเลยเข้าใจว่าเป็นสิ่งนั้นที่ยั่งยืน ไม่มีการเกิดดับหรือแตกทำลายเลย แต่คำว่า โล-กะ หมายความถึงสิ่งที่แตกดับ ใครรู้ ขณะนี้ทุกอย่างที่เกิดแตกดับ นั่นคือพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ให้เราไปพยายามให้รู้อย่างนี้ แต่ให้เข้าใจถูก ให้เห็นถูก ในสิ่งที่มีจริงๆ

    ดังนั้น ศาสนาที่มาจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พูดถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมดให้เข้าใจ จนกว่าความเข้าใจนั้นจะเจริญขึ้น เพิ่มขึ้น เห็นตาม คล้อยตามความจริงนั้น จึงจะสามารถประจักษ์ที่ใช้คำว่า แทงตลอดความจริง การเกิดดับในขณะนี้มีแน่นอน ซึ่งปัญญาเท่านั้นที่สามารถจะรู้ได้จากการที่ค่อยๆ เริ่มฟัง ค่อยๆ เข้าใจสภาพที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ไม่ปนกันเลย เห็นไม่ใช่ได้ยินแน่นอน ตาก็ไม่ใช่หู เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งเกิดขึ้น และทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่งว่า แต่ละหนึ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร และขณะนี้กำลังเกิดดับสืบต่อจนไม่ปรากฏการเกิดขึ้นและดับไป

    เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งซึ่งยากที่จะค่อยๆ เข้าใจแต่ละคำในพระพุทธศาสนา เช่น คำว่าธรรม กับคำว่า อนัตตา ยากหรือไม่ หรือธรรมดา หรือเข้าใจได้ หรือว่าเป็นปกติ แต่เริ่มรู้จักว่าแต่ละคนเกิดมาไม่พ้นจากธรรม สิ่งที่มีจริงที่เกิด เกิดเห็น เกิดได้ยิน เกิดคิด เกิดสุข เกิดทุกข์ แล้วต้องจากโลกนี้ไปอย่างแน่นอนที่สุด ไม่มีการที่จะมีใครยั่งยืนแม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ ทรงแสดงธรรม ปรินิพพาน

    ความจริงนี้จะทำให้เราเป็นผู้ที่เข้าใจจริงๆ ว่า เกิดมาแล้วไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีตั้งแต่เกิดจนตาย กับการที่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง ได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง ก็เป็นสิ่งซึ่งต้องสะสมมาแล้วที่จะสนใจ ที่จะสนทนา ที่จะได้ยินได้ฟังต่อไปอีก เพื่อที่จะเข้าใจก่อนจะจากโลกนี้ไป เพราะมีคนมากมายเกิดและตายไปโดยไม่ได้รู้ความจริงแม้สักนิดหนึ่งของสิ่งที่มีจริงๆ ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังพระธรรม

    ดังนั้น ก่อนที่จะจากไปโดยที่ไม่รู้ความจริงก็ได้ยินได้ฟัง แล้วถ้ามีความสนใจ มีความศรัทธาเพิ่มขึ้นก็สามารถที่จะเข้าใจความจริงที่มีในขณะนี้ได้ แต่เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาโดยละเอียดยิ่ง โดยความเคารพยิ่ง และต้องเป็นผู้ที่มีเหตุมีผล ถ้าสิ่งใดที่ไม่มีเหตุมีผลไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และสิ่งที่มีขณะนี้ จากไม่รู้เป็นรู้ ดีหรือไม่ ดีกว่าไม่รู้เลย เมื่อรู้แล้วก็ละ เพราะว่าไม่มีใครสามารถที่จะละความไม่ดี อกุศลทั้งหลายซึ่งทุกคนรู้ว่าไม่ดี โกรธดีหรือไม่ เพียงแค่โกรธก็แย่แล้ว และยังไปประทุษร้ายคนอื่นอีกตั้งมากมาย ที่โลกเดือดร้อนเพราะความไม่รู้

    ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้นจะเห็นว่าสิ่งที่มีประโยชน์ต้องเป็นธรรมฝ่ายดี แล้วจะเริ่มเห็นโทษของธรรมฝ่ายไม่ดี แต่อีกนานมากเลยกว่าจะค่อยๆ ละทางฝ่ายไม่ดีซึ่งสะสมมานานมาก แต่ดีกว่าไม่มีเสียเลย ไม่มีความรู้ที่จะละก็แย่เลย

    เราจะเห็นได้ว่าแต่ละคนต่างกันไป บางคนมีอัธยาศัยดีเพราะสะสมมาดี บางคนก็ไม่ดี เจ้าโทสะ ขี้โกรธ หรือว่าอะไรต่างๆ ซึ่งคนอื่นมองเห็น เพราะฉะนั้นจะเป็นคนนั้นหรือ หรือว่าจะเบาบางจากการที่เรารู้ตัวเองว่ามีอะไรที่ไม่ควรจะเป็น ซึ่งห้ามไม่ได้เพราะเป็นอนัตตา แต่จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเพราะความเข้าใจถูกในความเป็นธรรม ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร

    ผู้ฟัง แปลว่าทุกสิ่งเป็นธรรมใช่หรือไม่ อกุศลก็เป็นธรรม กุศลก็เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ไม่เว้นเลย หรือใครคิดว่ามีอะไรที่ไม่ใช่สิ่งที่มีจริงที่จะเว้นได้บ้าง มีจริง หมายความว่า เกิดแล้ว ปรากฏแล้ว และเดี๋ยวนี้ก็มีด้วย ไม่ใช่มีจริงในความคิดและหาไม่เจอ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ปรากฏเป็นสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า ธรรม

    ผู้ฟัง ทั้งๆ ที่รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม แต่บางคนเวลาที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีก็ตำหนิตัวเอง

    ท่านอาจารย์ กำลังตำหนิตัวเอง เป็นธรรม หรือเป็นเรา

    ผู้ฟัง ก็ต้องด้วยความเป็นเรา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ได้เข้าใจธรรม เข้าใจธรรมเพียงชื่อ จนกว่าจะรู้จริงๆ ว่าสิ่งที่มีจริงจะเป็นของใครได้ เพราะเพียงแค่เกิดขึ้นชั่วคราวจริงๆ แสนสั้นจริงๆ แล้วก็หมดไป เหมือนกับขณะนี้ ใครจะคิดบ้างว่าเห็นกับได้ยินไม่ได้เกิดพร้อมกันเลย แต่ดูเหมือนพร้อมกันและยังดูเหมือนว่าคิดนึกด้วย แต่จากการที่ทรงตรัสรู้ก็รู้ว่าแต่ละหนึ่งขณะปะปนกันไม่ได้เลย และทรงแสดงอย่างละเอียดด้วย เพราะฉะนั้น ไม่มีเรา ถ้าได้ฟังพระธรรมเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะรู้ความจริงเมื่อใดก็สามารถที่จะดับการยึดถือ การผูกพัน การเห็นผิด ในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยที่ว่าบังคับบัญชาไม่ได้เลยแล้วดับไปด้วย ไม่เหลือเลย

    เมื่อวานนี้ยังมีอยู่หรือไม่ เหตุการณ์เมื่อวานนี้มีอะไรบ้าง เห็นอะไรบ้าง รับประทานอาหารอร่อยเมื่อวานนี้อยู่ไหน เมื่อสักครู่นี้เอง ตอนเที่ยงขณะที่กำลังรับประทานก็รู้สึกว่ามีสาระ เลือกกันว่าเราจะรับประทานอะไร เดี๋ยวนี้อยู่ไหน ทุกอย่างชั่วคราวทั้งหมด เดี๋ยวนี้อยู่ไหน แม้แต่ขณะนี้กำลังเห็น หมดแล้ว กำลังได้ยิน หมดแล้วอีก ทุกอย่างชั่วขณะที่แสนสั้น แต่เพราะสืบต่ออย่างเร็วมากสุดที่จะประมาณได้ทำให้หลงยึดถือสิ่งซึ่งไม่ปรากฏว่าดับเพราะการเกิดสืบต่อเร็วจริงๆ จากหนึ่งไปอีกหนึ่ง จากหนึ่งไปอีกหนึ่ง จากเห็นเป็นได้ยิน จากได้ยินเป็นคิดนึก แล้วก็กลับมาเห็นอีก กลับมาคิดอีก เร็วจนกระทั่งไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่า แท้ที่จริงแต่ละหนึ่งเกิดแล้วดับแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย ไม่กลับมาอีกเลย แล้วจะเป็นใคร จะเป็นของใครได้

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นก็ต้องศึกษา สำหรับผู้ที่เริ่มมีความสนใจแล้วควรจะศึกษาอย่างไร

    ท่านอาจารย์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร เราเป็นใคร สิ่งที่พระองค์ตรัสเราสามารถที่จะเข้าใจคำตรัสที่มาจากการตรัสรู้ได้หรือไม่ถ้าไม่ศึกษา หลายคนประมาทพระธรรมคิดว่าไม่ต้องศึกษาก็เข้าใจได้ แล้วพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร จะพูดคำที่ใครอ่านสักคำสองคำ หน้าสองหน้า แล้วเข้าใจได้เลยหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน

    ก่อนอื่น ต้องเข้าใจถูกต้องถึงความห่างไกลกันมากของผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เทียบกับคนที่ไม่ได้ยินไม่ได้ฟังธรรมเลย ก่อนการตรัสรู้ไม่เข้าใจเลย สิ่งที่มีทุกวันที่กำลังปรากฏ แต่เมื่อได้ยินได้ฟังค่อยๆ สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก บางท่านที่ได้สะสมมาแล้ว ไม่ใช่ฟังเพียงชาตินี้ชาติเดียวแล้วดับกิเลสได้เป็นพระโสดาบัน เพียงเป็นพระโสดาบัน ซึ่งบางคนที่ไม่ศึกษาเข้าใจว่าพระโสดาบันเป็นพระอรหันต์ เพราะว่าคนส่วนใหญ่จะบอกว่าฉันไม่ใช่พระโสดาบัน หมายความว่าไม่มีกิเลสแล้วใช่หรือไม่ แต่ว่าความจริงผู้ที่ไม่มีกิเลสเลยเป็นพระอรหันต์ ไม่ใช่พระโสดาบัน

    กิเลสมีมากประมาณไม่ได้เลย เหนียวแน่น หนาแน่น พอกพูนขึ้น แม้แต่การที่จะเห็นถูกว่า ขณะนี้มีสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ซึ่งไม่ใช่เสียง ไม่ใช่ได้ยิน ก็ยากแสนยาก เพราะไม่รู้ความจริงแล้วยึดถือว่าเป็นเราบ้าง เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดบ้าง กว่าจะหมดความไม่รู้ กว่าจะเข้าใจถูก ต้องมีการสะสมมา คงเคยได้ยินชื่อท่านพระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เลิศทางปัญญา ท่านสะสมบารมีหนึ่งอสงไขยแสนกัปป์ก่อนจะเป็นพระโสดาบัน แล้วอย่างไร จากพระโสดาบัน กว่าจะดับกิเลสต่อไปอีกถึงความเป็นพระสกทาคามีบุคคล อบรมเจริญปัญญาต่อไปอีกจนกว่าจะถึงพระอนาคามีบุคคล อบรมเจริญปัญญาต่อไปอีกจนกว่าจะถึงพระอรหันต์ แม้พระอรหันต์ก็มีหลายการสะสม ท่านที่เป็นเอตทัคคะต่างๆ ท่านเป็นอัครสาวกก็มี ถึงแม้กระนั้นก็ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ดังนั้น ไม่ใช่ว่าใครจะหยิบพระไตรปิฎกมาแล้วอ่านเพราะไม่มีใครสามารถจะเข้าใจได้ ไม่ต้องพระไตรปิฎกทั้งหมด เพียงแค่เล่มเดียวไม่ว่าจะเป็นพระสูตร พระวินัย หรือพระอภิธรรม ก็แล้วแต่ เเม้ส่วนของพระไตรปิฎกเพียงเล็กน้อย มีใครบ้างที่อ่านแล้วเข้าใจทั้งหมดได้

    แสดงให้เห็นว่า ถ้ามีความเข้าใจในความเป็นเลิศของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะไม่ศึกษาโดยรอบคอบโดยละเอียดนั้นไม่มี นอกจากผู้ที่คิดว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สอนธรรมดาง่ายๆ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ละกิเลสเสีย ไม่ง่ายอย่างนั้นเลยแล้วก็เป็นไปไม่ได้ด้วย

    เพราะฉะนั้น ชื่อว่ารู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ หรือไม่ หรือเพียงเเต่ได้ยินชื่อแล้วเอ่ยคำว่า มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แต่พึ่งอย่างไรถ้าไม่ได้เกิดปัญญา ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เข้าใจความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้พึ่งพระองค์เลย เพียงแต่กล่าวว่าพึ่ง แต่จะพึ่งอย่างไร ในเมื่อไม่เคยได้ฟังธรรมโดยละเอียด

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นต้องศึกษา

    ท่านอาจารย์ โดยละเอียดยิ่ง รอบคอบ ตามลำดับขั้น ไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจ แม้แต่คำว่าธรรมก็ไม่เผิน นี่คือคำแรกที่ได้ยิน ธรรมคือสิ่งที่มีจริง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริง ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีจริง สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ใครจะพูดถึงความละเอียดของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ได้โดยละเอียดยิ่งถ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่ใช่แต่เฉพาะเห็นเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ

    ผู้ฟัง สำหรับคนที่ไม่เคยศึกษามาก่อน เขาควรจะมีอะไรเทียบเคียงหรือไม่ เช่น บางคนเชื่อแต่พระพุทธพจน์อย่างเดียว ไม่เชื่อคำของอรรถกถาจารย์ คนอื่นพูดก็จะไม่ฟัง เมื่อมาคุยกันเลยอาจจะเป็นวิวาทะ

    ท่านอาจารย์ คือการฟังไม่ใช่หมายความว่าต้องเชื่อ เดี๋ยวนี้เองที่ได้ยินได้ฟังไม่ได้หมายความว่าต้องเชื่อ เพียงแต่ว่าฟังแล้วพิจารณาว่าพูดเรื่องอะไร พูดเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ หรือไม่ ในพระไตรปิฎกจะมีข้อความว่า วาจาสัจจะ คำจริง พูดถึงสิ่งที่มีจริง ให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น ถ้าคำใดไม่ใช่คำจริง ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจ คำนั้นไม่ใช่คำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และคำจริงทำให้ละความไม่รู้ จากการที่ไม่เคยรู้เรื่องสิ่งที่มีจริงเลย เมื่อฟังแล้วเข้าใจ เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ด้วยว่าเป็นจริงอย่างที่ได้ฟังหรือไม่ เมื่อเข้าใจถูกต้องก็จะละความไม่รู้ ค่อยๆ รู้ขึ้น เข้าใจขึ้น

    เพราะฉะนั้น ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่มี ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ไม่เป็นประโยชน์ คือไม่ทำให้เข้าใจ แต่ว่ายิ่งฟังก็ยิ่งเข้าใจความจริงว่า เดี๋ยวนี้สิ่งที่มีจริง สามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้หรือไม่

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    26 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ