ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๐๒

    สนทนาธรรม ที่กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย

    วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕


    อาจารย์คำปั่น กราบเรียนท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความสำคัญของพระธรรมว่าจำเป็นอย่างไร จึงจะต้องศึกษาธรรม ศึกษาสิ่งที่มีจริงที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้

    ท่านอาจารย์สุจินต์ ทุกท่านก็คงเคยคุ้นหูกับคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระรัตนตรัย ซึ่งประกอบด้วยนอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็คือพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ทั้งสามคำนี้เป็นคำที่หากเพียงได้ฟัง แต่ถ้าไม่ได้ศึกษาหรือไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าพุทธะคืออะไร ธรรมคืออะไร สังฆะคืออะไร ก็จะไม่เห็นความเป็นรัตนะ ความเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด สูงยิ่งกว่าสิ่งใดในสากลจักรวาลทั้งหมด เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ยินคำว่าพระรัตนตรัย พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ แล้วก็ผ่านไป จะรู้ในความเป็นรัตนะคือความเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้นทั้งหมดถ้าไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจโดยละเอียดจริงๆ ก็จะมีความเคารพนอบน้อมในพระรัตนตรัย โดยที่ไม่ได้เข้าใจความละเอียดลึกซึ้งคือความประเสริฐยิ่งของพระรัตนตรัย เพราะฉะนั้นสำหรับชาวพุทธที่คุ้นหูคำว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องทราบว่า พระองค์ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการทรงอบรมพระบารมีนานมากถึงสี่อสงไขยกับอีกแสนกัป เพื่อที่จะได้ถึงความเป็นผู้ที่สามารถช่วยคนอื่นให้เกิดปัญญารู้ความจริง ตามที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำมีความหมายที่ลึกซึ้ง ซึ่งถ้าเราไม่ได้ศึกษาธรรมโดยละเอียด ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจความลึกซึ้งของแต่ละคำในพระไตรปิฎกได้ ซึ่งพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแสดงแก่บุคคลที่ไปเฝ้า ให้บุคคลทั้งหลายได้ฟังคำที่แสนยากที่จะได้ฟัง เพราะกว่าจะได้มีการตรัสรู้ที่จะสามารถทำให้คนอื่นได้เข้าใจ ก็ต้องอบรมปัญญานานแสนนาน

    เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่ละเอียด ก็จะรู้ว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง มิฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะไม่ต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีนานถึงอย่างนี้ ที่จะทำให้แต่ละคำที่ได้ยินมีความหมายที่ลึกซึ้ง แม้แต่ผู้ฟังเอง การที่จะเข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ก็ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดลึกซึ้ง สะสมความเข้าใจจริงๆ ในแต่ละคำเช่นคำว่า "พุทธะ" ถ้าไม่มีปัญญาเป็นพุทธะไม่ได้ เพราะฉะนั้นปัญญาก็มีหลายระดับขั้น ปัญญาของสาวกคือผู้ฟัง ไม่เท่าปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพระเจ้าแน่นอน ห่างกันไกลแสนไกล สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังธรรมเลย เป็นปุถุชน ผู้ที่หนาแน่นด้วยความไม่รู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้

    เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมยาก ไม่ใช่เป็นสิ่งที่คนอื่นเข้าใจว่าง่ายและจะรู้ได้โดยเร็ว แต่ว่าแต่ละคำต้องเข้าใจจริงๆ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสรู้แล้ว ก็น่าคิดว่าทรงตรัสรู้อะไร เพราะว่าถ้าเป็นปัญญาธรรมดา ก็รู้อย่างธรรมดา แต่ถ้าเป็นปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้อะไร แค่นี้ก็น่าคิด พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง แค่คำว่า "ความจริง" คำเดียวก็น่าคิด ความจริงคืออะไร เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่ได้สนใจที่จะศึกษาให้เข้าใจจริงๆ ก็จะผ่านไป พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ก็ผ่านไป แต่ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียด ก็ต้องไตร่ตรอง ความจริงอะไร อยู่ที่ไหน ความจริงคือเดี๋ยวนี้เอง ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้ ความจริงนั้นจะอยู่ที่ไหนได้

    เพราะฉะนั้นในขณะนี้แม้จะได้ยินอย่างนี้ บางท่านก็จะงง แล้วก็คิด ไม่เคยเข้าใจเลยว่าความจริงอะไร อยู่ที่ไหน เดี๋ยวนี้คืออะไร แต่ตามความเป็นจริงก็คือว่าเดี๋ยวนี้มีเห็น เห็นจริง ขณะที่เห็นไม่ใช่คิด และก็ไม่ใช่เสียง แต่เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ แม้แต่คำเล็กๆ คำธรรมดา ข้ามไปเลยไม่เคยสนใจ แต่ความจริงเป็นสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงความจริงคือธรรม หมายความว่าสิ่งที่มีจริงในขณะนี้มีจริงๆ ปรากฏจริง เกิดขึ้นจริงๆ แล้วก็ดับหมดไปจริงๆ แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลยจริงๆ เพราะฉะนั้นเพียงแค่ความจริงอย่างเดียว ก็เป็นสิ่งซึ่งผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมก็จะไม่เข้าใจคำว่า "ธรรม" ในภาษาบาลี ว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ในภาษาไทย

    ภาษาบาลีใช้คำว่าจักขุวิญญาณ ถ้าอ่านพระไตรปิฎกจะพบว่ามีคำว่าจักขุวิญญาณเสมอ ไม่ว่าในพระสูตรหรือแม้แต่ในพระอภิธรรม แม้แต่ในพระวินัยก็มี แต่ว่าภาษาไทยไม่ต้องใช้คำว่าจักขุวิญญาณ ใช้คำว่า "เห็น" ขณะนี้เห็น จักขุคือตา วิญญาณคือรู้ เพราะฉะนั้นจักขุวิญญาณก็คือสภาพที่รู้ว่า มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ จริงๆ มิฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ก็ปรากฏให้เห็นไม่ได้ว่ามีจริงๆ นี่ก็เป็นธรรมดาในชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรมทั้งหมด เพราะตรัสไว้ว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" ธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่ใช่เราไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง มีจริงๆ เพียงชั่วคราวเท่านั้น

    คำว่า "เพียงชั่วคราว" ต้องรู้ด้วยปัญญาที่สามารถที่จะเริ่มเข้าใจว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของสัตว์โลกทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะว่าเกิดมาแล้วก็เห็น มีใครบ้างไม่เห็น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่นลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึกทั้งวัน แต่ว่าไม่ได้รู้ความจริงแท้ของสิ่งที่มีทั้งวัน ว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏชั่วคราวให้คิด แล้วเวลาที่หลับสนิท ไม่มีอะไรเหลือเลย วันนี้ทั้งวันตั้งแต่เช้ามีเรื่องราวมากมาย ตั้งแต่รับประทานอาหาร ทำการงาน ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พอถึงเวลาที่จะหลับสนิท ไม่มีอะไรเหลือเลย ความจริงเป็นอย่างนี้ เห็นชั่วคราว ได้ยินชั่วคราว ได้กลิ่นชั่วคราว แต่ละวัน แต่ละวัน ตั้งแต่เกิดจนตายก็เป็นอย่างนี้ แต่ว่าไม่รู้ความจริงว่าขณะนี้เป็นอะไร จึงไม่รู้ว่าทันทีที่จากโลกนี้ไป จิตขณะสุดท้ายดับพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ก็มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดทันที แล้วเกิดที่ไหน เหมือนอย่างชาติก่อนอยู่ที่ไหน แต่ชาตินี้เกิดแล้ว แต่ว่าอยู่ชั่วคราวไม่นานเลย แล้วก็จะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ แล้วก็จะเป็นบุคคลใหม่ตามการสะสม ตามที่ได้พบ ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง จากการที่ไม่เคยเข้าใจธรรมเลยในชาติก่อนๆ เมื่อมีการได้ยินได้ฟัง ก็เริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เพราะฉะนั้นความเข้าใจนี้ ก็จะทำให้สามารถเข้าใจเมื่อมีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังต่อไป แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าต่อไปจะเป็นบุคคลใด

    ข้อความในพระไตรปิฎกมีตอนหนึ่งว่า "ไม่รู้จักนรก" มีใครบ้างที่ไม่รู้จักนรก หรือมีใครบ้างที่รู้จักนรก แต่ต้องฟังข้อความต่อไป เพราะว่าไม่เหมือนอย่างที่เราคิดว่ารู้จักหรือไม่รู้จัก นรกอยู่ที่ไหน ข้อความต่อไปมีว่า "ไม่รู้จักนรกเพราะกำลังเดินทางไปนรก" ไม่ทราบว่าแต่ละคนรู้จักนรกหรือยัง เพราะเหตุว่าถ้ารู้จักจะไม่เดินทางนี้เลย คือทางอกุศล ทางชั่ว ทางทุจริต ทางที่ไม่เป็นประโยชน์เลย เมื่อเหตุมี ผลก็ต้องมี แต่การให้ผลไม่ได้เป็นไปอย่างที่ทุกคนคิด คือคิดว่าผลต้องเกิดขึ้นทันที หรือว่าไม่ควรจะเนิ่นนานไปถึงชาติหน้า แต่ว่าไม่มีใครสามารถที่จะบังคับว่าเหตุนี้จะทำให้เกิดผลเมื่อไร แล้วแต่กำลังของเหตุที่จะทำให้เกิดผลเมื่อไร ผลก็เกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้น คำตอบของทุกปัญหามีในพระไตรปิฎก แต่ว่าถ้าจะให้เข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เพียงฟังคำตอบว่าถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจะไม่เข้าใจอะไรเลย แต่คำตอบที่ถูกต้องที่พระผู้มีพระภาคตรัสตอบบุคคลในครั้งนั้น ตอบเพื่อให้เขาเกิดความรู้ถูกความเข้าใจถูกของเขาเอง จากการที่ได้ฟังคำซึ่งเขาคิดเองไม่ได้ แล้วเมื่อได้ฟังแล้วไตร่ตรอง ก็จะเข้าใจว่าเป็นความจริงหรือไม่

    เพราะฉะนั้น พระธรรมทั้งหมดทุกคำสำหรับไตร่ตรอง ไม่ใช่สำหรับเชื่อทันที ไม่ใช่สำหรับใครบอกก็เชื่อ เพราะฉะนั้นธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้สามารถที่จะพิสูจน์ได้ เมื่อเข้าใจว่าสิ่งที่มีจริงนั้นใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่นเห็น ขณะนี้มีจริงๆ ใครรู้จักเห็น ว่าเห็นเกิดจึงปรากฏว่ากำลังเห็นขณะนี้ แต่ต้องมีปัจจัยที่ทำให้เห็นเกิดขึ้น ไม่มีอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะเกิดได้ตามลำพัง โดยที่ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิด เช่นเห็นขณะนี้ ถ้าไม่มีตา ไม่มีจักขุปสาทะ คือรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏมีจริงๆ กำลังปรากฏให้เห็นว่ามีจริง จักขุปสาทะก็ต้องมี รูปนั้นที่สามารถกระทบกันได้ เป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้เองที่เห็น แล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้รู้ความจริงเลย ไม่รู้แม้แต่ว่าเห็นขณะนี้ต้องดับไปก่อน แล้วจึงจะมีเสียงปรากฏได้ มีจิตได้ยินเกิดได้ และก็มีจิตคิดนึกซึ่งไม่ใช่จิตเห็น เพราะฉะนั้นธรรมก็เป็นเรื่องที่เราคุ้นหูกับคำ แต่ว่ายังไม่ได้ศึกษาโดยละเอียดจริงๆ ว่าสิ่งที่มีขณะนี้ เป็นสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา เพื่อให้คนที่ได้มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ได้ไตร่ตรองความจริงว่า ทุกคนเกิดมาในโลกนี้ชั่วคราว เกิดมาเห็น เกิดมาได้ยิน เกิดมาได้กลิ่น เกิดมาลิ้มรส เกิดมารู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย เกิดมาคิดนึก สุขบ้าง ทุกข์บ้าง คิดมากมายในสิ่งที่ปรากฏเพียงชั่วคราว แล้วก็ดับไป แล้วก็จากโลกนี้ไป ลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ยังไม่จาก แค่หลับสนิทวันหนึ่งๆ ที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ปรากฏว่ามาปรากฏให้เห็นว่ายั่งยืน

    นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งถ้าเข้าใจพระพุทธศาสนา หมายความว่าศาสนาของผู้ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกด้วยการทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ให้คนที่กำลังฟังได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นชั่วคราวตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่เหลือเลย

    เพียงแค่คำว่าธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นรัตนะ ที่เห็นถูกต้องว่าไม่มีสิ่งอื่นประเสริฐยิ่งกว่า จากความไม่รู้แม้แต่คำว่าธรรม แม้แต่คำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือแม้แต่พระสงฆ์ ก็จะได้เข้าใจตามลำดับขั้น พุทธศาสนาคือคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นรัตนะ เพราะสามารถที่จะทำให้คนอื่นเกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นรัตนะ เพราะเหตุว่าผู้ที่ได้ยินได้ฟังแล้ว สามารถที่จะมีความเห็นที่ถูกต้องเพิ่มขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏตรงตามที่ได้ฟัง ถึงความเป็นสังฆรัตนะ คือสาวกผู้ได้ฟังพระธรรม แล้วก็ดับกิเลสหมดสิ้นตามที่พระองค์ได้ทรงแสดง

    เพราะฉะนั้นแม้แต่ได้ยินได้ฟังเล็กๆ น้อยๆ ถ้ามีศรัทธาสนใจที่จะเข้าใจขึ้น ก็สามารถที่จะได้ฟังต่อไป ได้ไตร่ตรองต่อไป เพิ่มพูนปัญญาต่อไป หลังจากที่จากโลกนี้ไปแล้ว ปัญญาที่ได้สะสมมาก็ยังจะติดตามไป เหมือนกับพระสาวกทั้งหลาย ซึ่งก่อนที่ท่านจะได้รู้ความจริง ท่านก็ต้องสะสมความรู้ความเข้าใจจากการได้ฟังพระธรรมนานแสนนาน เช่นแต่ละท่านในพระไตรปิฎก อย่างท่านพระสารีบุตรเป็นเวลาหนึ่งอสงไขยกับแสนกัป แต่เมื่อไม่ใช่ท่านพระสารีบุตร ก็ไม่ต้องถึงหนึ่งอสงไขยกับแสนกัป เพราะฉะนั้นแต่ละคนเป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่าฟังแล้วเข้าใจมากน้อยเพียงใด เช่นพูดเรื่องเห็น เข้าใจว่า "เห็น" เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธาตุชนิดหนึ่งไม่ปะปนกับธาตุอื่น เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป ก็เป็นสิ่งซึ่งละเอียดลึกซึ้ง แต่ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ทีละเล็กทีละน้อย

    ขอกล่าวคำที่ทุกคนคุ้นหูคือ "พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ, สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ" ขอเชิญคุณคำปั่นให้คำแปล

    อาจารย์คำปั่น ทั้งสามบทนี้ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ ความหมายก็คือข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง บทที่สอง ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง และบทสุดท้าย สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

    ท่านอาจารย์สุจินต์ ต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ ข้าพเจ้าขอถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง หมายความว่าไม่มีใครอีกที่จะพึ่งได้แน่นอน เพราะเหตุว่าจะพึ่งก็คือพึ่งปัญญา ไม่ใช่พึ่งอวิชชาหรือความไม่รู้ เพราะฉะนั้นผู้ที่เห็นประโยชน์ของการที่จะรู้จากการที่ไม่เคยรู้เลย น่าสงสัยเหลือเกิน เกิดมาแล้วต้องตายต้องจากโลกนี้ไป จะช้าจะเร็วในลักษณะไหนก็ไม่รู้ได้ เพราะอะไรจึงมีการเกิด และก็เกิดขึ้นจะอยู่ต่อไปอีกนานๆ เรื่อยๆ ไปไม่ได้หรือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง จริงๆ แล้วก็ทุกขณะจิตหรือทุกวินาทีที่สั้นมาก เสียงแต่ละคำแต่ละเสียง เช่นเมื่อกี้นี้หมดแล้วดับแล้ว จะไม่ให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้หรือ

    เพราะฉะนั้นก่อนที่พระโพธิสัตว์จะตรัสรู้ความจริง ท่านก็ไตร่ตรองถึงความไม่เที่ยงความไม่แน่นอน เพราะเห็นได้ เกิดแล้วก็โตขึ้นเจริญขึ้น แก่เจ็บแล้วก็ตาย แล้วก็จากโลกนี้ไป ไม่มีใครหนีพ้นเลย แต่ว่าก่อนที่จะจากโลกนี้ไป สัตว์โลกเป็นที่ดูบุญและบาป ความดีและความชั่ว และผลของบุญและบาป เพราะฉะนั้นก็มีสิ่งที่เป็นความจริงที่ลึกลับ หรือจะใช้คำว่าซ่อนเร้น ยากที่จะรู้ได้ แต่รู้ได้ เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่มีจริง

    ด้วยเหตุนี้ แต่ละคนไม่ได้บำเพ็ญบารมีที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย น้อยมาก กว่าจะถึงการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ซึ่งจะต้องบำเพ็ญบารมีจริงๆ ไม่ใช่เพียงประการเดียว แต่คุณความดีที่สละความเป็นเราความเห็นแก่ตัว เพื่อประโยชน์แก่คนอื่นทั้งหมด บารมีทุกบารมีเพื่ออนุเคราะห์คนอื่น เพื่อให้จิตใจพ้นจากความที่ยึดเหนี่ยวมั่นคงในสิ่งที่ไม่เที่ยง

    ทุกคนรู้ว่าต้องตายต้องจากโลกนี้ แต่ก็ยึดมั่นในสิ่งที่มี ไม่ว่าจะเป็นสมบัติ ญาติ พี่น้อง ผองเพื่อน สิ่งใดๆ ก็ตาม เกิดมาแล้วก็ยึดมั่นทั้งๆ ที่ต้องจากไป เพราะฉะนั้นการที่จะจากไปโดยไม่รู้โดยไม่เข้าใจความจริง กับการที่สามารถที่จะรู้ได้ว่าเห็นขณะนี้ ความจริงของเห็นคืออย่างไร ได้ยินขณะนี้ก็ไม่ใช่เห็นแล้ว ได้ยินเกิดขึ้นมีเสียงสูงๆ ต่ำๆ มีการคิดตามเสียงที่ได้ยิน และยังมีความเห็นในสิ่งที่ได้ยิน จะชอบไม่ชอบประการต่างๆ ก็เป็นโลกของความคิดจากสิ่งที่ปรากฏ ก็เป็นอย่างนี้ทั้งวัน เหมือนสำคัญ แต่ก็จากโลกนี้ไป เมื่อจากไปแล้วก็ลืมทุกอย่าง เหมือนกับขณะที่หลับ ก็ฝันเรื่องราวต่างๆ มากมาย เวลาที่ฝัน ตกใจในฝันก็มี สนุกสนานในฝันก็มี แต่พอตื่นขึ้นก็ไม่มีอะไรเหลือเลย ฉันใด ขณะที่ชาวโลกไม่รู้ความจริงของเห็นชั่วขณะแล้วก็หมดไป ได้ยินชั่วขณะแล้วก็หมดไปเรื่องราวต่างๆ เมื่อวานนี้ก็หมดแล้ว วันนี้ก็จะหมด พรุ่งนี้ก็จะมี แล้วก็จะหมดต่อไปอีก ก็เป็นสิ่งซึ่งไม่มีสาระที่เพียงพอต่อการที่จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ไตร่ตรองแล้วก็เห็นว่าสิ่งที่มีจริงสามารถจะเข้าใจได้ จึงได้บำเพ็ญพระบารมี เพราะฉะนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะรู้ง่าย แต่เป็นประโยชน์มาก

    ด้วยเหตุนี้ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ ใครก็ตามเริ่มเห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง เพื่อให้มีความเห็นถูก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์ เพื่อไม่ให้เกิดการที่จะต้องลำบากมากมายอีกต่อไป ก็จะค่อยๆ ฟังพระธรรม เพราะรู้ว่าสามารถที่จะทำให้ละความที่ติดข้องซึ่งนำมาสู่ความทุกข์ได้

    ด้วยเหตุนี้ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ ขอถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง คือขอถึงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ที่ทรงแสดงพระธรรมอนุเคราะห์สัตว์โลกคือผู้ที่ได้ยินได้ฟัง แล้วพระธรรมก็ยังมีครบถ้วน เพียงแต่ว่าชาวพุทธยุคนี้มีประเพณีอื่น แต่ขาดประเพณีการฟังพระธรรมให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่ได้ฟังพระธรรมให้เข้าใจ จะถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งจริงๆ หรือไม่ เพราะว่าพึ่งพระปัญญาคุณ แต่ถ้ายังไม่เกิดปัญญาของเราเลย เราจะรู้จักพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น ทุกคำต้องตรงและจริง เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ต่อไปจะมีคำว่า พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ ก็คงไม่ลืมว่าขณะนั้นได้กล่าวคำจริง ไม่ใช่เพียงแต่กล่าว แต่กล่าวคำจริงว่า "ขอถึงพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง" เพื่อที่จะได้รู้ความจริง ที่ฟังธรรมทุกครั้งไม่ว่าที่ไหนก็เพื่อรู้ความจริง เพราะว่ามีความจริงที่ปรากฏตั้งแต่เกิดจนตาย รู้แค่ไหนในสิ่งที่เป็นจริง ไม่สามารถที่จะรู้ได้ยิ่งกว่านี้เลยถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมเพิ่มขึ้นเข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นแม้เพียงแต่ละคำ ต้องเป็นผู้ที่จริงใจ สัจจบารมี ถ้าไม่มีสัจจบารมี ไม่มีการที่จะถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ซึ่งอริยสัจจธรรมก็คือเดี๋ยวนี้ สำหรับผู้ที่ไม่รู้ก็เป็นปุถุชน สำหรับผู้ที่ศึกษาก็เป็นกัลยาณปุถุชน เป็นคนที่มีคุณความดีที่รู้ว่าเมื่อศึกษาพระธรรมแล้ว ก็จะรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว

    เพราะฉะนั้นปัญญาที่เข้าใจธรรม ก็จะนำชีวิตไปในทางที่เป็นประโยชน์ แล้วก็ค่อยๆ ละคลายความไม่รู้ จนกว่าความรู้จะเพิ่มขึ้น ถึง ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ ที่มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง ก็ต้องรู้ว่าธรรมอะไรเป็นที่พึ่ง พระธรรมที่ทรงแสดงทั้งหมด เป็นความจริงเป็นวาจาสัจจะ ที่จะนำไปสู่อริยสัจจะ เพราะฉะนั้นทุกคำถ้าเข้าใจแล้วเป็นความจริง ซึ่งทุกคนไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย แล้วพระธรรมที่จะเป็นที่พึ่งก็คือธรรมที่จะนำไปสู่การรู้แจ้งอริยสัจจธรรม อวิชชาทุกคนคุ้นหูคือการไม่รู้ แต่ก็ไม่รู้ว่าไม่รู้อะไร ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้เอง ขณะนี้เป็นคิดก็ได้ แต่ไม่ใช่คิดเมื่อกี้นี้แล้ว ขณะนี้เป็นเห็นก็ได้ แต่ไม่ใช่เห็นเมื่อกี้นี้แล้ว ขณะนี้เป็นได้ยิน ขณะนี้ก็ไม่ใช่ได้ยินเมื่อครู่นี้แล้ว เพราะฉะนั้นสัจจะความจริงคืออย่างนี้

    ดังนั้น ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงอย่างนี้ เป็นโพธิปักขิยะธรรม โพธิคือการตรัสรู้ธรรมที่มีจริง เพราะฉะนั้นที่จะมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง เป็นธรรมรัตนะก็ต้องเป็นพระธรรมส่วนที่จะนำไปสู่การรู้แจ้งอริยสัจจธรรม จึงเป็น ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ เมื่อได้ฟังแล้วรู้ว่าพระธรรมมีจริงๆ สามารถที่จะอบรมเจริญความรู้ความเข้าใจจริงๆ สามารถที่จะนำไปสู่การรู้แจ้งอริยสัจจธรรม สามารถที่จะนำไปสู่การดับกิเลสคือความชั่วทั้งหลายได้หมดสิ้นจริง

    เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวคำนี้เมื่อไร ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ ก็หมายความว่าขอถึงธรรมซึ่งจะนำไปสู่การรู้แจ้งอริยสัจจธรรม โดยความเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเป็นคำว่าธรรมในภาษาบาลี จากพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงเป็นที่พึ่ง เพื่อถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นสังฆัง สะระนัง คัจฉามิ มิเช่นนั้นแล้วเราจะฟังธรรมทำไม เราจะรู้ว่าทางที่จะรู้แจ้งความจริงก็มี แต่ขึ้นอยู่กับว่าเห็นประโยชน์หรือไม่เห็นประโยชน์ แล้วก็ต้องเป็นผู้ตรง ปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้รู้ตรงว่าอะไรถูกอะไรผิด

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    21 ธ.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ