ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
ตอนที่ ๑๘๓๔
สนทนาธรรม ที่ นฤตยะ รีสอร์ท จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ ปรากฏว่ามีจริงแค่ขณะที่เห็น หลับตาแล้วไม่มีเลย หายไปไหนแวบเดียว ชั่วขณะที่หลับตาก็ไม่มีแล้ว นี่แสดงความจริงว่า ถึงแม้ไม่ได้หลับตา ความจริงสิ่งที่ปรากฏทางตาต้องดับ แต่ไม่มีการปรากฎว่าสิ่งนี้เกิด แล้วจะไปรู้ว่าสิ่งนี้ดับได้อย่างไร ต่อเมื่อไหร่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้น เป็นสิ่งนี้ จึงจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดเป็นอย่างนี้ชั่วคราวแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นการฟังธรรมก็คือเพื่อให้เข้าใจถูกในความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริง มีความเข้าใจที่มั่นคง เพราะเหตุว่าขณะนี้ชาติก่อนๆ ใครเป็นอะไร อยู่ที่ไหน จำได้ไหม ก็มีการเห็น มีการคิดนึกเหมือนอย่างนี้ แต่ชาติก่อนๆ ก็ไม่ได้เข้าใจความจริงของธรรม กี่ชาติมาแล้วที่ไม่ได้เข้าใจ จนกระทั่งมีการได้ฟังพระธรรมเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็เริ่มค่อยๆ คิด ค่อยๆ เข้าใจ แต่ก็ต้องรู้ว่าเพราะสะสมความไม่รู้มานานแสนนาน กว่าที่จะรู้จนหมดความสงสัยในสภาพธรรม และหมดการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน
นั่นคือแสดงว่า ต้องมีการเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น ในสิ่งที่ปรากฏ มากน้อยคนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้เลย เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดได้เมื่อมีเหตุปัจจัย ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นเป็นไปได้เลย แม้แต่ว่าขณะนี้เราอยู่ตรงนี้ ความจริงถ้าไม่มีปัจจัยที่จะให้อยู่ตรงนี้ เห็นตรงนี้ ก็อยู่ตรงนี้และเห็นตรงนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจความจริงของคำว่า ธรรม ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง มีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นแต่ละอย่างๆ หรือแต่ละหนึ่งๆ แล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นไม่มีสักอย่างเดียวที่จะเที่ยงถาวร แล้วก็ “เป็นเรา” ไปได้ เพราะเหตุว่าก่อนมาอยู่โลกนี้ อยู่ไหน ไม่รู้เลยใช่ไหม แล้วอะไรทำให้มาอยู่โลกนี้ได้ ไม่ไปโลกอื่น และอยู่อย่างที่เป็นอย่างนี้ด้วย ไม่เป็นอย่างอื่น คือ แต่ละคนก็เป็นแต่ละหนึ่ง
เพราะฉะนั้นก็ต้องมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้แม้อยู่ในโลกนี้ก็มีเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นทุกคนต้องจากโลกนี้ไปแน่ๆ จากโลกนี้ไปก็ต้องมีปัจจัยว่าถึงเวลาหรือยัง เมื่อไหร่จะไป แล้วไปไหน เพราะฉะนั้นตอนไปไหนนี่ก็สำคัญมาก เพราะว่าอยู่ในโลกนี้ชัดเจนว่า เราอยู่ในโลกนี้โดยเราไม่ได้เป็นนก เป็นเป็ด เป็นไก่ มีการได้ยินเสียง มีการเห็น แต่ก็ไม่สามารถจะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มี นี่คือความต่างกันของแม้อยู่ในโลกนี้ก็ต่างกัน ถ้าเกิดเป็นมนุษย์เป็นผลของกรรมดี ทำให้สามารถที่จะฟังเสียงรู้เรื่อง และก็เข้าใจด้วยว่า เสียงนี้หมายความถึงอะไร
เพราะฉะนั้นถ้าจากโลกนี้ไป ซึ่งเป็นมนุษย์ ซึ่งมีโอกาสจะได้ฟังธรรม ได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ซึ่งยากมากที่จะคิดเอง คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้ไม่มีอะไรเลย นอกจากธรรม ถ้าเข้าใจจริงๆ ทุกอย่างเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แล้วก็ไม่มีใครสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นมาได้ การสะสมความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างนี้ จะทำให้มีโอกาสได้เข้าใจถูกต้องขึ้นอีก ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เวลาได้ยินได้ฟังอีก เราก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าไม่ผิดแน่ๆ เพราะเหตุว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริง แล้วแต่ละคำก็พิสูจน์ได้ เช่น เห็นไม่ใช่ได้ยิน และการที่เห็น มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็ไม่ใช่เสียงที่ปรากฏทางหู
เพราะฉะนั้น จิตหรือธาตุรู้คือเห็นกับได้ยิน เกิดพร้อมกันไม่ได้ ต้องเป็นแต่ละหนึ่งขณะ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ ถ้าสามารถที่จะเข้าใจถูก ก็มีสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นจริงอย่างนั้นทีละอย่าง ทีละหนึ่ง เกิดดับสืบต่อ จนไม่รู้ความจริง จนกว่าจะได้ฟังแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็เป็นอย่างนี้ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ ก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ให้ได้ยิน ให้รู้ว่ามีกลิ่น ให้รู้ว่ามีรส ให้รู้ว่ามีเย็นร้อนอ่อนแข็ง ให้รู้ว่ามีคิดนึก แล้วก็จากโลกนี้ไป เรื่องทั้งหลายของโลกนี้ไม่ได้ตามไปเลยสักเรื่องเดียว เป็นคนใหม่ แล้วก็ไม่รู้เลย ไปเจอกันอีกโลกหน้า ใครเป็นใครก็ไม่รู้ ใช่ไหม เคยรู้จักกัน เคยสนิทสนมคุ้นเคยอย่างไรก็ไม่รู้
เพราะฉะนั้นก็เป็นเหมือนชาตินี้ จากชาติก่อนมาก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน เคยรู้จักใครบ้าง แล้วก็เคยเป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติกันหรือเปล่า ก็ไม่รู้เลย แล้วก็อยู่ด้วยความไม่รู้อย่างนี้ จนจากโลกนี้ไป ก็ไปเป็นคนอื่น เป็นคนใหม่ โดยที่จำโลกนี้ชาตินี้ไม่ได้เลย แต่ว่าก็ยังคงไม่ได้เข้าใจธรรมตามความเป็นจริง จนกว่าขณะนี้ที่เรามีโอกาสได้ยินได้ฟัง ค่อยๆ สะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูก แล้วทรัพย์สมบัติอะไรๆ ก็ตามไปไม่ได้เลยสักอย่าง เงินทองแม้แต่หนึ่งสลึง คงไม่ต้องถึงบาท ก็ยังตามไปไม่ได้ ร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าตามไปไม่ได้เลย ให้ใคร เอาไหม
ถ้ารูปนี้ขณะนี้ไม่มีจิต ปราศจากจิตเท่านั้นเอง ใครก็ไม่ต้องการ แต่ว่าไม่ได้รู้ความจริงเลย ที่รูปนี้เหมือนกับว่าเป็นเรา แต่ความจริง “รูป” สิ่งที่มีไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เป็นแต่เพียงที่เกิดหรือที่อาศัยของจิต เพราะว่าจิตซึ่งเป็นธาตุรู้จะเกิดนอกรูปไม่ได้เลย เช่น จิตเห็นไม่ได้เห็นข้างนอก แต่กำลังเห็นที่ตา จักขุปสาท รูปซึ่งมีจริงๆ ซึ่งสามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏ และทั้งหมดนี้ก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ถ้ารู้อย่างนี้ก็จะเข้าใจความจริงว่า เราหลงอยู่ในสังสารวัฏฏ์ ไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน เพราะขณะนี้ก็มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึก
ขณะนี้แข็งปรากฏ ไม่มีใครทำให้แข็งเกิดได้เลย แต่แข็งเกิดแล้วเป็นแข็งฉันใด จิตขณะนี้ก็เป็นจิต เกิดแล้วเป็นจิตคือเป็นธาตุรู้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าแต่ละหนึ่ง จะใช้คำว่าจิต จะใช้คำว่าเจตสิก ความโกรธ ความติดข้อง ความขยัน หรืออะไรทั้งหมดในชีวิตของแต่ละคน ก็เป็นสภาพธรรมทั้งหมดเลย ซึ่งมีปัจจัยเกิดทำให้กายไหว ประพฤติเป็นไปตามจิต ชั่วขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เกิดมาเพื่อที่จะมีกาย แล้วก็เคลื่อนไหวไป เดี๋ยวพูด เดี๋ยวทำ เดี๋ยวคิด แล้วก็จากโลกนี้ไป
อย่างเดี๋ยวนี้เลยถ้าจะมีใครตายที่นี่สักคนหนึ่งเป็นไปได้ไหม ได้แน่นอน เมื่อนั้นจะรู้ ใช่ไหม ว่าทุกคำที่พูด จริงไหม เพียงไม่มีจิต รูปร่างกายก็ทำอะไรไม่ได้เลย เคลื่อนไหวไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นไม่ใช่ของใครตอนนั้น ฉันใด ตอนนี้ รูปนี้ ก็ไม่ใช่ของใคร เพียงแต่เกิดมาเป็นธาตุที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แล้วก็เพราะมีธาตุรู้ รูปนี้ก็เป็นรูปที่มีชีวิต ทำให้หลงเข้าใจผิดคิดว่า ทั้งรูปและสภาพของจิต สภาพรู้ก็เป็นเรา เพราะเหตุว่าไม่รู้ว่าแท้ที่จริงมีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ แล้วก็ดับไปอยู่เรื่อยๆ ไม่มีอะไรที่เที่ยงถาวรเลย ตามที่ทรงแสดงไว้ว่าทุกอย่างที่มีจริงคือธรรมเดี๋ยวนี้ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย จะเป็นใครได้ หรือว่าจะเป็นของใครได้ อันหนึ่งก็จากไปหมดเลย แล้วก็ลืมหมดเลยทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็เกิดใหม่ เป็นคนใหม่ เริ่มใหม่ ก็เท่านี้เองในสังสารวัฏฏ์
ยังไม่เบื่อ ใช่ไหม เพราะว่าถ้าเป็นเราเบื่อ ขณะนั้นเพราะอะไร เพราะไม่ได้สิ่งที่เราพอใจ เราก็เบื่อ แต่ถ้าเป็นปัญญาที่เห็นโทษ จึงหน่าย คลายจากความติดข้อง เพราะฉะนั้นความเบื่อกับความหน่ายด้วยปัญญาก็ต่างกัน เบื่อเพราะเหตุว่าไม่ได้สิ่งที่เราต้องการ เบื่ออากาศร้อน หรือว่าเบื่ออาหารที่รับประทานบ่อยๆ เบื่ออะไรก็ธรรมดา แต่ว่าไม่ใช่การที่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วไม่มีอะไรที่ควรติดข้องเลย เพราะเหตุว่าสิ่งที่ปรากฏ ดับแล้ว ไม่เหลือด้วย แต่เพราะเหตุว่ามีธรรมอื่นเกิดสืบต่อ เหมือนไม่ดับ เหมือนยังมีอยู่ แล้วจะเบื่อได้อย่างไร ในเมื่อไม่รู้ว่าเมื่อสักครู่นี้ดับแล้ว ถ้ารู้จริงๆ ว่าเพียงเมื่อสักครู่นี้ดับ ไม่มีอะไรเหลือเลย ทุกอย่างดับไป ดับไปเรื่อยๆ เบื่อไหม เมื่อนั้นปัญญาถึงจะเห็นโทษ แต่ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ตราบใด เมื่อนั้นก็ยังเป็นความไม่รู้ เพราะฉะนั้น จริงๆ ก็คือว่าต้องมีความเข้าใจที่มั่นคงว่า สิ่งที่มีอยู่ในขณะนี้เดี๋ยวนี้ที่ปรากฏ แม้ฟังแล้วปัญญาก็ไม่ถึงกับการที่จะสละละคลายความเป็นตัวตน เพราะเหตุว่ายังเป็นเราเห็น และสิ่งที่ปรากฏก็ยังเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ยังไม่เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แล้วจะเบื่อได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่มีความเข้าใจมากขึ้น แล้วก็ไม่เอาธรรมที่เกิดดับอย่างเร็วแล้วก็รวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมายึดถือ ก็สามารถจะค่อยๆ คลายความไม่รู้และความติดข้องในแต่ละหนึ่ง จนกระทั่งสามารถที่จะเห็นว่าหนึ่งนั้นเกิดแล้วดับ และอีกหนึ่งจึงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น ตราบใดที่ยังไม่เป็นอย่างนี้ ไม่เบื่อ แต่ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว “ไม่มีเรา” จริงๆ เลย มีแต่ธรรม แม้แต่สิ่งที่ปรากฏก็มีจริงชั่วคราว ไม่ใช่ของใครเลยทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ามีธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้น แล้วก็เห็น แล้วก็มีขณะนี้กำลังได้ยิน ก็ยังไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นก็ไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วก็มีแต่สิ่งที่ปรากฏสืบต่อ ไม่ขาดสาย จนกระทั่งไม่รู้ความจริงก็เข้าใจว่า สิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ในพระไตรปิฎก ใช้คำว่า นิมิตตะ หมายความว่าเวลานี้เห็นอะไร แต่ไม่มีใครตอบเลยว่า เห็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ซึ่งเป็นความจริงแน่นอนอย่างเดียว ไม่เป็นอื่น สิ่งนี้ปรากฏให้เห็นเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น แค่หลับตาไม่ได้ปรากฏเลย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็จะเป็นของใครไม่ได้เลยทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่งๆ นี่ไม่เคยรู้เลย ทั้งวัน ตั้งแต่เช้าถึงมาเดี๋ยวนี้ก็เพียงแค่ฟัง เพราะฉะนั้นก็ยังไม่สามารถที่จะถึงการที่จะรู้ว่า สิ่งที่เคยเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด รวมกันก็เป็นแต่ละหนึ่ง หนึ่งต้องเกิดแล้วก็ดับ เห็นเป็นเราหรือเปล่า ตอบได้ ความจริงถ้ายังไม่รู้ว่าเห็นขณะนี้เห็นอะไร ไม่ได้เห็นคนเลย เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้
เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ความจริงของว่า สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้มีจริง และก็เกิดดับสืบต่อจนปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ทำให้จำได้ นี่คน นี่ดอกไม้ นี่โต๊ะ นี่เก้าอี้ แต่ความจริงก็คือสิ่งที่เกิดกับธาตุดินน้ำไฟลม ถ้าไม่มีธาตุดินน้ำไฟลมจะไม่มีอีกรูปหนึ่ง ซึ่งสามารถกระทบตาแล้วปรากฏให้เห็นเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ เราเรียกว่า โต๊ะ ยาว โต๊ะยาวหรือโต๊ะสั้น ก็เพราะมหาภูตรูป เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ขณะนั้นมีประมาณที่ปรากฏให้รู้ว่า เมื่อกระทบตาแล้วก็มีสิ่งที่เกิดที่มหาภูตรูป สามารถทำให้เกิดดับสืบต่อ เฉพาะตรงส่วนที่มีมหาภูตรูป จึงทำให้ปรากฏว่าโต๊ะสั้น หรือว่าโต๊ะยาวเพราะมหาภูตรูป
กระเป๋ารูปร่างต่างๆ กันไหม เพราะมหาภูตรูปที่มีสีสันวรรณะที่นั่นที่กระทบตาได้ ก็ปรากฏเป็นนิมิตรูปร่าง ที่เราเรียกว่ากระเป๋า เพราะเหตุว่าสภาพธรรมนั้นอยู่ที่มหาภูตรูป แต่มหาภูตรูปกระทบตาไม่ได้ แข็งกระทบตาไม่ได้ แต่รูปที่อยู่ที่มหาภูตรูป รูปหนึ่งสามารถกระทบตา ทำให้รู้ว่าสิ่งที่มีอยู่เป็นรูปร่างสัณฐานอะไร เป็นเดี๋ยวนี้เลย เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งกว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาอยู่ที่ไหน เกิดดับด้วย เพราะมหาภูตรูปก็เกิดแล้วดับ ธาตุดินน้ำไฟลมไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ดับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีอยู่ที่มหาภูตรูป ซึ่งกำลังกระทบตาขณะนี้ก็เกิดแล้วดับด้วย ยังไม่เบื่อใช่ไหม รู้แค่นี้เบื่อยังไม่ได้เลย อย่าเพิ่งไปถึงการที่จะหน่ายหรือคลายความไม่รู้และความติดข้อง เพราะเหตุว่ายังเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
เราจะไม่เข้าถึงคำที่ว่า ขณะนี้ที่สภาพธรรมไม่ปรากฏ ทั้งๆ ที่ความจริงของสภาพธรรมก็เกิดแล้วก็ดับไปอย่างเร็วมาก ที่สภาพธรรมไม่ปรากฏเพราะอวิชชาหรือความไม่รู้ ผ่านไปตลอดโดยความไม่รู้ เพราะฉะนั้นจะให้ไปประจักษ์การเกิดดับไม่ได้ จนกว่าความรู้เพิ่มขึ้นจากการฟังเข้าใจ
เพราะฉะนั้นการฟังเพื่อเข้าใจความเป็นจริงว่า เป็นสิ่งที่มีซึ่งเกิดโดยที่ว่าไม่ใช่ของเรา และก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย แต่ถ้าฟังผิด ฟังอย่างนี้แล้ว “เราไปทำ” ให้เกิดความเข้าใจ นี่ก็คือว่าหันหลังให้ความจริง เพราะว่าความจริงเดี๋ยวนี้ไม่ว่าอะไรก็ตาม เกิดแล้วทั้งนั้น สิ่งที่ยังไม่เกิดจะไม่ปรากฏ แต่อะไรก็ตามที่มีขณะนี้ เกิดแล้ว ไม่มีใครทำ แต่เกิด เพราะฉะนั้นที่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เพราะรู้ว่าเนื่องจากแต่ละคนมีความไม่รู้ มีความติดข้อง ไม่ว่าจะในขณะที่เห็นได้ยินเหล่านี้ เพราะฉะนั้นจิตย่อมคล้อยตามสิ่งที่ปรากฏด้วยความไม่รู้ ด้วยความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ด้วยความจำว่า เป็นเรื่องราวมากเรื่อง แทนที่จะเข้าใจ “เห็น” ซึ่งขณะนี้กำลังเห็นจริงๆ ก็ไปคิดเรื่องเยอะแยะเลยจากเห็น ได้ยินขณะนี้ชั่วขณะที่เสียงปรากฏ และมีจิตที่ได้ยิน ก็ลืมที่จะเข้าใจว่า ขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ก็ไปจำเรื่องราวของสิ่งซึ่งเกิดดับสืบต่อ ด้วยความไม่รู้และด้วยความติดข้อง
เพราะฉะนั้นกว่าจะเข้าใจคำว่า โลกคือสิ่งที่มีจริงขณะนี้ เกิดดับแต่ไม่ปรากฏ ก็เพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความสงสัยในสิ่งที่ได้ฟัง มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ละคลายความเป็นตัวตน ขณะนั้นจะรู้ได้เลย สิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ตรงและจริงตามที่ได้ฟังทุกอย่าง แต่ว่าที่ไม่ปรากฏว่าเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุว่าความไม่รู้ยังมีมาก ต้องอาศัยความเข้าใจเพิ่มขึ้นๆ หนทางเดียว
ผู้ฟัง เคยมีคำถามวางแผนงานในอนาคต
ท่านอาจารย์ มีจริงๆ หรือเปล่า กำลังวางแผนงานขณะนั้น เพราะฉะนั้นโลกจริงๆ มีแค่ ๖ ทางตาคิดไม่ได้เลย แค่เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ ทางหูก็คือได้ยินเสียง ขณะนั้นก็วางแผนอะไรไม่ได้ เพราะเสียงกำลังปรากฏ รู้เฉพาะเสียง ทางจมูกมีกลิ่น ทางลิ้นมีรสปรากฏ และก็ทางกายก็มีเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง เดี๋ยวนี้กำลังปรากฏ ทางใจประมวลมาทุกอย่างที่จำได้ จากเห็นบ้าง จากได้ยินบ้าง คิดเป็นเรื่องราวต่างๆ แต่ถ้าไม่คิด แผนก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี ถ้าไม่คิด ใช่ไหม
เพราะฉะนั้นแม้แต่ขณะที่คิดก็ไม่ใช่เรา แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้คือไม่มีจิตเจตสิก คิดไม่มี เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าจริงๆ แล้ว คิดมีจริงๆ แต่ต้องรู้ว่าไม่ใช่เราที่คิด เพราะว่าแต่ละคนในขณะนี้คิดไม่เหมือนกันเลย ให้คิดเหมือนกันได้ไหม ไม่ได้ ใช่ไหม ต่างคนต่างคิดตามการสะสม คนหนึ่งก็คิดอย่างหนึ่ง หรือแม้แต่ว่าแผนอย่างเดียวกัน หลายๆ คนคิดก็ยังคิดไม่เหมือนกัน ก็แสดงความเป็นแต่ละหนึ่ง ให้ทราบว่าไม่ว่าแผน หรือว่าไม่ว่าอะไรก็ตาม ไม่ว่าคน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เพียงไม่คิดก็ไม่มี ถูกต้องไหม
หลับสนิทนี่ มีแผนการอะไรหรือเปล่า วางแผนการอะไรหรือเปล่า เพราะขณะนั้นจิตไม่ได้เกิดขึ้นคิด แต่เมื่อจิตคิดเกิดเมื่อไหร่ ก็ต้องมีเรื่องที่คิด ความจริงก็คือไม่ใช่เรา ต่างคนต่างคิดตามเหตุตามปัจจัย ไม่ให้คิดได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่สามารถเข้าใจคิดได้ไหม คือสามารถเข้าใจ ธรรมทั้งหมดที่ฟังไม่ว่าจะนานมากน้อยเท่าไหร่ เพื่อเข้าใจ อย่าคิดที่จะไปทำอะไรเลย เพราะว่าอะไร ขณะนี้แข็งปรากฏ เข้าใจแข็งตรงตามที่ได้ฟังหรือเปล่า ไม่มีเลย แต่ถ้าเข้าใจจะรู้ไหมว่าขณะนี้มีธาตุที่กำลังรู้แข็ง คือไม่ลืมว่าที่แข็งจะปรากฎได้ เพราะมีธาตุที่กำลังรู้แข็ง
คนที่ฟังธรรมในครั้งพุทธกาล ผู้มีพระภาคตรัสเรื่องสิ่งที่กำลังมีจริง ให้พิจารณาให้เข้าใจถูก เช่น แข็ง ทุกคนรู้แข็ง แต่ไม่ใช่ปัญญาเลย เพราะเหตุว่าไม่รู้ความเป็นธรรมอย่างหนึ่งคือแข็ง แต่เวลาที่ได้ฟังแล้ว แข็งกับเสียงก็เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ปรากฏเมื่อธาตุรู้กำลังเกิดขึ้นรู้ ไม่ว่าเด็กเล็กผู้ใหญ่อย่างไรรู้แข็งหมด แต่ว่าไม่ใช่เด็ก เป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่ผู้ใหญ่ แต่ธาตุรู้นั้นเกิดขึ้นรู้แข็ง
เพราะฉะนั้นการที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏในขณะนี้ จิตและปัญญายังไม่ได้น้อมไปรู้ตามที่ได้ฟัง ขณะที่ฟังก็เป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องที่เพิ่งเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม แต่ว่ากว่าจะไม่มีอวิชชา โลภะที่เคยคิดเรื่องต่างๆ แล้วก็น้อมมาคิดเรื่องแข็งที่กำลังปรากฏ ก็ยาก ไม่ใช่เป็นการบังคับว่าทุกคนเวลานี้มารู้แข็ง แต่ว่าแต่ละวันที่ได้ฟัง ความเข้าใจที่มีก็จะเห็นได้ว่ามากหรือน้อย พูดเรื่องสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง พูดเรื่องเห็น พูดเรื่องคิด พูดเรื่องโกรธ พูดเรื่องวางแผนอะไรๆ ทั้งหมด เป็นสิ่งที่มีจริง แต่ขณะนั้นการฟังไม่พอที่จะน้อมมาเข้าใจ หรือรู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนั้นคือคิดเป็นคิด ถ้าไม่คิดอะไรๆ ก็ไม่มี
เพราะฉะนั้นไม่ใช่ห้ามคิด เพราะเหตุว่าสะสมมาที่จะคิดก็คิด แต่ละคน แต่ละอย่าง แล้วแต่ว่าวิชาการอาชีพ หรือว่าขณะนั้นกำลังทำอะไรอยู่ ใช่ไหม ก็คิดเรื่องนั้น แต่ปัญญาสามารถที่จะฟังและเข้าใจ ว่าคิดมีจริงๆ ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นกว่าคิดเป็นคิด แข็งเป็นแข็ง ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงทั้งหมด เพื่อค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่บังคับให้เราไปประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไป แต่ต้องมีการที่ว่าวันหนึ่งๆ คิดเรื่องอื่นมามาก ฟังธรรมก็เยอะ แต่ว่ากำลังเข้าใจแข็งหรือเปล่า ใช้คำว่า เข้าใจ เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่มีจริงๆ เห็นไหม มีจริงๆ แน่นอน และแข็งที่ปรากฏเป็นอะไร เป็นเราหรือเปล่า เป็นนิ้วหรือเปล่า เป็นโต๊ะหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงแข็ง
เมื่อไหร่ที่รู้ว่าแข็งเป็นแข็ง เมื่อนั้นถูก เพราะว่าจะละคลายการที่เคยจำได้ว่า แข็งเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะว่าที่แท้จริงก็คือว่าแข็งมี แต่ว่าเพราะว่าไม่รู้ความจริง จึงติดข้องแล้วก็จดจำสิ่งที่ปรากฏที่แข็ง จึงมีความเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ตลอดเวลา เป็นคนบ้าง เป็นดอกไม้บ้าง เป็นต้นไม้บ้าง เป็นอาหารบ้าง ทั้งหมด แต่ความจริงก็คือเมื่อไหร่จะรู้ความจริงว่า ถ้าไม่มีแข็ง อาหารมีไหม ต้นไม้มีไหม โต๊ะมีไหม อะไรก็ไม่มีเลย
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วก็ต้องเข้าใจความจริงว่ามีธรรม ซึ่งถ้าเราจะเปรียบเป็นโลก ๒โลกก็ได้ โลกภายนอก เรื่องราวต่างๆ ในห้องนี้เป็นโลกภายนอก มีคน มีหน้าต่าง มีประตู ใช่ไหม แต่ถ้าไม่มีจิตเจตสิกซึ่งเป็นโลกภายใน โลกภายนอกจะมีไหม ก็ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นโลกภายนอก วันหนึ่งๆ จะเกิดขึ้นเป็นไปเพราะโลกภายใน โลกของปัญญา ก็สามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง โลกของความไม่รู้ ก็ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงสิ่งนี้ใครก็ไปทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เกิดแล้วเป็นอย่างนี้ และก็คิดในสิ่งที่ปรากฏ เพราะความไม่เข้าใจความจริง เพราะว่าสภาพที่มีจริงขณะนี้สั้นมาก เร็วมาก แต่เกิดดับสืบต่อโดยไม่มีใครรู้ จึงยึดถืออาการภายนอกว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ผู้ฟัง ถ้ากรณีที่สติระลึกรู้สภาพธรรม การศึกษาก็ต้องต่างจากที่เราศึกษาปริยัติเยอะใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ศึกษาคือเข้าใจ ได้ยินคำว่าจิต ศึกษาไหม ศึกษาว่าจิตเป็นสิ่งที่มีจริง แล้วทำไมใช้คำว่าจิต เพราะเป็นสภาพที่สามารถที่จะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริง มีจริงๆ แต่ไม่ใช่สภาพรู้ แข็งรู้อะไรไม่ได้ เสียงก็รู้อะไรไม่ได้ กลิ่นก็รู้อะไรไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้นรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามี อย่างขณะนี้เสียงปรากฏ แต่ถ้าไม่มีธาตุที่เกิดขึ้นรู้เฉพาะเสียงที่ปรากฏ เสียงนั้นก็ปรากฏไม่ได้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860