ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841


    ตอนที่ ๑๘๔๑

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ ไม่สามารถที่จะอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาจริงๆ แต่ถ้าไม่ลืมขณะนั้นเป็นอะไร ที่ไม่ลืมว่าเป็นธรรม ขณะนั้นไม่ใช่เราแต่เป็นอะไร สตินั่นเอง ที่เราพูดเมื่อสักครู่นี้คือสิ่งที่เราพูดแล้ว เมื่อยังไม่ชัดเจนยังไม่เข้าใจ ก็คือต้องเข้าใจในขณะที่เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ ขณะที่นั่งเฉยๆ คิดเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เป็นไปในทาน ในศีล ในภาวนา ขณะนั้นก็ไม่ใช่สติ แต่เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง คิดได้ทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องดีเรื่องไม่ดี ก็คิดได้ เดี๋ยวจะไปทำอะไร นั่นเป็นสติหรือเปล่า เป็นอะไร

    สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งมีจริงๆ ภาษาบาลีใช้คำว่าวิตักกะ แต่ภาษาไทยตัดสั้นหมดเลย เป็นวิตก แต่ความหมายก็เปลี่ยนไปด้วยคือพอบอกว่าวิตก รู้สึกจะไม่ค่อยสบาย ห่วงกังวลมีอะไรอยู่ในใจที่ทำให้ขุ่นใจบ้าง ไม่สบายใจบ้าง หรือเดือดร้อนใจบ้าง แต่เวลาเพลินๆ ไม่เห็นมีใครใช้คำว่าวิตกใช่ไหม เพราะฉะนั้นความหมายในภาษาไทยก็เป็นไปในทำนองที่ไม่สบายใจ

    วิตกคิดมากเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่สามารถที่จะทำให้จิตใจปลอดโปร่งได้ เพราะขณะนั้นไม่ใช่สติ อกุศลเกิดขึ้นขณะใด ไม่ว่าจะเป็นโทสะความขุ่นเคืองใจ หรือว่าความติดข้องใดๆ ทั้งสิ้น ขณะใดที่ไม่เป็นไปในทาน การให้ ซึ่งการให้ก็ไม่ใช่มีแต่เฉพาะวัตถุ การอภัยก็เป็นการให้ คืออภัย ให้ความไม่มีโทษ ความไม่มีภัยแก่บุคคลอื่น ขณะนั้นก็เป็นสติ แต่ว่าถ้าไม่ใช่เป็นขณะที่เป็นไปในเรื่องของกุศล เป็นวิตกเจตสิก สภาพธรรมที่มีจริงวันหนึ่งวันหนึ่งอะไรเกิดมาก วิตกเจตสิกเกิดมากหรือว่าสติเกิดมาก คนอื่นรู้ไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นธรรมเหมือนกระจกเงาส่องถึงจิต ถ้าสามารถที่จะมีความรู้ความเข้าใจว่า ขณะนั้นที่ไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไร แต่ละหนึ่ง ซึ่งก่อนอื่นเราไม่สามารถที่จะรู้จักชื่อที่เราคุ้นหูโดยการที่ว่าจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นชื่อเลย เป็นธรรมมีจริงๆ ลักษณะอย่างนั้น แต่อาศัยชื่อ จึงทำให้รู้ว่ากล่าวถึงสภาพธรรมอะไร เพราะฉะนั้นวิตกมีจริงๆ สติมีจริงๆ ใช้คำต่างกัน แสดงถึงความต่างกันของสภาพธรรมด้วย

    นี่เป็นเหตุที่การที่เราได้ศึกษาธรรม เราจะเริ่มเห็นความละเอียดขึ้นของธรรมแต่ละอย่าง จนกว่ามีความเข้าใจค่อยๆ เพิ่มขึ้นว่าไม่ใช่เราแน่นอน แต่ละธรรมก็เป็นหนึ่ง วิตกก็เป็นหนึ่ง สติก็เป็นหนึ่ง แล้วเรายังสามารถที่จะรู้จริงๆ ขั้นการฟังว่าขณะใดเป็นสติ และขณะใดไม่ใช่สติ แต่เป็นวิตกเจตสิก มิฉะนั้นแล้วการฟังไร้ประโยชน์ ถ้าไม่สามารถที่จะฟังเข้าใจได้ว่า ขณะใดเป็นอะไร แต่ก็เป็นเพียงขั้นการฟังก่อน เพราะฉะนั้นก่อนอื่นเดี๋ยวนี้จิตมีใช่ไหม เป็นกุศลหรืออกุศล คำถามเมื่อเช้านี้ ลืมหรือยัง จิตมีเดี๋ยวนี้ แต่จิตนั้นเป็นกุศลจิตหรือว่าอกุศลจิต ตอบไม่ได้เพราะอะไร เกิดแล้วดับแล้ว

    เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างในขณะนี้มี แต่สั้นมาก เพียงเกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป เกิดแล้วดับแล้ว แต่ถ้าขณะใดที่สติสัมปชัญญะ เพิ่มคำว่าสัมปชัญญะ ต่างกับสติในขั้นของทาน ในขั้นของศีล เพราะเหตุว่าสัมปชัญญะหมายความถึงสติที่รู้สึกตัวในขณะนั้น ที่ใช้คำว่ารู้สึก เพราะเหตุว่ามีสภาพธรรมกำลังปรากฏ ไม่ใช่ที่อื่น แต่ที่ตรงที่กำลังปรากฏ และจากการฟังไม่ลืมว่าทุกอย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งธรรมดาๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เป็นธรรมแน่นอน แล้วสิ่งธรรมดาๆ ที่ปรากฏในขณะนี้เป็นธรรม เมื่อสติเกิดและเริ่มเข้าใจลักษณะที่เป็นธรรม

    เพราะฉะนั้นก็เป็นสติอีกระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ระดับฟังแล้วเข้าใจ เข้าใจก็ต้องมีสติ เพราะว่าที่ใดมีปัญญา ที่นั้นต้องมีสติเกิดร่วมด้วย แต่ว่าในขณะที่กำลังฟังอย่างนี้ สภาพธรรมก็มี ได้ยินเรื่องของสภาพธรรมก็ผ่านไปผ่านไป ยังไม่รู้จักธรรมจริงๆ แม้แต่ละหนึ่ง จนกว่าสติสัมปชัญญะเพิ่มระดับของสติขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องฟัง ไม่ใช่แต่เรื่องคิด เรื่องทาน หรือเรื่องอื่น แต่มีลักษณะที่ได้ฟังในขณะนี้แหละกำลังปรากฏ กำลังปรากฏจริง แต่ความเข้าใจระดับไหน

    ความเข้าใจประการแรกคือปรากฏแล้ว สติเกิดหรือเปล่า เพราะแข็งก็ปรากฏแล้ว สติเกิดหรือเปล่า ถ้าสติไม่เกิดจะไปตอบว่าสติเกิดก็ผิดใช่ไหม ไม่ตรง แต่ว่าเมื่อไหร่ที่สติเกิด เมื่อนั้นต้องมีลักษณะของสติจึงรู้ว่าขณะนั้นสติเกิด นี่เป็นการฟังเพื่อที่จะเข้าใจยิ่งขึ้นในสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ และรู้ว่านี่เป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ทรงสอนเรื่องผลเท่านั้น แต่สอนถึงเหตุที่จะทำให้ผลนั้นๆ เกิดขึ้น สิ่งที่มีจริงก็กำลังปรากฏ เพราะว่าเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแต่ว่าสั้นมาก ปรากฏแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่กำลังเห็น ได้ยินก็มี

    เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่ง เห็นไม่ใช่ได้ยิน แล้วจะรู้จริงก็คือว่าขณะนั้น เพราะมีความเข้าใจว่าเห็นคืออะไร ได้ยินคืออะไร เพราะปกติเป็นเราเห็น แต่เมื่อไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงธาตุชนิดหนึ่ง ธรรมคือสิ่งที่มีจริงที่กำลังเห็น เห็นไหม คำธรรมดา แล้วก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ แต่ยากที่จะเข้าใจว่าขณะนี้เห็นก็คืออย่างนี้แหละ ไม่มีใครไม่เห็นใช่ไหม กำลังเห็นนี่แหละเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงกำลังปรากฏให้เข้าใจถูกต้อง แต่ถ้าไม่ได้มีการฟังเลย จะมีใครรู้ไหมว่าเห็นเกิดขึ้นไม่ใช่เรา เห็นเกิดขึ้นและก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นในขณะที่เห็นกำลังเห็นนี่แหละ ถ้าจะรู้จริงคือรู้ว่า ขณะนี้เห็นเป็นเห็น แข็งเป็นแข็ง ถ้าบอกอย่างนี้ ใครๆ ก็บอกธรรมดาใช่ไหม มีใครไม่รู้บ้างว่าแข็งเป็นแข็ง แต่ว่าเพียงบอกว่าแข็งเป็นแข็ง มีความเข้าใจในแข็งแค่ไหน เป็นเราหรือเปล่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ ขณะที่กำลังรู้แข็งโดยที่ไม่เคยฟังธรรมเลย ทุกคนรู้แข็ง เพราะเหตุว่ามีกาย และที่กายสามารถกระทบสัมผัสกับสิ่งที่แข็งที่กำลังปรากฏเท่านี้เอง แต่ว่าความรู้คือขณะที่แข็งปรากฏโดยไม่เคยรู้ความจริงของแข็งมาก่อน

    เริ่มเข้าใจลักษณะแข็ง ฟังยาก แข็งก็ปรากฏ แต่ว่าเริ่มเข้าใจลักษณะของแข็ง โดยที่ขณะนั้นมีลักษณะของแข็งปรากฏดี คำว่าปรากฏดีก็แปลก แข็งกำลังปรากฏ ปรากฏดีหรือเปล่า แม้แต่คำธรรมดาง่ายๆ แข็งปรากฏดี คือปรากฏลักษณะที่แข็งเท่านั้น ในขณะนั้นไม่มีอย่างอื่นเลย กับขณะที่แข็งปรากฏแล้วเข้าใจว่าเป็นดอกไม้ ดอกมะลิ พวงมาลัย แล้วก็กระทบสัมผัสแข็ง แต่แข็งที่กระทบสัมผัสนั้นเป็นพวงมาลัย เพราะฉะนั้นลักษณะของแข็ง เฉพาะแข็งปรากฏดี คือปรากฏว่าเป็นเพียงแข็งเท่านั้นหรือยัง นี่ต่างกันแล้วใช่ไหม กระทบแก้ว ก็มีการกระทบแต่ก็เข้าใจทันทีว่าเป็นแก้ว

    เพราะฉะนั้นลักษณะที่แข็ง เฉพาะแข็งที่ยังไม่ได้เป็นแก้ว เป็นเฉพาะแข็งปรากฏดี คือเป็นเพียงแข็งเท่านั้นหรือเปล่า วันหนึ่งวันหนึ่งเป็นอย่างนี้บ้างหรือเปล่า หรือว่ากระทบก็กระทบไป แต่แต่ละลักษณะไม่ได้ปรากฏดี เพราะเหตุว่าสั้นมากแล้วก็มีความคิดเรื่องสิ่งที่ปรากฏทันที เมื่อเช้านี้มีใครจับหมอนบ้างไหม เห็นไหม ไม่ได้บอกว่าจับแข็ง จับหมอนบ้างไหม ทันทีที่กระทบก็หมอน เพราะฉะนั้นลักษณะที่แข็งหรือนุ่มไม่ได้ปรากฏดี คือเฉพาะเพียงลักษณะเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเจือปนเลย เพราะว่าขณะนั้นมีความเข้าใจถูก มีความเข้าใจที่จะเข้าใจว่าสิ่งนี้มีเมื่อกระทบสัมผัส แต่พอไม่กระทบสัมผัส นึกถึงแข็งนึกได้ นึกถึงเย็นก็ได้ นึกถึงร้อนก็ได้ แต่ลักษณะที่ร้อนหรือเย็นหรือแข็ง ไม่ได้ปรากฏในขณะที่นึก แต่จะปรากฏต่อเมื่อมีการกระทบสัมผัสชั่วขณะที่สิ่งนั้นปรากฏ

    ถ้าเป็นทุกวันที่ไม่เคยฟังธรรมเลย ก็จับรองเท้า ช้อนส้อม ก็เป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ ไม่ได้ปรากฏดีว่า เป็นแต่เพียงธรรมที่เกิดเป็นอย่างนั้น แล้วก็ดับไป แล้วก็มีธรรมอย่างอื่นปรากฏสืบต่อ แม้แต่ในขณะนี้แข็งก็กำลังปรากฏ แล้วเห็นก็กำลังเห็น และอย่างไร อะไรปรากฏดี ยังไม่ดีทั้งสองอย่าง เพราะเหตุว่ายังไม่ได้เข้าใจถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ จึงชื่อว่าเริ่มเข้าใจ เริ่มรู้ เมื่อรู้แล้วก็คือว่าไม่มีเรา ไม่มีอะไรเลยในสิ่งที่ปรากฏ แข็งเป็นแข็ง ขณะนั้นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เห็นขณะนี้เป็นเห็น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ฟังดูเหมือนธรรมดา แต่เห็นเป็นเห็น เป็นอย่างอื่นไม่ได้

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำก็เป็นการที่ว่า ฟังแล้วก็จะต้องไตร่ตรอง แล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น ว่าความจริงก็คือว่า แต่ละหนึ่งที่ปรากฏไม่ได้ปะปนกันเลย แต่ว่ามีเหตุปัจจัยทำให้เกิดแล้วก็ดับ แล้วก็ขณะใดที่ไม่รู้ความจริง สิ่งนั้นเกิดแล้วดับแล้ว แต่จะรู้ความจริงตอนที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏแล้วยังไม่ดับ แต่ว่านานแสนนาน จากการที่ฟังแล้วเริ่มที่จะมีลักษณะของธรรมปรากฏดี คือปรากฏตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้นว่าไม่เป็นอย่างอื่นเลย นอกจากแข็งเป็นแข็งชั่วคราว แล้วก็อย่างอื่นจะปรากฏก็มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างตามปกติด้วย

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ทำอย่างไรเราถึงจะรู้ว่า ชาติหน้ามีจริง

    ท่านอาจารย์ ทำอย่างไรด้วยใช่ไหม และชาติคืออะไร ชา-ติ

    ผู้ฟัง การเกิด

    ท่านอาจารย์ การเกิด แสดงว่าเดี๋ยวนี้มีอะไรเกิดหรือเปล่า ยังไม่ต้องชาติหน้า เดี๋ยวนี้เอง มีอะไรเกิดหรือเปล่า มี สิ่งนั้นยังคงอยู่หรือว่าความจริงก็หมดสิ้นไปแล้ว ที่ใช้คำว่าดับไปแล้ว หรือว่ายังคงมีอยู่ ไม่ดับไม่หมดสิ้น

    ผู้ฟัง มีขึ้นแล้วก็ดับไป

    ท่านอาจารย์ หมดขึ้นดับไป แต่ก็มีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อใช่ไหม บังคับไม่ให้มีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อได้ไหม ให้หมดไปเลยไม่เหลืออะไรเลยได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เห็นเมื่อสักครู่นี้ดับ ได้ยินเกิดขึ้นแทน แล้วได้ยินก็ดับ และเห็นก็เกิดอีก พอเห็นเกิดอีก คิดนึกก็เกิด แล้วคิดนึกก็ดับ เพราะว่าคิดไม่ใช่เห็น คิดไม่ใช่ได้ยิน ได้ยินก็ไม่ใช่เห็น แล้วใครไปทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิด มีใครไปทำได้หรือเปล่า หรือว่าสิ่งนี้เกิดตามเหตุตามปัจจัยบังคับไม่ได้ ถ้าไม่มีจักขุปสาท คนตาบอดอย่างไรก็เห็นไม่ได้ ใช่ไหม ไม่มีเห็น แต่ก็มีอย่างอื่นเกิด เพราะฉะนั้นชา-ติ คือการเกิด ที่เราเกิดมาก็คือธรรมแต่ละหนึ่ง สภาพรู้กับสภาพที่ไม่ใช่สภาพรู้ ที่เราเรียกว่าร่างกายกับจิตใจ ก็เกิดแต่ก็ดับไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ดับไม่มีการเติบโตไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ละขณะแต่ละวันหมดสิ้นไปเรื่อยๆ แต่ก็มีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อ

    ตอนที่หลับสนิท หลับสนิทไปเรื่อยๆ ไม่ตื่นได้ไหม ไม่ได้ เพราะว่าเป็นสภาพธรรมที่เมื่อเกิดแล้วดับไป ก็เป็นปัจจัยให้สภาพธรรมเกิดต่อทันที จิตขณะหนึ่ง ธาตุรู้สภาพรู้ตั้งแต่ครั้งแรกของชาตินี้ เกิดแล้วดับ สืบต่อมาเรื่อยๆ จนถึงขณะนี้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ก็กำลังเกิดดับอยู่ ถูกต้องไหม เพราะฉะนั้นจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ดับ มีจิตต่อไปเกิดสืบต่อหรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็สมมติเรียกชาตินี้เวลาที่จิตขณะสุดท้ายดับไป ก็หมด แต่ว่าเป็นปัจจัยให้ชาติหน้า คือจิตซึ่งเกิดสืบต่อจากจิตขณะสุดท้ายนี้เกิด ก็เรียกว่าปฏิสนธิหรือเกิด

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ก็เป็นการที่เกิดแล้วตายทุกขณะ ถูกต้องไหม เห็นเกิดแล้วเห็นก็ดับ เห็นเกิดแล้วเห็นก็ตาย ได้ยินเกิดแล้วได้ยินก็ดับ เพราะฉะนั้นเกิดดับคือเกิดตายอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าขณิกมรณะ หมายความว่าขณะหนึ่งขณะหนึ่งที่เกิดดับ ใช้คำว่าตายได้ เพราะเหตุว่าเวลาที่จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้เกิด เราใช้คำว่าตายเพราะว่าสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ กลับมาเป็นคนนี้อีกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นขณะที่นอนหลับตายหรือยัง ยังไม่ตายเพราะตื่นมาก็เป็นคนนี้อีก ยังไม่เปลี่ยนเป็นคนอื่นเลย ใช่ไหม แล้ววันนี้ทั้งวันก็มีการเห็น มีการได้ยิน ล้วนแต่เกิดดับไปหมด ไม่ใช่ขณะที่กำลังหลับสนิทใช่ไหม เดี๋ยวนี้ เพราะขณะต่างๆ เหล่านี้หมดไป ดับไป จนถึงเวลาที่เราใช้คำว่าหลับ ไม่เห็นอะไร ไม่ได้ยินอะไร ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ไม่คิดนึกด้วย ใช่ไหม

    เพราะฉะนั้นแม้แต่ขณะที่หลับ จิตก็เกิดดับ ทำกิจดำรงภพชาติ ยังไม่ให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ ยังเปลี่ยนเป็นบุคคลอื่น หรือว่าเกิดใหม่เป็นคนอื่นยังไม่ได้ แต่วันหนึ่งจะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง จำอะไรในชาตินี้สักอย่างก็ไม่ได้ เหมือนก่อนที่จะมาสู่โลกนี้ อยู่ที่ไหน ทำอะไร จำสักอย่างหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับไป เป็นปกติเหมือนกับจิตอื่นๆ เกิดแล้วก็ต้องดับ ขณะนั้นผิดจากขณะอื่น เพราะเหตุว่าทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ จะกลับเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลย แล้วก็มีจิตซึ่งเกิดสืบต่อทันที เป็นปฏิสนธิของชาติหน้า

    เพราะฉะนั้นจิตขณะแรกของชาติหน้า สืบต่อจากจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ เหมือนเดี๋ยวนี้ ทุกขณะที่ดับไปก็มีสภาพธรรมที่เกิดสืบต่อ เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าชาติหน้าก็ได้ใช่ไหม เพราะเหตุว่าการเกิดดับระหว่างที่ยังไม่ตาย เป็นขณิกมรณะ แต่พอถึงขณะสุดท้ายของจิต ที่ทำกิจเคลื่อนพ้นจากสภาพความเป็นบุคคลนี้ เป็นสมมติมรณะ แต่ยังไม่ใช่สมุจเฉทมรณะ เพราะเหตุว่ายังเป็นอย่างนี้ไป จนกว่าจะถึงจิตขณะสุดท้ายของพระอรหันต์ ซึ่งดับแล้วไม่มีการเกิดสืบต่ออีกเลย จึงเป็นสมุจเฉทมรณะ ชาติหน้ามีจริงไหม ชาติก่อนมีจริงไหม เพราะชาตินี้มี ก็แสดงว่าก่อนชาตินี้ก็ต้องมี และเมื่อมีชาตินี้แล้ว ยังมีกิเลสอยู่ก็ต้องมีชาติหน้าต่อไป

    อ.อรรณพ ที่ท่านแสดงว่าชื่อว่าสัตว์โลก เพราะอรรถว่าเป็นที่ดูบุญและบาป และผลของบุญและบาป จะดูบุญและบาป และผลของบุญและบาปดูอย่างไร และเพื่อประโยชน์อะไร

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นต้องทราบว่า บุญคือสภาพธรรมที่ดีงาม และก็บาปก็ตรงกันข้าม สภาพธรรมที่เป็นโทษไม่ดีงาม แล้วขณะนี้กำลังเห็น เป็นผลของบุญหรือบาป หรือว่าเป็นตัวบุญหรือบาป กำลังเห็น ไม่เช่นนั้นเราก็พูดแต่ชื่อใช่ไหม แต่เรายังไม่ได้มีความมั่นใจเข้าใจจริงๆ ว่า เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น ไม่ใช่ตัวบุญและบาป แต่เป็นผลของบุญและบาป แล้วแต่ว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เป็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ เพราะว่าทุกคนก็อยากจะเห็นแต่สิ่งที่น่าพอใจ แต่เลือกไม่ได้เลย อยากได้ยินเสียงน่าพอใจก็เลือกไม่ได้อีก

    เพราะฉะนั้นในขณะที่เห็น ขณะที่ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย ขณะนั้นเป็นผลของบุญและบาป แล้วแต่สิ่งที่ปรากฏในขณะนั้น จะน่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ คร่าวๆ เท่าที่สามารถจะเข้าใจได้ เพราะความจริงสภาพธรรมเกิดดับเร็ว และก็ละเอียดกว่านี้ พ้นจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นอกจากนั้นเป็นบุญหรือบาป คือว่าเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่เราสามารถที่จะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่าต้องถามใคร ขณะนี้เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น เป็นผลของกรรม จึงทำให้ต้องเห็น ไม่เห็นไม่ได้เพราะอะไร เพราะกรรมทำไว้แล้ว

    เพราะฉะนั้นผลของกรรมไม่ใช่ขณะอื่นเลย นอกจากขณะเกิด ผลของกรรมอะไร ถ้าเป็นมนุษย์หรือว่าสวรรค์ ก็เป็นผลของกุศลกรรม ถ้าไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่เทวดานางฟ้าบนสวรรค์ ก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือว่าเกิดในนรก เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย ก็เป็นผลของอกุศลกรรม

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจว่ากุศลคืออะไร อกุศลคืออะไร ก็จะไปดูบุญและบาป ก็คงจะไม่มีปัญญาจะไปดูใช่ไหม แล้วก็ผลของบุญและบาปซึ่งก็เป็นสิ่งที่เป็นผลของกุศลและอกุศล

    ท่านอาจารย์ วันๆ หนึ่งดูเหมือนอยู่ไปวันๆ ใช่ไหม อยู่ไปจริงๆ บังคับไม่ให้อยู่ก็ไม่ได้ ไม่อยากจะอยู่ ไม่อยากจะเห็นก็ไม่ได้ทั้งนั้น ก็ต้องอยู่ไปวันๆ แต่ว่าลืมหรือเปล่าว่า อยู่ไปวันๆ แล้วจะไปไหน อยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ได้ไหม ไม่ได้เลย อยู่ไปวันๆ ตามบุญตามกรรม แล้วแต่ว่าถึงเวลาที่จะให้เปลี่ยนจากการเป็นอยู่ไปวันๆ แบบนี้ หรือว่าจะอยู่ไปวันๆ อีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งก็ต้องเป็นไปตามเหตุ

    อ.อรรณพ คนที่ศึกษาธรรมหรือไม่ศึกษาธรรม ก็ต้องอยู่ไปวันๆ หรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ อยู่ไปวันๆ โดยไม่รู้อะไรไม่เข้าใจอะไร กับอยู่ไปวันๆ โดยเริ่มรู้เริ่มเข้าใจธรรม นี่ก็ต่างกันแล้ว เพราะฉะนั้นจะอยู่ไปวันๆ แบบไหน แต่อย่างไรก็ต้องอยู่ ไม่อยู่ไม่ได้ และการที่รู้สึกว่าอยู่ไปวันๆ ก็มีสองอย่างใช่ไหม อยู่ไปวันๆ ด้วยอกุศล กับอยู่ไปวันๆ ด้วยกุศล

    อ.ธิดารัตน์ อยู่ไปวันๆ ด้วยกุศล คงไม่ได้มีกุศลเต็มที่ คือเริ่มมีกุศลบ้างดีกว่า เพราะว่าปกติอกุศลมาก แต่ก็ยังมีโอกาสได้ฟังธรรม ก็ยังเรียกว่ามีกุศลค่อยๆ ที่จะเจริญขึ้น จนกว่าจะอยู่ไปวันๆ ด้วยกุศลจริงๆ

    ท่านอาจารย์ ก็ยังมีอีกคำหนึ่ง อยู่ไม่สุข ทั้งๆ ที่อยู่ไปวันๆ แต่ก็อยู่ไม่สุขใช่หรือเปล่า หรือว่าเป็นสุขสบายดี อยู่ไปวันๆ แต่อยู่ไม่สุขเพราะอะไร ทำไมถึงไม่สุข มีคำตอบแล้วใช่ไหม อยู่ไปวันๆ แต่อยู่ไม่สุข เพราะมีกิเลส กิเลสนี่ทำให้อยู่สุขไม่ได้เลย แล้วแต่ว่าจะไปไหนเพราะอะไร ดิ้นรนเดือดร้อนโดยไม่รู้ตัวเลย คืออยู่ไม่สุข เป็นผลของบุญและบาป หรือว่าเป็นบุญและบาป

    อ.อรรณพ เป็นผลของบาป

    ท่านอาจารย์ ทั้งสองอย่างใช่ไหม ขณะที่ได้ยิน เสียงน่าพอใจไหม เพราะฉะนั้นที่เราฟังไปแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มีในชีวิตประจำวัน มี แต่เรื่องฟังก็ส่วนหนึ่ง พอเกิดขึ้นจริงๆ ก็ไม่รู้แล้ว นี่แสดงว่าการฟังยังไม่มั่นคงพอที่จะเริ่มเข้าใจตรงขณะที่ได้ยินจริงๆ ว่า ขณะนั้นบังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีใครอยากได้ยิน ก็เกิดแล้วใช่ไหม แต่ขณะที่เกิดแล้วได้ยินแล้ว ไม่ชอบเสียงนั้น เพราะฉะนั้นจากผลของบุญและบาป ก็เป็นบุญและบาปซึ่งเกิดสืบต่อ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    24 ม.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ