ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841


    ตอนที่ ๑๘๔๑

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ ไม่สามารถที่จะอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาจริงๆ นะคะ แต่ถ้าไม่ลืมขณะนั้นเป็นอะไรคะ ที่ไม่ลืมว่าเป็นธรรมะ ขณะนั้นไม่ใช่เราแต่เป็นอะไร สติไงคะ ที่เราพูดเมื่อกี้นี้ค่ะคือสิ่งที่เราพูดแล้ว เมื่อยังไม่ชัดเจน ยังไม่เข้าใจนะคะ ก็คือต้องเข้าใจในขณะที่เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ

    ขณะที่นั่งเฉยๆ คิดเรื่องอื่นนะคะ ที่ไม่ใช่เป็นไปในทาน ในศีล ในภาวนา ขณะนั้นก็ไม่ใช่สติ แต่เป็นสภาพธรรมะอีกอย่างหนึ่งค่ะ คิดได้ทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องดีเรื่องไม่ดีนะคะ ก็คิดได้ เดี๋ยวจะไปทำอะไรคะ นั้นเป็นสติหรือเปล่า เป็นอะไรคะ สภาพธรรมะอีกอย่างหนึ่งมีจริงๆ นะคะ ภาษาบาลีใช้คำว่าวิตักกะ

    แต่ภาษาไทยตัดสั้นหมดเลย เป็นวิตก แต่ความหมายก็เปลี่ยนไปด้วยคือพอบอกว่าวิตกเนี่ย รู้สึกจะไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ ห่วง กังวล มีอะไรอยู่ในใจที่ทำให้ขุ่นใจบ้าง ไม่สบายใจบ้าง หรือเดือดร้อนใจบ้าง แต่เวลาเพลินๆ ไม่เห็นมีใครใช้คำว่าวิตกใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นความหมายในภาษาไทยเนี่ยก็เป็นไปในทำนองที่ไม่สบายใจ

    วิตก คิดมากเรื่องนั้นเรื่องนี้นะคะ ไม่สามารถที่จะทำให้จิตใจปลอดโปร่งได้ เพราะขณะนั้นนะคะ ไม่ใช่สติ อกุศลเกิดขึ้นขณะใดไม่ว่าจะเป็นโทสะความขุ่นเคืองใจ หรือว่าความติดข้องใดๆ ทั้งสิ้นนะคะ ขณะใดที่ไม่เป็นไปในทาน การให้ ซึ่งการให้ก็ไม่ใช่มีแต่เฉพาะวัตถุค่ะ การอภัยก็เป็นการให้ คืออภัย ให้ความไม่มีโทษ ความไม่มีภัยแก่บุคคลอื่น

    ขณะนั้นก็เป็นสติ แต่ว่าถ้าไม่ใช่เป็นขณะที่เป็นไปในเรื่องของกุศลนะคะ เป็นวิตักกะเจตสิก สภาพธรรมะที่มีจริงวันหนึ่งๆ อะไรเกิดมากค่ะ วิตักกะเจตสิกเกิดมากหรือว่าสติเกิดมาก คนอื่นรู้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นธรรมะเนี่ยเหมือนกระจกเงาส่องถึงจิต เพราะสามารถที่จะมีความรู้ความเข้าใจนะคะ ว่าขณะนั้นที่ไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไร แต่ละหนึ่ง

    ซึ่งก่อนอื่นเนี่ย และเราไม่สามารถที่จะรู้จักชื่อที่เราคุ้นหูโดยการที่ว่าจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นชื่อเลยนะคะ เป็นธรรมะ มีจริงๆ ลักษณะอย่างนั้น แต่อาศัยชื่อ จึงทำให้รู้ว่ากล่าวถึงสภาพธรรมะอะไร เพราะฉะนั้นวิตักกะมีจริงๆ สติมีจริงๆ ใช้คำต่างกัน แสดงถึงความต่างกันของสภาพธรรมะด้วย

    นี่เป็นเหตุที่การที่เราได้ศึกษาธรรมะเนี่ยคะ เราจะเริ่มเห็นความละเอียดขึ้นของธรรมะแต่ละอย่าง จนกว่ามีความเข้าใจค่อยๆ เพิ่มขึ้นว่าไม่ใช่เราแน่นอนนะคะ แต่ละธรรมะก็เป็นหนึ่ง วิตักกะก็เป็นหนึ่ง สติก็เป็นหนึ่ง แล้วเรายังสามารถที่จะรู้จริงๆ ขั้นการฟังว่าขณะไหนเป็นสติ และขณะไหนไม่ใช่สติ แต่เป็นวิตักกะเจตสิก มิฉะนั้นแล้วการฟังไร้ประโยชน์

    ถ้าไม่สามารถที่จะฟังเข้าใจได้นะคะ ว่าขณะไหนเป็นอะไร แต่ก็เป็นเพียงขั้นการฟังก่อนค่ะ เพราะฉะนั้นก่อนอื่น เดี๋ยวนี้จิตมีใช่ไหมคะ เป็นกุศล และอกุศล คำถามเมื่อเช้านี้ ลืมหรือยังค่ะ จิตมีเดี๋ยวนี้ค่ะ แต่จิตนั้นนะเป็นกุศลจิตหรือว่าอกุศลจิต ตอบไม่ได้เพราะอะไร เกิดแล้วดับแล้ว

    เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างในขณะนี้มี แต่สั้นมากนะคะ เพียงเกิดขึ้นปรากฏแล้วหมดไป เกิดแล้วดับแล้ว แต่ถ้าขณะใดที่สติสัมปชัญญะ เพิ่มคำว่าสัมปชัญญะ ต่างกับสติในขั้นของทาน ในขั้นของศีลนะคะ เพราะเหตุว่าสัมปชัญญะหมายความถึงสติที่รู้สึกตัวในขณะนั้น ที่ใช้คำว่ารู้สึก เพราะเหตุว่ามีสภาพธรรมะกำลังปรากฏไม่ใช่ที่อื่นนะคะ

    แต่ที่ตรงที่กำลังปรากฏ และจากการฟังนี่คะ ไม่ลืมว่าทุกอย่างเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นสิ่งธรรมดาๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เป็นธรรมะแน่นอน แล้วสิ่งธรรมดาๆ ที่ปรากฏในขณะนี้เป็นธรรมะ เมื่อสติเกิดและเริ่มเข้าใจลักษณะที่เป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นก็เป็นสติอีกระดับหนึ่งนะคะ ซึ่งไม่ใช่ระดับฟังแล้วเข้าใจ เข้าใจก็ต้องมีสติ

    เพราะที่ใดมีปัญญา ที่นั่นต้องมีสติเกิดร่วมด้วย แต่ว่าในขณะที่กำลังฟังอย่างนี้ค่ะ สภาพธรรมะก็มีได้ยินนะคะ เรื่องของสภาพธรรมะก็ผ่านไปๆ ยังไม่รู้จักธรรมะจริงๆ แม้แต่ละหนึ่ง จนกว่าสติสัมปชัญญะเพิ่มระดับของสติขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องฟัง ไม่ใช่แต่เรื่องคิด เรื่องทาน หรือเรื่องอื่นนะคะ

    แต่มีลักษณะที่ได้ฟังในขณะนี้แห


    ละกำลังปรากฏ กำลังปรากฏจริง แต่ความเข้าใจระดับไหน ความเข้าใจประการแรกคือปรากฏแล้วนะคะ สติเกิดหรือเปล่า เพราะแข็งก็ปรากฏแล้ว สติเกิดรึเปล่า ถ้าสติไม่เกิดจะไปตอบว่าสติเกิดก็ผิดใช่ไหมคะ ไม่ตรง แต่ว่าเมื่อไหร่ที่สติเกิด เมื่อนั้นต้องมีลักษณะของสติจึงรู้ว่าขณะนั้นสติเกิด

    เนี้ยค่ะเป็นการฟังเพื่อที่จะเข้าใจยิ่งขึ้นในสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้นะคะ และรู้ว่านี่เป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ทรงสอนเรื่องผลเท่านั้น แต่สอนถึงเหตุที่จะทำให้ผลนั้นๆ เกิดขึ้น สิ่งที่มีจริงก็กำลังปรากฏนะคะ เพราะว่าเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแต่ว่าสั้นมากค่ะ ปรากฏแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่กำลังเห็นเนี่ยได้ยินก็มี

    เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่ง เห็นไม่ใช่ได้ยิน แล้วจะรู้จริงก็คือว่าขณะนั้นนะคะ เพราะมีความเข้าใจว่าเห็นคืออะไร ได้ยินคืออะไร เพราะปกติเป็นเราเห็น แต่เมื่อไม่ใช่เรานะคะ เป็นแต่เพียงธาตุชนิดหนึ่ง ธรรมะคือสิ่งที่มีจริงที่กำลังเห็น เห็นไหมคะคำธรรมดา แล้วก็กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ แต่ยากที่จะเข้าใจว่าขณะนี้ค่ะเห็นก็คืออย่างนี้แหละ

    ไม่มีใครไม่เห็นใช่ไหมคะ กำลังเห็นนี่แหละเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงเนี่ยนะคะ กำลังปรากฏให้เข้าใจถูกต้อง แต่ถ้าไม่ได้มีการฟังเลยเนี่ยจะมีใครรู้ไหม ว่าเห็นเกิดขึ้นไม่ใช่เรา เห็นเกิดขึ้นและก็ดับไป เพราะฉะนั้นในขณะที่เห็นกำลังเห็นนี่แหละ ถ้าจะรู้จริงคือรู้ว่านะคะ ขณะนี้เห็นเป็นเห็น แข็งเป็นแข็ง

    ถ้าบอกอย่างนี้ ใครๆ ก็บอกธรรมดาใช่ไหมคะ มีใครไม่รู้บ้างว่าแข็งเป็นแข็ง แต่ว่าเพียงบอกว่าแข็งเป็นแข็ง มีความเข้าใจในแข็งแค่ไหน เป็นเราหรือเปล่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวถึงสภาพธรรมะที่มีจริงๆ นะคะ ขณะที่กำลังรู้แข็งโดยที่ไม่เคยฟังธรรมะเลย ทุกคนรู้แข็ง เพราะเหตุว่ามีกาย

    และที่กายเนี่ยสามารถกระทบสัมผัสกับสิ่งที่แข็งที่กำลังปรากฏ เท่านี้เองค่ะ แต่ว่าความรู้คือขณะที่แข็งปรากฏโดยไม่เคยรู้ความจริงของแข็งมาก่อนนะคะ เริ่มเข้าใจลักษณะแข็ง ฟังยาก นะคะ แข็งก็ปรากฏแต่ว่าเริ่มเข้าใจลักษณะของแข็ง โดยที่ขณะนั้นนะคะ มีลักษณะของแข็งปรากฏดี คำว่าปรากฏดีก็แปลกนะคะ แข็งกำลังปรากฏ ปรากฏดีหรือเปล่า ค่ะ

    แม้แต่คำธรรมดาง่ายๆ เนี่ย แข็งปรากฏดี คือปรากฏลักษณะที่แข็งเท่านั้นค่ะ ในขณะนั้นไม่มีอย่างอื่นเลย กับขณะที่แข็งปรากฏแล้วเข้าใจว่าเป็นดอกไม้ ดอกมะลิ พวงมาลัย แล้วก็กระทบสัมผัสแข็งนะคะ แต่แข็งที่กระทบสัมผัสนั้นเป็นพวงมาลัย เพราะฉะนั้นลักษณะของแข็ง เฉพาะแข็งเนี่ยปรากฏดี คือปรากฏว่าเป็นเพียงแข็งเท่านั้นหรือยัง

    นี้ต่างกันแล้วใช่ไหมคะ กระทบแก้ว ก็มีการกระทบแต่ก็เข้าใจทันทีว่าเป็นแก้ว เพราะฉะนั้นลักษณะที่แข็ง เฉพาะแข็งที่ยังไม่ได้เป็นแก้ว เป็นเฉพาะแข็งนะคะ ปรากฏดีคือเป็นเพียงแข็งเท่านั้นหรือเปล่า วันหนึ่งๆ เป็นอย่างนี้บ้างหรือเปล่า หรือว่ากระทบก็กระทบไป แต่ แต่ละลักษณะเนี่ยไม่ได้ปรากฏดี เพราะเหตุว่าสั้นมากแล้วก็มีความคิดเรื่องสิ่งที่ปรากฏทันที

    เมื่อเช้านี้นะคะ มีใครจับหมอนบ้างไหมคะ เห็นไหมคะไม่ได้บอกว่าจับแข็ง จับหมอนบ้างไหม คะ ทันทีที่กระทบก็หมอน เพราะฉะนั้นลักษณะที่แข็งหรือนุ่มไม่ได้ปรากฏดี คือเฉพาะเพียงลักษณะเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเจือปนเลยนะคะ เพราะว่าขณะนั้นนะคะ มีความเข้าใจถูก มีความเข้าใจที่จะเข้าใจว่าสิ่งนี้มีเมื่อกระทบสัมผัส

    แต่พอไม่กระทบสัมผัส นึกถึงแข็งเนี่ยนึกได้ นึกถึงเย็นก็ได้ นึกถึงร้อนก็ได้ แต่ลักษณะที่ร้อน หรือเย็น หรือแข็ง ไม่ได้ปรากฏในขณะที่นึก แต่จะปรากฏต่อเมื่อมีการกระทบสัมผัสชั่วขณะที่สิ่งนั้นปรากฏ ถ้าเป็นทุกวันที่ไม่เคยฟังธรรมะเลยนะคะ ก็ จับรองเท้านะคะ ช้อนส้อมก็เป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ

    ไม่ได้ปรากฏดีว่าเป็นแต่เพียงธรรมมะที่เกิดเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไป แล้วก็มีธรรมะอย่างอื่นปรากฏสืบต่อ แม้แต่ในขณะนี้นะคะ แข็งก็กำลังปรากฏ แล้วเห็นก็กำลังเห็น และยังไงละคะ อะไรปรากฏดี ยังไม่ดีทั้งสองอย่าง เพราะเหตุว่ายังไม่ได้เข้าใจถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏ จึงชื่อว่าเริ่มเข้าใจ เริ่มรู้

    เมื่อรู้แล้วก็คือว่าไม่มีเรา ไม่มีอะไรเลยในสิ่งที่ปรากฏนะคะ แข็งเป็นแข็ง ขณะนั้นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เห็นขณะนี้น่ะค่ะ เป็นเห็น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ฟังดูเหมือนธรรมดานะคะ แต่เห็นเป็นเห็น เป็นอย่างอื่นไม่ได้

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำก็เป็นการที่ว่าฟังแล้วก็จะต้องไตร่ตรองนะคะ แล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น ว่าความจริงก็คือว่าแต่ละหนึ่งที่ปรากฏเนี่ยไม่ได้ปะปนกันเลย แต่ว่ามีเหตุปัจจัยทำให้เกิดแล้วก็ดับ แล้วก็ขณะใดที่ไม่รู้ความจริงสิ่งนั้นเกิดแล้วดับแล้ว แต่จะรู้ความจริงตอนที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏแล้วยังไม่ดับ แต่ว่านานแสนนานนะคะ

    จากการที่ฟังแล้วเริ่มที่จะมีลักษณะของธรรมะปรากฏดี คือปรากฏตามความเป็นจริงของสภาพธรรมะนั้นว่าไม่เป็นอย่างอื่นเลย นอกจากแข็งเป็นแข็ง ชั่วคราว แล้วก็อย่างอื่นจะปรากฏก็มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง ตามปกติด้วย

    ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์สุจินต์แล้วก็ท่านอาจารย์ทุกท่าน อยากจะถามท่านอาจารย์ว่าทำอย่างไรเราถึงจะรู้ว่า ชาติหน้ามีจริง

    ท่านอาจารย์ ค่ะ ทำอย่างไรด้วยใช่ไหมคะ และชาติคืออะไรคะ ชา-ติ

    ผู้ฟัง การเกิด

    ท่านอาจารย์ ค่ะ การเกิด แสดงว่าเดี๋ยวนี้มีอะไรเกิดหรือเปล่า ยังไม่ต้องชาติหน้าเลยค่ะ เดี๋ยวนี้เอง มีอะไรเกิดรึเปล่า มี สิ่งนั้นยังคงอยู่หรือว่าความจริงก็หมดสิ้นไปแล้ว ที่ใช้คำว่าดับไปแล้ว หรือว่ายังคงมีอยู่ไม่ดับไม่หมดสิ้น

    ผู้ฟัง มีขึ้นแล้วก็ดับไปค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ หมดขึ้นดับไป แต่ก็มีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อใช่ไหมคะ บังคับไม่มีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อได้ไหม ให้หมดไปเลยไม่เหลืออะไรเลยได้ไหมคะ

    ผู้ฟังไม่ได้ ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะ เห็นเมื่อกี้นี้ดับ ได้ยินเกิดขึ้นแทน แล้วได้ยินก็ดับ และเห็นก็เกิดอีก พอเห็นเกิดอีก คิดนึกก็เกิดแล้วคิดนึกก็ดับ เพราะว่าคิดไม่ใช่เห็น คิดไม่ใช่ได้ยิน ได้ยินไม่ใช่เห็น แล้วใครไปทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดค่ะ มีใครไปทำได้หรือเปล่า หรือว่าสิ่งนี้เกิดตามเหตุตามปัจจัยบังคับไม่ได้

    ถ้าไม่มีจักขุปสาทคนตาบอดยังไงก็เห็นไม่ได้ ใช่ไหมคะ ไม่มีเห็นแต่ก็มีอย่างอื่นเกิด เพราะฉะนั้น ชา-ติ คือการเกิด ที่เราเกิดมาเนี่ยก็คือธรรมะ แต่ละหนึ่งนะคะ สภาพรู้กับสภาพที่ไม่ใช่สภาพรู้ที่เราเรียกว่าร่างกายกับจิตใจนะคะ ก็เกิดแต่ก็ดับไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ดับไม่มีการเติบโตไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ละขณะ แต่ละวันเนี้ยหมดสิ้นไปเรื่อยๆ แต่ก็มีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อ

    ตอนที่หลับสนิทเนี่ย หลับสนิทไปเรื่อยๆ ไม่ตื่นได้ไหมคะ ไม่ได้ เพราะว่าเป็นสภาพธรรมะที่เมื่อเกิดแล้วดับไปก็เป็นปัจจัยให้สภาพธรรมะเกิดต่อทันที จิตขณะหนึ่ง ธาตุรู้สภาพรู้ตั้งแต่ครั้งแรกของชาตินี้นะคะ เกิดแล้วดับสืบต่อมาเรื่อยๆ จนถึงขณะนี้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ก็กำลังเกิดดับอยู่ ถูกต้องไหมคะ

    เพราะฉะนั้นจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ดับ มีจิตต่อไปเกิดสืบต่อหรือเปล่า ค่ะ เพราะฉะนั้นก็สมมติเรียกนะคะ ชาตินี้เวลาที่จิตขณะสุดท้ายดับไป ก็หมด แต่ว่าเป็นปัจจัยให้ชาติหน้า คือจิตซึ่งเกิดสืบต่อจากจิตขณะสุดท้ายนี้เกิด ก็เรียกว่าปฏิสนธิหรือเกิด เพราะฉะนั้นขณะนี้ก็เป็นการที่เกิดแล้วตายทุกขณะ ถูกต้องไหมคะ

    เห็นเกิดแล้วเห็นก็ดับ เห็นเกิดแล้วเห็นก็ตาย ได้ยินเกิดแล้วได้ยินก็ดับ เพราะฉะนั้นเกิดดับคือเกิดตายอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าขณิกมรณะ หมายความว่าขณะหนึ่งๆ ที่เกิดดับนี่คะ ใช้คำว่าตายได้ เพราะเหตุว่าเวลาที่จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้เกิดนะคะ เราใช้คำว่าตายเพราะว่าสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ กลับมาเป็นคนนี้อีกไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นขณะที่นอนหลับตายหรือยัง ยังไม่ตายเพราะตื่นมาก็เป็นคนนี้อีก ยังไม่เปลี่ยนเป็นคนอื่นเลย ใช่ไหมคะ แล้ววันนี้ทั้งวันเนี่ยก็มีการเห็น มีการได้ยิน ล้วนแต่เกิดดับไปหมด ไม่ใช่ขณะที่กำลังหลับสนิทใช่ไหมคะ เดี๋ยวนี้ เพราะขณะต่างๆ เหล่าเนี้ยหมดไป ดับไป จนถึงเวลาที่เราใช้คำว่าหลับ ไม่เห็นอะไร ไม่ได้ยินอะไร ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ไม่คิดนึกด้วย ใช่ไหมคะ

    เพราะฉะนั้นแม้แต่ขณะที่หลับนี่คะ จิตก็เกิดดับ ทำกิจดำรงภพชาติ ยังไม่สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ ยังเปลี่ยนเป็นบุคคลอื่น หรือว่าเกิดใหม่เป็นคนอื่นยังไม่ได้ แต่วันหนึ่งนะคะ จะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิงค่ะ จำอะไรในชาตินี้สักอย่างก็ไม่ได้ เหมือนก่อนที่จะมาสู่โลกนี้นะคะ อยู่ที่ไหน ทำอะไร จำซักอย่างหนึ่งก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับไป เป็นปกติเหมือนกับจิตอื่นๆ นะคะ เกิดแล้วก็ต้องดับ ขณะนั้นนะคะ ผิดจากขณะอื่นเพราะเหตุว่าทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ จะกลับเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลย แล้วก็มีจิตซึ่งเกิดสืบต่อทันทีนะคะ เป็นปฏิสนธิของชาติหน้า

    เพราะฉะนั้นจิตขณะแรกของชาติหน้าสืบต่อจากจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ เหมือนเดี๋ยวนี้ค่ะ ทุกขณะที่ดับไปก็มีสภาพธรรมะที่เกิดสืบต่อ เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าชาติหน้าก็ได้ใช่ไหมคะ เพราะเหตุว่าการเกิดดับระหว่างที่ยังไม่ตายเนี่ย เป็นขณิกมรณะ แต่พอถึงขณะสุดท้ายของจิตนะคะ ที่ทำกิจเคลื่อนพ้นจากสภาพความเป็นบุคคลนี้เป็นสมมุติมรณะ

    แต่ยังไม่ใช่สมุทเฉทมรณะ เพราะเหตุว่ายังเป็นอย่างนี้ไป จนกว่าจะถึงจิตขณะสุดท้ายของพระอรหันต์ซึ่งดับแล้วไม่มีการเกิดสืบต่ออีกเลย จึงเป็นสมุทเฉทมรณะ ชาติหน้ามีจริงไหมคะ ชาติก่อนมีจริงไหม เพราะชาตินี้มี ก็แสดงว่าก่อนชาตินี้ก็ต้องมี และเมื่อมีชาตินี้แล้วนะคะ ยังมีกิเลสอยู่ก็ต้องมีชาติหน้าต่อไป

    อ.อรรณพ กราบเรียนท่านอาจารย์ครับ ที่ท่านแสดงว่าชื่อว่าสัตว์โลกนะครับ เพราะอรรถว่าเป็นที่ดูบุญ และบาป และผลของบุญและบาปเนี่ยท่านอาจารย์ครับ จะดูบุญและบาป และผลของบุญและบาปเนี่ยครับดูอย่างไร และเพื่อประโยชน์อะไรครับ

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นนะคะ ต้องทราบว่าบุญคือสภาพธรรมะที่ดีงาม และก็บาปก็ตรงกันข้ามสภาพธรรมะที่เป็นโทษไม่ดีงาม แล้วขณะนี้ค่ะ กำลังเห็น เป็นผลของบุญหรือบาปหรือว่าเป็นตัวบุญหรือเปล่า กำลังเห็นเนี่ย ไม่งั้นเราก็พูดแต่ชื่อใช่ไหมคะ แต่เรายังไม่ได้มีความมั่นใจ เข้าใจจริงๆ ว่าเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็นเนี่ยไม่ใช่ตัวบุญและปาปนะคะ

    แต่เป็นผลของบุญและบาป แล้วแต่ว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเนี่ย เป็นสิ่งที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจ เพราะว่าทุกคนก็อยากจะเห็นแต่สิ่งที่น่าพอใจนะคะ แต่เลือกไม่ได้เลย อยากได้ยินเสียงน่าพอใจก็เลือกไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นในขณะที่เห็น ขณะที่ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย ขณะนั้นเป็นผลของบุญและบาป

    แล้วแต่สิ่งที่ปรากฏในขณะนั้นจะน่าพอใจหรือไม่น่าพอใจนะคะ คร่าวๆ ค่ะ เท่าที่สามารถจะเข้าใจได้ เพราะความจริงสภาพธรรมะเกิดดับเร็ว และก็ละเอียดกว่านี้นะคะ พ้นจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นอกจากนั้นเป็นบุญรึเปล่า หรือว่าเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต

    เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่เราสามารถที่จะเข้าใจได้ด้วยตัวเองนะคะ ไม่ใช่ว่าต้องถามใคร ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็นเนี่ย เป็นผลของกรรมจึงทำให้ต้องเห็นค่ะไม่เห็นไม่ได้ เพราะอะไรคะ เพราะกรรมทำไว้แล้ว

    เพราะฉะนั้นผลของกรรมนั้นไม่ใช่ขณะอื่นเลย นอกจากขณะเกิดนะคะ ผลของกรรมอะไร ถ้าเป็นมนุษย์หรือว่าสวรรค์นะคะ ก็เป็นผลของกุศลกรรมถ้าไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่เทวดานางฟ้าบนสวรรค์ ก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือว่าเกิดในนรก เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสูรกาย ก็เป็นผลของอกุศลกรรม

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจว่ากุศลคืออะไร อกุศลคืออะไรเนี่ยก็จะไปดูบุญและบาปก็คง คงจะไม่มีปัญญาไหนจะไปดูใช่ไหมครับ แล้วก็ผลของบุญและปาปซึ่งก็เป็นสิ่งที่เป็นผลของกุศลและอกุศล

    ท่านอาจารย์ ค่ะ วันๆ หนึ่งดูเหมือนอยู่ไปวันๆ ใช่ไหมค่ะ อยู่ไปจริงๆ ค่ะ บังคับไม่ให้อยู่ก็ไม่ได้ ไม่อยากจะอยู่ ไม่อยากจะเห็นก็ไม่ได้ทั้งนั้น ก็ต้องอยู่ไปวันๆ แต่ว่าลืมหรือเปล่าคะว่าอยู่ไปวันๆ เนี่ย แล้วจะไปไหน อยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ได้ไหมคะ ไม่ได้เลยค่ะ อยู่ไปวันๆ ตามบุญตามกรรม แล้วแต่ว่าถึงเวลาที่จะให้เปลี่ยนจากการเป็นอยู่ไปวันๆ แบบนี้ หรือว่าจะอยู่ไปวันๆ อีกลักษณะหนึ่งซึ่งก็ต้องเป็นไปตามเหตุ

    อ.อรรณพ ท่านอาจารย์ครับ คนที่ศึกษาธรรมะหรือไม่ศึกษาธรรมะเนี่ยก็ต้องอยู่ไปวันๆ หรือป่าว

    ท่านอาจารย์ ค่ะ อยู่ไปวันๆ โดยไม่รู้อะไรไม่เข้าใจอะไรนะคะ กับอยู่ไปวันๆ โดยเริ่มรู้ เริ่มเข้าใจธรรมะ นี่ก็ต่างกันแล้ว เพราะฉะนั้นจะอยู่ไปวันๆ แบบไหนค่ะ แต่ยังไงก็ต้องอยู่ ไม่อยู่ไม่ได้ และการที่รู้สึกว่าอยู่ไปวันๆ ก็มีสองอย่างใช่ไหมคะ อยู่ไปวันๆ ด้วยอกุศล กับอยู่ไปวันๆ ด้วยกุศล

    อ.ธิดารัตน์ อยู่ไปวันๆ ด้วยกุศลเนี่ยคงไม่ได้มีกุศลเต็มที่นะคะ คือเริ่มมีกุศลบ้างดีกว่า เพราะว่าปกติอกุศลมันเยอะค่ะท่านอาจารย์ แต่ก็ยังมีโอกาสได้ฟังธรรมะก็ยังเรียกว่ามีกุศลค่อยๆ ที่จะเจริญขึ้น จนกว่าจะอยู่ไปวันๆ ด้วยกุศลจริงๆ นะคะ

    ท่านอาจารย์ ก็ยังมีอีกคำหนึ่งนะคะ อยู่ไม่สุข ทั้งๆ ที่อยู่ไปวันๆ นี่คะ แต่ก็อยู่ไม่สุขใช่รึเปล่า หรือว่าเป็นสุขสบายดีค่ะ อยู่ไปวันๆ แต่อยู่ไม่สุขเพราะอะไร ทำไมถึงไม่สุข มีคำตอบ แล้วใช่ไหมคะ อยู่ไปวันๆ แต่อยู่ไม่สุข เพราะมีกิเลส กิเลสนี่ทำให้อยู่สุขไม่ได้เลยค่ะ แล้วแต่ว่าจะไปไหนเพราะอะไร ดิ้นรนเดือดร้อนโดยไม่รู้ตัวเลยนะคะคืออยู่ไม่สุข เป็นผลของบุญและปาป หรือว่าเป็นบุญและปาป ค่ะ

    อ.อรรณพ เป็นผลของปาปครับท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ทั้งสองอย่างใช่ไหมคะ ขณะที่ได้ยินนี่คะ เสียงน่าพอใจไหม เพราะฉะนั้นที่เราฟังไปแล้วเนี่ยไม่ใช่ว่าไม่มีในชีวิตประจำวันนะคะ มี แต่เรื่องฟังก็ส่วนหนึ่ง พอเกิดขึ้นจริงๆ ก็ไม่รู้ซะแล้ว นี่แสดงว่าการฟังเนี่ยยังไม่มั่นคงพอที่จะเริ่มเข้าใจตรงขณะที่ได้ยินจริงๆ ว่าขณะนั้นบังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีใครอยากได้ยิน ก็เกิดแล้วใช่ไหมคะแต่ขณะที่เกิดแล้วได้ยินแล้วเนี่ยไม่ชอบเสียงนั้น เพราะฉะนั้นจากผลของบุญและบาป ก็เป็นบุญและบาปซึ่งเกิดสืบต่อ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    6 ม.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ