ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840


    ตอนที่ ๑๘๔๐

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ สาธยาย คือ ได้ฟัง แล้วก็กล่าวถึงสิ่งที่ได้ฟังแล้วเพื่อเข้าใจ ไตร่ตรอง ทบทวนตามลำดับ เพราะเหตุว่าถ้าไม่ตามลำดับก็ลืมได้ แต่ถ้าลืมที่จะตามลำดับ แต่เข้าใจ ก็ยังดีกว่าตามลำดับแล้วก็ไม่เข้าใจ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ สำหรับชาวมคธีเขาก็ไม่ได้พูดภาษาอื่นเลย เขาก็ใช้ภาษานั้นแหละ เพราะฉะนั้นเราซึ่งไม่ใช่ชาวมคธ แต่ว่าเราเข้าใจความหมายด้วย และพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสเป็นภาษามคธีหรือภาษาบาลี

    เพราะฉะนั้นเท่าที่ปัญญาของเราสามารถที่จะรู้และเข้าใจได้ เราก็กระทำการนอบน้อมด้วยวาจา คือกล่าวคำว่า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต เข้าใจใช่ไหม อะระหะโต ก็เข้าใจ สัมมาสัมพุทธัสสะ ก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นเราก็พูดคำที่เราเข้าใจด้วยความนอบน้อม ขณะนั้นนอบน้อมจริงๆ ทั้งกายทั้งวาจา จึงเป็นกุศล แต่ถ้าเราไม่เข้าใจความหมายเลย เราก็กราบไหว้แล้วก็พูด แต่ไม่เข้าใจคำที่พูดก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง และบางคนก็เข้าใจว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วย แล้วก็กราบไหว้วิงวอนทำพิธีต่างๆ มากมาย แล้วแต่ว่าใครจะทำใหญ่ทำเล็กอย่างไร แล้วถ้าคนนั้นประพฤติชั่ว มีจุดประสงค์ในการทำชั่ว แต่ก็ขอให้ผู้ที่ตนเข้าใจว่าศักดิ์สิทธิ์ช่วย แล้วถ้าบุคคลนั้น ผู้ที่เราเข้าใจว่าศักดิ์สิทธิ์ช่วย คนนั้นทำถูกหรือเปล่า

    เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้คนอื่น ได้เข้าใจถูกในเหตุและผลตามความเป็นจริง ซึ่งสามารถที่จะพิสูจน์ได้ ถ้าหลงเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อะไรคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ดีและขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย แล้วเกิดสำเร็จขึ้นมายิ่งนับถือใหญ่ หรือว่าลองพิจารณาดูว่า การกระทำที่ไม่ดีแล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปช่วยการกระทำที่ไม่ดี ยังคงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งที่ควรนับถือหรือเปล่า เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ จึงสามารถที่จะได้สาระ คือความถูกต้องจากพระธรรม

    เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังคำอะไร เช่น คำว่า สวดมนต์ ในภาษาไทย ภาษาบาลีว่าอย่างไร ใช้คำอะไร และหมายความถึงอะไร ก็คือ การทบทวน ไตร่ตรอง สาธยาย ถ้ากล่าวตามลำดับ หรือคิดตามลำดับ ก็คือว่าเมื่อได้ฟังมาอย่างนี้ ก็ไม่ลืมถ้ากล่าวตามลำดับ เช่น อริยทรัพย์ ๗ ประการที่หนึ่งคือศรัทธา เราก็ได้พูดถึงศรัทธาแล้ว ขณะนี้ก็มีศรัทธาที่ฟัง และขณะที่เข้าใจต้องมีศรัทธาแน่นอน แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถที่จะรู้จักศรัทธา เพียงขั้นได้ยินชื่อ เราได้ยินชื่อคนตั้งหลายคนใช่ไหม แต่ไม่เคยเห็นเลย ได้ยินแค่ชื่อ แต่ว่าเวลาที่พบก็รู้ว่าคนนี้ตามชื่อที่เราเคยฟังนั่นเอง

    เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าคนนี้เราได้ยินแต่ชื่อมานาน เพิ่งเห็น เพิ่งรู้จัก ฉันใด ธรรมก็ฉันนั้น จะได้ยินคำว่าจิต จะได้ยินคำว่าเจตสิก จะได้ยินคำว่าศรัทธา จะได้ยินคำว่าอริยทรัพย์ เป็นชื่อ จนกว่าสามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง จึงจะรู้ได้ว่า นั่นคือสติ นี่คือปัญญา นี่คือศรัทธา หลากหลายกันไป ตรงตามความเป็นจริง นี่คือพระมหากรุณาที่ทรงแสดงว่า เมื่อได้ตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมแล้ว ก็รู้ว่าผู้ที่เคยสะสมบุญแต่ปางก่อน มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟัง แล้วก็เพิ่มความศรัทธามั่นคงขึ้นตามความเข้าใจ

    เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ศรัทธามั่นคงขึ้นด้วย แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจ แล้วจะกล่าวว่าศรัทธา ก็ไม่รู้จักว่าศรัทธาคืออะไร ทั้งๆ ที่ได้ยินได้ฟังชื่อนี้บ่อยๆ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจลักษณะเฉพาะของศรัทธา ก็จะปะปนกับสภาพธรรมฝ่ายดีที่เป็นโสภณเจตสิกอื่นๆ ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรม ก็คือว่าเป็นผู้ไม่ประมาทว่าเราเป็นใคร พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร เพราะฉะนั้นเราสามารถจะเพียงฟังแล้วก็เข้าใจ ได้ยินคำว่าสภาพธรรมเกิดดับ ก็อยากประจักษ์ ไปทำอะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดดับจริงๆ เดี๋ยวนี้ ก็ไปหวังว่าจะไปประจักษ์การเกิดดับ โดยไม่รู้ไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าปัญญาก็ต้องเจริญขึ้น เพิ่มขึ้นตามลำดับขั้น

    ถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องปฏิปัตติ คือการสามารถเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ จะไปปฏิบัติอย่างไรๆ ก็ตาม ไม่ใช่การเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยด้วยความเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นความยาก ความละเอียด ความลึกซึ้งของธรรมจริงๆ ก็คือว่า ธรรมทั้งหมด ปัญญารู้แล้วละ ถ้าไม่รู้ละไม่ได้ ไม่ว่าจะบอกว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เกิดขึ้นแล้วดับไป ก็เพียงแต่เป็นคำที่ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ บางคนก็ผ่านหูไป แต่บางคนรู้ว่าจริง แต่จะรู้จริงอย่างนี้ได้ต่อเมื่อมีการฟังเพิ่มขึ้น เข้าใจเพิ่มขึ้น ละความไม่รู้ว่า สภาพธรรมไม่ใช่ตัวตน เป็นสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นตลอดชีวิตเราได้ฟังเรื่องราวมาก บางครั้งก็เป็นชาดกพระชาติต่างๆ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวก และก็ยังได้ฟังข้อความอื่นๆ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ทั้งหมดเป็นเรื่องของปัญญา แม้แต่พระวินัยปิฎก สำหรับใคร ผู้ที่เป็นบรรพชิต บรรพชิตหมายความว่าสละโดยรอบโดยทั่ว ไม่ใช่สละวันสองวัน เล็กๆ น้อยๆ สละโน่นสละนี่ แต่สละหมด ที่เคยเป็นคฤหัสถ์ ที่มีความติดข้องในชีวิตของคฤหัสถ์ ทั้งทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เรื่องราวต่างๆ เมื่อเห็นโทษว่า แท้ที่จริงก็เป็นความไม่รู้ ซึ่งมีมาก ซึ่งจะต้องขัดเกลาด้วยปัญญา และท่านเหล่านั้น ท่านมีอัธยาศัยใหญ่ ใหญ่ ที่นี่ หมายความว่าสามารถที่จะสละความติดข้องในชีวิตของคฤหัสถ์ เพราะว่าคฤหัสถ์ก็มีต่างๆ กัน คฤหัสถ์ที่ครองเรือน คฤหัสถ์ที่ไม่ครองเรือน

    เพราะฉะนั้นท่านสามารถที่จะเห็นโทษแม้ในการเป็นคฤหัสถ์ ท่านจึงสามารถที่จะละอาคารบ้านเรือน วงศาคณาญาติ ทุกสิ่งทุกอย่าง ทรัพย์สินเงินทอง ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความผูกพันเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างๆ เพื่อที่จะได้เข้าใจธรรม โดยการที่ต้องศึกษาพระธรรม เพราะฉะนั้นบรรพชิตที่ไม่ศึกษาพระธรรม ไม่มี เพราะเหตุว่าจุดประสงค์ของการสละ ก็คือว่าเพื่อเข้าใจธรรมซึ่งต้องศึกษาในเพศของบรรพชิต

    เพราะฉะนั้นแม้แต่พระวินัยแต่ละข้อ จะดำรงรักษาได้ก็ด้วยปัญญา ที่เห็นโทษจริงๆ ว่า การที่จะขัดเกลากิเลสซึ่งมีมาก พระวินัยแต่ละข้อเกิดจากการประพฤติผิดด้วยกำลังของกิเลส ผู้ที่จะบัญญัติได้มีพระองค์เดียวคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงรู้ถึงความละเอียดยิ่งว่า แม้การกระทำซึ่งชาวโลกคฤหัสถ์เห็นว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่นั่นเป็นคฤหัสถ์ แต่ถ้าเป็นบรรพชิต สิ่งที่ชาวโลกคิดว่าเล็กน้อย จะใหญ่เท่าภูเขาสำหรับบรรพชิต เป็นเครื่องกั้นที่ว่า เมื่อปฏิญาณว่าเป็นผู้ที่สละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต ต้องขัดเกลา และความหมายอีกความหมายหนึ่งของ วินย หรือ วินัย ก็คือ การกำจัดกิเลส และอะไรจะกำจัดกิเลสได้ ผ้าเหลืองหรือผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้นไม่ได้กำจัดกิเลสเลย แต่ต้องเป็นปัญญา

    เพราะฉะนั้นธรรมนั่นแหละเป็นวินัย และวินัยนั่นแหละเป็นธรรม เพราะฉะนั้นจะมีการรักษาวินัยโดยไม่เข้าใจธรรม เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ผู้ที่มีความเคารพอย่างยิ่งในการที่จะศึกษา และประพฤติปฏิบัติในเพศบรรพชิต ต้องรักษาพระวินัย จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป เพราะว่าผู้บัญญัติเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ท่านพระสารีบุตรก็ไม่สามารถที่จะบัญญัติวินัยได้ เพราะเหตุว่าไม่ได้รู้ถึงความละเอียดยิ่ง ว่า ตราบใดที่ยังมีความติดข้องอยู่แม้เล็กน้อยเพียงใดในสายตาของคฤหัสถ์ สำหรับบรรพชิตก็คือ โทษใหญ่ ด้วยเหตุนี้แม้การติดข้องเพียงเล็กๆ น้อยๆ ชั่วครั้งชั่วคราว พอกพูนขึ้นแน่ๆ ใช่ไหม แล้วก็มากมายขึ้นแน่ๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ที่ประพฤติผิดพระวินัย ที่ใช้คำว่า อาบัติ

    ด้วยเหตุนี้ธรรมก็เป็นเรื่องที่ละเอียด ต้องรู้จริงๆ ว่าการฟังธรรมเพื่อเข้าใจ หรือว่าใครจะฟังธรรมเพื่อปฏิบัติ ไม่เข้าใจ ปฏิบัติไม่ได้แน่ เพราะว่าไม่เข้าใจคำว่า ปฏิปัตติ คืออะไร ถึงเฉพาะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏด้วยสติและปัญญาที่มีความเห็นถูกเข้าใจถูกในความจริงของสภาพธรรมซึ่งเกิดแล้วดับ เพราะว่าขณะนี้เป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้นโลกของความเป็นจริงจะต่างกับโลกของความไม่รู้ โลกของความไม่รู้ทุกอย่างรวมกันหมดเลย เดี๋ยวนี้ทั้งเห็นทั้งได้ยินทั้งคิด เป็นเราไปทั้งหมดทุกอย่าง เพราะไม่ได้ประจักษ์เลยว่าอะไรที่จะเป็นเราได้ เพียงเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย นี่คือสิ่งซึ่งไม่ว่าจะฟังธรรมใดๆ ส่วนใดในพระไตรปิฎก แล้วจากโลกนี้ไป ก็คือเพิ่มความเข้าใจมั่นคง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง เพียงปรากฏแสนสั้นชั่วคราว แล้วไปหลงติดว่าสิ่งนั้นยังมีอยู่ ยังเที่ยง ยังเป็นเรา นี่ก็เป็นความเข้าใจผิด ซึ่งถ้าไม่ได้มีการฟังต่อไป เข้าใจต่อไป ก็จะยังคงมีความเข้าใจผิดเพิ่มขึ้นได้

    ด้วยเหตุนี้การฟังแต่ละครั้งแต่ละชาติ ก็มีการสะสมความเห็นถูกตรงว่า ฟังเพื่อเข้าใจความจริงว่า เป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา กว่าจะเป็นอนัตตาจริงๆ โดยผู้ที่ได้สะสมมาแล้ว ปัญญาที่ได้ฟัง ปัญญาที่ได้พบพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหลายๆ พระองค์ นานแสนนานกว่าจะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ได้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ วาจาจริงก็คือ เห็นเกิด แล้วเห็นดับ ทุกอย่างที่มีในขณะนี้เกิดแล้วดับ

    เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงก็ไม่คำนึงถึงกาลเวลา ไม่ใช่ถามใครว่าแล้วเมื่อไหร่จะรู้ความจริงนี้ นั่นคือตัวตน ไม่รู้เหตุผลเลยว่าความไม่รู้จะไปประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมไม่ได้เลย ต้องเป็นความรู้ความเข้าใจแต่ละคำด้วย ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ละวาง หรือคลาย หรืออะไรทั้งหมด มีความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ซึ่งหมายความถึงสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ซึ่งเร็ว เกิดแล้วก็ดับไปสุดที่จะประมาณได้ แต่อาศัยพระธรรมที่ทรงแสดงเป็นที่พึ่ง จึงไม่ขาดที่พึ่งคือการฟังเพื่อเข้าใจขึ้น

    อ.คำปั่น เมื่อวานนี้ท่านอาจารย์กล่าวว่าพระธรรมคำสอนทั้งหมด ประมวลรวมลงที่ ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่ธรรมเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าบางคนลืม เวลาที่ฟังข้อความจากพระวินัยปิฎก หรือว่าพระสุตตันตปิฎก ก็ลืมว่าเป็นธรรม เป็นคนนั้นคนนี้ อย่างเช่นข้อความที่ว่า ละชั่ว ก็เลยคิดว่าเราจะไม่ทำชั่ว แต่ว่าละชั่วไม่ใช่เรา เป็นธรรมทั้งหมด ไม่ว่าทำชั่วก็เป็นธรรม ไม่ว่าจะเว้นชั่วก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นที่ขาดไม่ได้ก็คือว่าพระธรรมทั้งหมด ธรรมใช้คำว่าธรรม ทรงแสดงความจริงของธรรม เพราะฉะนั้นทุกข้อความในพระไตรปิฎกเป็นเรื่องของธรรมทั้งหมด ต้องเข้าใจด้วย เพราะว่าบางคนพอฟังพระสูตรก็เหมือนกับว่าให้ทำอย่างนี้ ให้ขยันหรืออะไรต่างๆ อย่างทำความดีให้ถึงพร้อม ก็ไม่ใช่เรา แต่ว่าเมื่อมีการสะสมมีความเข้าใจ จะไม่ละเว้นโอกาสแม้เพียงเล็กน้อยที่จะทำดี ซึ่งเคยเว้น ใช่ไหม

    ทุกคน บางคนอาจจะกล่าวว่า ขี้เกียจทำความดี เขาไม่ได้กล่าวเป็นวาจา แต่ขณะใดที่ไม่ทำดีทั้งๆ ที่ทำได้ และขณะนั้นก็ควรทำ แต่ไม่ทำ เพราะอะไร ก็เพราะขี้เกียจ ไม่เห็นประโยชน์ว่าชั่วขณะเล็กๆ น้อยๆ ถ้าไม่ทำ อกุศลก็เกิดแล้ว สะสมเกินกว่าละอองที่โปรยลงในจิต เพราะว่าใหญ่พอที่จะเห็นได้ว่าขณะนั้นไม่อยากทำเพราะว่าขี้เกียจ คนอื่นทำดีกว่า เล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการหยิบฉวย การทำอะไรทั้งสิ้น โอกาสที่กุศลจิตเกิด เป็นได้ เมื่อมีความเข้าใจธรรมมากขึ้น และเห็นโทษของอกุศล

    เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นเรื่องของปัญญาทั้งหมด เช่น ถ้ามีคนชวนไปสวดมนต์กับชวนมาฟังธรรม จะไปไหน ไปสวดมนต์กัน หรือว่ามาฟังธรรมกัน จะไปไหน เพราะเหตุว่าฟังธรรมเพื่อเข้าใจคำที่สวดนั่นเอง ไม่ใช่คำอื่น แต่จะรู้ด้วยว่าคำนั้นเป็นวาจาสัจจะ เป็นพระพุทธพจน์หรือเปล่า หรือไม่ใช่ เป็นคนรุ่นหลังที่แต่งภาษาบาลี แล้วคนอื่นที่ไม่เข้าใจ ก็นิยมสวดตามๆ กันมา โดยที่ไม่เข้าใจเลยว่า สวดเพื่อตัวเอง เพื่อโลภะ เพื่อต้องการอย่างนั้น ต้องการอย่างนี้ อย่างนั้นจะเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นการสวดหรือสาธยาย วาจาสัจจะพระพุทธพจน์ เช่น มงคลสูตร ไม่ใช่ว่าพูดจบสวดจบ แต่ไม่เข้าใจ

    เพราะฉะนั้นระหว่างการสวดกับการเข้าใจ อะไรเป็นพุทธประสงค์ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ซึ่งยากแสนยากที่คนอื่นจะทำได้ เหนือบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น มีคำอุปมาว่าแม้ทั้งจักรวาลเป็นทะเลไฟ ก็มีความมุ่งมั่นที่จะฝ่าไปเพื่อประโยชน์ของคนอื่น คนอื่นก็คือเราซึ่งเป็นสาวก ซึ่งมีโอกาสที่จะได้ฟัง และใครที่สามารถจะทำอย่างนั้นเพื่อเราได้ ลองคิดดู เพราะฉะนั้นแต่ละคำมีค่าเกินกว่าที่จะคิดที่จะประมาณได้ เพราะว่าทรัพย์สมบัติซื้อไม่ได้ ถ้าสิ่งใดก็ตามที่ซื้อได้หาได้เพียงด้วยการใช้ทรัพย์ สิ่งนั้นไม่ประเสริฐเลย แต่ว่าสิ่งที่ประเสริฐคือสิ่งซึ่งแม้ทรัพย์ก็ไม่สามารถที่จะไปซื้อหามาได้ แต่ต้องเป็นศรัทธา

    เพราะฉะนั้นที่เราพูดถึงศรัทธาบ่อยๆ ไปสวดมนต์กับฟังธรรม อะไรเป็นศรัทธา เข้าใจสวดหรือเปล่า ถ้าไม่เข้าใจ สวดแล้วไม่เข้าใจ ขณะนั้นไม่เข้าใจ เป็นศรัทธาหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นธรรมก็เป็นเรื่องที่ละเอียด ซึ่งละเลยไม่ได้ แม้แต่พฤติกรรมการกระทำทางกายทางวาจา ก็เป็นไปตามที่เป็นไปอยู่แล้ว ตามการสะสม เปลี่ยนไม่ได้ ไม่ว่าใครจะทำอะไร เป็นไปตามที่เป็นอย่างนั้น เพราะสะสมมาอย่างนั้น ด้วยเหตุนี้การฟังเพื่อเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง และไม่มีอย่างอื่นที่สามารถจะทำให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีทุกชาติทุกขณะ เท่ากับการได้ฟังพระธรรม

    อ.คำปั่น ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงสาระสำคัญของการศึกษาพระธรรม แม้แต่ในเรื่องของปฏิปัตติ ก็คือเป็นการถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงด้วยสติและปัญญา ก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์เพื่อความเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรมที่ได้ยินได้ฟังแต่ละคำ ก็คือคำว่า สติ กับคำว่า ปัญญา

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องไม่ลืมว่าเป็นธรรม ไม่ว่าจะได้ยินชื่ออะไรก็ตามแต่ สิ่งที่มีจริงแล้วก็ต้องเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ว่าสิ่งที่มีจริงก็หลากหลายมาก ที่เป็นกุศลที่ดีงามก็มี ที่ไม่ดีงามเป็นอกุศลก็มี เพราะฉะนั้นแต่ละคำก็ต้องบ่งถึงว่าคืออะไร ถึงจะได้รู้ว่าขณะนั้นเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ความจริงก็เป็นชื่อทั้งนั้นเลย ทั้งๆ ที่สภาพธรรมขณะนี้ก็เกิดขึ้นและก็ดับไป ทำกิจการงานหน้าที่ของธรรมแต่ละอย่าง แต่เมื่อยังไม่รู้จักตัวธรรม ก็ฟังเรื่องของธรรม โดยการที่ได้ยินชื่อต่างๆ เช่น คำว่า สติ

    คนไทยชอบใช้คำภาษาบาลี แต่ว่าเพราะไม่ได้เข้าใจคำนั้นก็เลยผิดๆ ถูกๆ ก็เข้าใจว่า ขณะใดที่ไม่มีการกระทำใดๆ ที่เกิดโทษ ขณะนั้นเพราะมีสติ อย่างบางคนก็บอกว่า เดินดีๆ ถ้า ไม่มีสติหรือขาดสติ รถจะชน นี่ก็ไม่ถูกต้องเลย เพราะเหตุว่าสภาพธรรมตามความเป็นจริง สติเป็นสภาพที่กำลังระลึกเป็นไปในกุศลเท่านั้น เราคิดเรื่องอกุศลเยอะ เป็นสติหรือเปล่า เดี๋ยวจะไปซื้อของ เป็นสติหรือเปล่า นึกขึ้นได้ว่าเก็บของอะไรไว้ที่ไหน เป็นสติหรือเปล่า ไม่เป็น จนกว่าจะรู้ว่าขณะนั้นเป็นไปในเรื่องของทาน ในเรื่องการสละสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้คนอื่นได้รับ หรือว่าขณะนั้นเป็นเรื่องของศีล ความประพฤติทางกายทางวาจาซึ่งไม่เป็นโทษกับใครทั้งสิ้น หรือว่าขณะนั้นเป็นไปในขณะที่สงบจากความติดข้อง ที่เคยติดข้องมาแล้ว หรือว่าขณะนั้นเป็นการฟังสิ่งที่มีจริงให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ขณะนั้นก็ต้องมีสติ เพราะสติเป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในกุศล

    ถ้าไม่ได้ฟังธรรม นั่งเฉยๆ เฉยๆ จริงๆ เป็นสติหรือเปล่า เพราะที่ว่าเฉยๆ จริงๆ ความจริงไม่ได้เฉย แต่ว่าขณะนั้นไม่มีเรื่องที่เราคิดว่าเป็นเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่สำคัญ ก็เลยเหมือนนั่งเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้ทำอะไร แต่ว่าไม่มีสักขณะซึ่งสภาพธรรมไม่ได้เกิดขึ้นทำกิจการงาน ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็จะต้องมีธาตุหรือธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นทำกิจการงานต่างๆ แม้แต่กายจะเคลื่อนไหวไปสักนิดหนึ่งก็เพราะเหตุว่ามีจิต ถ้าไม่มีจิต กายนั้นก็เคลื่อนไหวไปไม่ได้

    เพราะฉะนั้นขณะนี้เหมือนกับว่ากายไม่ได้เคลื่อนไหว แต่ใจคือจิตและเจตสิก เกิดดับทำกิจการงานทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางกายกระทบสัมผัสสิ่งที่อ่อนหรือแข็ง ขณะนี้เป็นจิตเจตสิกทั้งนั้น แล้วก็ขณะที่คิดนึกก็เป็นจิต ซึ่งไม่ใช่ขณะที่เห็น ขณะที่ได้ยิน แต่เป็นขณะที่กำลังมีเรื่องต่างๆ ที่คิด เพราะฉะนั้นก็เป็นสภาพธรรมทั้งหมด ฟังเพื่อให้รู้ว่าเป็น ธรรม สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรา

    อ.คำปั่น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ท่านอาจารย์ถามว่า ขณะนี้แต่ละคนกำลังทำอะไร ก็น่าพิจารณาว่า อาจจะมีการเขียน มีการกระทำอะไรต่างๆ มากมาย แต่แท้ที่จริงแล้ว “อะไร” ที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ ก็มีแต่ธรรมเท่านั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเห็น ไม่ว่าจะได้ยิน ไม่ว่าจะฟังธรรม หรือว่าทำอะไรก็ตาม ก็ไม่พ้นไปจากความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรม แต่ก็ไม่รู้ความจริงจนกว่าจะได้ฟังพระธรรมให้เข้าใจจริงๆ

    ท่านอาจารย์ แล้วก็ขณะนี้ลืมอะไร ลืมอะไรหรือเปล่า พอถามว่าลืมอะไรหรือเปล่า ก็คิดถึงของเลย ใช่ไหม อะไรอยู่ที่ไหน ลืมอะไรหรือเปล่า ลืมว่าเป็นธรรม พอถูกถามก็นึกขึ้นได้ ใช่ไหม แต่ว่าถ้าไม่ถูกถาม ลืมหรือเปล่าว่าเป็นธรรม นี่เป็นสิ่งซึ่งไม่สามารถที่จะอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาจริงๆ แต่ถ้าไม่ลืม ขณะนั้นเป็นอะไรที่ไม่ลืมว่าเป็นธรรม ขณะนั้นไม่ใช่เรา แต่เป็นอะไร


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    29 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ