ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๔๙
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ ไม่ประมาท มิฉะนั้นแล้วอกุศลก็เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ก็ฟังต่อไป เพื่อชีวิตนี้จะเป็นการได้เข้าใจธรรม เพราะยากมาก ไม่ได้หมายความว่าให้ทุกคนมาศึกษากันมากๆ เคยเป็นอย่างไรก็เปลี่ยนให้หมด ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งไม่ถูกต้องเลย เพราะเหตุว่านั่นไม่ใช่ความจริง เพราะฉะนั้นเพียงเสเสร้งหรือทำอะไรสักเพียงหน่อยเดียว นั่นเป็นการบิดเบือนสิ่งที่ได้สะสมมาแล้ว จึงไม่สามารถที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้วยังมีอกุศลอยู่เต็ม จะออกมาในลักษณะใดเท่านั้นเอง
ถ้าศึกษาประวัติของพระสาวกในชาดกต่างๆ แต่ละคนแต่ละชาติก็เป็นอย่างหนึ่งๆ อย่างท่านพระอานนท์จากชาติที่ท่านมีเงินน้อยมากเพียงครึ่งมาสก และหวงมากเลยเพราะมีค่าเหลือเกิน จึงนำไปฝังไว้ใต้กำแพง ไม่ให้ใครเห็น ยากไหม เป็นกำแพงแล้วนำเงินไปฝังไว้ ก็เป็นชีวิตที่แสดงให้เห็นธรรม ชาดกทุกเรื่องจะมีคำซึ่งเตือนใจให้ระลึกถึงความจริงประโยคสั้นๆ ซึ่งบางคนอาจจะเห็นว่าไม่เห็นมีอะไรหรือไม่เห็นว่าสำคัญ เช่นคำว่า"ประพฤติตามที่เป็นไป" เพียงเท่านี้ กี่คำ ขณะนี้ทุกคนกำลังประพฤติตามที่เป็นไป เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนไม่ได้เลย ถ้าเปลี่ยนก็คือว่ามีเหตุปัจจัยทำให้ประพฤติตามที่เป็นไปอีก
เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็ต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามความที่ได้สะสมมาแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่อดทน - ขันติ, วิริยะ - เพียร และกุศลอื่นๆ ด้วย ที่จะเป็นบารมีที่ไม่ประมาทว่าเมื่อไรจะเป็นใครชาติใดก็ไม่ทราบได้ แต่ยังมีโอกาสมีปัจจัยที่จะทำให้ได้ฟังพระธรรม ซึ่งการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านานแสนนาน กว่าบารมีคือคุณความดีที่ยากที่คนอื่นจะทำได้ ถึงระดับที่บรรลุคุณธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยกาลเวลาที่ยาวนานมาก แต่คงไม่มีใครจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงสาวกบารมีก็เพียงพอไหม เพราะจากไม่ได้รู้อะไรเลย แล้วกว่าจะได้ยินได้ฟัง กว่าจะเข้าใจ กว่าจะอบรม กว่าจะเป็นคนดีเพิ่มขึ้น ชำระจิตที่มากด้วยกิเลสอกุศล ความสกปรก ความมืด เชื้อโรคร้ายสารพัดอย่าง ด้วยความดีและปัญญาที่ได้ฟังพระธรรมประกอบกันไปทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย ก็เท่ากับว่าชาตินี้ไม่ได้สะสมกิเลสอกุศลมากจนกระทั่งปิดกั้นไม่ให้มีการฟังธรรมอีกต่อไป เพราะแต่ละคนเลือกไม่ได้ว่าจะได้ยินได้ฟังนานอีกเท่าไร หรือได้ฟังอีกหลายปี อาจบางคนหลายสิบปีก็ได้ ด้วยความไม่ประมาทที่ว่า สิ่งใดในโลกทั้งหมดไม่มีอะไรประเสริฐเท่ากับปัญญา ทรัพย์สินเงินทองไม่ได้ทำให้หมดทุกข์ เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยหรือโรคร้ายซึ่งเกิดจากกรรมหรือว่าโรคอื่นก็ได้ ซึ่งไม่มีปัจจัยที่จะทำให้หาย ทรมานไหม เงินซื้อได้ไหม ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดไม่ว่ายามใด ก็คือการเข้าใจถูกและความเห็นถูกว่าสิ่งนั้นๆ ก็เพียงมีปัจจัยเกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย ถ้าจะพิจารณาถึงความลึกซึ้งจริงๆ ก็คือเราหลงติดสิ่งที่ไม่มีเพราะดับแล้ว กำลังติดข้องสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม แต่ดับแล้ว มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น ก็ติดข้องอีก และดับแล้ว เพราะฉะนั้นกว่าปัญญาจะเข้าใจอย่างแท้จริง ก็อาศัยการได้ฟังพระธรรม และเมื่อนั้นก็จะมี พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ที่พึ่งที่เรากล่าวถึงทุกวันในเวลาที่บูชาพระรัตนตรัย แต่ต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ ไม่มีสิ่งอื่นใดเหนือสิ่งนี้ ถ้าสิ่งอื่นยังมีค่าอยู่ แม้จะบูชาเพียงใด พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ก็ไปพึ่งอื่นแล้ว ไม่ได้พึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เพราะฉะนั้นมีข้อความที่ว่า ต้องเป็นคนที่ตรงและจริงใจ จึงจะได้สาระจากพระธรรม แต่ละชาติก็คือการสะสมคุณความดีบารมี ปัญญาบารมีด้วย ที่จะได้เข้าใจความจริงในวันหนึ่ง แต่คงจะไม่ใช่วันนี้ ซึ่งก็สะสมไป ขณะนี้ก็กำลังสะสมคุณความดี หลายท่านฟังธรรมมานานมาก บางท่านก็เพิ่งฟัง มีอะไรสงสัยก็สนทนาได้ เพราะประโยชน์ที่สุดของการฟังคือเข้าใจ ถ้าเข้าใจแม้เพียงเล็กน้อยก็มีประโยชน์มาก เพราะต่อไปจะเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก แต่ถ้าไม่เข้าใจก็คือว่าต่อไปฟังอีกก็ไม่เข้าใจอีก เพราะฉะนั้นการสนทนาธรรมเป็นมงคลอย่างยิ่งประการหนึ่ง
ผู้ฟัง คำว่า "จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ" นั้นเป็นอย่างไร ขอฟังจากอาจารย์อธิบายให้ชัดเจนขึ้น
ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรมต้องตามลำดับจริงๆ ๑๗ ขณะ มาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่ใช่ตอนต้นแน่นอน อาจเป็นการที่พูดถึงเรื่องต่างๆ ก็ยังไม่ได้ตั้งต้นอีกว่าแล้วอะไร ๑๗ ขณะ ด้วยเหตุนี้ก่อนอื่นการศึกษาต้องตามลำดับจริงๆ ว่าขณะนี้ที่ใช้คำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงเกิด สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีความเกิด สิ่งนั้นต้องดับเป็นธรรมดา เคยได้ยินใช่ไหม จำได้ด้วยและไม่ลืม สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่มีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องดับเป็นธรรมดา ขณะนี้เห็นเกิดแล้ว เพราะกำลังเห็น สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา
เพราะฉะนั้นเห็นขณะนี้ดับไหม เกิดนั้นเกิดแน่นอน ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีการเห็น ที่เห็นแสดงว่าเกิดแล้ว แต่เกิดเป็นเห็นไม่เป็นอื่น เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับ เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับ เห็นแล้วดับทันที เราใช้คำว่า "จิตหนึ่งขณะ" ทำกิจหนึ่งกิจ ทำกิจอื่นไม่ได้ จิตเห็นจะคิดไม่ได้ จะได้ยินไม่ได้ และความรวดเร็วก็คือว่าธาตุรู้เกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยที่ทำให้รู้สิ่งที่สามารถจะรู้ได้ รู้สิ่งอื่นไม่ได้ เช่น ถ้ามีจักขุปสาทที่เราใช้คำว่าตา ซึ่งสามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ กระทบเสียงไม่ได้ กระทบกลิ่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะจิตเกิดขึ้นเห็น
ผู้ฟัง จิตเกิดขึ้นเห็น
ท่านอาจารย์ เราใช้คำว่าจิต หมายความถึงธาตุรู้
ผู้ฟัง ธาตุรู้
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีธาตุรู้ อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏเลย เพราะฉะนั้นเวลานี้ลืมจิตกันหมดเลย โน่นใคร นี่อะไร นั่นโต๊ะ นั่นขวดน้ำ ลืมว่าถ้าไม่มีจิต สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่มีที่จะปรากฏเลย เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นไปตามอำนาจของจิต เพราะเป็นธาตุรู้ สุขทุกข์อะไรก็ต้องมีจิตทั้งนั้นเป็นธาตุรู้
เวลาที่พูดว่าไม่มีเห็นเลย แล้วมีปัจจัย เช่น ตา จักขุปสาท มีสิ่งที่กระทบตาได้ คือสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นแล้วก็ต้องมีธาตุรู้เกิดขึ้น รู้คือเห็น ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น จะเห็นโดยไม่มีสิ่งที่ถูกเห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่เห็น ก็มีทั้งตา มีทั้งสิ่งที่กระทบตากำลังปรากฏ และมีจิตเกิดขึ้นเป็นใหญ่เป็นธาตุรู้ กำลังเห็น และก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ก็ขยายไปเรื่อยๆ ถึงความจริง แม้คำเดียวก็จะขยายไปเต็มพระไตรปิฎก ๔๕ พรรษา แต่ที่บอกว่าเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ ทำกิจเห็นแล้วดับหนึ่งกิจ ไม่ได้ทำกิจอื่นเลย เห็นไปได้ยินไม่ได้ นับเป็นจิตหนึ่งขณะก็ได้ แต่ว่ามีเกิดและมีดับ เพราะฉะนั้นขณะเกิดไม่ใช่ขณะดับ ขณะดับไม่ใช่ขณะเกิด เมื่อสักครู่ตอบสองใช่ไหม ก็มีอีกหนึ่งขณะซึ่งเกิดแล้วยังไม่ดับ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง เกิดแล้วดับทันทีไม่ได้ทำอะไร แต่เกิดแล้วก่อนจะดับก็ทำกิจเห็น
เพราะฉะนั้นจิตหนึ่งขณะ ประกอบด้วยขณะย่อย ใช้คำว่า "อนุขณะ" ไม่ใช่ไปทำรูปกลมใหญ่ และมีรูปกลมเล็กอีก ๓ ไม่ใช่อย่างนั้น หนึ่งคือหนึ่ง แต่ความต่างโดยละเอียดที่ทรงแสดงความละเอียดยิ่ง เพราะต่อไปจะทราบว่ารูปที่เกิดจากจิตก็มี และเกิดขณะใดของจิตใน ๓ ขณะนี้ รูปที่เกิดเพราะกรรมก็มี เกิดในขณะใดของ ๓ ขณะนี้ ก็เป็นสิ่งซึ่งละเอียดขึ้น จากการฟังโดยไม่ประมาทที่คิดว่าเข้าใจแล้ว ก็จะเป็นการที่ศึกษาจนกระทั่งเราคุ้นเคยกับการได้ยินได้ฟังและเข้าใจ เราก็จะคิดถึงสิ่งที่เราได้ฟังบ่อยๆ โดยไตร่ตรองละเอียดขึ้นๆ จนกระทั่งเป็นความเข้าใจเพิ่มขึ้น
ทุกคนจะคิดตามสิ่งที่ปรากฏ เราเห็นอะไรมากเราก็คิดถึงสิ่งนั้นมาก เราเห็นคนที่เราไม่รู้จัก เราจะคิดถึงเขานานไหม แต่ถ้าเราคุ้นเคยกับใครบ่อยๆ เราก็จะคิดถึงคนนั้น และยังเรื่องราวของคนนั้นอีก ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าเราได้ฟังธรรมมาก มากๆ แล้วเราจะคิดถึงอะไร ก็มีโอกาสที่คิดถึงธรรมแม้โดยไม่ตั้งใจ ทุกอย่างแสดงความเป็นอนัตตา ทุกอย่างต้องมารวมอยู่ที่คำนี้ว่า "อนัตตา" ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น วันใด เมื่อไร เป็นอย่างไร ผู้มีปัญญาก็รู้ว่าไม่ใช่ใคร ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ควรจะยึดถือ เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงปรากฏแล้วดับ รวดเร็วไหม
ผู้ฟัง รวดเร็ว
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจิตหนึ่งขณะรวดเร็วมาก ประมาณไม่ได้เลย แต่ในหนึ่งขณะก็ยังต่างกัน ขณะเกิดไม่ใช่ขณะดับ และก่อนจะดับก็ต้องมีขณะซึ่งไม่ใช่ขณะเกิดและขณะดับ รวมเป็น ๓ ขณะ ที่ใช้คำว่า "อุปาทะ" คือเกิด, "ฐิติ" คือตั้งอยู่ และ "ภังคะ" คือดับ แม้แต่เพียงพูดเรื่องจิตเท่านั้นคำเดียว ความเข้าใจของเราก็เพิ่มแล้ว ละเอียดขึ้นแล้ว แล้วขณะใดที่เป็นเรา จิตทั้งขณะหนึ่งขณะไม่เป็นเรา อุปาทะขณะของจิตเป็นเราหรือไม่ ฐิติขณะของจิตเป็นเราหรือไม่ ภังคะขณะของจิตเป็นเราหรือไม่ นี่คือการฟังพระธรรมที่ไม่ประมาท ตอนนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมเรื่องหนึ่งขณะ
ผู้ฟัง เริ่มเข้าใจ
ท่านอาจารย์ จิตเห็นหนึ่งขณะ แล้วจิตได้ยินเป็นอย่างนี้หรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส
ผู้ฟัง ก็เหมือนกัน
ท่านอาจารย์ เหมือนกัน แล้วจิตที่คิดนึกเป็นอย่างนี้เหมือนกันไหม
ผู้ฟัง คิดนึกเหมือนกัน
ท่านอาจารย์ จิตที่กำลังสนุกมากเลย
ผู้ฟัง ก็เหมือนกัน
ท่านอาจารย์ แล้วจิตที่กำลังเสียใจ ทุกข์โศกเหลือเกิน
ผู้ฟัง เหมือนกัน คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
ท่านอาจารย์ เป็นธรรม ซึ่งเป็นปรมัตถธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เปลี่ยนได้ไหม เป็นอภิธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เปลี่ยนไม่ได้ เป็นอภิธรรม
ท่านอาจารย์ รู้เร็วๆ ได้ไหม รู้เดี๋ยวนี้ได้ไหม
ผู้ฟัง รู้เดี๋ยวนี้ได้
ท่านอาจารย์ จิตเห็นเกิดดับ จิตได้ยินเกิดดับ รู้เดี๋ยวนี้เลยหรือ
ผู้ฟัง ก็รู้เดี๋ยวนี้ได้ เมื่อฟังท่านอาจารย์แล้ว ก็เริ่มจะเข้าใจว่าจิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป
ท่านอาจารย์ เข้าใจ ไม่ใช่เห็นแจ้ง ไม่ใช่กำลังประจักษ์การเกิดขึ้นและการดับไป เพียงแต่เริ่มรู้ว่าจริง
ผู้ฟัง เริ่มรู้แนวทาง
ท่านอาจารย์ วาจาสัจจะ ทุกคำเปลี่ยนไม่ได้ นี่คือพระพุทธพจน์ ใครจะเปลี่ยน แค่คิดจะเปลี่ยนก็ทำไม่ได้และไม่จริง เพราะฉะนั้นกว่าจะได้ยินได้ฟังคำที่ทำให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ จากใคร
ผู้ฟัง จากพระพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง พระคุณมากเพียงใด
ผู้ฟัง มหาศาล
ท่านอาจารย์ เปรียบกับอะไรได้ไหม แม้แต่จะอุปมาก็แสนยาก เหมือนปีกนกที่บินไปกระทบอากาศ อากาศทั้งหมดคือพระคุณ ส่วนที่ปรากฏให้ชาวโลกได้รู้ได้เห็นคือปีกนกขณะที่กระทบอากาศ มีข้อความที่กล่าวว่าผู้ที่จะสรรเสริญพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ต้องเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งเท่านั้น คนอื่นไม่มีทางเลย เพราะว่าส่วนที่แสดงที่กล่าวว่าเปรียบเหมือนใบไม้ ๒ - ๓ ใบ แต่ใบไม้ในป่าใหญ่มีมากมายเท่าไร พระธรรมที่ทรงแสดงตามที่ชาวโลกสามารถเข้าใจได้ ก็เพียงใบไม้ในกำมือ ๒ - ๓ ใบเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ฟังคำใดขอให้เข้าใจจริงๆ นี่ยังไม่ถึง ๑๗ ขณะ เพียงหนึ่งขณะก่อน เข้าใจแล้วใช่ไหม
ผู้ฟัง เข้าใจแล้ว
ท่านอาจารย์ จิตเกิดเองตามลำพังได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ต้องมีปัจจัย แล้วเวลาจิตเกิด ที่กล่าวว่าตามลำพังไม่ได้ หมายความว่าอย่างไร
ผู้ฟัง ต้องมีปัจจัยมาทำให้เกิด
ท่านอาจารย์ และต้องมีธรรมอื่นเกิดด้วย จึงชื่อว่าเกิดตามลำพังไม่ได้ มีจิตเท่านั้นไม่ได้ ต้องมีปัจจัยอาศัยกันและกัน ซึ่งเป็นธาตุรู้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นถ้าแยกธรรมออกเป็นสองประเภทใหญ่ ธรรมประเภทหนึ่งเกิดแต่ไม่รู้อะไรเลย เกิดเป็นแข็ง เกิดเป็นกลิ่น เกิดเป็นรส เกิดเป็นเสียง ฯลฯ รวมเรียกธรรมประเภทนั้นว่ารูปธรรม (รู ปะ ธรรมะ) ภาษาไทยก็ใช้อย่างสั้นว่ารูปธรรม (รูบปะทำ) ถ้าไม่ศึกษาธรรม แล้วมักใช้ภาษาบาลี ก็จะผิดความหมายไป ดังจะเห็นได้ว่ายุคนี้มีคำที่ไม่ใช่คำไทยมาก แต่รู้เรื่องหรือไม่ว่าหมายความว่าอะไร เช่นต้องทำให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา ตอนนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม แสดงว่าเข้าใจความหมายที่ถูกต้องของคำว่ารูปธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ถูก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาต้องศึกษาให้ตรง ไม่ใช่ตามใคร ต้องเป็นความเข้าใจที่ตรงตามสิ่งที่มีจริง เมื่อแข็งไม่รู้อะไร แข็งเป็นรูปธรรม แล้วทุกคนเดี๋ยวนี้กำลังสมหวังหรือไม่ ธรรมก็มาอีกแบบหนึ่งแล้วใช่ไหม ธรรมทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม ต้องไตร่ตรองจากที่เข้าใจเพียงหน่อยเดียว ก็จะเป็นความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นและมั่นคงขึ้น จนกระทั่งตรงตามพระพุทธประสงค์ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อให้สัตว์โลกรู้ความจริงตาม จนกระทั่งพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง แต่อีกนานและไกลมาก ซึ่งต้องเริ่มจากเดี๋ยวนี้ ทุกครั้งที่ฟังเป็นการเริ่มต้น เพราะฉะนั้นจะตอบอย่างไรว่าเดี๋ยวนี้สมหวังหรือไม่ อ่านหนังสือพิมพ์สมหวังไหม ดูโทรทัศน์สมหวังไหม เรื่องไม่ดีต่างๆ สมหวังไหม อย่างไรกันแน่ เห็นไหมความจริงเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าจะพูดถึงสมหวัง มีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ อะไรเดี๋ยวนี้ที่สมหวัง
ผู้ฟัง ก็ได้สนทนาธรรมกับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ สนทนาธรรมคืออะไร เห็นไหมว่าไม่มีทางที่เราจะเข้าใจอะไรด้วยตัวเองเลย แต่ละคำที่พูดต้องเข้าใจ ไม่อย่างนั้นคือว่าเราฟังพระธรรมหรือไม่ เราเข้าใจธรรมจริงหรือไม่ หรือได้ยินแล้วเพียงคิดและจำ หรือต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเข้าใจแต่ละคำหรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องละเอียด แม้แต่สมหวัง ไม่ได้ตอบไปว่าหวังที่จะได้สิ่งที่ดีใช่ไหม แต่หวังที่จะเห็น ขอให้เห็นเถิด อะไรก็ได้ ดีกว่าไม่เห็นเลยหรือไม่ เพราะเลือกไม่ได้ จะเห็นแต่สิ่งที่ดีได้หรือ เมื่อออกไปข้างนอก ลองมองที่พื้นก็จะเห็นหลายอย่างซึ่งไม่น่าดู แต่ก็หวัง ถามว่าเห็น ก็ได้เห็น เพราะเห็นเกิดแล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าหวังที่จะได้เห็นแต่สิ่งที่ดีๆ ไม่ได้กล่าวต่อไปอย่างนั้น เพียงแต่บอกว่าสมหวังที่จะเห็นก็ได้เห็น เพราะเห็นเกิด แต่ส่วนเห็นจะเห็นอะไรนั่นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องละเอียดจริงๆ แต่ที่เราเข้าใจกันคือเราคิดว่าเราหวังแต่สิ่งที่ดี พอบอกว่าสมหวัง ทุกคนก็บอกว่า โอ้! เขาได้อย่างที่เขาต้องการคือสิ่งที่ดี แต่เราไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ดีหรือไม่ดี แต่สมหวังคือเพียงหวังเห็น
ผู้ฟัง อ๋อ! เห็นก็ได้เห็น
ท่านอาจารย์ ก็มีเห็น เดี๋ยวนี้ก็เห็นแล้ว สมหวังไหม
ผู้ฟัง แต่ผมเห็นไม่ใคร่ชัด
ท่านอาจารย์ ใช่ แต่ยังเห็น ก็ยังสมที่ต้องการเห็นใช่ไหม ต่อเมื่อไรที่ไม่เห็นเลย เมื่อนั้นก็ไม่เคยหวังว่าจะไม่เห็น เพราะฉะนั้นแต่ละครั้งที่กล่าวอะไรต้องละเอียด แล้วจะทราบว่าเพียงเห็นก็พอใจแล้ว เพราะว่าเดี๋ยวก็เห็นสิ่งที่ไม่ดี แต่เดี๋ยวก็กลับเห็นสิ่งที่ดี ก็เป็นอย่างนี้คือเป็นอนัตตาทุกอย่าง แสดงความเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา ลืมคำนี้ไม่ได้เลย เพราะว่าคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคืออนัตตา เรื่องสิ่งที่มีจริงแต่เป็นอนัตตา ยังไม่ถึง ๑๗ ขณะ
ผู้ฟัง ยังไม่ถึง
ท่านอาจารย์ อยู่ที่ขณะเดียวใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ จิตเกิดดับเร็วมากเป็นอย่างนี้ ในนรกก็เป็นอย่างนี้ สวรรค์ก็เป็นอย่างนี้ พรหมก็เป็นอย่างนี้ แล้วทำไมเราเรียกว่านรก เรียกว่าสวรรค์ เรียกว่าพรหม เรียกว่างู เรียกว่าไก่ เรียกว่านก เห็นไม่เป็นนก ไม่เป็นไก่ ไม่เป็นงู แต่เราคิดถึงรูปร่างในขณะที่เห็น เป็นคนเห็น แมวเห็น นกเห็น งูเห็น ถ้าไม่พูดถึงรูปร่างเลย เห็นจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเห็น
ผู้ฟัง เห็นก็คือสภาพการเห็นใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเห็นเป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ใครเลย ต้องทราบว่าพูดถึงเห็นก็ต้องพูดเฉพาะเห็น ไม่ได้พูดว่าใครเห็น แต่พูดเรื่องเห็น
ผู้ฟัง แล้วถ้าเราเลยไปเห็นเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ นี่คืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ก็ไม่ใช่จิตเห็น
ผู้ฟัง ไม่ใช่จิตเห็นแล้ว
ท่านอาจารย์ จิตเห็นดับแล้ว เพราะฉะนั้นยังคงชอบในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น โดยลืมว่าดับแล้ว
ผู้ฟัง อ๋อ! เห็นดับไปแล้ว
ท่านอาจารย์ แล้วสิ่งที่ถูกเห็นดับไหม เกิดหรือไม่ สิ่งที่ถูกเห็นนี้เกิดหรือไม่
ผู้ฟัง สิ่งที่ถูกเห็นเกิด
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีจะให้เห็นใช่ไหม แล้วเมื่อเกิดแล้วดับไหม
ผู้ฟัง ดับ
ท่านอาจารย์ แล้วสิ่งที่ถูกเห็นนี้ รู้อะไรหรือไม่
ผู้ฟัง สิ่งที่ถูกเห็น ไม่รู้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นธรรมประเภทใด นามธรรมหรือรูปธรรม
ผู้ฟัง เป็นรูปธรรม
ท่านอาจารย์ รูปธรรมมีอายุสั้นจริง แต่ดับช้ากว่าจิต
ผู้ฟัง ดับช้ากว่า
ท่านอาจารย์ แสดงว่าจิตเกิดดับเร็วมากเพียงใด นับไม่ได้เลย แต่รูปก็เกิดแล้วก็ดับเหมือนกัน แต่ว่าดับช้ากว่าจิต แล้วจะใช้อะไรมาวัดอายุของรูปแต่ละรูป อย่างเสียง หรือกลิ่น หรือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา หรือเย็น หรือร้อน หรืออ่อน หรือแข็ง จะใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัด ก็ต้องใช้สิ่งที่อายุน้อยกว่านั้น สั้นกว่านั้น มานับ จะนำอายุของรูปมาวัดอายุของรูปไม่ได้ ต้องใช้จิตซึ่งเกิดดับเร็วมากกว่ารูป มาวัดว่ารูปรูปหนึ่งที่เกิด จะดับต่อเมื่อจิตเกิดดับไปแล้ว ๑๗ ขณะ
ผู้ฟัง อ๋อ! คำตอบตรงนี้
ท่านอาจารย์ ตรงนี้ แต่กว่าจะถึงตรงนี้ ต้องเข้าใจก่อนที่จะตอบ และเป็นความเข้าใจที่ไม่ต้องเปิดหนังสืออีกแล้วเพื่อหาว่าจิตอยู่ที่ไหน เป็นอะไร หรือธรรมคืออะไร ไม่ต้องเลยถ้าเข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่ฟังธรรมในครั้งพุทธกาล ก็ไม่มีตำรับตำราที่จะต้องกลับไปพลิกดู เพียงฟังเข้าใจ และก็เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น เข้าใจแล้วไม่เปลี่ยน สงสัยไหม
ผู้ฟัง ไม่สงสัยเรื่องเกิดดับ
ท่านอาจารย์ ตอบดีมาก คือไม่สงสัยเรื่องเกิดดับ แล้วสงสัยเรื่องอื่นไหม
ผู้ฟัง ยังมีสงสัยอย่างอื่น
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ถูกต้อง คนที่จะไม่สงสัยคือพระโสดาบัน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
