ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๐๔
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียล พุทธคยา ประเทศอินเดีย
วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕
อ.กุลวิไล กราบเรียนท่านอาจารย์ถึงการที่จะศึกษาพระธรรม เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในชีวิตประจำวัน
ท่านอาจารย์ ชีวิตประจำวันก็คือเดี๋ยวนี้ ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นก็จะเข้าใจได้ว่าพระธรรมที่ทรงแสดงนี้ ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้และทุกๆ ขณะ ซึ่งก็เป็นชีวิตปกติธรรมดาที่สุดเลย แต่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่าสิ่งที่มีนี้เพียงเกิดขึ้นแล้วก็หมดไป แต่เพราะความไม่รู้ก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดและเป็นเรา เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมต้องไม่ลืมพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีเป็นปกติที่คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้เลยคือ "เดี๋ยวนี้"
เพราะฉะนั้นการฟังไม่ใช่หมายความว่าให้เราหวังว่าเราจะเปลี่ยนแปลง หรือจะให้เราได้รู้แจ้งอริยสัจธรรมหมดกิเลสโดยรวดเร็ว แต่ตามความเป็นจริงก็คือขณะนี้ที่สำคัญที่สุดก็คือจิต ถ้าไม่มีจิต อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นที่ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการพูด การคิด การทำ ทุกขณะเป็นไปเพราะจิต แต่ทุกคนก็ข้ามไป ลืมจิต คิดว่าเรื่องอื่นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู รวมกันแล้วก็เป็นเรื่องราวเป็นเหตุการณ์ต่างๆ ดูสำคัญ แต่ลืมจิตว่าจิตขณะนั้นเป็นอะไร เป็นโลภะ (ความติดข้อง) หรือว่าเป็นโทสะ หรือว่าเป็นความไม่รู้ เพราะไม่รู้ความจริงของจิต จึงควรที่จะรู้ว่าสุขทุกข์ทั้งหมดตั้งแต่เกิดในชาตินี้ ในชาติก่อนๆ และต่อๆ ไป ก็อยู่ที่จิตนั่นเอง แล้วใครทำให้จิตเป็นทุกข์ ไม่มีใครอยากเป็นทุกข์เลย แต่ว่าก็เป็นทุกข์กันทั้งนั้น คนละนิดคนละหน่อย มากบ้างน้อยบ้าง ก็เป็นเพราะเหตุว่าไม่รู้จักจิต และเข้าใจผิดด้วยว่าจิตเป็นของเรา
เพราะฉะนั้น ความไม่รู้และความเข้าใจผิดมีมานานแสนนาน ต่อเมื่อไรที่ได้เริ่มฟังพระธรรม ก็จะเริ่มมีความเห็นที่ถูกต้อง เพียงความเห็นที่ถูกต้อง เพื่อรู้ความจริงว่าตามที่เกิดมาเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่น แต่ละคนเกิดมาแล้วเป็นอย่างนี้แล้ว จะเป็นอย่างอื่นได้ไหม เมื่อวานนี้ก็เป็นแล้ว วันนี้ก็เป็นอย่างนี้ ต่อไปก็จะเป็นอย่างที่ต้องเป็นตามการสะสม เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมก็คือให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องทีละเล็กทีละน้อยในสิ่งที่มี จากที่ไม่เคยเข้าใจถูกต้องเลย
ขณะนี้มีโอกาสได้ฟังพระธรรม โดยเฉพาะ ณ สถานที่นี้ ซึ่ง ณ กาลครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรม และมีผู้ที่เข้าใจคำที่พระองค์ตรัสในภาษาที่เขาสามารถที่จะเข้าใจได้ ซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครกำลังฟังในภาษาใด ก็เข้าใจตามความเป็นจริงว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้
เมื่อวานนี้ผ่านไปหมดแล้ว และเราก็พูดเรื่องความคลาดเคลื่อนต่างๆ การที่หวังไว้ว่าจะเป็นอย่างนี้ แล้วไม่เป็นอย่างที่คิด แล้วก็หมดไปแล้วด้วย แม้ฟังอย่างนี้ ไม่ทราบว่าแต่ละคนคิดอย่างไร ใครรู้ความคิดของคนอื่นบ้าง ฟังแล้วสนทนากันต่อหรือไม่ ต่างคนต่างคิดต่อไปอีก หรือลืมไปแล้ว เพราะว่าเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะติดตามไปแก้ไขได้ แต่สิ่งที่จะเกิดต่อไปต้องมาจากการที่ขณะนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ไม่มีใครสามารถที่จะทำอะไรได้เลย นอกจากเข้าใจความจริงว่าเป็นสิ่งที่เกิดตามเหตุตามปัจจัยของแต่ละคน
เพราะฉะนั้นเราเกิดมาแล้ว เคยฟังธรรมมาแล้วนานพอสมควร ไม่ต้องคิดเฉพาะในชาตินี้ ถ้าในชาติก่อนๆ ไม่เคยฟังมาก่อนเลย จะไม่มีความสนใจที่จะฟังต่อไป เพราะเหตุว่าดูเหมือนว่าจะมีประโยชน์อะไรต่อการที่เกิดมาสั้นๆ แล้วก็จากโลกนี้ไป ก็สนุกสบายเสียไม่ดีกว่าหรือ แต่ว่าความจริงให้ทราบว่าที่เราคิดว่าสนุกสบายนี้นานเพียงใด ก็เพียงชั่วขณะจิตที่เกิดขึ้นแล้วก็หมดไป แล้วไม่มีอะไรเหลือเลยสักอย่างเดียว
เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น จะรัก จะชัง จะโกรธ จะพยาบาท จะคิดอะไรก็ตามว่าเป็นสิ่งสำคัญ แต่ลืมว่าที่สำคัญกว่านั้นคือจิตของตัวเอง เมื่อไรที่ได้เข้าใจจิตของตัวเองอย่างถ่องแท้ ก็จะเห็นว่าไม่มีใครสามารถที่จะช่วยทำให้จิต ซึ่งเต็มไปด้วยความพยาบาท หรือความโกรธ หรือความรัก หรือความริษยา ความมานะสำคัญตน ให้ออกไปจากจิตได้เลย ไม่มีใครทำได้เลย สิ่งที่สะสมมานานแสนนานด้วยความไม่รู้ ด้วยการยึดถือว่าเป็นเราเหนียวแน่นมาก ทำให้เข้าใจว่าเป็นคนอื่น แล้วก็โกรธคนอื่นที่ทำให้เราไม่สบายใจหรือเป็นทุกข์ แต่ความจริงไม่ถูกต้อง ไม่มีใครสามารถทำร้ายจิตได้เลยเพราะอยู่ภายในที่สุด แต่เพราะความไม่รู้ ก็ทำให้เกิดธาตุที่เกิดกับจิต เป็นธาตุที่ไม่ดีงาม ประทุษร้ายด้วยให้เกิดโทษด้วย แต่ไม่รู้ตัวเลย
เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ณ สถานที่ที่ได้มีโอกาสกราบนมัสการพระคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ แม้แต่ทุกคำที่เอ่ยถึงนี้ ต้องเข้าใจด้วย รัตนะคือสิ่งที่ประเสริฐสุด ไม่มีสิ่งอื่นเปรียบได้เลยคือพระอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ศึกษาพระธรรม จะรู้ไหมว่าพระองค์เป็นใคร แค่รู้ว่า เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมแล้วก็ปรินิพพาน แต่ว่าตรัสรู้อะไร แสดงธรรมอะไร ไม่รู้ความเป็นรัตนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งหมายความถึงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งถ้าพระองค์ไม่ทรงบำเพ็ญพระบารมี เราทุกคนไม่มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังแม้แต่คำว่า "สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ในขณะนี้" ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เพราะว่าสิ่งที่หมดไปแล้วก็ไม่ได้กลับมาอีก สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ยังไม่เกิดขึ้น แล้วก็ไม่มีใครสามารถรู้ด้วยว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย
เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะได้ยินได้ฟัง ก็ควรที่จะเป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ ซึ่งไม่มีใครเปรียบได้ที่ทรงแสดงพระธรรม ธรรมรัตนะคือคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนให้รู้ว่าเราไม่ดี ดีไหม หรืออยากจะได้ยินคำว่าเราดีมากอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ว่าตามความเป็นจริง ถ้าใครบอกอย่างนั้น เขารู้ความจริงหรือไม่ เพราะว่าความไม่ดีเริ่มตั้งแต่การไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เป็นเหตุให้เกิดการยึดมั่นติดข้อง และเป็นเหตุให้มีการกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความยึดมั่นด้วยความติดข้อง เพราะความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ และยึดถือว่าเป็นเรา ซึ่งไม่มีอะไรจะสำคัญเท่า ใครสำคัญกว่าเรา ลองคิดดู ไม่มีเลย ตัวเองเป็นที่ตั้งของการที่จะทำให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่แล้วแต่ว่าจะเข้าใจความจริง หรือว่าไม่เข้าใจความจริงอย่างที่ได้ผ่านมาแล้วในอดีตกาลนานแสนนาน ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ชาติก่อนได้เลยว่าเคยเกิดเป็นใครที่ไหน แต่ชาตินี้รู้ว่าเกิดเป็นอย่างนี้ ใครก็ทำให้เกิดไม่ได้เลย นอกจากทำเอง เป็นอย่างนี้เพราะทำเอง เกิดมาเป็นอย่างนี้แล้วทำเองให้เป็นอย่างนี้ ให้เป็นคนนี้ ให้คิดอย่างนี้ ให้ทำอย่างนี้
เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าเมื่อได้ฟังพระธรรมแล้ว อย่าผ่านไปโดยการที่ไม่เคารพในพระมหากรุณาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงธรรมให้เรารู้ความจริง และความจริงที่ควรรู้ยิ่งก็คือยังไม่ได้รู้สิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ แต่สามารถรู้ได้ เหมือนผู้ที่ได้รู้มาแล้ว และประโยชน์ของความรู้ยิ่งคือสามารถที่จะละสิ่งที่ไม่ดีที่สะสมมานานแสนนานในจิตของแต่ละคนได้ เพราะฉะนั้นเริ่มรู้ว่าจิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาความเห็นถูก ต้องเป็นจิตที่ไม่ดี แล้วมากแล้วนานด้วย ไม่มีที่จะบรรจุได้เลย เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะนับขณะจิตได้ ตั้งแต่แสนโกฏิกัปป์มาจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้
เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ได้ฟังหรือแม้ความดีที่เกิดขึ้น ทรงอุปมาว่าเหมือนหยดน้ำทีละหยด เทียบกับวันนี้ทั้งวันตั้งแต่เช้ามาเป็นอกุศลมากเท่าไร และมีหยดน้ำสักกี่หยด ตื่นมาแล้วรับประทานอาหารมีหยดน้ำหรือยัง หรือเต็มไปด้วยอกุศล แต่ว่าหยดน้ำของคุณความดี แม้เพียงเล็กน้อย แต่เป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาล ทีละหยดๆ ด้วยความอดทน ขันติบารมี ด้วยสัจจะความจริงใจ ที่มีความมั่นคงว่าสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง สามารถรู้ได้แน่นอน
ความจริงขณะนี้ก็ปรากฏ เห็นไม่ใช่ได้ยิน เห็นไม่สามารถที่จะได้ยินได้เลย เพราะเห็นกำลังมีสิ่งที่กำลังเพียงปรากฏให้เห็น ส่วนได้ยินก็ไม่สามารถที่จะเห็นอะไรได้ ในขณะที่ได้ยินมีแต่เสียงและธาตุที่กำลังได้ยินเสียง แต่พร้อมกันไม่ได้เลย เพราะความจริงของจิตคือธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการเกิดขึ้น และรู้สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ นี่คือจิตที่กำลังเห็นกำลังรู้สิ่งที่ปรากฏ และเดี๋ยวนี้จิตก็กำลังได้ยินเสียง เพราะฉะนั้น จิตเป็นธาตุที่เกิดแล้วดับทีละหนึ่งขณะ ทันทีที่จิตดับลงไป ก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ใครรู้บ้าง นี่คือสัจจะวาจาจริงที่จะนำไปสู่การรู้ความจริงที่ประเสริฐยิ่ง ซึ่งมีอยู่ทุกขณะในขณะนี้
เพราะฉะนั้นต้องอดทนจริงๆ ในการฟัง แล้วก็พิสูจน์ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจริงหรือไม่ สิ่งที่เป็นจริงมีประโยชน์ไหม หรือว่ายังคงไม่รู้ดีกว่า จะต้องเสียเวลารู้ทำไม แต่ว่าความจริงเกิดมาไม่พ้นจากต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย และก่อนนั้นก็มีเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น คิดนึกตลอด ไม่มีใครยับยั้งหยุดยั้งการเกิดขึ้นเป็นไปของจิตได้เลย เพราะฉะนั้นลองย้อนไปตั้งแต่เกิดมา อกุศลมากหรือว่ากุศลมาก ถ้าเป็นอกุศลมากในอดีต ก็ถึงเวลาหรือยังที่จะเป็นกุศลมากๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องว่าขณะนี้สิ่งที่มีจริงเกิดดับ ไม่ใช่เรา ก่อนอื่นถ้าคิดที่จะละโลภะ โทสะ โมหะ ริษยา หรือว่ามานะความสำคัญตนใดๆ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ตราบใดที่ยังเป็นเรา
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นที่จะต้องรู้คือความจริงที่ได้สะสมมาว่าไม่มีใครยับยั้งความคิดได้ เปรียบอุปมาในโลกที่มืดสนิท ยังไม่เห็น เพราะฉะนั้นจะสว่างไม่ได้ ขณะนั้นก็มีเสียงปรากฏนิดหนึ่งไม่สว่างเลย เล็กๆ น้อยๆ สั้นมากแล้วก็หมดไป แต่ละทางก็เช่นเดียวกัน เดี๋ยวทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส แต่ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นปรากฏในความมืดนั้น ความคิดถึงสิ่งนั้นก็เริ่มทันทีแม้ในความมืด หรือแม้ในขณะที่ลืมตาเห็นสิ่งต่างๆ ความคิดก็เกิดขึ้นทันทีต่อจากที่เห็น ใครรู้ได้ ไม่มีทางที่คนธรรมดาสามัญจะคิดเองได้เลย แต่มีผู้ที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดง ให้ผู้ที่เห็นประโยชน์ของการที่เกิดมาแล้ว ต้องจากทุกสิ่งทุกอย่างไปโดยไม่รู้ความจริง หรือว่าเริ่มรู้ความจริงสะสมไปทีละเล็กทีละน้อย ไม่ต้องหวังอะไรที่จะหมดกิเลสอย่างเร็ว เป็นไปไม่ได้เลย เพียงเห็นค่าของการที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังความจริง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย เกิดแล้วไม่แก่ไม่ได้ ไม่เจ็บไม่ได้ ไม่ตายก็ไม่ได้ แล้วก็ลืมชาติก่อนหมด ชาตินี้ก็เช่นเดียวกัน พอเกิดใหม่ก็เป็นคนใหม่ ชาติก่อนเป็นใครก็ไม่รู้
เพราะฉะนั้นแต่ละคนที่นี่ เราเคยเป็นญาติพี่น้องมิตรสหายกันมา หรือเป็นศัตรู หรือเคยประทุษร้ายกันมา ไม่มีใครสามารถที่จะจำได้เลย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ผ่านไปแล้ว เพราะฉะนั้นการที่แต่ละคนสะสมอะไรมา ก็ปรากฏทั้งทางหน้าตารูปร่าง ชีวิตความเป็นอยู่ วงศาคณาญาติ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นการสะสมของจิต ซึ่งเป็นเหตุให้แม้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิด ก็เป็นไปตามจิต ซึ่งเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง
เพราะฉะนั้นเมื่อได้ฟังพระธรรมแล้ว ก็ควรเป็นเวลาที่เริ่มรู้ว่าไม่มีอะไรดีในชีวิตประเสริฐเท่ากับการได้เข้าใจ สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ซึ่งยาก ลึกซึ้ง ละเอียด แต่ว่าสามารถที่จะรู้ได้จริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย เพราะฉะนั้นก็เป็นปกติธรรมดาทุกอย่าง เมื่อวานนี้คิดอะไรทำอะไร ก็เป็นธรรมดา ส่องไปถึงการสะสมว่าถ้าไม่เคยสะสมมาอย่างนี้จะคิดอย่างนี้ไหม เพราะฉะนั้นชีวิตก็เป็นปกติ การสนทนาธรรมก็เป็นปกติ เพื่อที่จะเป็นการสะสมความเข้าใจมั่นคงขึ้น
ผู้ฟัง ขณะนี้ ด้วยความจำมาว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ความเห็นที่ถูกต้องมันทวนกระแส ในเมื่อศึกษาพระธรรมแล้ว ก็จะต้องเข้าใจความจริงใหม่ว่าไม่เหมือนเดิมที่เคยรู้มา
ท่านอาจารย์ ต้องต่างกันแน่นอน โลกของความไม่รู้และทุกสิ่งทุกอย่างมั่นคง เกิดแล้วก็เป็นคนนั้นคนนี้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดก็ยังคงเป็นต้นไม้ เป็นคนเป็นภูเขา เป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นี่คือโลกของความไม่รู้ แต่โลกของความรู้คือทุกสิ่งขณะนี้เกิดขึ้นและดับไปแต่ละหนึ่งไม่เหลือเลย จะต่างกันไหม โลกภายนอกที่ใช้คำว่าภายนอกคือโลกของความไม่รู้ มีคนมากมาย มีบ้านเมือง มีต้นไม้ดอกไม้ มีโต๊ะมีเก้าอี้ มีรถไฟ มีรถยนต์ มีเครื่องบิน เหล่านี้คือโลกภายนอก แต่โลกภายใน ไม่ว่าอะไรก็ตาม เกิดแล้วดับทันที แต่เร็วมากจนปรากฏเป็นโลกภายนอก ให้เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง
เพราะฉะนั้น นี่เป็นสิ่งที่ปกคลุมความจริงโดยภายนอก แต่ว่าภายในจริงๆ คือแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลงแล้วก็ดับไป ถ้ากระทบสัมผัสที่ตัวซึ่งเคยเป็นแขน เคยเป็นหน้า เคยเป็นขา เคยเป็นเท้า แต่โลกภายในจริงๆ ไม่ใช่อย่างนี้ คือมีลักษณะที่แข็งหรืออ่อน เกิดดับสืบต่อ ไม่ว่าจะกระทบที่ตรงไหน ก็มีอ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและรวดเร็ว แต่ที่ปรากฏให้เห็นก็เหมือนว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่ดับเลย เพราะการเกิดดับสืบต่อทำให้ปรากฏเป็นอย่างนั้นทางตา
ทางหูก็เช่นเดียวกัน เพียงคำว่า "ทาง" "หู" เพียงแค่ ๒ คำนี้จำได้ ถึงหูใช่ไหม แล้วเรื่องราวที่ได้ยินก็ต้องมาจากทางหู เพราะฉะนั้นทางหูก็ปรากฏว่าเป็นเรื่องมากมาย คนนั้นว่าอย่างไร คนนี้ว่าอย่างไร ก็เป็นเรื่องเป็นราวไปหมด แต่ความจริงที่อยู่ภายในหรือโลกภายในก็คือธาตุที่ได้ยินเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่ว่าธาตุที่ได้ยินนี้จะเกิดก็ต่อเมื่อเสียงกระทบหู ถ้าเสียงไม่กระทบหู ธาตุได้ยินก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีหูซึ่งไม่ใช่หูที่เรามองเห็น แต่เป็นรูปพิเศษที่สามารถกระทบเฉพาะเสียงซึ่งมองไม่เห็นเลย กระทบสัมผัสหูก็แข็ง ถ้ามองเห็นก็เป็นรูปร่างของหู แต่ไม่ใช่รูปที่สามารถกระทบเสียง
เพราะฉะนั้น โลกภายในนี้ก็เป็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเหมือนกับเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่การงาน จนปรากฏในโลกภายนอกให้เห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเรื่องราวต่างๆ เพราะฉะนั้นต้องรู้ความจริงว่าโลกภายในแม้แต่ในขณะที่ได้ยิน ต้องมีเสียง แต่เสียงไม่สามารถรู้อะไรได้เลย และกระทบกับรูปซึ่งมองไม่เห็นด้วย และสามารถกระทบกับเสียง ซึ่งทั้ง ๒ อย่างนี้ไม่ได้ยินอะไรเลย แต่เป็นรูปซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดได้ เพราะไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น ต้องมีปัจจัยเฉพาะที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น
เพราะฉะนั้นในขณะที่มีเสียงกระทบหูสำหรับคนหูไม่หนวก เป็นปัจจัยให้จิตได้ยินเกิดขึ้น และใครรู้บ้างว่าจิตเกิดขึ้นทำงานตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ใช่เราเลย โลกภายในเป็นโลกของสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเกิดดับสืบต่อทั้งฝ่ายที่เป็นธาตุรู้คือนามธรรม และฝ่ายซึ่งไม่สามารถรู้อะไรได้เลย แค่ ๒ อย่างนี้ตลอดในสังสารวัฏ ไม่มีอย่างอื่นนอกจากนี้ แต่ก็ปรากฏการสืบต่อ โดยเฉพาะทางตา ก็มีสิ่งที่สามารถกระทบตา แท้ที่จริงสิ่งนี้ก็อยู่ที่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมนั่นเอง ถ้าไม่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้ก็ไม่มี ไม่สามารถจะมากระทบได้เลย แต่เพราะเหตุว่าธาตุที่เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไม่ใช่มีเพียงเท่านั้น ยังมีธาตุที่เกิดร่วมกันที่สามารถกระทบตา ซึ่งทำให้ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานเพราะสีสันวัณณะที่กระทบตา นี่คือโลกภายในเกิดขึ้นทำกิจการงานอยู่ตลอดเวลา แต่โลกภายนอกก็ไม่รู้ความจริงว่าภายในซึ่งเป็นปรมัตธรรมเป็นอย่างนี้ ทำกิจอย่างนี้ ก็หลงยึดถือว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเรา เป็นสิ่งต่างๆ เพราะฉะนั้นอีกโลกหนึ่งก็ต้องต่างจากโลกซึ่งชาวโลกไม่มีทางที่จะรู้ได้ถึงความจริง ซึ่งเป็นเพียงธาตุแต่ละหนึ่ง
เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่านานาธาตุ ประมาณไม่ได้เลยว่าเท่าไร เพราะแต่ละธาตุแต่ละหนึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย แล้วใครจะนับได้ นานแสนนานมาแล้วจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ แต่ให้ทราบความจริงว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เกิดแน่นอน ถ้าไม่เกิดไม่ปรากฏ แต่ที่ไม่รู้คือเกิดแล้วดับด้วยเร็วมาก นี่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยตัวเอง และไม่มีคำสอนของใครทั้งสิ้นที่จะทำให้เข้าใจอย่างนี้ได้ ผู้ที่สอนอย่างอื่นนั้นไม่ได้ตรัสรู้ความจริง แต่ผู้ที่ทรงตรัสรู้ต้องอาศัยการบำเพ็ญพระบารมี บารมีคือคุณความดี ความชั่วทุกชนิดไม่สามารถจะทำให้รู้ความจริงนี้ได้เลย ความไม่รู้ หรือความโกรธ หรือความติดข้อง ความริษยา ความมานะ ทุกอย่างที่ไม่รู้ ไม่สามารถที่จะเข้าถึงความจริงนี้ได้ นอกจากคุณความดี เมื่อความไม่รู้มีมากๆ เพราะไม่รู้จึงติดข้อง ติดข้องแล้วก็ไม่ได้สิ่งที่พอใจ ก็เกิดความเดือดร้อนใจ แล้วจะรู้ความจริงอย่างนี้ได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ได้รับฟังคำพยากรณ์จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ซึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ได้รับคำพยากรณ์จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร ทรงรู้ด้วยความคิดและการไตร่ตรองของผู้ที่จะรู้ความจริง ว่าต้องมีความดีเท่านั้นที่ค่อยๆ สะสม เพราะเหตุว่าขณะใดที่อกุศลจิตเกิด จะไม่รู้ความจริง เมื่อความไม่รู้ทับถมกันมากๆ มากขึ้นทุกชาติ แล้วจะรู้ความจริงได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นขณะที่ความดีหรือสภาพธรรมที่ดีเกิดขึ้น ขณะนั้นอกุศลเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นความดีก็เพิ่มพูนขึ้น เพิ่มพูนขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏได้ ว่าเป็นเพียงธาตุหรือสิ่งที่มีจริงๆ แต่ว่าเกิดแล้วก็หมดไป
จากเราเดี๋ยวนี้ที่ได้ฟัง แล้วเริ่มเข้าใจว่าเห็นเกิดแล้วดับ ได้ยินไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ขณะเดียวกัน ได้ยินก็เกิดแล้วดับ รู้อย่างนี้ แต่ต้องอาศัยคุณความดีที่จะทำให้อกุศลไม่เกิดมากเหมือนอย่างเคย ทั้งสัจจะ ความตรง ความจริงใจว่า เมื่อได้ฟังความจริงแล้ว จะละทิ้งความจริงนี้หรือ จะไปหาความเท็จ จะไปหาความลวง จะไปหาสิ่งซึ่งไม่จริงมายึดถือต่อไปอีกอย่างนั้นหรือ หรือว่าจากวาจาสัจจะคำจริงนี่แหละ จะนำไปสู่อริยสัจจะ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
