ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๖๐
สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร
วันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ ปัญญาเจริญขึ้นเหมือนต้นไม้ที่มีรากที่โตได้
ผู้ฟัง จิตคือธาตุรู้ เจตสิกคืออะไร
ท่านอาจารย์ ธาตุรู้ซึ่งไม่ใช่จิต เพราะจิตเป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้ เช่น เห็น เพียงเห็น ไม่มีรักไม่มีชัง จิตรักจิตชังไม่ได้ แต่ขณะใดก็ตามที่จิตเกิด จะต้องมีธาตุรู้เกิดร่วมด้วย แต่ไม่ใช่จิต หลากหลายมาก มีถึง ๕๒ ประเภท โทสะ มีไหม ความโกรธ ความขุ่นเคือง ไม่ใช่จิต แต่ถ้าไม่มีจิต โทสะก็เกิดไม่ได้ เพราะจิตเป็นใหญ่ในการรู้ ขณะใดที่จิตกำลังรู้ โทสะเกิดร่วมกับจิต คือไม่ชอบสิ่งนั้นที่กำลังปรากฏให้รู้ ใช้คำว่า กลัว ก็คือโทสเจตสิก จะออกมาในรูปใดก็ตาม เช่น น้อยใจ เสียใจ ขุ่นใจ แค้นใจ อะไรที่ไม่ชอบทั้งหมด เป็นเจตสิกนี้ คือ โทสเจตสิก ตรงกันข้ามกับโลภเจตสิก ชอบหมดเลย ติดข้องหมดเลย อะไรๆ ก็ชอบหมด แต่จิต จะใช้คำว่าหนึ่งก็ได้ เกิดขึ้นเป็นใหญ่ในการรู้เท่านั้น (จำก็ไม่ใช่จำ) เพียงเห็น เพียงรู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ จำเป็นเจตสิก ๑ ใน ๕๒ ความรู้สึกมีจริง เป็นเจตสิก ๑ ใน ๕๒
วันหนึ่งๆ ไม่ใช่มีเพียงเท่านี้ ที่ไม่เรียกชื่อก็มี ไม่ปรากฏก็มี แต่มี เพราะว่าสภาพธรรมฝ่ายดี กว่าจะเกิดขึ้นมาได้แต่ละขณะ ต้องอาศัยเจตสิกฝ่ายดีอย่างน้อยที่สุดถึง ๑๙ ประเภท มีมาก กว่าจะดีขึ้นมาสักขณะหนึ่ง แต่ปกติเป็นอกุศล อกุศลเกิดได้ไม่ยาก เพราะฉะนั้นก็มีเจตสิกที่เกิดกับอกุศลน้อยกว่าที่เกิดกับกุศล
เวลานี้มีใครหรือไม่ หรือว่าเป็นธรรมทั้งหมด แล้วก็ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นเขา และต้องใช้คำสำหรับเรียกชื่อ ไม่อย่างนั้นไม่รู้ว่าหมายความถึงธรรมอะไร แต่ธรรมก็เป็นธรรมที่เปลี่ยนไม่ได้ เช่นเรียกว่าโลภะ สำหรับเราพอเข้าใจได้ว่า คือความติดข้อง แต่ส่วนใหญ่คนที่ไม่ได้ศึกษา คิดว่าต้องมากๆ เช่นที่พูดกันว่าเขาโลภมาก ถ้าเขาชอบนิดหน่อย ก็ไม่เห็นบอกว่าเขาโลภเลย ใช่ไหม แต่ลักษณะนั้นเปลี่ยนไม่ได้ คือความติดข้อง แม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นความติดข้อง เมื่อมากขึ้นๆ ความติดข้องก็ปรากฏชัด จนถึงทำทุจริต เพราะความติดข้องได้ ตัวใหญ่ๆ เห็นชัดเลย แต่ตัวเล็กๆ ไม่เห็น ขณะนี้มีโลภะไหม ตามความเป็นจริงคือมี จะมาก หรือน้อยที่ไม่ถึงกับเป็นทุจริตกรรม
ถ้าขุ่นใจ ก็ไม่ใช่เรา เจตสิกนั้นเกิดขึ้น มีลักษณะหยาบกระด้าง ไม่เป็นที่พอใจ เดี๋ยวนี้มีไหม ก็เป็นผู้ที่ตรง มีเมื่อไหร่ มีเมื่อเกิด ถ้าโทสะยังไม่เกิด จะบอกว่ามีโทสะไม่ได้ โลภะยังไม่เกิด จะบอกว่ามีโลภะก็ไม่ได้ แต่สองอย่างนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่โลภะก็โทสะ สลับกันไปเรื่อยๆ เพราะอวิชชา ความไม่รู้ เป็นพื้นฐาน เป็นราก เป็นมูลที่สำคัญที่จะให้สภาพธรรมอื่น ถ้าเป็นฝ่ายไม่ดี ก็เป็นอวิชชา เรียกว่าโมหะก็ได้ ความมืด ความไม่รู้ คือโมหะ แล้วก็โลภะ แล้วก็โทสะ แต่เพราะโมหะไม่ได้ปรากฏให้รู้ ก็เลยเป็นโลภะ โทสะ โมหะ เพราะปรากฏมากกว่า และรู้ได้บ่อยกว่าด้วย แต่เวลานี้ใครจะรู้โมหะ ในเมื่อโลภะกับโทสะเกิดมากกว่า และระหว่างโลภะกับโทสะ อะไรเกิดมากกว่า ไม่ใช่มีใครโกรธทั้งวัน ใช่ไหม ทั้งวันต้องเห็นก็โกรธ ได้ยินก็โกรธ รสปรากฏก็โกรธ คือโกรธไปหมดเลย นั่นถึงจะว่าโทสะมีมาก แต่ไม่รู้ว่าโลภะ ติดหมดเลยทุกอย่างที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นโลภะมากกว่า และเพราะมีโลภะนั่นเอง จึงมีโทสะ และต้องเป็นโลภะในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ คือสิ่งที่สัมผัสกระทบกายได้ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว รวมเรียกคำเดียวว่า โผฏฐัพพะ ถ้าเป็นสิ่งที่จิตกำลังรู้ ก็รวมคำว่า อารัมมณะหรืออารมณ์ เป็นโผฏฐัพพารมณ์ ก็มีอยู่ในชีวิตประจำวันทั้งนั้น และติดข้องโดยไม่รู้ตัว
ผู้ฟัง ขอขยายความคำว่า โทสะ เพราะว่าบางท่านนึกว่า โทสะ จะต้องเป็นอะไรที่เห็นชัด อะไรที่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่ท่านอาจารย์เคยบรรยายว่า แม้ผมหล่นลงมาเส้นหนึ่ง เราก็รู้สึกรำคาญ ก็เป็นลักษณะของโทสะชนิดหนึ่ง
ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่มีเพียงเล็กน้อย มองไม่เห็น ต่อเมื่อใหญ่ขึ้นมาเมื่อไรก็ปรากฏชัด เช่น เวลาเราปลูกต้นไม้ เราจะทราบไหมว่ากิ่งใดจะมีดอก ยังไม่ปรากฏเลย แต่เมื่อปรากฏนิดเดียว ความต่างมีแล้ว และยังไม่ทราบเลยว่าดอกนี้จะเป็นอย่างไร จะมีกี่กลีบ ทั้งๆ ที่เป็นดอกไม้ บางกลีบ บางดอก ก็อาจจะมากน้อยก็ได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมีแล้ว พร้อมที่จะเกิด เติบโตให้รู้ได้เมื่อไร เมื่อนั้นก็ชัดขึ้น เช่น โลภะ ความติดข้อง ชอบอะไรมากๆ ก็ต่างกับเฉยๆ คือชอบเหมือนกันแต่ว่าไม่มาก เพราะฉะนั้นต่อเมื่อมากแล้วก็รู้ได้ ติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งแต่ละคนกำลังมี เช่น ของในบ้านมีมากมาย แล้วชอบอะไรที่สุด ก็ตามลำดับ มีทั้งน้อยจนถึงมาก เพราะฉะนั้นทราบไหมว่า ถ้าสิ่งนั้นไม่เคยเกิดมีให้เห็นเลย ความชอบระดับนั้นไม่มี บังคับบัญชาไม่ได้เลย และเมื่อสิ่งนั้นสูญหายไป ก็เสียดายมากกว่าสิ่งที่เราไม่ได้พอใจอย่างมาก เพราะฉะนั้น สิ่งที่เล็กน้อยก็ปรากฏให้เห็นเพียงเล็กๆ น้อยๆ ชอบหน่อยเดียว ขุ่นใจนิดเดียว ก็ตรงกันข้ามกับความติดข้องแล้ว จนกระทั่งเป็นฟืน เป็นไฟ หรือพยาบาท ก็ยิ่งชัดเจนว่ามีกำลังมาก แต่ก็ต้องเริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ
ด้วยเหตุนี้ก็แสดงความจริงของธรรม ซึ่งเป็น จิต เจตสิก รูป ส่วนนิพพานยังไม่ต้องกล่าวถึง แต่เราจะรู้ความละเอียดยิ่งของแต่ละจิต เจตสิก ซึ่งเกิดและดับไป แล้วไม่กลับมาอีกได้อย่างไร ในพระสุตตันตปิฎก ทรงแสดงลักษณะของแต่ละบุคคล อย่างพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระบิดา แต่ก็ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละหนึ่งๆ ละเอียดมาก แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ล้วนเป็นจิตแต่ละหนึ่ง เจตสิก และรูป เท่านั้นเอง ความหลากหลายมากในแสนโกฏิกัปป์ ตั้งแต่เป็นบุคคลเข็ญใจ จนกระทั่งบำเพ็ญบารมี ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสำหรับแต่ละคนที่ความเป็นมาเป็นไปต่างๆ ในชีวิต มีเหตุทั้งนั้นเลย กว่าจะทราบก็ต่อเมื่อใหญ่มากพอที่จะปรากฏ ความทุกข์เล็กๆ น้อยๆ มีแน่นอนและทุกวันด้วย เช่น ไม่แปรงฟัน ไม่อาบน้ำ เป็นทุกข์เล็ก แต่เมื่อป่วยไข้ก็เดือดร้อน นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เล็กๆ น้อยๆ ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ เพราะว่าแก้ไปเรื่อยๆ เหมือนธรรมดา เคยชิน เหมือนเป็นปกติของชีวิต แต่ความจริงสภาพธรรมที่เกิดดับ ฝ่ายไม่ดีก็หมักหมมเป็นโทษ จนกระทั่งต้องแก้ไข
เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจะรู้ได้ต่อเมื่อละเอียดขึ้น มานะ ความสำคัญตน เกิดหรือไม่ คนอื่นรู้ได้ไหม ถ้าเพียงเกิดในใจ ไม่แสดงออกมาทางกาย ทางวาจา ไม่ปรากฏว่ากำลังมีความสำคัญตน และความสำคัญตนดับหมดสิ้นเป็นสมุทเฉท ไม่เกิดอีกด้วยอรหัตตมรรค แสดงให้เห็นถึงว่าความละเอียดของมานะ ความสำคัญตนในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ปรากฏเหมือนอย่างโลภะ โทสะ แต่ว่าเมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้น และเห็นความละเอียดว่าต้องถึงความเป็นพระอรหันต์จึงดับมานะ
เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมจะทำให้เกิดความเข้าใจ ที่ใช้คำว่าปัญญา เพราะการฟังและไตร่ตรอง มีเหตุที่จะให้เข้าใจ เพราะบางคนฟังแล้วไม่เข้าใจ ฟังกี่ครั้งก็ไม่เข้าใจ แต่บางคนฟังแล้วสองสามครั้งถึงเข้าใจ บางคนสะสมมามาก ฟังแล้วเดี๋ยวนี้ ธรรมคืออะไร ก็รู้เลยว่าเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่คำตอบเพียงคำพูด เดี๋ยวนี้คือ สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ นั่นคือการศึกษาธรรม ไม่อย่างนั้นก็เป็นเพียงศึกษาเรื่อง ศึกษาชื่อ ศึกษาภาษา ศึกษาคำ แต่ไม่ได้เข้าใจธรรม จึงไม่ใช่ชื่อว่าศึกษาธรรม แต่เมื่อไรที่ได้ฟัง และรู้ว่าเดี๋ยวนี้ทุกสิ่งทุกอย่างแต่ละหนึ่งเป็นธรรม นี่คือเริ่มศึกษาธรรมโดยแท้จริง
เพราะฉะนั้นแม้ปัญญาก็มาจากเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งเจริญเติบโต โตเมื่อไรก็เห็น อย่างมานะ ด้วยอรหัตตมรรคจึงดับได้ แสดงว่าพระอนาคามี ก่อนถึงความเป็นพระอรหันต์ ท่านต้องเห็นมานะอย่างละเอียดยิ่ง จึงสามารถที่จะเกิดอรหัตตมรรคที่จะดับมานะได้
---------------------------------------------------------------------------------
สนทนาธรรม ที่ อาคารพัฒนบุญชู
วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
----------------------------------------------------------------------------------
ผู้ฟัง ในการศึกษาธรรม ไม่ได้เริ่มจากคำเพื่อไปหาความจริง แต่ให้เริ่มจากความจริง แล้วคำนั้นก็จะอธิบายว่าความจริงนี้คืออะไร อยากทราบว่าความละเอียดเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ถ้าเริ่มจากคำว่าธรรม เราก็ต้องมาคิดว่าธรรมคืออะไร ธรรมอยู่ที่ไหน แต่ถ้าเราเริ่มจากสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เราต้องไปถามไหมว่าคืออะไรอยู่ที่ไหน เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าเห็น แต่เรายังไม่รู้ว่าเห็นที่เราเข้าใจว่ากำลังเห็น ความลึกซึ้งของเห็นจริงแท้อย่างไร จนกว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดง เพราะฉะนั้น เราใช้คำภาษาบาลีว่าเป็นธรรม แต่เราไม่เคยพูดคำนี้ในชีวิตประจำวันเลย มีใครพูดคำว่าธรรมในชีวิตประจำวันบ้าง มีแต่เห็นไหม ได้ยินไหม คิดหรือไม่ เป็นอย่างไร เป็นภาษาซึ่งแสดงถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนั้น แต่ที่ไม่รู้ก็คือว่า ไม่รู้ว่านั่นเป็นธรรม
เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย ให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ แต่ไม่รู้ แล้วใครรู้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงธรรมให้เรารู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม คิดเองก็คิดไม่ได้ ทราบแต่ว่ากำลังเห็นเท่านั้น แล้วก็ยังเป็นเราเห็น และเห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้อีก เพราะฉะนั้น ความไม่รู้ตั้งแต่ต้นคือไม่รู้ว่าเห็นเป็นอะไร ก็ตามต่อไปจนกระทั่งถึงว่า แล้วสิ่งที่เห็นเป็นอะไร แล้วก็ยาวไปจนกระทั่งถึงว่าเรื่องราวของสิ่งที่เห็น เช่น เราเห็นดอกไม้ ชื่ออะไร ซื้อมาจากไหน หรือปลูกที่บ้านได้อย่างไร ก็เป็นเรื่องราวยาวไป โดยที่ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว เพราะเห็นขณะนี้ และไม่รู้ตามความเป็นจริง แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏจริงๆ แต่ก็ไม่รู้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นจึงไม่รู้ทั้งหมด ตั้งแต่เกิดจนตายทุกวัน แต่สิ่งที่มีจริงทั้งหมด ธรรมดาอย่างนี้เอง เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงให้เข้าใจตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นธรรมดา จะเรียกว่าธรรมหรือไม่เรียก ก็เป็นอยู่แล้ว คือเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง เพราะว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ในภาษาบาลี ใช้คำว่า ธรรม เพราะฉะนั้นจะเรียกหรือไม่เรียก ก็กำลังมีจริงๆ แล้วก็ฟังให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้
เพราะฉะนั้น การฟังก็คือเพื่อเข้าใจจริงๆ และเป็นความเข้าใจของตนเองด้วย อย่างเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริง ไม่ต้องเรียกอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ก็ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง แล้วมีผู้ตรัสรู้และทรงแสดง ก็อยู่ที่ศรัทธาว่าเราเห็นประโยชน์ของการเข้าใจไหม หรือจะอยู่อย่างนี้ไปตั้งแต่เกิดจนตาย โดยไม่เข้าใจอะไร ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเกิดในโลกนี้ เป็นบุคคลนี้ แล้วต้องจากโลกนี้ไป แล้วไปเป็นบุคคลอื่น และไม่รู้อะไรเลย ก็อยู่ที่ว่าสิ่งที่มีจริงทุกวัน น่าเข้าใจยิ่งขึ้นถึงความจริงแท้ของทุกสิ่งทุกอย่าง
เพราะฉะนั้น เราจะพูดคำอะไรก็ตาม ให้เข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงอะไร พูดถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เพื่อที่จะได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง ถ้าคนที่เขาไม่สนใจ ไม่มีศรัทธา เขาก็คิดว่าพูดเรื่องอื่นดีกว่า เช่น เรื่องอาหาร เรื่องประโยชน์ เรื่องการค้า เศรษฐกิจ ฯลฯ แต่ทั้งหมดจะพ้นไปจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึกหรือไม่ ทุกวันมีเท่านี้เอง แต่ไม่เคยรู้ เพราะฉะนั้นถ้ามีผู้รู้ และมีพระธรรมคือคำสอน ที่ทำให้สามารถพิจารณาเข้าใจได้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสนใจเข้าใจหรือไม่สนใจเท่านั้นเอง แต่สิ่งนี้ก็ต้องมี ไม่มีไม่ได้เลย เกิดมาก็มีแล้ว แต่ไม่รู้ความจริงว่าทำไมมี
ผู้ฟัง นั่นหมายความว่า ถ้าไม่ศึกษา ก็จะไม่มีวันรู้เลยว่า ที่เราคิดว่าเห็น เป็นเราเห็น หรือว่าได้ยิน เป็นเราได้ยิน แท้ที่จริงแล้วก็เป็นธรรมที่มีลักษณะและมีเหตุปัจจัยให้เกิด
ท่านอาจารย์ และศึกษาก็ต้องรู้ด้วยว่าเพื่อเข้าใจอะไร เข้าใจโพธิปักขิยธรรม หรือเข้าใจปฏิจจสมุปบาท หรือเข้าใจอะไร หรือเข้าใจสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ทีละเล็กทีละน้อย และทุกคำที่เราเข้าใจ มีอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งนั้น แต่เป็นอีกภาษาหนึ่ง ซึ่งมีจริงแต่เราไม่เคยรู้เลย แล้วก็ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นสิ่งนี้สิ่งนั้น จนกระทั่งเดือดร้อนกันมากมาย ตอนนี้รู้จักแล้วใช่ไหมว่าเรากำลังฟังอะไร ฟังให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ไม่พ้นไปเลยจากทุกคำที่พระผู้มีพระภาคตรัส ทรงแสดงเรื่องสิ่งที่มีจริงนี้เอง จนกว่าคนฟังจะเข้าใจ แม้แต่เพียงคำเดียวว่า เป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร แต่มีจริงๆ กำลังเห็น มีจริง และหมดแล้ว ไม่เห็นแล้ว กลายเป็นเสียงกับได้ยิน ซึ่งมีจริงและหมดแล้วอีก กลายเป็นคิด มีจริง ฯ
เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งในแต่ละวันเกิดขึ้นเล็กน้อยมาก รวดเร็วมาก และก็ดับไป ไม่กลับมาอีกทั้งนั้นเลย โดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้น การฟังไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อนใช่ไหม หรือใครเดือดร้อนเวลาฟัง แต่การฟังทำให้เริ่มรู้ความจริง ว่าความจริงเป็นอย่างนี้แน่นอน เกิดมาบังคับไม่ให้เกิดเป็นคนนี้ก็ไม่ได้ ก็เกิดเป็นคนนี้ เกิดที่นี่ แล้วก็เป็นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ประพฤติตามที่เป็นไป ทุกคนแต่ละหนึ่ง ไม่เหมือนกันเลย จะนั่ง จะนอน จะยืน จะพูด จะคิด ก็หลากหลายไป เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดดับสืบต่อ
ผู้ฟัง มีข้อความเกี่ยวกับธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่ว่าภิกษุไม่ควรเสพทางสุดโต่งสองทาง คืออัตตกิลมถานุโยคและกามสุขัลลิกานุโยค ข้อความนี้พอที่จะนำมาเปรียบเทียบว่ายังไม่มีคำว่าเป็นกลางอยู่นั่นเอง ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ โดยมากเราคิดว่าเคยฟังธรรมกันมาแล้ว เราก็พูดคำมากมาย เป็นคำศัพท์ต่างๆ แต่ว่าตามความจริงเราพูดแบบธรรมดาให้เข้าใจได้ว่า ถ้าเราทรมานตนเองให้ลำบากดีไหม ใครว่าดีบ้าง เช่น นั่งตากยุง ก็คงไม่มีใครว่าดี และถ้าเราเพลิดเพลินไป ไม่สนใจใครทั้งนั้นว่าจะเป็นอย่างไร ความจริงเป็นอย่างไรก็ไม่สนใจ จะเกิดและตาย และระหว่างที่ยังไม่ตายก็ทำไม่ดีไว้มากมาย ก็ไม่สนใจ หรือว่าเราควรจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า เราไม่ได้จะเพลิดเพลินอย่างเดียว เราห้ามไม่ได้ที่จะมีความติดข้อง ทุกคนเพลิดเพลินทั้งนั้น ทุกอย่างในบ้าน ดอกไม้ก็สวย ก็เป็นธรรมดา แต่ว่ายังมีความสนใจที่จะเข้าใจถูก เห็นถูกในสิ่งที่มี เมื่อมีโอกาสที่จะเข้าใจได้ ถ้าเป็นยุคสมัยที่พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว หรือว่าอันตรธานไปหมด ไม่เหลือเลย เราจะได้ยินคำว่าธรรม ได้ยินคำว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่เที่ยง เกิดแล้วต้องตายเหล่านี้ไหม เพราะฉะนั้นเมื่อเราเห็นว่าชีวิตเกิดมาแล้วสั้นมาก อย่างไรก็ต้องจากโลกนี้ไป แต่ก่อนจากไป เป็นอะไร ควรจะดี หรือควรจะชั่ว หรือควรจะมีความรู้ ความเข้าใจในสิ่งที่เกิดมาแล้ว ก็มีทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏ แต่ไม่รู้ความจริง ไม่เข้าใจความจริงเลย ถ้ามีศรัทธาอย่างนี้ ชีวิตของเราเป็นปกติ ในขณะเดียวกัน เราก็มีการสนใจที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีด้วย
เพราะฉะนั้นที่ใช้คำว่า ทางสายกลาง หมายความว่าไม่เป็นไปในทางหนึ่งทางใดที่เพลิดเพลิน หรือที่ทรมานตนเอง แต่ว่าในขณะนั้น ทางสายกลางเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล การศึกษาธรรมต้องพิจารณา ต้องไตร่ตรอง และต้องเป็นความเข้าใจที่แท้จริง ถ้ามีความเข้าใจจริง ไม่ผิด ทางที่ไม่ใช่ทางสายกลางทั้งสองเป็นอกุศล แล้วทางที่ใช้คำว่า สายกลาง เป็นอะไร ก็ต้องทราบใช่ไหม เพราะว่ามีกุศลกับอกุศลแน่นอน กุสลา ธัมมา, อกุสลา ธัมมา, อัพยากตา ธัมมา ได้ยินแล้วต้องเข้าใจด้วย อย่าเพิ่งเพียงไปฟังพระสวดพระอภิธรรม ได้ยิน แล้วไม่รู้ว่าอะไร อย่างน้อยที่สุดเมื่อสามารถเข้าใจได้ ก็เข้าใจสิ จะผ่านเวลาไปโดยที่ไม่เข้าใจทำไม แล้วก็เป็นความไม่เข้าใจไปอีก สืบต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่า กุสลา ธัมมา ธรรมที่เป็นกุศล หมายความว่าสิ่งที่มีจริงที่เป็นฝ่ายดีนี้มี อกุศลา ธัมมา สิ่งที่มีจริงแต่เป็นสิ่งที่ไม่ดีก็มี และอัพยากตา ธัมมา คืออะไร ไม่ใช่ให้คนไปคิดเองว่าเป็นกลาง เพราะคิดเองแต่ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด เป็นคำสอนที่ไม่มีอะไรที่จะยิ่งกว่านั้น และเป็นความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้น แต่ละคำเป็นวาจาสัจจะ ไม่ได้ตรัสว่า อัพยากตา ธัมมา แบบลอยๆ แต่ตรัสแสดงว่าธรรมอะไรที่เป็นอัพยากตะ คือไม่ใช่ทั้งกุศลและไม่ใช่อกุศล สิ่งที่เกิดขึ้นมีจริง แต่ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เช่น เสียง สี กลิ่น รส พวกนี้ดีหรือชั่ว ทำบุญทำทานอะไรหรือไม่ ทำชั่วร้ายอะไรหรือไม่ ไม่เป็นอย่างนั้นเลยเพราะไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้น ธรรมที่ไม่ใช่สภาพรู้ จะเป็นกุศลได้ไหม จะเป็นอกุศลได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นธรรมที่ไม่ใช่ กุศล อกุศล ก็ได้แก่สภาพธรรมซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย นี่อย่างหนึ่งแล้ว และนิพพานเป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิด จะเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ได้ไหม ใครบอกว่านิพพานเป็นกุศลบ้าง นั่นคือคิดเอง เรียกเอง พูดเอง และเข้าใจผิด เพราะประมาทพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงได้ยินคำใด แล้วคิดเอง ซึ่งถ้าเทียบปัญญาของชาวโลก กับปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ห่างไกลกันยิ่งกว่าฟ้ากับดิน เลยไปถึงสุดจักรวาลก็ได้
เพราะฉะนั้นไม่ใช่วิสัยที่ใครจะคิดเองเลย จะใช้คำว่าเป็นกลาง ก็ต้องทราบว่าเป็นกลางคืออะไรก่อน ถ้าไม่ทราบแล้วจะพูดได้ไหมว่าเป็นกลาง เพราะฉะนั้น กุศลธรรมไม่เป็นอกุศลธรรม อกุศลธรรมก็ไม่ใช่กุศลธรรม และธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล ก็ไม่สามารถที่จะเป็นกุศลและอกุศลได้ แต่เป็นกลางเพราะไม่ใช่สภาพรู้ ได้แก่ รูปธรรมทั้งหมดและนิพพาน และวิบากจิตกับกิริยาจิต วิบากจิตเกิดขึ้นเห็น เป็นกลางหรือไม่ เห็นสิ่งที่ไม่ดีก็มี เห็นสิ่งที่ดีก็มี แล้วเป็นกลางอย่างไร ไปเลือกเห็นหรือที่จะเป็นกลาง หรือจะใช้คำว่า เพราะรู้สิ่งที่ดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ เลยเป็นกลาง ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นไม่ใช่ความหมายของคำว่า เป็นกลาง เพราะเหตุว่า ใครจะรู้บ้างว่าชั่วขณะที่จิตเห็นเดี๋ยวนี้ เกิดดับนับไม่ถ้วนแล้ว เพราะฉะนั้นจะรู้ความจริงเพียงหนึ่งขณะจิตซึ่งเกิด จะยากสักเพียงใด ถ้าไม่มีหนึ่งขณะจิตเกิดแล้วก็ดับสืบต่อกัน สิ่งที่ปรากฏทางตาก็ไม่ปรากฏว่ามี เห็นชั่วขณะหนึ่ง จะปรากฏได้ไหม เพราะดับแล้วแสนสั้น เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องรู้ว่าความละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง ก็คือว่าจิตขณะนี้ที่เห็นเกิด โดยไม่ได้เลือกจะเป็นกลาง เพราะเหตุว่า ถ้าไม่มีกรรมที่ทำไว้ จะไม่มีการเห็น แต่ว่ากรรมที่ทำไว้เนื่องกับการเห็น เพราะฉะนั้นก็สืบต่อทำให้มีจิตเห็นเกิดขึ้นเห็นอีกตามกรรม ถ้าเป็นกรรมดี จิตก็เห็นสิ่งที่ดี ถ้าเป็นกรรมไม่ดี จิตก็เห็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น ในขณะที่จิตเกิด ไม่มีใครรู้เลย ใช้คำว่า อุปปัตติ หมายความว่าเกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ปรากฏทางตา กระทบกับจักขุปสาท ถ้าไม่มีจักขุปสาท ที่เราใช้คำว่าตา เห็นก็เกิดไม่ได้ สิ่งที่กำลังปรากฏอย่างนี้ อย่างที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ปรากฏไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้จริงๆ เร็วสั้นเพียงใด ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่าเกิดดับสืบต่อ เร็วจนกระทั่งเห็นคนนั่งอยู่ที่นี่มากมาย มีชื่อต่างๆ นี่คือความรวดเร็วอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นธาตุที่เกิดขึ้นเห็น แล้วก็ดับไป เป็นกลางหรือ หรือเป็นอะไร หรือเป็นกลางใช้กับคน สัตว์เป็นกลางได้ไหม เพราะฉะนั้น ธรรมไม่ใช่หมายความว่า จะต้องเป็นอย่างที่เราคิดหรือเข้าใจ แต่ต้องเป็นความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง ซึ่งขณะที่กำลังเข้าใจ ก็ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น เป็นธรรมหนึ่ง ซึ่งมีจริงเกิดขึ้นเข้าใจ แล้วก็ดับไปทั้งหมด
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860