ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๓๐

    สนทนาธรรม ที่ เชตวัน รีสอร์ท จ.นครปฐม

    วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ ธรรม คือสิ่งที่กำลังปรากฏว่ามีแล้วค่อยๆ เข้าใจเมื่อใด เมื่อนั้นคือศึกษาธรรม

    อ.ธีรพันธ์ โดยทั่วไปที่เราตอบว่า จิตเห็นเกิดเพราะว่ามีจักขุปสาท แต่ท่านอาจารย์บอกว่า จิตเห็นเกิดที่ไหน จักขุปสาทก็อยู่ตรงนั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก

    ท่านอาจารย์ จริงๆ คือว่าเรากำลังฟังอะไร อยู่ดีๆ ใครจะคิดเรื่องตาและความละเอียดของตาได้ ถ้าไม่ได้มีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรมที่ทรงแสดง เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืมว่า เรากำลังฟังคำที่เป็นพุทธพจน์ที่ทรงแสดงจากการที่ได้บำเพ็ญพระบารมีและได้ตรัสรู้ความจริง ดังนั้นกว่าเราจะเข้าใจแต่ละคำซึ่งลึกซึ้งจริงๆ แต่ว่าเป็นจริงอย่างที่ได้ฟังหรือไม่ เช่น เห็นเป็นเห็น ไม่ใช่ใครเลย เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งกำลังรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่มีการเห็นจะไม่รู้เลยว่า เดี๋ยวนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าเราไม่มีการเห็น จะรู้หรือไม่ว่ารูปร่างสัณฐานอย่างนี้เป็นอะไร ก็ไม่มีความคิดใดๆ เลยทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้น เห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจว่าเราไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่นเลย แต่พูดถึงเรื่องสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวันที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แม้แต่คำว่า จักขุปสาท โสตปสาท ไม่ใช่ให้เรามาจำว่าปสาท หมายความถึง รูปที่สามารถกระทบ เปรียบเหมือนสิ่งที่ใสสามารถที่จะกระทบแล้วสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ปรากฏเมื่อจิตรู้สิ่งนั้น ไม่ใช่ให้เป็นแต่เพียงคำที่เราจำ แต่ให้รู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้นหรือไม่ แม้แต่ที่บอกว่าปสาททั้งหมดมองไม่เห็น เริ่มคิดว่าแต่ก่อนเราไม่เคยคิดอย่างนี้ใช่หรือไม่ เพราะเราคิดว่าเราเห็นตา เราเห็นหู แต่นี่พูดถึงคำว่า มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ปรากฏให้เห็นได้ คือสิ่งที่กำลังปรากฏเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้นเท่านั้นเอง คำนี้ชัดเจน มีสิ่งเดียวที่ปรากฏให้เห็นได้เมื่อจิตเห็นเกิด ถ้าจิตเห็นไม่เกิด สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้มีไม่ได้เลย และถ้าไม่มีจักขุปสาทรูป จิตเห็นก็เกิดไม่ได้

    คำว่ารูป หมายความถึงสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เเต่ปสาทรูปต่างจากรูปอื่นที่เพียงแข็ง เพียงอ่อน เพียงเย็น เพียงร้อน เหตุที่ปสาทรูปแปลกกว่ารูปอื่นเพราะว่าสามารถจะกระทบกับสิ่งที่ปรากฏ เมื่อจิตเกิดขึ้นสิ่งนั้นก็ปรากฏ เช่น เสียง ขณะนี้ถ้าไม่มีรูปนั้นที่สามารถกระทบเสียง จิตได้ยินไม่เกิด เสียงขณะนี้ปรากฏไม่ได้เลย ใครจะทำให้เสียงปรากฏก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราฟังเรื่องสิ่งที่มีแต่ไม่เคยรู้แล้วก็ค่อยๆ ละเอียดขึ้น เช่น ไม่มีใครมองเห็นโสตปสาทได้เลย แต่มี ไม่ใช่ให้เชื่อ แต่ให้รู้ว่าสิ่งแต่ละสิ่งที่มีจริงๆ แยกขาดจากกัน อย่างเช่น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นจะไปปนกับปสาทรูปไม่ได้ ใช่หรือไม่

    ปสาทรูปเป็นรูปที่ต่างจากรูปเย็น รูปร้อน รูปอ่อน รูปแข็ง ที่มีอยู่ที่ตัว แต่ต้องมีอีกรูปหนึ่งที่พิเศษต่างหาก สิ่งต่างๆ ที่จะปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ได้ เช่น ถ้าไม่มีการกระทบที่กายของทุกคนจะมีอ่อนแข็งปรากฏหรือไม่ ถ้ากระทบตรงที่ไม่มีกายปสาท อ่อนหรือแข็งก็ไม่สามารถที่จะปรากฎได้ ใช่หรือไม่ แต่ต้องกระทบกับสิ่งที่มีกายปสาทที่กระทบอ่อนหรือแข็ง อ่อนหรือแข็งนั้นจึงปรากฏได้ ขณะนี้เราเห็น ถ้าไม่มีรูปที่มองไม่เห็น แต่มีคือจักขุปสาทรูป อย่างไรๆ เห็นก็ไม่เกิด

    จริงหรือไม่ว่า ต้องมีรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น แต่ตัวปสาทรูปนั้นมองไม่เห็นเลย แต่มี ค่อยๆ เข้าใจความจริงว่า พระธรรมที่ทรงแสดงจากการที่ทรงตรัสรู้เพื่อที่จะรู้ความจริงของแต่ละหนึ่ง ซึ่งหนึ่งนั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง แต่เป็นสิ่งที่มีจริง ปรากฏเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัย ที่จะคลายความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดและความเป็นเรา เพราะว่าความจริงไม่ใช่เราเลย เป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ

    ผู้ฟัง ตัวปสาทรูปเองจะมีดิน น้ำ ไฟ ลม ด้วยหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ดินเป็นดิน ไฟเป็นไฟ ลมเป็นลม ปสาทรูปเป็นปสาทรูป แต่ว่าถ้าไม่มีมหาภูตรูป ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม รูปอื่นมีไม่ได้เลย นี่คือค่อยๆ เข้าใจมั่นคงขึ้น

    ผู้ฟัง ดังนั้น ปสาทรูปคือจะต้องประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม

    ท่านอาจารย์  เมื่อมีมหาภูตรูปแล้ว ที่ใดที่มีมหาภูตรูปจะต้องมีรูปอื่นอาศัยรูปนั้นเกิดอีก ๔ รูป ค่อยๆ เข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อยว่า ต้องมีสิ่งที่กระทบตาปรากฏ สีสันวัณณะต่างๆ ถ้าที่มหาภูตรูปไม่มีสีสันวัณณะที่กระทบตาได้ จะไม่มีอะไรปรากฏเลยในห้องนี้ แต่เพราะว่าที่มหาภูตรูปนั่นเองมีรูปอีกรูปหนึ่ง ใช้คำว่าวัณณะ หรือวัณโณ นิภา หรืออะไรก็ได้ในภาษาบาลี ภาษามคธี หมายความถึงสิ่งที่สามารถกระทบตา ถ้ากระทบหู อย่างไรๆ รูปนั้นก็ไม่ปรากฏ แต่ว่าเมื่อกระทบตาและต้องมีจิตเห็น ซึ่งเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นด้วย เพราะว่าที่โลกปรากฏเนื่องจากมีธาตุรู้ ถ้าไม่มีธาตุรู้ อะไรๆ จะปรากฏไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น ขาดธาตุรู้ไม่ได้ ถ้ามีธาตุรู้ที่ใดก็มีสิ่งที่ถูกรู้ปรากฏ เช่น ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตาเพราะมีธาตุรู้เกิดขึ้น รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้ กำลังรู้จริงๆ ในสิ่งที่ปรากฏทางตา โดยแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง เมื่อมีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ใช้คำว่ามหาภูตะ รูปที่เป็นใหญ่เป็นประธานเกิดพร้อมกัน ๔ รูปและเป็นที่อาศัยเกิดของรูปอีก ๔ รูป คือ สิ่งที่ปรากฏทางตาใช้คำว่าสี หรือวัณณะก็ได้ กลิ่น รส และโอชา โอชาเป็นรูปที่ทำให้รูปอื่นเกิด เวลาที่รับประทานอาหารในธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีโอชาคือรูปที่ทำให้รูปอื่นเกิด

    ดังนั้น เพียงรูปที่เกิดจากกรรม รูปที่เกิดจากจิต รูปที่เกิดจากอุตุ ยังไม่พอ ต้องอาศัยอีกรูปหนึ่งคือ รูปที่เกิดจากอาหารซึ่งเป็นเหตุที่สัตว์โลกต้องบริโภค กพฬีการาหาร อาหารเป็นคำๆ นมเป็นคำหรือไม่

    แสดงให้เห็นว่า จริงๆ แล้วคือทุกอย่างที่เข้าไปในตัว เป็นอาหารที่สามารถที่จะทำให้รูปอีกกลุ่มหนึ่ง อีกพวกหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งรูปที่เกิดแล้วคือมหาภูตรูป ๔ และวัณณะ กลิ่น รส โอชา น้อยที่สุดคือ ๘ รูปนี้ไม่แยกจากกันเลย แต่ยังมีรูปอื่นเกิดร่วมด้วย เช่น จักขุปสาทรูป แต่ว่าในกลุ่มใดที่มีจักขุปสาทรูป ในกลุ่มนั้นไม่มีโสตปสาทรูป แต่ละกลุ่มๆ เป็นที่อาศัยของรูป และจริงๆ ถ้าละเอียดก็จะรู้ว่าจาก ๘ รูปแล้วมีจักขุปสาทรูปอีก ๑ เป็น ๙ ไม่พอ ต้องมีชีวิตินทริยรูป ซึ่งกรรมเป็นปัจจัยให้รูปกลุ่มนี้เป็นรูปที่ทรงชีวิต ต่างจากรูปอื่นซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกรรม

    เพราะฉะนั้น รูปที่เกิดเพราะกรรมทั้งหมดเนื่องจากกรรมเป็นนามธรรม เป็นธาตุรู้ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดรูป ซึ่งรูปที่เกิดจากกรรมเพราะอาศัยธาตุรู้ คือความจงใจนั่นเอง ทำให้รูปนั้นเป็นกลุ่มของรูปที่ทรงชีวิต หรือดำรงชีวิตต่างจากรูปอื่น ที่โต๊ะก็เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว มหาภูตรูป สี กลิ่น รส โอชา ต้นไม้ ดอกไม้ ดิน ภูเขา ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่น้ำก็ไม่พ้นจากมหาภูตรูป ๘ รูป แต่ไม่มีชีวิตินทรียรูป เพราะไม่ใช่รูปที่มีชีวิตเลย อย่างเช่น หุ่นขี้ผึ้ง แม้ว่าจะเหมือนคนสักเท่าไรเเต่เรายังรู้ว่าไม่ใช่คน ไม่ใช่รูปที่ดำรงชีวิตหรือทรงชีวิต

    ดังนั้นที่ใดที่มีรูปที่เกิดจากกรรม เช่น จักขุปสาทรูป ที่นั่นต้องมีชีวิตินทริยรูปด้วย รวมเป็น ๑๐ รูป เพราะฉะนั้น ที่ตัวของแต่ละคนมีกลุ่มของรูปไม่เท่ากัน บางกลุ่มมี ๘ รูป บางกลุ่มมี ๑๐ รูป บางกลุ่มก็มี ๑๓ รูป กี่รูปก็แล้วแต่สมุฏฐาน ซึ่งตอนนี้เราก็คงจะไม่ไปแยกรู้ว่า แต่ละรูปที่ละเอียดมากจนกระทั่งมองไม่เห็น ย่อยอย่างละเอียดยิบ ต่างกันเป็น ๘ บ้าง ๙ หรือ ๑๐ บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถ้าศึกษาแล้วจะได้รู้ว่าทั้งหมดเป็นแต่ละหนึ่งๆ ๆ ซึ่งเป็นธรรม ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งของใดๆ ที่รวมกัน แต่ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดดับสืบต่อเร็วมาก

    ผู้ฟัง สักกายทิฏฐิ อัตตานุทิฏฐิ กับมานะ ความละเอียดเป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจคำภาษาบาลีด้วย ทิฏฐิคือความเห็น ความเห็นถูกเป็นสัมมาทิฏฐิ ความเห็นผิดก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าเรากำลังพูดเรื่องอกุศลใช้ทิฏฐิคำเดียวก็ได้ อย่างเช่น โลภะประกอบด้วยความเห็นผิดจะประกอบด้วยปัญญาไม่ได้ เเต่เมื่อพูดถึงโลภะ แม้จะใช้คำว่าทิฏฐิ ต้องหมายความถึงมิจฉาทิฏฐิ

    เพราะฉะนั้น ทิฏฐิ เป็นคำกลางๆ แล้วแต่ว่าจะพูดถึงเรื่องของความเห็นถูก หรือ ความเห็นผิด เช่น เห็นว่าตายแล้วสูญ ไม่ต้องมีการเกิดอีกเลย หรือคิดว่าที่เราเกิดมาเพราะมีผู้บันดาลให้เราเกิดเป็นอย่างนี้ ทำให้เราเป็นอย่างนี้ ถูกหรือผิด เป็นความเห็นใช่หรือไม่ ซึ่งถ้าประมวลมาก็มีความเห็นผิดมากมายเลย แต่ที่ทรงแสดงไว้คือ ๖๒ ซึ่งจริงๆ แล้วละเอียดเเละแตกแขนงไปอีกก็ได้ หรือว่ามาจากทิฏฐิใหญ่ๆ คือเชื่อว่าตายแล้วสูญ หรือว่าขณะนี้เที่ยง ไม่เห็นมีอะไรเกิดดับเลย เกิดมาเป็นคนนี้เเล้วก็เป็นคนนี้ไปตลอด นั่นเป็นความเห็นผิด ถ้าเป็นความเห็นถูกก็ต้องถูกตามความเป็นจริง

    ถ้าเราชอบดื่มกาแฟเพราะอร่อยดี ขณะนั้นมีความเห็นอะไรหรือไม่ ไม่มี ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นเป็นโลภะ ความติดข้องซึ่งไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย ดังนั้นโลภะไม่ใช่ทิฏฐิ พระโสดาบันดับทิฏฐิ การไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ยังมีโลภะ เพราะว่าโลภะไม่ใช่ทิฏฐิ ไม่ใช่ความเห็นผิด เป็นความเห็นถูก แต่ว่าสะสมความติดข้องมานานมาก เพียงแต่รู้ความจริงของสภาพธรรมเท่านั้นยังไม่สามารถที่จะละความติดข้องในรูป ในเสียง ในอะไรๆ ทั้งหลายได้ เพียงแต่ละความติดข้องในความเห็นผิดได้

    เพราะฉะนั้น ถ้าเราพูดธรรมทีละคำ ทีละเรื่อง จะทำให้เราเข้าใจชัดเจนขึ้น ทิฏฐิมีหลายอย่าง ตายแล้วสูญก็อย่างหนึ่ง เวลานี้มีคุณภูเก็ตหรือไม่ มี อะไรเป็นคุณภูเก็ต

    ผู้ฟัง จำได้ว่ามีตัวเอง

    ท่านอาจารย์ จำอะไรได้ว่าเป็นคุณภูเก็ต อยู่ไหน

    ผู้ฟัง ถ้าความเป็นจริงแล้วไม่มี

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าถ้าไม่รู้ มีเรา จะไม่ชื่อภูเก็ตก็ได้ แต่ก็เป็นเรา ความเห็นอย่างนี้คือสักกายทิฏฐิ การยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา โต๊ะนี้เป็นคุณภูเก็ตหรือไม่ ไม่ใช่ แต่เป็นโต๊ะใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น เป็นอัตตานุทิฏฐิ เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ไม่ได้เห็นว่าเป็นเรา

    ถ้าที่ตัวของแต่ละคนซึ่งเราไม่ได้ไปยึดถืออย่างอื่นว่าเป็นเรา แต่เรายึดถือสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ว่าเป็นเราก็เป็นสักกายทิฏฐิ แต่ตามความเป็นจริงสักกายทิฏฐิกับอัตตานุทิฏฐิมีความหมายเดียวกันเลย คือไม่รู้ความจริงว่าเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับเลยมารวมกันทั้งหมด อย่างเช่น โต๊ะ ลองกระทบสัมผัสดูว่าแข็งหรือไม่ สัมผัสแล้วเย็นหรือไม่

    เพราะฉะนั้น เย็นจะเป็นโต๊ะไม่ได้ แข็งจะเป็นโต๊ะไม่ได้ แต่เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงก็คิดว่า โต๊ะนี้ทั้งเย็นทั้งแข็งด้วย หรือที่ตัวก็เหมือนกันใช่หรือไม่ แต่ความจริงเย็นจะเป็นโต๊ะ หรือจะเป็นคุณภูเก็ตไม่ได้ เย็นเป็นเพียงเย็น นี่คือขณะใดที่เห็นว่าเย็นภายนอก มีและเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น โต๊ะ นั่นคืออัตตานุทิฏฐิ แต่ถ้าที่ตัวแล้วคือสักกายะ เป็นของเรา ตัวตนที่นี่ทั้งหมดที่อยู่ตรงนี้เป็นของเราทั้งหมด พอที่จะเข้าใจความเห็นผิดหรือไม่ว่าไม่ใช่โลภะ เพราะฉะนั้น โลภะเป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิ ความเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่ง

    ความเห็นผิดว่าเป็นเราลึกมาก ต่อให้ไม่มีอะไรปรากฏเลยที่จะรวมกัน เพียงสิ่งเดียวที่กำลังปรากฏ แต่ถ้ายังไม่รู้ชัดในความเป็นจริงของสิ่งนั้น ก็ยังจำได้ว่าตรงนั้นเป็นแขนของเรา อย่างที่พูดกันว่าหลับตาหรือลืมตาก็ตามแล้วมีรูปนั่งในขณะที่นั่ง คือจำท่าทางอาการของรูปที่ทรงอยู่ ตั้งอยู่ แล้วเข้าใจว่ารูปนั้นเป็นเราแน่ๆ เพราะเป็นรูปที่มีจริงและกำลังนั่ง ถ้ารูปนั้นนอน รูปนอนนั้นก็ต้องเป็นเราอีก จะเป็นคนอื่นได้อย่างไรเพราะว่าอยู่ที่ตัวมานานแสนนาน ในขณะนั้นก็เป็นสักกายทิฏฐิ ที่ยึดถือรูปนั้นว่าเป็นเรา

    ถึงแม้ว่าจะไม่มีอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น ไม่ใช่รูปทั้งตัว แต่เพียงแข็งที่ตัว ขณะนั้นถ้าปัญญาไม่พอ แข็งนั้นเป็นรูปของเรา เพราะฉะนั้น สักกายทิฏฐิ ๒๐ หรือ อัตตานุทิฏฐิ ๒๐ เห็นรูปว่าเป็นเรา จริงหรือไม่ ส่องกระจก ใครอยู่ในกระจก

    ผู้ฟัง เราอยู่ในกระจก

    ท่านอาจารย์ นั่นคือเห็นรูปว่าเป็นเรา ถ้าไม่ใช่กระจก เดี๋ยวนี้กระทบสัมผัส กระทบสัมผัสใคร ไม่ใช่คุณธีรพันธ์ใช่หรือไม่ ขณะนั้นคือยึดถือรูปว่าเป็นเรา แต่เวลาที่กระทบสัมผัสสิ่งอื่น เราไม่ได้ยึดถือสิ่งอื่นนั้นว่าเป็นเรา แต่ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ขณะนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิประเภทที่เป็นอัตตานุทิฏฐิ แต่ว่าถ้าสักกายทิฏฐิคือตรงนี้ที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา ไม่ใช่ตรงอื่น ชอบอะไรบ้าง

    ผู้ฟัง ที่ชอบก็มีมากมาย

    ท่านอาจารย์ ที่ชอบ ถึงจะไม่ได้ใช้ภาษาบาลีลักษณะนั้นก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้คือ ความติดข้อง ความต้องการ ภาษาบาลีใช้คำว่า โลภะ ตัณหา มีหลายชื่อมากเลยแล้วแต่ว่าจะใช้คำอะไรตามลักษณะจริงๆ ในขณะนั้น เคยหวังอะไรบ้างหรือไม่ ถ้าไม่ติดข้องจะหวังหรือไม่ เพราะฉะนั้นขณะใดที่หวัง ขณะนั้นเป็นความติดข้องในสิ่งที่ต้องการที่ยังไม่ถึง ที่ยังไม่ได้ แต่ก็เป็นความหวัง

    ผู้ฟัง คำว่า ยึดถือว่าเป็นตัวเรา เป็นทิฏฐิ แต่ไม่ใช่โลภะ หรือว่ามีโลภะเกิดร่วมด้วย

    ท่านอาจารย์ ถ้ายึดถือสิ่งที่ไม่ใช่เราว่าเป็นเรา เป็นความเห็นผิดหรือเห็นถูก

    ผู้ฟัง เห็นผิด

    ท่านอาจารย์ ภาษาบาลีใช้คำว่า มิจฉาทิฏฐิ ประเภทสักกายะ เพราะยึดถือตรงนี้ว่าเป็นเรา ไม่ใช่ที่อื่น แต่ก็เป็นความเห็นผิด เพราะฉะนั้น เป็นความเห็นผิดจากความจริงของสภาพธรรมทั้งหมดผิดทั้งนั้น เพราะว่าสภาพธรรมจริงๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ตอนนี้ก็พอจะเห็นได้ว่า ความเห็นผิดคือ ไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมตามความเป็นจริง แล้วเข้าใจโลภะชัดเจนหรือยัง

    ผู้ฟัง ตอนนี้เข้าใจว่า เห็นผิดคือ เห็นว่าสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเเล้วดับไปเป็นตัวตน แต่ถ้าขณะใดเห็นแล้วติดข้อง ขณะนั้นก็มีโลภะด้วย

    ท่านอาจารย์ เห็นว่าเที่ยง ไม่ได้เกิดดับเลย ถูกหรือผิด

    ผู้ฟัง ผิด

    ท่านอาจารย์ ตรงไหนเที่ยง

    ผู้ฟัง ตรงที่คิดว่าเที่ยง

    ท่านอาจารย์ ตรงไหนที่เที่ยง ตรงนี้เที่ยงหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เที่ยง

    ท่านอาจารย์ ตรงนี้เที่ยงหรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้าตอนนี้ตรงนี้เที่ยง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เป็นความเห็นผิดที่ยึดถือตรงนี้ว่าเป็นเรา และเห็นผิดว่าเที่ยงด้วย เห็นผิดว่าเป็นตัวตนด้วย ยังสงสัยเรื่องความเห็นผิดหรือไม่

    ผู้ฟัง ละเอียดมาก ยังเข้าใจไม่หมด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก็มีความเห็นผิดอย่างหยาบๆ เช่น ไปไหว้ต้นไม้ ไหว้ปลาไหล ไปไหว้ทำไม ไปบูชาอะไรต่ออะไรต่างๆ หรือว่าไปขออะไรกันมากมายจากใครก็ไม่รู้ บางทีก็เป็นช้างหรือเป็นอะไรก็ได้ เหล่านี้เป็นความเห็นผิด

    ผู้ฟัง การฟังธรรมแล้วก็มีความเห็นถูก

    ท่านอาจารย์ ระดับขั้นฟังแต่ยังไม่ประจักษ์ จนกว่าจะรู้ความจริงเมื่อใดก็ค่อยๆ ละความเห็นผิด จนกว่าจะไม่เหลือเลยโดยการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เข้าใจทิฏฐิหรือยัง ใครไม่มีทิฏฐิ

    ผู้ฟัง คนที่ไม่มีมิจฉาทิฏฐิเลยคือพระโสดาบันขึ้นไป

    ท่านอาจารย์ ใครไม่มีโลภะ

    ผู้ฟัง พระอรหันต์

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า ปัญญาต้องค่อยๆ ละกิเลสไปตามลำดับขั้น ถ้ามีความเห็นผิดแล้วอย่างไรๆ ก็ต้องมีโลภะ แต่ว่ามีโลภะโดยไม่มีทิฏฐิได้ เพราะว่าสะสมความติดข้องมานานมาก ถึงแม้ว่าจะเห็นว่าสิ่งนั้นไม่เที่ยง แต่สะสมความยินดีพอใจในสิ่งนั้นได้ที่จะรู้ความต่างกันว่า ยังไม่ได้ละความยินดีพอใจ เพียงแต่ละความเห็นผิด

    ยังไม่ได้กล่าวถึงมานะใช่หรือไม่ มานะคือความสำคัญตน น่าสนใจหรือไม่ เพราะว่าผู้ที่จะละความสำคัญตนได้คือพระอรหันต์ พระโสดาบันยังละไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น แต่ละคนให้รู้ตัวเลยว่ามีความสำคัญตนมากน้อยต่างกัน แล้วแต่ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด จะปรากฏหรือไม่ปรากฏ ไม่ใช่ไม่มีมานะกันเลย อย่างเช่น เวลาที่เราไปรับประทานอาหารแล้วต้องรอนาน ไม่เห็นอาหารมาสักที เป็นอย่างไร

    ผู้ฟัง โกรธบ้าง ไม่ชอบที่อาหารไม่มา

    ท่านอาจารย์ เพราะเราสำคัญหรือไม่ แม้นิดหน่อยก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ นอกจากจะรู้จริงๆ ว่าขณะนั้นจิตกระด้าง ปกติธรรมดาไม่ได้กระด้างอย่างนั้น แต่เมื่อมีความสำคัญตนขึ้นมาว่าใหญ่หรือสำคัญ ขณะนั้นทำให้จิตกระด้าง แต่ว่าตามความเป็นจริงมานะไม่ได้เกิดกับโทสะเลย มานะเกิดกับโลภะ

    ขณะใดก็ตามที่มีมานะแล้วมีโทสะซึ่งเกิดเร็วมากเลย เหมือนเห็นกับได้ยินที่เหมือนพร้อมกัน แต่ความจริงเห็นไม่ใช่ได้ยิน ฉันใด โลภะ มานะก็ไม่ใช่โทสะ แต่ว่าเกิดแล้วเวลาที่เราขุ่นเคืองใจด้วยความเป็นเรา หรือด้วยมานะ หรือว่าบางครั้งไม่โกรธ ไม่ขุ่นเคือง แต่ว่าได้สิ่งที่น่าพอใจเหลือเกิน ดีใจหรือไม่ เราได้สิ่งนี้ มีความเป็นเราที่สามารถจะได้สิ่งนั้นได้ ขณะนั้นก็เป็นความสำคัญตน

    ดังนั้นกิเลสมีมาก ซึ่งจะปรากฏหรือไม่ปรากฏ จะเล็กน้อยหรือมากเพียงใด แล้วแต่ว่าขณะนั้นเกิดขึ้นเป็นอะไรที่สามารถจะปรากฏให้รู้ได้หรือไม่ คุณภูเก็ตมีมานะหรือไม่ มีแน่นอน ใครไม่มีมานะ

    ผู้ฟัง พระอรหันต์

    ท่านอาจารย์ พระอรหันต์ เพราะฉะนั้น มานะน่ากลัว

    อ.วิชัย จากการสนทนาที่มูลนิธิฯ เรื่องธรรมที่ควรเสพ หรือไม่ควรเสพ ซึ่งมีข้อความว่า ถ้าเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส แล้วเป็นปัจจัยให้อกุศลธรรมเกิด สิ่งนั้นไม่ควรเสพ และถ้าเป็นปัจจัยให้กุศลธรรมเกิด สิ่งนั้นควรเสพ คือขณะนี้ก็เห็น แต่เหมือนกับว่าจะอบรมให้จิตควรแก่การที่จะเสพ

    ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เพราะฉะนั้น ทรงแสดงตามที่เราสามารถที่จะเข้าใจได้ ที่คุณวิชัยกล่าวถึงก็คือเดี๋ยวนี้ ดังนั้นเราต้องพิจารณาสิ่งที่จะได้ฟังว่า เดี๋ยวนี้อะไรควรเสพ ไม่ใช่ไปรอจนถึงตอนนั้นตอนนี้ว่าจะเสพอะไร แต่แม้แต่ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่มีจริง อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ ซึ่งยากแต่ทรงแสดงไว้ว่า สิ่งที่ควรเสพไม่ใช่นิมิตอนุพยัญชนะ เพราะเหตุว่าถ้าเสพหรือติดข้อง รู้ความเป็นนิมิต รู้ความเป็นอนุพยัญชนะ ขณะนั้นจะไม่เข้าใจลักษณะของธรรม เพราะว่ามัวติดข้องในนิมิตและอนุพยัญชนะของสิ่งที่ปรากฏ

    ใช้คำว่า อโคจร อโคจะระ เพราะเหตุว่านิมิตอนุพยัญชนะไม่ทำให้เข้าใจสภาพธรรม ซึ่งกำลังเกิดดับในขณะนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อมีปัญญาจะรู้ได้ว่าควรเสพความจริงที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ด้วยความเห็นที่ถูกต้องทีละเล็กทีละน้อย เช่น ขณะนี้เห็นไม่ใช่คิด ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ถ้าไม่เข้าใจสามคำนี้ก็จะไม่เข้าใจคำว่า ควรเสพ และ ไม่ควรเสพ แต่ถ้ารู้ว่าความจริงขณะนี้คือ เห็นมี และกล่าวถึงเห็น เห็นจริงๆ เฉพาะขณะที่กำลังเห็นเป็นธาตุรู้ แล้วสิ่งที่ปรากฏก็มีจริงๆ ยังไม่เป็นนิมิตอนุพยัญชนะ ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่จิตเห็น เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไปทั้งจิตเห็นและสิ่งที่ปรากฏทางตา แม้ว่าอายุจะยาวกว่าจิตแต่ก็ดับอย่างเร็วมาก

    เพราะฉะนั้น ที่ควรเสพจริงๆ คือ เดี๋ยวนี้ สิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ ถ้าเสพโดยที่เป็นเราก็ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ต้องเป็นปัญญาพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะจึงสามารถที่จะเสพ คือ เริ่มศึกษา เริ่มเข้าใจ สิ่งที่กำลังปรากฏด้วยการฟัง

    ฟังทีละเล็กทีละน้อย อย่าคิดว่าจะได้ผลเดี๋ยวนี้ วันนี้ แต่จากการฟังความจริงก็รู้ว่าเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ อุปปัตติ การเกิดขึ้นชั่วขณะที่แสนสั้นเร็วมาก เพราะมีสิ่งที่ปรากฏจริงๆ กระทบจักขุปสาทจริงๆ จิตกับเจตสิกเกิดขึ้นกำลังรู้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เท่านี้เอง ฟังบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

    อ.วิชัย ถ้าอ่านข้อความก็คิดถึงเป็นเรื่อง อย่างเช่น บางครั้งการไปคลุกคลีกับสิ่งที่ให้เกิดอกุศลต่างๆ ก็ไม่ควรที่จะไปเกี่ยวข้องด้วย

    ท่านอาจารย์ อย่างเมื่อสักครู่นี้เป็นอย่างไร ควรเสพหรือไม่ควรเสพ นิมิตอนุพยัญชนะของความคิดทั้งหมดหรือไม่ แม้แต่ความคิดก็ต้องมีนิมิตอนุพยัญชนะด้วย แสดงว่าต้องเข้าใจความหมายจริงๆ ของคำว่า ขณะนี้คืออะไร แล้วที่ใช้คำว่า นิมิตตะ หมายความถึงสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อเร็วจนเป็นเรื่อง ใช่หรือไม่ ถ้าเพียงหนึ่งปรากฏแล้วดับไปก็ไม่เป็นเรื่องเลย แต่ว่าที่กำลังเป็นเรื่องทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องฝันดี ฝันไม่ดี หรืออะไรก็ตามแต่ ทั้งหมดนั้นไม่พ้นจากนิมิตอนุพยัญชนะ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    10 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ