ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๐๘

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมคลาร์ก เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ จึงทรงพยากรณ์ว่าบุคคลนี้จะได้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลใด อย่างต่ำที่สุด ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ถ้าด้วยศรัทธาก็ ๘ อสงไขยแสนกัปป์ ถ้าด้วยวิริยะก็ ๑๖ อสงไขยแสนกัปป์ ยากแสนยากที่แต่ละคำที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา ซึ่งเป็นความจริงอย่างละเอียดยิ่งที่จะละความไม่รู้ และทำให้ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่ถูกปิดบังไว้ด้วยอวิชชา ค่อยๆ เปิดเผยลักษณะที่ทรงแสดงไว้ตามความเป็นจริงให้คนอื่นได้สามารถเข้าใจได้

    ไม่ว่าเป็นคำว่า "สติ" "ปัญญา" "โลภะ" ฯลฯ ก็ได้เพียงเรียกชื่อ แต่ตัวจริงเกิดดับทำงานอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย โดยอวิชชาไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย แต่ปัญญาต้องตามลำดับขั้น ขั้นฟังเข้าใจและเป็นผู้ตรงด้วย เพราะเหตุว่าความเป็นผู้ตรงก็คือสัจจบารมี ถ้าใครหลงทางนิดเดียว หันหลังให้พระสัทธรรม ไม่มีทางที่จะพบความจริงได้เลย เพราะคิดว่าจะรู้ได้โดยง่าย มีวิธีหรือว่าเพียงทำเป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ปัญญาซึ่งเริ่มจากการฟังโดยละเอียด ที่จะทำให้เห็นความละเอียดและความลึกซึ้งของธรรม แล้วสามารถที่จะรู้ว่าขณะนี้ สิ่งที่มีจริงกำลังเป็นสิ่งหนึ่งที่ปรากฏ เมื่อมีการรู้ลักษณะของเฉพาะสิ่งนั้น

    เวลานี้อะไรปรากฏหรือไม่ เห็นปรากฏ หรือว่าเห็นกำลังเห็น กำลังเห็นเหมือนปกติธรรมดา ถ้าเห็นเกิดและปัญญาเข้าใจเห็นแล้ว เห็นจะมีรูปร่างไหม มีสีมีเสียงหรือไม่ มีกลิ่นหรือไม่ ก็ไม่มีเลย เพราะฉะนั้น "เห็น" สว่างไหม แม้แต่ความละเอียดลึกซึ้งที่เดี๋ยวนี้กำลังเป็นอย่างนี้ เห็นต้องมืดสนิท แต่สามารถเห็นสิ่งที่สว่างขณะนี้ หรือถ้าเราค่อยๆ ปิดไฟทีละดวง ก็ค่อยๆ มืดลงๆ เห็นนั้นจะเห็นสว่างก็ได้เห็นมืดก็ได้ แต่ลักษณะที่เห็นไม่ได้สว่างเลย และเวลาที่เห็นมืดก็เห็นได้ใช่ไหม ความมืดที่เราเห็นว่ามืด ไม่สว่างเหมือนตอนที่เปิดไฟ ความมืดนั้นเป็นเห็นหรือไม่ ก็ไม่ใช่เห็น กว่าจะรู้กว่าจะเข้าใจว่าตั้งแต่เกิดจนตาย มีแต่สิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรสิ่งนั้นจึงปรากฏได้

    ถ้าไม่มีธาตุรู้ ซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น เกิดเมื่อไรต้องรู้ ถ้าไม่มีธาตุนี้ อะไรต่างๆ จะปรากฏได้ไหม แม้แต่เสียง เราได้ยินเสียง เราสนใจเสียง แต่ไม่รู้ว่าขณะที่เสียงปรากฏ ที่รู้ว่าเสียงนี้เป็นอย่างนี้เพราะมีธาตุที่เกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้น สภาพที่ได้ยินมี เหมือนสภาพเห็นมี สภาพคิดนึกมี ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ เป็นเสียงต่างๆ ธาตุนั้นมีจริง ไม่เรียกอะไรได้ไหม ได้ เปลี่ยนชื่อได้ไหม ได้

    "เห็น" เป็นภาษาไทย แต่ในภาษาบาลีไม่รู้จักคำนี้เลย ชาวมคธไม่เคยได้ยินคำว่า "เห็น" ไม่เคยได้ยินคำว่า "ได้ยิน" คนไทยที่ไม่เคยฟังพระธรรมก็จะไม่ได้ยินคำว่า "จักขุวิญญาณ" ซึ่งหมายความถึง "เห็น" วิญญาณคือธาตุรู้ที่ต้องอาศัยตา จักขุวิญญาณคือเห็น ธาตุรู้ซึ่งต้องอาศัยหู ถ้าไม่มีหู เสียงก็เกิดไม่ได้ ได้ยินไม่ได้ เพราะฉะนั้นธาตุรู้นั้นคือโสตะคือหู วิญญาณหรือธาตุรู้ที่ต้องอาศัยหู

    เพราะฉะนั้นแม้ไม่เรียกชื่อว่าอะไร ก็มีใช่ไหม แต่ถ้าไม่เรียกว่าอะไรแล้วใครจะรู้ได้ว่าหมายความถึงอะไร ในขณะที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ มีสภาพธรรมปรากฏกับพระปัญญาที่ได้อบรมถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับปรากฏกับปัญญาของสาวก ต้องไม่เท่ากัน มิฉะนั้นแล้วก็ต้องเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันหมด แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ความจริงเป็นความจริง แต่ปัญญาที่รู้ต่างกันที่ความละเอียด ความกว้างขวาง ความลึกซึ้งและความรวดเร็ว แต่ธรรมก็เป็นธรรมอย่างที่ได้ทรงแสดงจากการที่ทรงตรัสรู้ความจริง

    เพราะฉะนั้นการที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรม ต้องเป็นผู้ที่ตรง ไม่เผินด้วยโลภะ คิดว่าเข้าใจแล้ว ละความเป็นตัวตนได้แล้ว เห็นถูกแล้ว นั่นคือหลงเข้าใจผิดด้วยความติดข้อง ความเห็นผิดเกิดเมื่อไรเพราะมีความติดข้องที่จะเห็นผิดอย่างนั้น เป็นเรื่องที่ฟังแล้วก็เข้าใจ ฟังมากก็เข้าใจมาก และเมื่อฟังละเอียด พิจารณาละเอียดก็เข้าใจละเอียด จนกว่าจะได้รู้ความจริงของสิ่งที่ได้ยินได้ฟังตรงกับที่ได้ฟังทุกอย่างทุกคำด้วย จึงจะเป็นอีกขั้นหนึ่งซึ่งเป็นปฏิปัตติ

    "ปฏิ" หมายความว่าเฉพาะ "ปัตติ" แปลว่าถึง ถึงความเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรมทีละหนึ่งที่กำลังปรากฏ โดยไม่คลาดเคลื่อน โดยไม่ใช่การคิด แต่กำลังรู้แจ้ง กำลังเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้แต่ละหนึ่ง

    ที่ได้ยินได้ฟังนี้คือกำลังบำเพ็ญบารมีอยู่หรือไม่ ความเข้าใจคือปัญญาบารมีเท่านี้เพียงพอไหม ก็ไม่พอ วิริยะบารมีก็รู้ว่ายังไม่พอ ยากและลึกซึ้งไหม ขันติบารมีคืออดทน ลึกซึ้งแต่รู้ได้ แล้วจะไม่รู้หรือในเมื่อมีโอกาส คือได้ยินได้ฟังหนทางที่จะทำให้อบรมแล้วสามารถที่จะเข้าใจตามที่ได้ยินได้ กี่บารมีแล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องนับ แต่ก็ไม่พอเลย เพราะว่ากิเลสมาก เพียงเท่านี้ไม่พอเพราะอะไร สัจจบารมีความจริงใจ มั่นคงคืออธิษฐานบารมี เมื่อรู้ว่าเป็นความจริงแล้วก็ไม่ละเลย มีความมั่นคง มีวิริยะ และมีขันติ แต่ว่ากิเลสมากเหลือเกิน บารมีเท่านี้ไม่พอ ต้องมีการขัดเกลา เพราะว่าชีวิตตามความเป็นจริงไม่ใช่ว่าใครจะได้ฟังธรรมมากๆ แล้วจะเข้าใจได้ทั้งหมด ฟังมากแล้วก็ฟังหลายครั้งก็ยังเพียงค่อยๆ เข้าใจขึ้น ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจหมดได้

    นอกจากเวลาฟังธรรมแล้ว เวลาอื่นเป็นอะไร สนุกไหม อร่อยไหม ดีไหม เพลิดเพลินไหม มากกว่าการฟังธรรมใช่ไหมในวันหนึ่งๆ เมื่อกิเลสมากอย่างนี้ต้องมีบารมีอื่นเพิ่มด้วย เพราะฉะนั้นปัญญาบารมีที่จะรู้ว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดของการเกิดเป็นมนุษย์ก็คือได้เข้าใจพระธรรม เพราะว่าสัตว์เดรัจฉาน เช่น งู ปลา นก หนู เห็นเหมือนกัน ได้ยินเหมือนกัน ถ้ามีจิ้งจกสักตัวอยู่ที่นี่ ก็ได้ยินเสียงนี้ ไม่ใช่ได้ยินเสียงอื่น แต่ไม่สามารถเข้าใจอะไรได้เลย และใครจะทราบได้ว่าจากโลกนี้ไปแล้วจะเกิดเป็นอะไร ไปนรกได้ไหม เป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน นานด้วยถ้าอยู่ในนรก และกว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์ที่ร่างกายไม่พิการ และสะสมมาที่จะเห็นประโยชน์ของการได้ฟังความจริงจนสามารถที่จะรู้ความจริงได้ ต้องใช้เวลานานหรือเร็ว ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยในแต่ละภพแต่ละชาติ และการที่กิเลสมากมายอย่างนี้ เคยคิดที่จะละบ้างหรือไม่ หรือคิดอย่างเดียวคือจะฟังธรรมเท่านั้น

    ด้วยเหตุนี้บารมีแต่ละบารมีก็เกื้อกูล ทำให้สามารถที่กุศลทั้งหลายจะเกิดบ่อยกว่าอกุศล ใครไม่สามารถที่จะยับยั้งให้อกุศลไม่เกิดได้เลย เมื่อเหตุมีผลต้องมี คือสะสมอกุศลไปเรื่อยๆ ทุกวันมากๆ และจะไม่ให้เกิดอีกบ่อยๆ ได้อย่างไร ก็ต้องเกิดเพิ่มขึ้นๆ แต่ถ้าเห็นประโยชน์ของกุศล รู้ว่าถ้าขณะใดที่กุศลเกิดขณะนั้นอกุศลไม่เกิด ก็จะรู้ว่าขณะใดก็ตาม แม้เพียงการช่วยเหลือคนอื่นสักนิดเดียวขณะเดียว ขณะนั้นอกุศลก็ไม่มี ขณะใดที่มีความเป็นมิตรกับคนอื่นแม้เพียงขณะสั้นๆ อุปมาเหมือนงูแลบลิ้น ไก่ปรบปีก ซึ่งไม่นานเลย แต่ขณะนั้นอกุศลก็ไม่เกิด

    นี่เป็นหนทางที่จะกันอกุศลไม่ให้เกิด เพราะว่ากุศลเท่านั้นที่สามารถที่จะเป็นบารมี สามารถที่จะละความเห็นแก่ตัว สามารถที่จะละสิ่งที่ไม่ดี ด้วยปัญญาที่รู้ว่าจะเก็บขยะไว้ทำไม ทุกวันนี้เป็นนักเก็บขยะหรือไม่ พอเห็นก็ขยะมาแล้ว โลภะ โทสะ เรื่องราวต่างๆ ถ้าจิตใจสามารถที่จะปรากฏให้เห็นชัดเจน เช่นมีสิ่งที่ขยายจิตอย่างที่เราดูอะไรแล้วขยายเห็นสิ่งที่มีอยู่ที่นั่นอย่างละเอียดชัดเจนได้ จิตของแต่ละคนจะน่าดูไหม น่าพอใจ น่าชื่นชมอนุโมทนาหรือไม่ ถ้าไม่รู้ความจริงอย่างนี้ก็ไม่รักษาจิตเลย จิตก็เป็นแผลเน่าหนอง สิ่งที่ไหลออกมาทางตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง ใจบ้าง กายเป็นอย่างไรเพราะจิตเป็นอย่างนั้น วาจาเป็นอย่างไรเพราะจิตเป็นอย่างนั้น ถ้าจิตไม่เป็นอย่างนั้น วาจาอย่างนั้นออกมาไม่ได้เลย

    เวลาที่เราคิดถึงความไม่ดีของคนอื่น ง่ายและรวดเร็วกว่าคิดถึงความไม่ดีของตัวเองหรือไม่ แต่จิตขณะที่กำลังคิดถึงความไม่ดีของคนอื่น จิตนั้นเป็นอะไร เสมอกันไหมคือเป็นอกุศลเหมือนกัน แล้วไม่มีใครสามารถที่จะเอาจิตของคนอื่นมาเป็นจิตของตนได้ ทุกคนมีจิตแต่ละหนึ่งขณะ ขณะเดียวเกิดขึ้นแล้วดับไป การดับไปของจิตขณะก่อนก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ยับยั้งไม่ได้เลย ไม่มีระหว่างคั่น และจิตแต่ละขณะสะสมอะไร เพิ่มขึ้นทุกภพชาติอย่างไร

    ด้วยเหตุนี้ ๔๕ พรรษาหลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว และใกล้ที่จะปรินิพพาน ทรงแสดงพระธรรมอุปการะเกื้อกูล ทุกคำเป็นวาจาสัจจะที่จะนำไปสู่การรู้แจ้งอริยสัจจะ

    เมื่อเช้านี้มีการสนทนากับสามเณรชาวอินเดีย สามเณรมีศีล ๑๐ ก็สะดวกกว่าการที่จะรักษาศีลถึง ๒๒๗ ข้อ ก็ไม่พ้นจากการพูดถึงเรื่องนิพพาน เรื่องการตายแล้วเกิด และเรื่องความเจริญของโลกยุคนี้ ใช้คำว่า "ศิวิไลซ์" ซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศ แต่ก็พูดในภาษาไทยว่าศิวิไลซ์แสดงว่าเจริญ ท่านคิดว่าความเจริญในยุคนี้เป็นความเจริญที่แท้จริงอย่างไร ดูเหมือนว่าเจริญมากถ้าเทียบกับยุคสมัยก่อน ก็เลยต้องย้อนถามท่านว่าที่ศิวิไลซ์นี้อะไรเจริญ ถ้าท่านคิดว่าสมัยนี้วัตถุศิวิไลซ์มากคือเจริญมาก ต่างกับสมัยก่อน แสดงว่าท่านไม่ได้คิดถึงเรื่องของจิตใจเลย

    เพราะฉะนั้นความเจริญอย่างแท้จริงที่ประเสริฐกว่าความเจริญอื่นทั้งสิ้นคือ อริยะ จะใช้คำว่าศิวิไลซ์ หรือว่าอริยสัจจะก็ได้ เพราะว่าเป็นความเจริญที่ประเสริฐสุด ไม่มีความเจริญอื่นใดจะเทียบได้เลย

    ถ้าชาวโลกยุคนี้คิดถึงแต่เรื่องวัตถุว่าศิวิไลซ์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ศิวิไลซ์หรือไม่ ถ้าไม่คิดให้ลึกซึ้งและใช้คำในภาษานั้นยิ่งเข้าใจในความหมายที่เขาเข้าใจในภาษาของเขา เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าต้องเป็นผู้ที่ละเอียดอย่างแท้จริง แม้แต่คำที่ใช้ก็ต้องรู้ว่าความเจริญหรือศิวิไลซ์ทั้งหลาย อะไรเป็นศิวิไลซ์ที่แท้จริง ที่เป็นอริยะที่ประเสริฐกว่าความเจริญอื่น

    ทุกวันนี้โลภะเจริญไหม ศิวิไลซ์ไหม โทสะเจริญไหม ศิวิไลซ์ไหม นั่นแสดงให้เห็นว่าชาวโลกไม่ได้รู้ความจริงเลย คิดด้วยความไม่รู้ โดยที่แท้แล้วไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงซึ่งเป็นอริยะที่ประเสริฐสุดได้ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม จากผู้ที่เมื่อท่านถามแล้วตอบแล้ว ท่านก็ตอบว่าผู้ที่ศิวิไลซ์คนแรกคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ศิวิไลซ์อย่างแท้จริง ก็แสดงว่าท่านเข้าใจว่าแท้จริงแล้วไม่ได้หมายความถึงโลภะศิวิไลซ์ โทสะศิวิไลซ์

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรมหรือการใช้คำก็แสดงถึงความเข้าใจต่างระดับ ถ้าไม่ศึกษาธรรมเลย คิดว่าเข้าใจ คิดว่ามีปัญญา คิดว่ามีความสามารถ คิดว่ามีความเจริญ แต่จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อมีสิ่งที่กำลังปรากฏแล้วไม่รู้ ไปรู้อื่น

    ขณะนี้ทุกคนมีจิต รู้จิตหรือยัง และจิตของแต่ละคนเป็นอย่างไร เริ่มรู้เพียงลางๆ หรือยัง จะดีชั่วเพียงใด คนอื่นบอกไม่ได้เลย บางคนหลงคิดว่าดีแต่ก็ไม่ได้เป็นผู้ที่ดีจริง เพราะเหตุว่ายังไม่รู้ความจริง ดีเท่าไรก็ไม่บริสุทธิ์เพราะเป็นเรา ยังเป็นความเห็นผิด ยังเป็นความติดข้อง เพราะฉะนั้นการฟังธรรมแต่ละครั้ง ไม่ใช่เพื่อหวัง ไม่ใช่เพื่อติดข้อง แต่เพื่อละทั้งหมดเลย

    "ละ" ต้องดีกว่า "ติด" แน่นอน ถ้าละแล้วไม่เดือดร้อนเลยสักอย่างเดียว เช่น อาหารไม่อร่อย เดือดร้อนไหม ถ้าไม่ละก็เดือดร้อนแน่นอน แต่ไม่ใช่ละเพราะคิดว่าละ ต้องเป็นความละที่แท้จริงด้วยความเข้าใจถูก ด้วยความเห็นถูกในความจริง

    เพราะฉะนั้น ละก่อนอื่น ไม่ใช่ละโลภะในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในการสัมผัสสิ่งที่น่าพอใจ เย็นสบายดีหรืออุ่นสบายดี แต่ต้องเป็นการละความเห็นผิดที่ทำให้หลงเข้าใจผิดว่ามีเรา หรือสิ่งที่มีนั้นเป็นเรา ซึ่งความจริงจะเป็นเราได้อย่างไร เห็นเกิดแล้วก็ดับไป และเราก็ดับไป ไม่มีสักขณะเดียว แล้วจะว่าเป็นเราได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เป็นเห็นเกิดขึ้นแล้วดับ ได้ยินเกิดขึ้นแล้วดับ โกรธเกิดขึ้นแล้วดับ ติดข้องเกิดขึ้นแล้วดับ มีอะไรที่เกิดแล้วไม่ดับบ้าง แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร

    เท่านี้ก็ยังไม่รู้ และยังคงไม่รู้ต่อไปอีก ถ้าไม่เห็นประโยชน์ของการฟังพระธรรมและการรู้ความจริง ซึ่งรู้ได้เพียงหนทางเดียวคือการฟังพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว และชาติใดจะมีโอกาสได้ฟังอีก ถ้าขณะนี้มีโอกาส เพราะต่อไปไม่มีใครรู้เลย พอจากโลกนี้แล้วก็เป็นคนอื่นทันที เป็นคนเดิมได้ไหมแม้เพียงขณะจิตเดียว เพียงจิตขณะสุดท้ายดับก็พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้แล้ว เมื่อไม่ใช่บุคคลนี้ กรรมที่ได้ทำไว้ก็ทำให้เป็นบุคคลอื่นทันที ตามที่พระอรหันต์องค์หนึ่งท่านได้กล่าวว่าท่านไม่เลี้ยงดูคนอื่นอีกแล้ว "คนอื่น" ไม่ได้หมายความถึงคนอื่นในชาตินี้ คนอื่นคือจากโลกนี้ก็เป็นคนอื่น เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเลี้ยงดูคนอื่นต่อไปแน่นอน แต่ผู้ที่ไม่เลี้ยงดูคนอื่นคือไม่มีการเกิดอีก ไม่มีการที่จะต้องเป็นคนหนึ่งคนใดอีกต่อไป

    นี่คือพระธรรมที่แท้จริง ค่อยๆ เข้าใจขึ้นด้วยการละ ไม่ได้ต้องการรู้ ไม่ได้ต้องการที่เราจะถึงนิพพานโดยไม่รู้อะไรเลยที่กำลังปรากฏตามปกติขณะนี้ เพราะเหตุว่าเกิดแล้วแสดงความเป็นอนัตตาแล้วก็ไม่รู้ แต่จะแสดงความเป็นตัวตนทำขึ้นให้รู้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะสิ่งนี้มีแล้วขณะนี้ เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่งตามที่ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก ไม่ใช่รู้สิ่งที่หมดไปแล้ว หรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ละคำมีความลึกซึ้งมาก เช่น "ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง" ฟังดูก็หมดเรื่องและเป็นประโยชน์ดี คือไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วจะคิดถึงสิ่งที่ไม่มีเพื่อประโยชน์อะไร และจะคำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์อะไร ความลึกซึ้งก็คือเฉพาะสิ่งที่ปรากฏว่ามีเท่านั้นที่จะทำให้ปัญญาสามารถรู้ความจริงได้

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำ ถ้าเราคิดเองก็เป็นตามกำลังของความคิด แต่ถ้าเป็นความเข้าใจถูกตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ความลึกซึ้งก็มี แม้แต่ว่าจะไม่คิดถึงอดีตหรือ ในเมื่อผ่านไปแล้วก็อาจจะเป็นบทเรียน แล้วจะไม่คำนึงถึงอนาคตหรือ เพราะเหตุว่าจะได้ทำให้ดีขึ้น เข้าใจเพียงเท่านี้ แต่ขณะที่คิด คิดด้วยอะไร คิดด้วยความเป็นตัวตน ด้วยความไม่รู้ หรือคิดด้วยความเห็นถูก ความเข้าใจถูกระดับใด ถ้าระดับที่เข้าใจอย่างแท้จริง ต้องในสิ่งที่กำลังปรากฏซึ่งสั้นมากและหมดแล้ว และก็มีอีก สั้นมากแล้วก็หมดอีก แต่ก็มีอีก พร้อมที่จะให้เข้าใจถูกในเห็นที่กำลังเห็น ถ้าเห็นมีไม่เข้าใจเห็น แล้วจะเข้าใจอะไร จะบรรลุนิพพานได้อย่างไร จะละกิเลสได้อย่างไร แม้เห็นก็ยังไม่รู้ แล้วก็ยังคงเป็นเราเห็นอีก ได้ยินขณะนี้ก็มี ก็ยังคงเป็นเราได้ยิน ฟังธรรมเพื่อเข้าใจถูกต้อง เพื่อที่จะได้ถึงวันหนึ่งซึ่งสภาพธรรมปรากฏตรงกับที่ได้ยินได้ฟัง ทุกอย่างทุกคำด้วย

    ผู้ฟัง ที่กล่าวว่า ไม่ใช่มุ่งแต่ฟังพระธรรมแล้วไม่ขัดเกลา เรียนถามว่าเป็นอย่างไรที่ว่าฟังพระธรรมแล้วขัดเกลากิเลส กับเป็นอย่างไรที่ฟังพระธรรมแล้วไม่ขัดเกลากิเลส

    ท่านอาจารย์ คุณอรวรรณเป็นคนดีไหม

    ผู้ฟัง ส่วนใหญ่ก็อกุศลเกิดมาก

    ท่านอาจารย์ จะขัดเกลาอกุศลได้ไหม

    ผู้ฟัง ในการศึกษาธรรม เมื่อเข้าใจว่าอกุศลไม่ดี มีแต่เผาตัวเอง และทำให้สังสารวัฏฏ์ยืดยาว ก็คิดว่าควรขัดเกลา

    ท่านอาจารย์ ถ้าปัญญาไม่เกิด จะรู้ไหมว่าอกุศลไม่ดี ควรขัดเกลา

    ผู้ฟัง ถ้าปัญญาไม่เกิดก็ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้นก็จะขัดเกลาแน่นอน เพราะปัญญาเพิ่มขึ้น แต่ถ้าฟังธรรมแล้ว เป็นแต่เพียงเข้าใจเรื่องราว และไม่เห็นโทษของอกุศล และไม่รู้ว่าความจริงแล้วกว่าอกุศลจะหมดสิ้นไปได้ต้องนานมาก ถ้าไม่เริ่มขัดเกลาเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ แล้วเมื่อไรจะหมดอกุศลได้ ถ้าเข้าใจอย่างนี้จริงๆ จะเริ่มเห็นโทษและจะขัดเกลาหรือไม่

    เพราะฉะนั้น เวลาที่ไม่ขัดเกลาคือไม่เข้าใจโทษ ไม่เห็นโทษของอกุศลในขณะนั้น แล้วก็รู้ด้วยว่าเราขัดเกลาไม่ได้ แต่ต้องเป็นเพราะเข้าใจธรรม

    เข้าใจธรรมก็คือว่าจิตมีแน่นอน และจิตไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นการที่จิตสะสมอกุศลไปเรื่อยๆ ไม่มีเราที่จะไปปราบหรือจะเอาอกุศลออกไปได้ แต่เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น และมีกุศลทั้งหลายมากขึ้น ไม่จำกัดด้วย เพราะเหตุว่าไม่ใช่บารมีเดียว มีถึง ๑๐ บารมี ขาดบารมีอะไรบ้างหรือไม่ บางคนสะสมมาที่จะให้ทาน ใช้คำว่า "ทานุปนิสัย" หมายความว่ามีอุปนิสัยในการสละสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่นให้เขาได้ แต่บางคนก็ไม่เป็นอย่างนั้นเลย เพราะว่าไม่ได้สะสมมาอย่างนั้น แต่ว่าสะสมอะไรยากกว่าการที่จะให้สิ่งที่เป็นสิ่งของที่จะให้คนอื่นเป็นประโยชน์

    แม้ไม่มีทานแต่ก็เป็นกุศลจิตได้ เช่น บางคนมีศีลดี คำว่าศีลนี้มีความหมายหลายอย่าง แต่ที่เข้าใจกันโดยมากก็เข้าใจว่ากุศลศีลเท่านั้น แต่ความจริงศีลหมายความถึงปกติของจิตที่เป็นกุศล หรือเมื่อเป็นอกุศลก็ย่อมล่วงออกทางกาย วาจา ตามขณะจิตนั้นๆ ที่เป็นอกุศล

    เพราะฉะนั้นเวลาที่เห็นอกุศลจิตเกิดขึ้น และล่วงออกไปทางกาย ทางวาจา น่าเกลียดไหม ใครชอบ อกุศลใดๆ ก็ตามที่ล่วงออกไปทางกาย ทางวาจา น่าเกลียดหรือไม่ ควรรังเกียจหรือไม่ ถ้ายังไม่เห็นโทษก็ยังคงเป็นอย่างนั้น แม้ว่าได้สะสมมาที่จะเว้นทุจริตกรรม แต่ทางกาย ทางวาจา ก็ยังมีการล่วงออกไป ด้วยความเป็นอนัตตา

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    27 ม.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ