ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๒๗
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ เราสามารถที่จะมีความสนใจในสิ่งต่างๆ ได้ตามการสะสม แล้วสิ่งที่มีที่ตัวไม่น่าสนใจหรือ และเป็นสิ่งที่มีจริงๆ ด้วย แต่ก็ผ่านไปทุกวันโดยไม่คิดถึงเลย เพราะฉะนั้น จิตของแต่ละคนซึ่งเป็นธาตุรู้ตั้งแต่เกิดปฏิสนธิสืบเนื่องมาจากแต่ละชาติ ในอดีตแสนโกฏิกัปป์เต็มไปด้วยความไม่รู้ แล้วจะเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏได้อย่างไร เพราะเหตุว่าความไม่รู้ตรงกันข้ามกับความรู้ แม้สิ่งนั้นกำลังเผชิญหน้า แต่ไม่รู้จริงๆ ว่าแท้ที่จริงเป็นเพียงสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ให้เกิดขึ้น ในขณะที่มีเห็นต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแล้วดับไป ต่อจากนั้นก็เป็นความคิด จำรูปร่างสัณฐานว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วก็จำเรื่องราว ตั้งแต่วันก่อนจนกระทั่งถึงวันนี้และต่อไป ทางตาฉันใด ทางหูก็เป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น ขณะนี้หูมีแน่ๆ หูอยู่ไหน บางคนอาจจะชี้หรือจับหูให้ดูว่าหูอยู่ตรงนี้ แต่เวลาจับกระทบเป็นแข็ง ไม่ใช่หู แต่เข้าใจว่าหู จำได้ว่าหู รูปร่างอย่างนี้เป็นหู แต่ธาตุที่เป็นโสตปสาท เป็นรูปพิเศษซึ่งมองไม่เห็นเลย จะใช้คำว่าในความมืดสนิททุกอย่าง เว้นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาอย่างเดียวเดี๋ยวนี้ที่ปรากฏ นอกจากนั้นทุกอย่างอยู่ในความมืด ตาก็อยู่ในความมืด หูก็อยู่ในความมืด แข็งก็อยู่ในความมืด แต่ว่าแต่ละหนึ่งๆ เป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นอย่างละเอียด
เมื่อทรงแสดงความลึกซึ้งของธรรมแล้วประมวลเป็นพระอภิธรรมปิฎก คำภีร์สุดท้ายคือ ปัฏฐาน แสดงปัจจัยของแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นโดยละเอียดว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีปรากฏในขณะนี้เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งมีปัจจัยที่ทำให้เกิดมากกว่าหนึ่งปัจจัย มากกว่าสองปัจจัย แต่เราไม่เคยรู้เลย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า จะรู้ต่อเมื่อได้ฟังพระธรรม จึงจะรู้ว่าผู้ที่ทรงแสดงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะได้รู้ความจริงโดยละเอียดยิ่ง
คนที่ได้อบรมเจริญปัญญาเข้าใจแล้วสามารถจะรู้ตามรู้ความจริง รู้ความไม่ใช่ตัวตน แม้แต่เกิดมา ถ้าไม่มีธาตุ คือธาตุรู้ กับสิ่งที่ไม่รู้ ซึ่งเป็นรูปธาตุ ก็จะไม่มีคนที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่เลย จะมีแต่นามธาตุอย่างเดียวก็จะอยู่ตรงนี้ไม่ได้ จะมีแต่รูปธาตุโดยไม่มีนามธาตุก็เคลื่อนไหวอะไรไม่ได้เลย นี่คือความเป็นจริงซึ่งจะไม่มีทางรู้เลยในสังสารวัฏฏ์ ถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม
เพราะฉะนั้น ที่ว่าการฟังพระธรรมต้องไม่เผินคือให้รู้ความจริงว่า แม้แต่หูก็มองไม่เห็นเพราะอยู่ในความมืดสนิท แต่ว่าสามารถที่จะกระทบกับเสียง แม้แต่จิตได้ยินก็มืด ไม่ได้สว่างเลย เกิดขึ้นได้ยินเสียง หลับตาก็มีธาตุได้ยินเสียง ไม่ต้องอาศัยแสงสว่างใดๆ เลยทั้งสิ้น เป็นธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อใดต้องรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วแต่ว่าจะเป็นเห็นขณะนี้ หรือได้ยินขณะนี้ หรือคิดนึกขณะนี้
ที่ว่าการฟังธรรมไม่เผินคือ สามารถที่จะเข้าใจจริงๆ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่สงสัยในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงปริยัติ เพราะเหตุว่าปริยัติ หมายความถึงความรอบรู้ในพุทธพจน์ ไม่ใช่ว่าเราไปเรียนอะไรๆ มาแล้วคิดว่าเรามีความรู้มากมายในสิ่งนั้น แต่ไม่รู้สิ่งที่มีจริงๆ แต่ละขณะตั้งแต่เกิดจนตาย จะชื่อว่ารู้จริงหรือ แต่คนที่รู้จริงต้องสามารถรู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้โดยละเอียดยิ่ง จึงจะชื่อว่ารู้จริง แต่ถ้ารู้อย่างอื่นซึ่งไม่มีจริงๆ ในขณะที่กำลังเห็น ในขณะเห็นจะมีอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากมีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นกับเห็น ความจริงก็ยังมีปัจจัยอีกมากมาย
ดังนั้น ธรรมเป็นสิ่งซึ่งยิ่งศึกษาก็ยิ่งรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ที่ทำให้ความไม่รู้ที่สะสมอยู่ในใจมากมายมหาศาล ค่อยๆ เป็นความรู้ความเข้าใจถูกขึ้น จนกระทั่งสามารถเข้าใจความจริงที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เนื่องมาจากการรอบรู้จากการฟังเป็นปัจจัย เมื่อเข้าถึงลักษณะที่เป็นธรรมที่กำลังปรากฏ จึงเป็นปฏิปัตติ ซึ่งภาษาไทยจะใช้คำว่าปฏิบัติ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจอะไรเลย คิดว่าปฏิบัติคือทำ แต่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดเป็นเรื่องของปัญญา พุทธะคือ ผู้ทรงตรัสรู้ ผู้รู้ ผู้ตื่นจากกิเลส ผู้เบิกบาน ได้รู้ความจริงว่าแต่ละขณะหมดแล้วทั้งนั้น ไม่เหลือเลย แล้วก็ยังคงมีสภาพธรรม ที่ทำให้มีธรรมเกิดและดับสืบต่ออยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการฟังธรรม ฟังตลอดชีวิตพอหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่พอ
ท่านอาจารย์ แล้วถ้าไม่ฟังเลยเป็นอย่างไร
ผู้ฟัง ก็จะไม่ทราบความจริง
ท่านอาจารย์ เหมือนชาวโลกซึ่งไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม เพราะเหตุว่าในครั้งพุทธกาล แม้พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ ทรงประทับอยู่ที่หนึ่งที่ใด คนที่ไม่ไปเฝ้าและไม่ได้ฟังก็มีมาก
ผู้ฟัง ได้ยินที่ท่านอาจารย์พูดเสมอว่า ฟังธรรมให้เข้าใจว่าเป็นธรรม กรุณาช่วยอธิบายรายละเอียดด้วย
ท่านอาจารย์ ฟังธรรม ไม่ใช่ฟังอย่างอื่นใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าธรรมคืออะไรแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น เมื่อสักครู่นี้มีคำถามที่ว่า ฟังแล้วรู้ฐานะของตนใช่หรือไม่ ฐานะคือความเป็นไปได้ หรือเหตุที่จะให้เป็นไปได้ ดังนั้นฟังแล้ว ใครจะรู้จักแต่ละคนดีกว่าตัวเองได้หรือไม่ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เมื่อฟังแล้วรู้ฐานะของตนว่า มีศรัทธาเห็นประโยชน์ของการที่จะได้ฟังต่อไปหรือไม่ คนอื่นตอบไม่ได้เลย เป็นฐานะคือได้ยินได้ฟังสิ่งซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน ฟังแล้วเกิดความเข้าใจขึ้น แต่จะสนใจและมีศรัทธาที่เห็นประโยชน์เพียงใด คนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ได้
เพราะฉะนั้น ฐานะจริงๆ คือความเป็นผู้ตรง ได้ยินได้ฟังแล้วสนใจที่จะศึกษาต่อไปหรือไม่ มีศรัทธาหรือไม่ เพราะฐานะที่แท้จริงของผู้ที่ฟังคือ ผู้ที่รู้ตัวเองว่าไม่รู้จึงฟัง ถ้ารู้แล้วไม่ต้องฟังเลยเพราะรู้แล้ว ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะต้องฟัง แต่เมื่อฟังแล้วรู้ฐานะของตนว่ายังคงเป็นปุถุชน ผู้ที่ไม่รู้ ผู้ที่หนาแน่นด้วยกิเลสแล้วมีศรัทธาที่เห็นควรที่จะละความไม่รู้ หรือว่าขัดเกลากิเลสหรือไม่
คนอื่นช่วยอะไรไม่ได้เลย นอกจากจากการฟังแล้วแต่ละคนที่ได้สะสมมา ทำให้สามารถที่จะรู้จักตัวเองว่า จากวันนี้จะมีการเห็นประโยชน์แล้วมีฐานะที่จะทำให้ได้ฟังต่อไป เพราะมีศรัทธาและเห็นประโยชน์ และยิ่งมีความลึกซึ้งเท่าไรก็ต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาทเลย คือ รู้ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเพียงวันนี้น้อยมาก เมื่อเทียบกับความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นจริงเดี๋ยวนี้ และที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่งเพื่อแต่ละคน
พระมหากรุณาไม่ใช่มีแต่เฉพาะในอดีตเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปี แต่ยังรู้ว่าจากการที่มีผู้ได้ฟังเข้าใจในครั้งนั้น จะมีการสืบทอดถ่ายทอดแสดงธรรมโดยกาลต่างๆ สืบต่อมาจนกระทั่งถึงวันนี้ แต่ว่าต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาทที่จะคิดว่าพระธรรมง่าย ทั้งๆ ที่ไม่ง่ายเลย เพราะว่ากว่าจะรู้ตามความเป็นจริงว่าฟังแล้วไม่รู้เพียงใด หรือว่ารู้มากกว่าที่ฟังหรือไม่ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ยิ่งฟังก็จะยิ่งมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าการที่เข้าใจว่ารู้น้อย นี่คือเพียงขั้นปริยัติ คือฟังพระพุทธพจน์ ศึกษาอย่างอื่น รอบรู้ทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ปริยัติ เพราะเหตุว่าปริยัติต้องเป็นการฟังพระพุทธพจน์ พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ข้อความในพระไตรปิฎก บางคนอาจจะคิดว่าบางประโยคหรือบางคำดูเหมือนไม่มีอะไร เล็กน้อยมาก แต่มีความลึกซึ้งของทุกคำ เช่น แม้แต่คำว่า พระพุทธศาสนา น่าอัศจรรย์ อัศจรรย์หรือไม่ เพียงคำเดียว น่าอัศจรรย์ที่พระพุทธศาสนาทำให้รู้ว่าสิ่งใดควรและไม่ควรจากการได้ฟัง ถ้าเข้าใจจริงๆ จะรู้ว่าควรรู้ต่อไป ควรศึกษาให้ละเอียดขึ้น หรือว่าพอแล้ว ไม่ต้องศึกษาแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ก็สะสมความไม่รู้เพิ่มต่อไปอีก ซึ่งทำให้ไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ เพราะเหตุว่าสะสมความไม่รู้มามากโดยฐานะที่เป็นปุถุชน ผู้หนาด้วยความไม่รู้และกิเลส
บางคนอาจจะคิดว่าแต่ละคนมีกิเลสน้อย ไม่มากเลย ดูเป็นคนใจดีแล้วไม่ได้ทำอะไรที่เบียดเบียนใคร แต่ถ้าฟังโดยละเอียดก็จะรู้ว่า กิเลสมากมายเพียงใดแม้ในวันนี้ ไม่ต้องกล่าวถึงก่อนๆ นี้ เพียงแค่ในวันนี้ตื่นขึ้นมาเห็น ไม่รู้เลยว่าไม่ใช่เราเห็น ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เห็นเกิด เห็นเกิดไม่ได้ และเห็นอะไร แม้เพียงเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ก็ไม่รู้ เข้าใจว่าเห็นคน โดยนิมิตรูปร่างสัณฐานต่างๆ เพราะการเกิดดับสืบต่อกันของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เร็วจนไม่ปรากฏว่าเกิดขึ้นและดับไป ซ้ำๆ ๆ จนปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานที่ใช้คำว่า นิมิตตะ ทำให้เข้าใจ หมายรู้ จำได้ เป็นปัญญัตติว่า โดยอาการที่นิมิตนั้นปรากฏอย่างนี้จึงรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร นี่คือความละเอียดของแต่ละขณะในชีวิต
ดังนั้นความไม่รู้มาก ทางตาก็มาก ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มากทั้งหมดเลย จะไม่ชื่อว่าปุถุชนได้อย่างไร ซึ่งถ้าฟังแล้วรู้ฐานะของตนตามความเป็นจริงแล้วยังรู้ถึงว่า เมื่อไม่รู้ถึงอย่างนี้มากมายนานมาแล้วและต่อไป ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะรู้ฐานะของตนว่ามีศรัทธา ความผ่องใสของจิตซึ่งปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ เพราะไม่เห็นว่าสิ่งอื่นมีประโยชน์กว่าการได้รู้ความจริง จะทำให้เป็นผู้ที่มีศรัทธาเพิ่มขึ้นและมีการที่จะรู้ว่า ควรรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ดีกว่าอยู่ไปวันๆ หนึ่งแล้วไม่รู้อะไรเลย เต็มไปด้วยความไม่รู้ต่อๆ ไปอีก ไม่ใช่เฉพาะความไม่รู้ แต่ยังมีความเห็นผิดที่ยึดถือสิ่งที่แม้หมดแล้วว่ายังมีอยู่ ยังเป็นเรา เมื่อครู่นี้ เดี๋ยวนี้ แล้วก็ต่อไป แต่ความจริงเป็นธรรมใดก็ตามที่เกิดแล้ว ดับแล้วและไม่กลับมาอีกเลย
ผู้ฟัง ฟังพระธรรมที่ท่านอาจารย์กล่าวสอนเป็นความจริงทุกประการ จนไม่รู้ว่าจะถามอะไร แต่ขณะนี้จึงเพียงแต่ฟัง ขอข้อแนะนำจากท่านอาจารย์ด้วย
ท่านอาจารย์ ที่จริงไม่ต้องไปหาคำถามมาเลย เมื่อเข้าใจก็ไม่จำเป็นต้องไปชวนกันถาม หรือเกี่ยงกันถาม หรือขอให้คนนั้นถาม คนนี้ถาม แต่รู้ว่ายังเข้าใจไม่พอ เข้าใจเพียงแค่นี้ไม่ใช่การประจักษ์แจ้งรู้ชัดตรงตามที่ได้ฟังมาแล้วแต่ละคำ เช่น แม้แต่คำว่า ทุกอย่างเป็นธรรม จริงหรือไม่ หรือว่าพูดตาม หรือว่าเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรม ทุกอย่างเมื่อใด เดี๋ยวนี้มีเห็น เป็นธรรมเมื่อใด เมื่อคิด หรือว่าขณะที่กำลังเห็นนี้เอง ไม่มีอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น ดังนั้นก็เข้าใจเห็นตรงตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น ความรู้ก็มีหลายระดับ ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ เวลาที่เกิดสงสัย ไตร่ตรองจากสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังแล้วว่าพอหรือยัง เช่น ได้ยินคำว่า ทุกอย่างเป็นธรรม ยังไม่พอ เพราะว่าไม่มีแต่ละหนึ่งที่จะมาบอกว่า แข็งในขณะนี้ที่กำลังแข็ง ขณะนั้นไม่มีอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น รู้จริงๆ ว่าแข็งมีจริงอย่างหนึ่ง ในขณะที่เสียงปรากฏก็ไม่มีอย่างอื่นนอกจากเสียง เสียงก็มีจริงซึ่งไม่ใช่แข็ง
การศึกษาธรรม ไม่ใช่อ่านตามตำราที่มีแล้วไปหาว่าเดี๋ยวนี้อะไรเป็นธรรม หรืออะไรเป็นนามธรรม หรือเป็นรูปธรรม แต่ว่าเดี๋ยวนี้สิ่งที่มีจริง ถ้าเข้าใจว่าสิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่ยังไม่รู้และสามารถจะรู้ จะเข้าใจได้ เมื่อนั้นจะรู้ว่าสิ่งที่มีจริงนี่เอง ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม ธรรมไม่ใช่คำภาษาไทย ส่วนคำว่าสิ่งที่มีจริงไม่ใช่ภาษาบาลี แต่ว่าความหมายตรงกัน ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ใช้คำว่าธรรมในภาษาบาลี ส่วนในภาษาไทยคือ สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้มีจริงๆ นั่นคือธรรม
ถ้าเป็นชาวมคธใช้ภาษามคธีเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้วก็เข้าใจกันได้ เหมือนคนไทยใช้ภาษาไทย เราจะไม่เข้าใจคำอื่นที่ไม่ใช่ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เราจะเข้าใจจากคำที่ใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งตรงกับคำในภาษาบาลี แม้แต่คำว่าอนัตตา อัตตาคือความเป็นตัวตน หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่เป็นแต่ละหนึ่ง เช่น สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นหนึ่ง แข็งเป็นหนึ่ง แต่เพราะไม่รู้ความจริงก็รวมสิ่งที่เย็นร้อน อ่อนแข็ง และมีสีสันปรากฏเมื่อกระทบตาว่าเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วเป็นนิมิตตะ ให้เข้าใจว่าเป็นสิ่งนั้นและไม่ได้เกิด ไม่ได้ดับเลย
ถ้าเรามีความเข้าใจจริงๆ ในคำว่า อัตตาคืออย่างนี้ เพราะฉะนั้นอนัตตาต้องไม่ใช่อย่างนี้ ตรงกันข้าม ไม่ใช่ของใครเลยสักอย่างเดียว แข็งจะเป็นของใคร แข็งเป็นแข็ง เห็นจะเป็นใคร ในเมื่อเห็นเป็นเห็น เกิดแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้น จากชีวิตประจำวัน และการที่เราเข้าใจธรรมขึ้นจะทำให้เราสามารถที่จะรู้ว่า คำแรกที่เราได้ฟังคือธรรม ซึ่งลืมบ่อยๆ ลืมจริงๆ ฟังแล้วไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ แต่ว่าเข้าใจแล้วลืม เพราะว่าความเข้าใจไม่มั่นคงพอที่จะรู้ว่า ไม่ว่าอะไรจะปรากฏเป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราว เช่น เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ชั่วคราวเพราะอะไร
ได้ยินไม่ใช่เห็น ในเมื่อได้ยินไม่ใช่เห็น ได้ยินต้องไม่ได้เกิดพร้อมกับเห็น ได้ยินเป็นอย่างหนึ่ง เห็นเป็นอย่างหนึ่ง แต่ดูเสมือนว่าทั้งๆ ที่กำลังเห็นก็ได้ยินด้วย เพราะฉะนั้น ตรงกับคำว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาหรือยัง ในเมื่อต้องเป็นหนึ่งจึงจะไม่ใช่เรา เห็นต้องไม่ใช่เรา ได้ยินต้องไม่ใช่เรา แข็งต้องไม่ใช่เรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีที่ปรากฏในชีวิตเป็นสิ่งหนึ่งๆ ซึ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่เรา กว่าจะแยกและเข้าใจแต่ละหนึ่งถูกต้อง ตรงกับที่ใช้คำว่าทุกอย่างไม่ใช่อย่างหนึ่ง แต่ละหนึ่งเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา เพราะเป็นอนัตตา
ทุกคำกว่าจะสอดคล้องและมั่นคงขึ้น ต่อเมื่อปัญญาเจริญขึ้นจากสิ่งที่มีจริงแล้วไม่ลืม กำลังปรากฏให้เข้าใจถูก ให้เห็นถูก แต่เพราะเหตุว่าไม่เคยได้ฟังมานานมากในสังสารวัฏฏ์ ที่จะกล่าวว่า ๒๐ ปีถ้าเทียบกับสังสารวัฏฏ์ เล็กน้อยเพียงใด และในวันหนึ่งๆ ของชาตินี้ไม่ได้ฟังตลอดเวลาเลย ฟังบางครั้งบางคราว และในขณะที่ฟังก็เข้าใจ แต่หลังจากที่ฟังหมดไปแล้วก็เป็นอย่างอื่นไปอีกแล้ว เพราะว่าความเข้าใจมีน้อยมาก
ดังนั้นกว่าจะสะสมความรู้แทนความไม่รู้ จนกระทั่งทุกอย่างทุกคำตรง เช่น ทุกอย่างเป็นธรรม และธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา ต้องตรง และยังมีข้อความต่อไปอีก ซึ่งไม่ว่าจะได้ยินข้อความใดๆ ก็เป็นความจริง และตรงตามความเป็นจริงอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น จึงจะเป็นการรู้แจ้งว่าธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่เรา
ฟังธรรม ๒๐ ปีจะเป็นพระโสดาบันได้หรือไม่ เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนวันเดือนปี แต่ความเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังมากน้อยเพียงใด ถึงจะฟังมากกว่า ๒๐ ปีแต่ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แม้จะได้ยินบ่อยๆ เช่น เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ไม่ได้กล่าวว่าคนหรือสัตว์เลย ถูกต้องหรือไม่ เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้คือ เห็นเสียงไม่ได้ เห็นกลิ่นไม่ได้ เห็นแข็งไม่ได้ แต่เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ รูปเดียว สิ่งเดียวที่มีจริงที่ปรากฏให้เห็นได้คือสิ่งที่กำลังปรากฏ รู้เพียงเท่านี้ เป็นฐานะที่จะทำให้ละคลายการยึดถือสิ่งที่เคยยึดถือว่าเห็นคน เห็นสัตว์ เห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้ ได้หรือยัง ทั้งๆ ที่รู้ว่าจริง จะไปเห็นแข็งได้อย่างไร เห็นเสียงได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา แม้ไม่ต้องเรียกชื่ออะไรเลยทั้งสิ้น แต่มีจริงๆ เป็นสิ่งเดียวที่ปรากฏให้เห็นได้ว่า มีลักษณะอย่างนี้ เป็นอย่างนี้เอง ไม่เป็นอย่างอื่น ไม่ใช่คน ไม่ใช่อะไรเลยทั้งสิ้น เหมือนมองเงาในกระจก มีใครในกระจกหรือไม่ แต่เห็นเมื่อใดเป็นเราทุกที ไม่ได้เข้าใจเลยสักนิดว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ฉันใด เดี๋ยวนี้ก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเห็นที่ไหน โลกไหน วันไหนก็ตาม สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ที่จะละคลายความติดข้อง ละคลายการยึดถือว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ด้วยการเพิ่มความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ไม่ลืมว่าขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้
ถ้ารู้ว่าทุกอย่างเกิดดับอย่างเร็วมาก จักขุปสาทไม่เที่ยง ข้อความในพระไตรปิฎกทุกคนก็ผ่าน สิ่งที่ปรากฏทางตา ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่ารูปารัมมณะ หรือรูปารมณ์ หรือจะใช้คำว่าวัณโณก็ได้ ได้ยินว่าไม่เที่ยงอย่างนี้แต่ก็เหมือนเที่ยง ยังไม่เห็นปรากฏการดับไปเลย พร้อมกันนั้นการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วก็ปรากฏพร้อมนิมิตที่ตั้งขึ้นว่า เป็นรูปร่างสัณฐานอย่างนี้ จำไว้เลยว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้น กว่าจะไถ่ถอนการยึดถือสภาพที่ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นสิ่งที่ความจริงเพียงปรากฏว่ามีจริงๆ และปรากฏให้เห็นได้ ที่จะเข้าใจว่าเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นอนัตตา
ฟังเท่านี้ เป็นฐานะที่จะทำให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นพระโสดาบันได้หรือไม่ ฐานะ หรือ อฐานะ ไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้เลย ดังนั้นใครก็ตามที่เข้าใจว่าไม่ต้องศึกษาปริยัติ ไม่ต้องศึกษาพระพุทธพจน์ให้เข้าใจ ปฏิปัตติแล้วจะรู้ปริยัติ นี่คือไม่ตรงและค้านกับพระพุทธพจน์ เพราะว่าความจริงปัญญาต้องเจริญขึ้นตามลำดับ คือจากปริยัติ รอบรู้ในพระพุทธพจน์ วาจาสัจจะ พูดถึงสิ่งที่เป็นจริงในขณะนี้ทั้งหมด ความจริงของสิ่งที่มีจริงสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ จะถึงปัญญาที่สามารถเข้าถึงความจริงที่กำลังปรากฏของธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งกำลังเกิดดับ เป็นทุกขอริยสัจจะได้อย่างไร
นี่คือการศึกษาต้องตามลำดับ จากปริยัติจะเป็นปัจจัยทำให้เกิดปฏิปัตติ สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริง จนถึงปฏิเวธ ประจักษ์แจ้งแทงตลอดความจริงของธรรมซึ่งเกิดขึ้นและดับไป เพราะฉะนั้นนี่เป็นฐานะ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ถ้าอฐานะคือคิดว่าไม่ต้องศึกษาธรรมเลย เพียงจะไปทำอะไรแล้วเข้าใจว่าจะสามารถรู้การเกิดดับ เป็นอนัตตาของสภาพธรรม ซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นอฐานะ
ดังนั้นความเป็นผู้ตรง รู้ฐานะของตนเอง จะทำให้เข้าใจแม้บารมีว่า ถ้าขาดคุณความดีซึ่งเป็นกุศลธรรม มีแต่อกุศลธรรมเพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่งหนาแน่นเป็นกิเลสที่เศร้าหมองมัวหมองเป็นมลทิน แล้วจะสามารถไปรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ และเข้าใจถูกตามความเป็นจริงได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น แต่ละคำ ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องซึ่งสอดคล้องกันทั้งหมด เพราะเหตุว่าเป็นสัจจะ เป็นความจริง ไม่หลอกตัวเองแล้วรู้ด้วยว่า ถ้าไม่มีความดีซึ่งเป็นบารมีก็ไม่สามารถที่จะให้จิตเป็นกุศลพอที่จะรู้ความจริงได้ เพราะเหตุว่าอกุศลเพิ่มขึ้นทุกวัน แล้ววันนี้เติมความดีบ้างหรือยัง หรือว่ายังคงมีอกุศลเรื่อยไป ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
