ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
ตอนที่ ๑๘๓๘
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ ด้วยเหตุนี้เมื่อได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องรู้ก่อนว่าเป็นใคร ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็กราบไหว้ บอกให้นับถือก็นับถือ แต่เพียงได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นคำที่ต่างจากคนอื่นทั้งหมดในสากลจักรวาล มีใครบ้างไหมที่ชื่อสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นไปไม่ได้เลย แล้วจะไปตั้งให้ใครเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ เพราะเป็นพระคุณนาม สำเร็จจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมโดยประการทั้งปวง ไม่มีอะไรที่ไม่รู้ และพระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงกับผู้ไม่รู้
เพราะฉะนั้นกว่าผู้ไม่รู้จะค่อยๆ รู้ขึ้น ไม่มีทางที่จะรู้อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้โดยประการทั้งปวง แต่รู้ตามเท่าที่ชาวโลกสามารถที่จะเข้าใจได้ อบรมเจริญปัญญา เข้าใจได้ แต่ส่วนอื่นซึ่งเป็นพระปัญญาคุณเหนือบุคคลอื่นใดยังมีอีกมาก ซึ่งถ้าบุคคลใดไม่สามารถจะรู้ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะได้ฟัง แต่ทั้งๆ ที่ได้ฟัง ก็จะเห็นความลึกซึ้งว่า แม้สิ่งที่ได้ฟังก็ยากที่ปัญญาจะค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่งรู้ตามความเป็นจริงได้
เพราะฉะนั้นผู้ที่ฟังพระธรรมก็มีหลายฐานะ คือผู้ที่ได้อบรมเจริญปัญญามาแล้ว พอฟังความจริงซึ่งกำลังมีในขณะนั้น ก็สามารถชำแรกกิเลส รู้ความจริงในขณะนั้น ดับกิเลส ถึงความเป็นบุคคลผู้ประเสริฐ คือพระอริยบุคคล แล้วแต่ว่าจะเป็นขั้นพระโสดาบัน หรือว่าพระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เพราะว่ากิเลสมีมาก ต้องดับตามลำดับขั้นด้วย
ด้วยเหตุนี้การที่จะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งจริงๆ ต้องเป็นผู้ที่รู้คุณ ของพระปัญญา ที่สามารถที่จะกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ตามความเป็นจริง ให้บุคคลอื่นได้เข้าใจด้วย เพราะฉะนั้นคนที่กราบไหว้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้คุณโดยที่ไม่ได้ศึกษาก่อนได้ไหม หรือว่าเพียงแต่ได้ยินชื่อ แล้วก็รู้ว่าเป็นบุคคลผู้เลิศกว่าบุคคลอื่น มีศรัทธาที่จะรู้ว่าบุคคลนี้ไม่มีกิเลส เป็นผู้ที่ประเสริฐ แต่ว่าจะประเสริฐอย่างไรนั้น ต้องอาศัยการฟังพระธรรมที่ทรงแสดง
เพราะฉะนั้นไม่ได้มีแต่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เราบอกว่า มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ยังมีพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นที่พึ่งจริงๆ เพราะเหตุว่าคำใดที่ได้ทรงแสดงแล้ว ทั้งหมดเป็นวาจาสัจจะ ซึ่งไม่เปลี่ยน และสามารถที่จะรู้จริงอย่างนั้น เข้าใจตามความเป็นจริงได้ จนกระทั่งสามารถที่จะอบรมเจริญปัญญา เพราะเข้าใจขึ้นในสิ่งที่ทรงแสดง ทำให้สามารถที่จะบรรลุถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรม เป็นพระสงฆ์ หรือว่าพระอริยเจ้าได้
เพราะฉะนั้นผู้ใดก็ตามที่กล่าวว่า มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ต้องเป็นผู้ที่จริงใจ เป็นผู้ที่ตรง เพราะได้รู้คุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรม และบุคคลซึ่งได้เป็นสาวก ได้ฟัง แล้วก็รู้แจ้งตามด้วย มิฉะนั้นก็เป็นคำกล่าวเพียงชื่อเลื่อนลอย บางคนก็ถามว่ามีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอย่างไร แค่เพียงกราบไหว้บูชา หรือว่าบางคนก็ไปขอ อยากได้อะไรก็ไม่รู้จะขอใคร ก็คิดว่าขอผู้ที่เป็นที่พึ่งคือพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ทรงแสดงเลยว่า ทุกอย่างสำเร็จเพราะเพียงการขอ แต่จะต้องมีเหตุที่สมควรด้วย เพราะฉะนั้นก็เป็นการพึ่งที่แท้จริงเมื่อมีการเข้าใจพระธรรมซึ่งละเอียดลึกซึ้ง แม้ขณะนี้กำลังมีก็ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้นตามลำดับด้วย
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ได้ยินคำว่า จะต้องจริงใจ อยากจะให้ท่านอาจารย์ช่วยขยายความตรงนี้
ท่านอาจารย์ นับถือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ หรือเปล่า พระองค์เป็นที่พึ่งจริงๆ หรือเปล่า นับถือแล้วไม่ฟังพระธรรมเลย จะพึ่งเมื่อไหร่ จะเป็นที่พึ่งเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นจริงใจที่รู้ว่าจะนับถือใคร นับถืออะไร นับถือคุณความดี ความชั่วไม่มีใครนับถือแน่ และคุณความดีที่ประเสริฐสุด ที่สามารถที่จะรู้ความจริงและทรงพระมหากรุณาแสดงความจริง เพราะรู้ว่าคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนี้ได้เลย ถ้าไม่ทรงแสดงพระธรรม
เพราะฉะนั้นก็พึ่งในพระมหากรุณา ที่ได้ทรงแสดงธรรม ด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ เพราะฉะนั้นพึ่งเพื่อที่ว่าจะได้รู้ความจริงอย่างที่พระองค์ได้ตรัสรู้ด้วย เพราะฉะนั้นคนที่คิดว่ารู้แล้ว หรือคนที่คิดว่าฉลาดมาก เขาจะไม่ฟังพระธรรม แต่ว่าผู้ที่รู้ว่า ไม่รู้ สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ไม่รู้เลยตามความเป็นจริง อาศัยการฟังพระธรรมแล้วเข้าใจขึ้น ขณะนั้นก็เป็นผู้ที่จริงใจที่รู้ว่า คำว่า พึ่ง หมายความถึงอะไร ไม่ใช่พึ่งเพื่อขอ ไม่ใช่พึ่งเพื่ออยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ว่าพึ่งเพื่อที่จะได้รู้ความจริง โดยที่ว่ามีความมั่นคงว่า ใครก็ตามที่กล่าวคำจริงตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว คนนั้นก็ได้พึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้นวาจาสัจจะทุกคำเป็นคำของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของใครเลย เพราะฉะนั้นก็รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ได้เข้าใจความจริงจากคำที่ได้ฟัง ก็มีพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นที่พึ่ง จริงใจที่จะรู้ว่าพึ่งอย่างไร ไม่ใช่พึ่งเพื่อขอ แต่พึ่งเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน และมีจริงในขณะนี้ ขณะที่ไม่ฟัง พึ่งหรือเปล่า แต่ขณะที่ฟังเข้าใจ ขณะนั้นพึ่งแน่นอน
ผู้ฟัง สำหรับตัวเอง บางทีฟัง ฟังก็เหมือนกับมีความรู้สึกว่า อันนี้ก็เคยฟังมาแล้ว อันนี้ก็เข้าใจแล้ว บางทีก็ไม่อยากฟัง ถ้าอย่างนั้นก็คือยังไม่มีความจริงใจในการที่จะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งใช่ไหม
ท่านอาจารย์ แต่ว่าเราต้องเป็นผู้ที่ละเอียด แม้แต่คำที่กล่าวว่า เข้าใจแล้ว เข้าใจอะไรแล้ว
ผู้ฟัง เข้าใจเรื่องราวขั้นการฟัง
ท่านอาจารย์ เรื่องอะไรที่เข้าใจแล้ว
ผู้ฟัง ศึกษาอยู่ก็ ศึกษาในเรื่องจิต เจตสิก รูป
ท่านอาจารย์ เข้าใจจิตแล้วหรือ
ผู้ฟัง เข้าใจชื่อ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นพอไหม เพียงแต่รู้จักชื่อ เพราะว่าทุกคนก็รู้ว่ามีจิตทั้งนั้น ใครบ้างไม่มีจิต ทุกคนชินกับคำนี้ แต่ว่าไม่รู้จักจิต และไม่เข้าใจว่าเดี๋ยวนี้จิตอยู่ที่ไหน ถ้ามีจิต ต้องมีเดี๋ยวนี้ และจิตกำลังทำอะไร เข้าใจแล้วหรือยัง
ผู้ฟัง รู้ว่าตัวเองไม่เข้าใจ เพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นฟังนิดๆ หน่อยๆ คิดว่าพอเข้าใจแล้ว แต่ความจริงยังไม่ได้เข้าใจจิตเลย ถ้าเข้าใจจริงๆ ก็สามารถที่จะรู้ได้ในขณะที่จิตนั้นเกิด ไม่ใช่จิตอื่นเกิด แล้วเข้าใจจิตนั้นว่าอย่างไร เข้าใจว่าเป็นเรา หรือว่าเข้าใจว่าเป็นธรรม ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย และก็เป็นสภาพรู้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรด้วย เพราะฉะนั้นจะเข้าใจอะไร ต้องเข้าใจจริงๆ ถึงแก่น ถึงที่สุด ไม่มีความจริงอื่นยิ่งกว่านั้น เช่น ถ้าใครจะพูดเรื่องจิต บางคนเขาก็มีการอภิปรายกัน แล้วก็แสดงความคิดเห็นต่างๆ จิตมีหลายประเภท จิตใต้สำนึก จิตอะไรก็แล้วแต่ แต่จิตคืออะไร และเดี๋ยวนี้มีไหม ถ้าเดี๋ยวนี้มี จิตอะไร ต้องมีความชัดเจน
ผู้ฟัง ชีวิตนี้ก็เข้าใจว่าจะต้องฟังพระธรรมไปจนตลอดชีวิต
ท่านอาจารย์ จนกว่าจะรู้ความจริงของคำที่พูดในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นอย่างหนึ่งก็คือว่า ลองคิดดู ตั้งแต่เกิดจนตายพูดคำที่ไม่รู้จัก จริงหรือเปล่า
อ.คำปั่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ศรัทธาเป็นอริยทรัพย์ เป็นทรัพย์ที่ประเสริฐ เป็นเหตุนำมาซึ่งกุศลธรรมประการต่างๆ มากมาย
อ.อรรณพ ถ้าไม่มีศรัทธา กุศลอะไรจะเกิดขึ้นได้ เกิดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นที่กุศลธรรมเกิด เพราะจิตขณะนั้นประกอบด้วยเจตสิก คือศรัทธา เป็นพื้นฐาน ไม่มีจิตที่ดีงามใดไม่มีศรัทธาเลย เพราะฉะนั้นศรัทธาเป็นเจตสิกที่เกิดขึ้นกับจิตที่ดีงามทั้งหลาย ซึ่งศรัทธาเป็นสภาพที่ผ่องใส และปรุงแต่งจิตเจตสิกนั้นให้ผ่องใส และศรัทธานั้นก็จะเป็นทรัพย์ เพราะว่าศรัทธาเมื่อเกิดแล้วสะสมไว้ในจิต กุศลทั้งหลายต้องมีศรัทธา
เพราะฉะนั้นกุศลเป็นเหตุที่จะทำให้ได้รับผลที่ดี ถ้าเป็นศรัทธาที่ไม่ได้ประกอบด้วยปัญญาก็ยังทำให้เกิดผลที่ดี คือได้รับสุขวิบากต่างๆ แต่ถ้าศรัทธานั้นประกอบด้วยปัญญา ปรุงแต่งให้เป็นทรัพย์ที่จะถึงความเป็นอริยะหรือสมบูรณ์แล้ว ก็เป็นอริยทรัพย์ ทรัพย์ของพระอริยะ ศรัทธานั้นมั่นคงในพระรัตนตรัย มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจริงๆ เพราะได้พึ่งพระรัตนตรัย จนกระทั่งสามารถดับกิเลสได้
ท่านอาจารย์ ฟังแล้วเข้าใจแล้วใช่ไหม ก็ขอถามว่า เดี๋ยวนี้มีศรัทธาหรือเปล่า ฟังแล้วเรื่องศรัทธา แล้วก็เข้าใจด้วย แต่ถามว่าเดี๋ยวนี้มีศรัทธาหรือเปล่า ถ้าตอบก็คือคิด แต่ไม่ใช่รู้ลักษณะของศรัทธา ซึ่งมีจริงๆ เช่นเดียวกับจิต เดี๋ยวนี้มีจิตไหม ก็ตอบได้ว่ามี แต่ว่าจิตขณะนี้จิตอะไร เช่น เห็นไม่ใช่ได้ยินอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจะเป็นจิตประเภทเดียวกันไม่ได้ ก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่มีจริงหลากหลายมาก แม้แต่ศรัทธาเป็นจิตหรือเปล่า นี่คือการฟังไม่เผิน ฟังแล้วก็ไตร่ตรอง เพื่อที่จะได้เข้าใจขึ้นว่า ที่ได้ฟังแล้วเข้าใจว่ารู้แล้ว รู้จริงๆ หรือเปล่า
เช่น ศรัทธาเป็นจิตหรือเปล่า ศรัทธาไม่ใช่จิต ศรัทธาเป็นศรัทธา แล้วก็จิตเป็นจิต เพราะฉะนั้นแต่ละคำในพระไตรปิฎก ก็ทรงแสดงลักษณะธรรมที่มีจริงต่างๆ ไม่ใช่เป็นอย่างเดียวกันเลย แต่ละอย่างมีจริงเมื่อเกิดขึ้น เกิดขึ้นแล้วก็เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น แล้วก็หมดไป เมื่อสักครู่นี้หมดไปแล้ว มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นอีก จะเหมือนหรือไม่เหมือน หรือคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดแล้วมากน้อยแค่ไหน ก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นมีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แล้วก็หมดไปอีก ไม่มีอะไรที่เที่ยงยั่งยืนเลย ทุกอย่างเพียงแต่ว่ามีปัจจัยเกิด เกิดแล้วก็หมดไป เกิดแล้วก็หมดไปเรื่อยๆ สืบต่อกันอยู่เรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นกว่าที่เราจะได้ฟังธรรม และเพิ่มความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ก็จะรู้ได้ว่ามีอีกมาก ซึ่งไม่ใช่ “รู้แล้ว” เลย เพียงแต่ว่าแต่ละคำก็เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่าง แม้ว่าศรัทธาขณะนี้มีแน่นอน ในขณะที่กำลังฟังพระธรรม จิตก็มีแน่นอนในขณะนี้ แต่ศรัทธาก็ไม่ใช่จิต แล้วก็ยังมีสภาพธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ศรัทธาด้วย เป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีจริงๆ แล้วก็มีปัจจัยเกิด เป็นอนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่ใคร แต่เป็นธาตุหรือธรรมอย่างนั้นเท่านั้น เมื่อเกิดแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้นจะเป็นเรา หรือว่าจะเป็นของเราไม่ได้ เราก็ค่อยๆ เข้าใจความจริงจากคำหนึ่ง และก็เข้าใจอีกคำหนึ่ง และก็แต่ละคำในพระไตรปิฎกก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ยังไม่รู้ตามความเป็นจริง เพราะเหตุว่าเพียงขั้นฟังก็เป็นแต่เพียงขั้นเริ่มต้น ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า ปริยัติ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเรื่องของปัญญาทั้งหมด เป็นการเข้าใจความจริงซึ่งต่างขั้น คือ ขั้นปริยัติ หมายความว่าฟังเรื่องราวของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ แล้วก็มีความเห็นที่ถูกต้องว่า แต่ละคำที่ได้ฟัง กำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นเมื่อมีการไตร่ตรองเข้าใจมากขึ้น ก็จะเข้าใจคำว่า ธรรม ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่เป็นใคร และก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย ซึ่งต้องไม่ลืม เพราะเหตุว่าก่อนฟังธรรม มีเรามีเขา มีสิ่งนั้นมีสิ่งนี้ แต่พอฟังธรรม ธรรมในภาษาบาลี ภาษาไทยหมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ และสิ่งที่มีจริงก็มีความหลากหลายแต่ละหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นฟังเท่าไหร่ก็ไม่จบ จนกว่าจะรู้ว่าขั้นฟัง ฟังเรื่องราว เช่น เห็น มี ไม่ใช่ได้ยิน แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รู้ขณะที่เห็นกับขณะที่ได้ยิน ซึ่งไม่ได้เกิดพร้อมกันเลย ถ้าเกิดขึ้นขณะใดมีธาตุรู้ทำให้สิ่งนั้นปรากฏเฉพาะทีละหนึ่งอย่าง
เช่น กำลังเห็น ขณะนั้นไม่ใช่ได้ยินแน่ ทุกคนรู้ ว่าเห็นเป็นเห็น เสียงไม่ได้ปรากฏให้เห็น แต่ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เราก็บอกว่า เห็น เพราะมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่เวลาได้ยิน ไม่ใช่เห็นแล้ว เป็นเสียงแล้ว ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่ว่าเสียงจะปรากฏว่ามีไม่ได้ ถ้าไม่มีธาตุที่กำลังได้ยินเสียง เราใช้คำว่า ได้ยิน แต่เรายังไม่รู้ความจริงว่าได้ยินก็คือสิ่งที่มีจริง ซึ่งเกิดแล้วก็ได้ยินเท่านั้นเอง แล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้นขณะนี้มีศรัทธา ขณะที่ฟังเข้าใจ แต่ว่าเป็นขั้นปริยัติเป็นขั้นต้น ซึ่งจะนำไปสู่ปฏิปัตติ ความเข้าใจอีกระดับหนึ่ง ซึ่งสามารถจะเข้าใจชัดในสภาพธรรมที่ปรากฏทีละหนึ่ง จนกว่าปัญญาความเห็นถูกจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนสามารถจะใช้คำว่าชำแรกกิเลส ซึ่งมีอยู่ทั้งทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ซึ่งไม่รู้ เป็นความรู้ลักษณะซึ่งเป็นธรรม เพราะฉะนั้นไม่ใช่คำพูดเปล่า เลื่อนลอย แต่ว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ แล้วก็เข้าใจได้ตามลำดับขั้นด้วย
อ.คำปั่น ซึ่งในตอนต้นท่านอาจารย์ก็กล่าวถึงสาระสำคัญของชีวิตว่า เกิดมาแล้วตายไป ไม่เปล่าประโยชน์แน่นอนถ้าได้เข้าใจพระธรรม อันนี้ก็เป็นเครื่องเตือนให้ได้เป็นผู้ไม่ประมาทในการได้ยินได้ฟังพระธรรมในแต่ละครั้ง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแต่ละคำที่ได้ฟังเผินมากเลย โดยการที่ว่าถ้าถามแล้วจะรู้ว่า เข้าใจสิ่งที่ได้ฟังมากน้อยแค่ไหน เช่น เมื่อสักครู่นี้คุณคำปั่นพูดถึงกุศลธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริงต้องหลากหลายมาก มีคำเพิ่มจากศรัทธาก็คือกุศลธรรม ธรรมฝ่ายดี ขณะนี้เห็นเป็นกุศลหรือเปล่า เห็นมีใช่ไหม เป็นธรรมมีจริงๆ เป็นเราหรือเปล่า หรือเป็นธาตุที่เกิดขึ้นรู้ทางตาคือกำลังเห็นขณะนี้ และได้ยินก็เป็นอีกธาตุหนึ่ง ซึ่งอาศัยหู โสตปสาท ซึ่งสามารถกระทบเสียง เป็นปัจจัยทำให้ธาตุได้ยินเกิดขึ้น ถ้าไม่มีหู ไม่มีเสียง ธาตุได้ยินเกิดขึ้นไม่ได้เลย แล้วธาตุได้ยินก็คือว่าขณะที่ขณะนั้นกำลังรู้เฉพาะเสียงที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นในขณะนั้นเป็นกุศลหรือเปล่า
เห็นเป็นกุศลหรือเปล่า ได้ยินเป็นกุศลหรือเปล่า ถ้าไม่ศึกษาตอบได้ไหม จะไม่มีความรู้ใดๆ เลย ถึงสภาพที่ต่างกันแต่ละขณะ ด้วยเหตุนี้มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง เพราะอาศัยพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ทำให้เราสามารถที่จะได้เข้าใจสิ่งซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะทำให้เข้าใจความจริงเลยว่า ที่เรายึดถือว่าเป็นเราทั้งหมด ก็เป็นธรรมทั้งหมด แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปตามการสะสม แต่ก็ไม่เที่ยง ชั่วคราว แล้วก็เกิดดับสืบต่อ ตั้งแต่เกิดจนถึงขณะนี้ ต่อไปก็เกิดดับสืบต่อ แต่ว่าความเข้าใจต้องละเอียด ต้องชัดเจน และรู้ว่าขณะนี้ที่เราพูดถึงคำว่ากุศลธรรมอยู่ไหน
เห็นเป็นกุศลหรือเปล่า ถ้าคนที่ตอบได้คือคนที่ได้ฟังพอสมควร แต่ถ้าไม่ได้ฟังก็จะตอบไม่ได้ว่า เห็นอย่างนี้เป็นกุศลหรือเปล่า เพราะเห็นมีจริงๆ ได้ยินคำว่า กุศล ผ่านไปเลย แต่จริงๆ แล้วต้องเข้าใจให้ละเอียดว่า แม้แต่แต่ละคำเป็นสิ่งที่รู้ได้ แล้วก็ควรรู้อย่างยิ่ง จึงรู้ถูกต้อง แต่ถ้าเผินเมื่อไหร่ อาจจะได้ยินได้ฟังข้อความจากพระไตรปิฎก แล้วก็เดาเอง
เช่น คำว่า ปฏิปัตติ ซึ่งเป็นขั้นที่ถ้าไม่มีปริยัติคือการฟังเข้าใจ จะไม่มีความเข้าใจที่ถึงการเข้าใจลักษณะแท้จริงของสิ่งที่กำลังปรากฏทีละหนึ่ง เพราะเหตุว่าถ้ารวมกันอย่างนี้ เข้าใจชัดเจนไม่ได้ แต่ว่าเมื่อแยกเป็นแต่ละหนึ่ง และกำลังถึงลักษณะนั้นด้วยความที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น นั่นคือปฏิปัตติ ความเข้าใจย่อมมากกว่าเพียงขั้นการฟัง และเมื่อมีการคุ้นเคยกับการที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ขณะนั้นมีจริงๆ จนกระทั่งสามารถรู้ว่าเป็นธรรม ซึ่งความจริงก็เกิดขึ้นและดับไป ก็จะถึงปฏิเวธ คือการรู้แจ้งสิ่งที่ได้ฟัง ซึ่งขณะนี้มีแต่เพียงฟัง ยังไม่ถึงการที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมนั้นได้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำไม่เผิน แล้วก็ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจตรงตามที่ได้ฟังด้วย
อ.อรรณพ คือถ้าผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ย่อมไม่สนับสนุนความเห็นผิดแน่นอน แต่การไม่สนับสนุนความเห็นผิดด้วยปัญญา แต่ก็มีการช่วยเหลือได้ แต่ไม่สนับสนุนความเห็นผิด แต่มีการอนุเคราะห์เป็นอย่างไร สำหรับผู้ที่เริ่มมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด ทีละคำ แล้วก็จะทำให้เข้าใจจริงๆ เดี๋ยวนี้เห็นผิดหรือเปล่า ทุกอย่างต้องคือ “เดี๋ยวนี้” มิฉะนั้นเราก็ฟังแต่เรื่อง แล้วก็จำ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่า แม้แต่คำว่าความเห็นผิด เดี๋ยวนี้มีความเห็นผิดหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ เห็นไหม ทุกคำถามจะไม่มีคำตอบ เพราะเหตุว่าไม่ได้รู้จริงๆ แล้วก็จะตอบว่าอย่างไร ใช่ไหม แต่เห็นผิดว่าที่นั่งอยู่เที่ยง ไม่เห็นเกิดดับเลย ผิดไหม ถ้าไม่ฟังพระธรรม ไม่รู้ว่าผิด ใช่ไหม เข้าใจว่าความเห็นถูกแล้ว แต่ว่าถ้ามีผู้ที่รู้กว่า มากๆ ไม่มีใครเหมือน อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เพียงแต่ตรัสว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง คือเกิดขึ้นแล้วดับไป เท่านั้นใครจะเชื่อ เพราะเหตุว่าเดี๋ยวนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่จะค่อยๆ เข้าใจและมีความมั่นคงว่า เป็นจริงอย่างนั้น เมื่อได้ฟังพระธรรมที่ค่อยๆ ไตร่ตรองละเอียดขึ้น
เช่น แม้แต่เดี๋ยวนี้ คำว่าธรรม หมายความถึงคน หมายความถึงสิ่งของ หรือว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่งด้วย ถ้าแตกย่อยลงไปที่ตัวของแต่ละคน หาเรา ตรงไหนเป็นเรา ตาเป็นเราหรือเปล่า หูเป็นเราหรือเปล่า จมูกลิ้นกายใจเป็นเราหรือเปล่า จากการที่ทรงตรัสรู้ทรงแสดงความจริงว่า สิ่งที่เราคิดว่ายั่งยืน เป็นกลุ่มเป็นก้อน มั่นคง แม้แต่ร่างกายที่ดูเหมือนว่า ขณะนี้ก็มั่นคง ไม่ได้แตกสลายอะไรเลย แต่ว่าที่ทรงตรัสรู้ก็คือว่ามีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ทุกกลาป
กลาป เป็นภาษาบาลี หมายความว่า กลุ่มของรูปที่เล็กที่สุด ละเอียดที่สุด ซึ่งไม่ได้มีเพียงรูปเดียว ธรรมใดๆ ก็ตามที่มีการปรากฏเกิดขึ้น จะต้องมีสภาพธรรมที่เกิดรวมกัน แต่ว่าปรากฏทีละหนึ่ง แม้แต่ขณะนี้ไม่ได้มีแต่เฉพาะจิต ธาตุรู้ ยังมีสภาพรู้ซึ่งเกิดกับจิต แต่ว่าการที่จะเข้าใจธรรม ต้องเข้าใจทีละหนึ่ง ทีละหนึ่งจริงๆ ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นที่เข้าใจว่า เรามีร่างกายซึ่งกำลังเหมือนไม่แตกสลายเลย แต่มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ทุกกลุ่มที่ละเอียดยิบ ย่อยจนละเอียดถึงที่สุด ก็มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ทุกกลาปทุกกลุ่มจริงไหม ยังไม่ต้องไปถึงการแตกดับ แต่จริงไหมที่ตัวมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่
ตัดเล็บได้ไหม ตัดผมได้ไหม แขนขาขาดได้ไหม เพราะเหตุว่ามีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ แล้วละเอียดยิบ คือสลาย ทำลายจนย่อยที่สุด ก็ยังมีส่วนที่เหลือเป็นแต่ละรูป แต่ละกลุ่ม แล้วไหนเรา อะไรเป็นเรา ธาตุแข็งซึ่งต้องมีอยู่ในทุกกลุ่ม ทุกกลาป เป็นเราหรือ ก็เป็นแต่เพียงสิ่งที่แข็ง เพราะฉะนั้นธาตุแข็งไม่เคยเปลี่ยนเลย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน กระทบเมื่อไหร่ ลักษณะที่แข็งมีจริงๆ เป็นธรรม
เพราะฉะนั้นความละเอียดเพิ่มขึ้น ก็คือว่า ธรรม ก็คือสิ่งที่เป็นธาตุ ธา-ตุ แต่ละหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แม้แต่เห็นก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง เพราะเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนเห็นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นี่ก็คือทั้งหมดเป็นธรรม คือเป็นธาตุแต่ละหนึ่งซึ่งมีจริงๆ ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ เห็นผิดหรือเปล่า
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860