ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๔๓

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

    วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ผู้ฟัง เรียนเชิญท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้กรุณาเริ่มในขั้นต้นก่อน กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน ที่เห็นประโยชน์ของการที่จะได้เข้าใจธรรม ซึ่งยากที่จะเข้าใจได้ แต่สามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เพราะเหตุว่าเป็นพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ง่ายไม่ได้ แต่เป็นความจริงซึ่งอาศัยความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ สะสมไป ก็จะทำให้สามารถเข้าใจวาจาสัจจะ ซึ่งเป็นพระพุทธพจน์ที่ได้ทรงแสดงเป็นมรดกแก่พุทธศาสนิกชนที่ได้สะสมบุญไว้แต่ปางก่อน ที่มีโอกาสที่จะได้ฟังคำที่ส่องถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้

    ถ้าไม่มีพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ ก็ถูกฉาบทาไว้ด้วยความมืด เหมือนอยู่ในความมืดมิด ไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงได้ ผู้ที่รู้จักพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระกรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเริ่มเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็จะเห็นความลึกซึ้งและพระมหากรุณาคุณที่ทรงแสดงพระธรรมให้เรามีโอกาสได้เข้าใจ

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามว่าสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นพระธรรมจึงเลือนหายไป คำว่า "สัทธรรมปฏิรูป" เป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ขอเชิญคุณคำปั่นให้คำแปลของคำว่า "สัทธรรม" กับคำว่า "ปฏิรูป" ด้วย

    อ.คำปั่น กราบท่านอาจารย์ สัทธรรมหมายถึงธรรมที่นำไปสู่ความสงบจากกิเลส มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น เมื่อกล่าวโดยประมวล สัทธรรมที่แท้จริงเริ่มตั้งแต่พระปริยัติธรรม คือการศึกษาพระพุทธพจน์ที่เป็นพระไตรปิฎก เป็นพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ที่จะนำไปสู่ธรรมที่สามารถดับกิเลสได้ ซึ่งเป็นเรื่องของโลกุตตรธรรมที่เป็นมัคคจิต ผลจิต และพระนิพพาน ซึ่งเมื่อเข้าใจอย่างนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่าแล้วอะไรเป็นสัทธรรมปฏิรูป ซึ่งก็คือไม่ใช่พระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จึงกล่าวว่าไม่ใช่สัทธรรม หรือว่าเป็นสัทธรรมเทียมนั่นเอง กราบเรียนท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ก็จะเห็นความลึกซึ้งว่าไม่มีใครสามารถที่จะคิดและเข้าใจธรรมเองได้ เพราะเหตุว่าไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้ ก็จะศึกษาธรรมด้วยความเคารพ ด้วยความละเอียดรอบคอบ ที่จะเข้าใจจริงในแต่ละคำ เช่นแม้แต่คำว่า "ธรรม" หมายความถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ขณะนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เราไม่เคยสนใจที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเลย และไม่มีใครมาบอกกล่าวให้ทราบว่าสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เกิดขึ้นปรากฏชั่วคราวแล้วดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก

    ทุกคำเป็นคำที่เมื่อฟังโดยผิวเผิน ก็ผ่านไปเรื่อยๆ แต่ถ้าจะฟังให้เข้าใจจริงก็คือว่า แต่ละคำเมื่อกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ เช่น เห็นกำลังมี แต่ไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยมีใครบอกให้เข้าใจความจริงของเห็นว่า แท้ที่จริงเห็นเป็นเพียงสิ่งที่มีจริงขณะหนึ่งในชีวิตในสังสารวัฏฏ์ ไม่ว่าเป็นชาติใดภพใดก็ตาม เห็นก็มี แต่ไม่เคยรู้จักเห็นตามความเป็นจริง แม้ในขณะชาตินี้ที่เกิดมาก็เห็นกันมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่เคยเข้าใจเห็น แม้ในขณะนี้ที่กำลังเห็น จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม

    ธรรมเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน ซึ่งมีอยู่ตามปกติ ไม่ต้องแสวงหา ไม่ต้องทำอะไร เพราะเหตุว่าธรรมเป็นอนัตตา มีปัจจัยเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะแรกของชีวิตที่เกิดก็เป็นอนัตตา เลือกไม่ได้ว่าจะเกิดที่ไหน จะเกิดโลกไหน จะเกิดกับพ่อแม่ใด ตระกูลใด และต่อไปจะมีมิตรสหายอย่างไร ตั้งแต่เกิดจนตายไม่รู้เหตุว่าเพราะอะไร แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทุกสิ่งทุกประการโดยละเอียดยิ่ง

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราคิดว่าธรรมดาอย่างยิ่ง คือ เกิดมาก็เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น มีสุขบ้าง มีทุกข์บ้าง แล้วก็จากโลกนี้ไป โดยไม่เข้าใจความจริงในขณะนี้ ก่อนหน้านี้ และต่อไป แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้ว สิ่งที่กำลังปรากฏเป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ซึ่งถ้าไม่มีสิ่งนี้แล้วจะรู้อะไร ทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย จะรู้อะไร ถ้าไม่รู้ความจริงซึ่งมีอยู่ในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นแต่ละคำก็ไม่เผิน และเริ่มเข้าใจว่าธรรมในภาษาบาลีก็คือสิ่งที่มีจริงทุกๆ ขณะ ไม่ว่าจะใช้ภาษาอะไร ก็ส่องไปถึงความจริงว่าแท้ที่จริงแล้ว ทุกวันเป็นสิ่งที่ควรเข้าใจและควรรู้ยิ่ง

    ผู้ฟัง มีคำถามที่ส่งมาจากท่านผู้ฟัง ฟังพระธรรมต้องตามลำดับ กราบเรียนถามท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ที่ถูกต้องคือฟังธรรมต้องเข้าใจจริงๆ ทีละคำตามลำดับ ถ้าคำแรกไม่เข้าใจ แล้วจะเข้าใจคำหลังๆ ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่า "ตามลำดับ" ที่ทรงแสดงว่าปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวธ หมายความว่าปริยัติคือฟังพระพุทธพจน์ และต้องทราบด้วยว่าเป็นพระพุทธพจน์ ไม่ใช่เป็นอื่น เพราะว่าถ้ากล่าวเรื่องอื่นก็จะไม่กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ เพราะบุคคลนั้นไม่รู้ ใครก็ตามที่บอกสอนแต่ไม่พูดให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ก็ไม่ใช่พุทธพจน์ เพราะว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง และความจริงเดี๋ยวนี้ก็คือสิ่งที่กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้

    เพราะฉะนั้น การศึกษาตามลำดับคือแต่ละคำ เผินไม่ได้เลย แม้แต่ที่กล่าวว่าเคารพพระศาสดา จึงสามารถที่จะดำรงพระศาสนาไว้ได้ ถ้าขาดความเคารพในพระศาสดา พระศาสนาก็ต้องอันตรธาน คำว่า "ความเคารพ" คือเคารพทุกคำ เช่น สัจจะความจริง ธรรมสิ่งที่มีจริงๆ เพราะเหตุว่าในพระไตรปิฎกไม่ว่าใครจะไปเฝ้าทูลถามพระผู้มีพระภาค ก็ตรัสเรื่องสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนั้น ไม่ว่าในขณะนั้นหรือขณะใด เช่นขณะนี้ก็มีเห็น ถ้าใครไม่พูดเรื่องเห็นให้เข้าใจว่าทำไมต้องเข้าใจ "เห็น" แล้วจะเข้าใจอะไร เพราะขณะนี้กำลังเห็น

    เพราะฉะนั้นคนที่ไม่สนใจพระพุทธพจน์ ก็ไม่เห็นประโยชน์ว่าเห็นทุกวันแล้วจะเข้าใจอะไร ก็ดูเป็นธรรมดา แต่ถ้าเป็นพระพุทธพจน์ จะไม่พ้นจากเรื่องของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นที่กำลังเห็นขณะนี้ คนอื่นไม่ได้กล่าวถึงให้เข้าใจว่าเห็นขณะนี้มีจริง เกิดขึ้นจึงเห็น ถ้าเห็นไม่เกิด เห็นไม่ได้ ไม่มีอะไรปรากฏ แต่การที่เห็นขณะนี้จะเกิดได้ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย นี่เป็นแต่เพียงหนึ่งขณะในสังสารวัฏฏ์ในชีวิตของแต่ละคน ซึ่งมีเห็น มีจริงๆ

    ถ้าเราศึกษาธรรมทีละคำตามลำดับ เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าทุกคำเป็นคำจริงที่พูดถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจจริงๆ ว่าเห็นขณะนี้เกิดขึ้นเห็น แล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีก เพียงเท่านี้ขอให้ทบทวนว่าจริงหรือไม่ เป็นสัจจะวาจาหรือไม่ เป็นคำจริงที่แสดงถึงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เพราะว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน และไม่ใช่คิดนึกด้วย และแม้ว่ามีเห็นอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่เคยเข้าใจว่าเห็นเพียงเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป จึงไม่ใช่เราและไม่ใช่สัตว์บุคคล แต่ว่าเกิดแล้วดับไป จะเป็นใครหรือจะเป็นของใครไม่ได้

    เพราะฉะนั้นก็เริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า "อนัตตา" จากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามความเป็นจริงของสภาพธรรมก็ทราบได้ว่า แต่ละสิ่งที่มีในขณะนี้เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็วสุดที่จะประมาณได้ และสืบต่อกันสนิทเร็วมาก จนปรากฏเหมือนไม่ดับเลย ทำให้เข้าใจว่าสิ่งที่ปรากฏที่รวมกันนี้เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งชาวโลกใช้คำว่า "อัตตา" คือสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งหมดแม้แต่ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็เข้าใจว่าเป็นคนหนึ่งๆ เป็นอัตตาคือเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นคน เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นโต๊ะ เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นเก้าอี้ เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นดอกไม้ เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นสัตว์ ล้วนแต่ไม่รู้ความจริงของแต่ละหนึ่งว่าไม่ได้ปะปนกัน และไม่ได้รวมกันเลย

    การรู้ความจริง ไม่ใช่ว่ารู้โดยความคิดรวมๆ แต่ต้องเป็นการเข้าใจความจริงสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่งโดยละเอียดยิ่ง จึงจะเป็นการเคารพในพระพุทธพจน์ ในวาจาสัจจะ ซึ่งแต่ละคำเป็นสิ่งซึ่งถ้าศึกษาแล้วจะปฏิเสธได้ไหมว่าไม่จริง เช่นในขณะนี้ เห็นเกิดขึ้นใครบังคับไม่ได้ แต่การที่เห็นเกิดและดับไป ไม่มีใครรู้ ต้องอบรมเจริญปัญญาที่จะค่อยๆ เข้าใจตามความจริงว่าทุกอย่างเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น และบังคับบัญชาไม่ได้เลย ไม่มีใครสามารถจะบังคับให้มีปัญญาเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมตรงตามที่ได้ฟังทันที แต่รู้ว่าสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นแล้วเห็นประโยชน์ว่าการรู้ต้องเป็นความรู้สิ่งที่กำลังมีซึ่งเกิดขึ้นและดับไป จึงสามารถที่จะเข้าใจในความหมายของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้

    อนิจจังคือสภาพที่ไม่เที่ยง หมายความว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ลักษณะที่ไม่เที่ยงถ้าใครสามารถที่จะประจักษ์ว่าเพียงเกิดขึ้นและดับไปแต่ละหนึ่งได้อย่างแท้จริง จะมีความสุขไหม นี่คือทุกขัง เพราะเหตุว่าไม่มีอะไรเหลือเลย ตั้งแต่เกิดมาจนถึงขณะนี้ ขณะที่ผ่านไปแล้วทั้งหมดไม่ได้กลับมาอีกและไม่ได้เหลือเลย แม้ขณะนี้ที่หมดไปก็ไม่ใช่ขณะต่อไปที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นไม่มีการถอยกลับ เพราะเหตุว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เกิดขึ้นและก็ไป ไป ไป ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย และก็ยังไปต่อไปอีกเพราะมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นแต่ละคำลึกซึ้ง แม้แต่ว่าขณะนี้ได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เพียงเป็นการเข้าใจระดับหนึ่ง ซึ่งไม่เคยคิดว่าเห็นขณะนี้เกิดแล้วดับ ใครคิดบ้าง ได้ยินเกิดแล้วดับ ทุกอย่างเกิดแล้วดับ เป็นไปไม่ได้ที่เพียงฟังแล้วจะถึงการประจักษ์แจ้ง

    ด้วยเหตุนี้พระธรรมคำสอนก็ต้องเป็นไปตามลำดับ คือปริยัติ ฟังเรื่องราวของสิ่งที่มีจริง และมีความเข้าใจมั่นคง เคารพในพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทรงตรัสรู้ความจริงเพื่อให้ละความเห็นผิด ที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเที่ยงไม่เกิดดับ อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นอย่างนั้นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสภาพธรรมใดก็ตาม ที่ปรากฏเพราะเกิด เกิดแล้วก็ดับ และมีสภาพธรรมอื่นเกิดต่อ เสียงเมื่อสักครู่หมดไปแล้ว ได้ยินเมื่อสักครู่หมดไปแล้ว คิดนึกเมื่อสักครู่ก็หมดไปแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้นการรู้ความจริงจะรู้อื่นไม่ได้ นอกจากรู้สิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ และเห็นประโยชน์จริงๆ ว่า ถ้าไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ แล้วจะรู้อะไร ไม่มีอะไรจะให้รู้เลย และความจริงในขณะนี้ที่แน่นอนก็คือเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา

    ถ้ามีความศรัทธาเห็นตามความเป็นจริงก็จะศึกษาธรรมต่อไป เป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ว่าสิ่งที่เข้าใจไม่ใช่สิ่งอื่น ต้องเป็นสิ่งที่มีในขณะนี้ ซึ่งสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจได้ เพราะว่าสิ่งอื่นยังไม่ได้เกิดขึ้น ยังไม่ได้ปรากฏ แล้วจะเข้าใจได้อย่างไร และสิ่งที่หมดไปแล้ว ผ่านไปแล้ว ก็ไม่ได้กลับมาอีก เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าใจสิ่งที่ล่วงไปแล้วหรือสิ่งที่ยังไม่มาถึง เพราะฉะนั้นก็จะทราบได้ว่าปัญญาที่แท้จริงคือไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ก็สามารถเข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น ซึ่งไม่ใช่โดยคิดเอง และไม่ใช่เชื่อคนอื่น แต่ต้องเป็นวาจาสัจจะที่กล่าวถึงความจริง

    ผู้ฟัง ปัญหาต่อไปนี้ กราบเรียนถามท่านอาจารย์ การที่กล่าวว่าตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรมทั้งหมด ขอความกรุณาช่วยอธิบายโดยละเอียดด้วย

    ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรมต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ ไม่ใช่ความเห็นความเข้าใจของคนอื่น หรือแม้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมาเป็นของเราได้ ต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ ว่าความเข้าใจถูกของแต่ละคนก็ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัย จะมีปัญญาอย่างท่านพระสารีบุตรหรือท่านพระมหาโมคคัลลานะก็เป็นไปไม่ได้ เมื่อมีโอกาสได้ยินได้ฟังธรรมแล้ว ก็เป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่าแต่ละคำเข้าใจเพียงใด เช่น สิ่งที่มีจริงขณะนี้ไม่เรียกว่าธรรมได้ไหม ถ้าไม่คิดเลยเราจะเข้าใจธรรมได้อย่างไร ได้ยินเขาว่าก็ตามเขาไป เขาบอกว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ก็รับมาว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง แต่ขณะนี้สิ่งที่กำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ไม่เรียกหรือไม่ใช้คำว่าธรรมได้ไหม นี่ต้องเป็นความตรงและความจริงใจว่าสิ่งที่มีจริงต้องมีจริง ไม่ใช่ว่าไม่มีจริงแล้วคิดเอง เห็นกำลังมีจริงๆ ไม่ใช่มีใครคิดว่าเห็นเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แต่ขณะนี้เห็นกำลังเห็น เพราะฉะนั้นเห็นมีจริงแน่นอน

    สิ่งที่มีจริง ภาษามคธีใช้คำว่า "ธรรม" แต่ชาวมคธีไม่พูดว่า "สิ่งที่มีจริง" ในภาษามคธีหรือภาษาบาลี เพราะว่าไม่ใช่ภาษาของเขา เพราะฉะนั้นในภาษาของเรา ถึงแม้เราไม่ใช้คำว่าธรรม แต่เราเข้าใจถูกต้องว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ สิ่งที่มีจริงต้องมีจริงเพราะปรากฏว่ามี เช่นเห็นขณะนี้มีเห็น ได้ยินขณะนี้มีได้ยิน เสียงขณะนี้เป็นเสียง กลิ่นเป็นกลิ่น แข็งเป็นแข็ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงทั้งหมดแม้ไม่เรียกว่าธรรมแต่ก็เป็นธรรม ใครจะเรียกอะไรก็ตามแต่ปฏิเสธได้ไหมว่ามีจริงๆ สิ่งที่มีจริงในแต่ละภาษา ก็แล้วแต่ว่าจะใช้คำอะไร แต่เมื่อภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม ก็หมายความถึงพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง คือรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏว่ามีจริงๆ ในขณะนี้

    เพราะฉะนั้นผู้ฟังก็ต้องเข้าใจถูกต้อง ไม่ใช่ติดที่คำแล้วมาถามว่านี่เป็นธรรมหรือไม่ นั่นเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าถามอย่างนี้หมายความว่าไม่ได้เริ่มต้นที่จะเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดง เพราะถ้าเข้าใจแล้วก็เป็นเพียงเรื่องของภาษาเท่านั้น เราเป็นคนไทยใช้ภาษาไทย เข้าใจภาษาไทย ถ้าพูดถึงสิ่งที่มีจริงไม่ต้องใช้คำว่าธรรมเลยก็ได้ หรือถ้าบอกว่าธรรมคือสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ก็ต้องรู้ว่าสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้คือเห็นเดี๋ยวนี้ ได้ยินเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นเห็นเดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่มีจริง ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรมเท่านั้นเอง

    ก็เริ่มรู้ว่าธรรมหมายความถึงอะไร คือไม่ใช่ฟังเรื่องสิ่งที่ไม่มี ไม่ใช่ฟังเรื่องความไม่จริงของสิ่งที่มีจริง แต่สิ่งที่มีจริงในขณะนี้เมื่อรู้ว่ากำลังมีจริงๆ ความเป็นผู้ตรงและจริงใจก็คือว่าเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้หรือไม่ คิดเองไม่ได้เลย แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมจึงทราบว่าการที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ก็โดยอาศัยการฟัง เพราะฉะนั้นใครบอกว่ารู้แล้ว รู้อะไรแล้ว รู้ "เห็น" แล้วหรือ รู้ "ได้ยิน" แล้วหรือ รู้ที่กำลังคิดนึกแล้วหรือ รู้สิ่งที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงแล้วหรือ ถ้าไม่ใช้รู้อย่างนี้จะชื่อว่ารู้จริงหรือไม่ จะชื่อว่ารู้ธรรมไหม ก็ไม่ใช่ธรรมเลย

    การศึกษาธรรมไม่ใช่เป็นคำมากมาย แต่ต้องเป็นสิ่งที่มีจริงที่มากมาย และการที่สิ่งที่มีจริงหลากหลายมากมาย ก็ทำให้มีคำมากในพระไตรปิฎก ซึ่งแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงแต่ละขณะ เช่นความโกรธในภาษาบาลีก็มีคำหนึ่ง และภาษาไทยก็รู้จักคำว่า "โกรธ" รู้จักคำว่า "ไม่พอใจ" รู้จักคำว่า "ขุ่นเคืองใจ" รู้จักคำว่า "เดือดร้อนใจ" คือมีแต่ภาษาของเราซึ่งเราเข้าใจได้ ก็แสดงถึงสภาพธรรมในขณะนั้นตามความเป็นจริงว่ามีระดับต่างกัน แต่ก็เป็นสภาพธรรมอย่างเดียวกัน เช่นความไม่พอใจแม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องเป็นความไม่พอใจ เกิดแล้วบังคับไม่ให้เกิดไม่ได้ และรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ คือความไม่พอใจในขณะนั้นหรือยัง ถ้าไม่รู้จะกล่าวว่ารู้ธรรมเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อความพอใจในขณะนั้นก็มีจริงๆ เกิดขึ้นไม่ใช่ของใครเลย บังคับไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้วจะไม่ให้หมดไปก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน ต้องไม่ลืมว่าหมายความถึงว่าขณะใดก็ตาม สิ่งใดปรากฏแล้วมีความเข้าใจความจริงของสิ่งนั้น จึงชื่อว่าเข้าใจธรรม มิฉะนั้นแล้วเป็นเพียงการศึกษาชื่อ ฟังชื่อมากมายแต่ไม่รู้จักตัวธรรม เวลาใช้คำว่า "เข้าใจธรรม" เข้าใจอะไร แต่เมื่อเข้าใจจริงว่าเข้าใจธรรมคือเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง จึงชื่อว่าเข้าใจธรรม ไม่ใช่ว่ามีคำแปลของแต่ละคำในภาษาบาลี และบอกว่าคำนี้แปลว่าอย่างนั้น นั่นไม่ได้เข้าใจธรรมเลย

    เพราะฉะนั้นความเป็นผู้ตรงก็ทำให้ได้สาระจากพระธรรม เพราะแต่ละคำเป็นวาจาสัจจะซึ่งแสดงความจริงของสิ่งที่มีในชีวิตประจำวัน มีชื่อมากจริงแต่ก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ซึ่งต่างกันเป็นสองอย่าง คือสภาพที่ไม่สามารถรู้อะไรได้เลย เกิดแล้วเป็นอย่างนั้น เช่นแข็งหรืออ่อน มีจริงๆ หรือไม่ ใครว่าไม่จริงบ้าง ก็ต้องผิด เพราะทุกคนต้องมีการกระทบสิ่งที่อ่อนหรือแข็ง เป็นธรรมหรือไม่ นี่คือเริ่มใส่ใจที่จะเข้าใจความจริงว่าเมื่อศึกษาแล้วไม่ใช่เพียงชื่อ แต่ต้องเป็นลักษณะของสิ่งที่มีจริง

    อ่อนหรือแข็งเป็นเราหรือเป็นธรรม ต้องเป็นผู้ตรง ถ้ากล่าวว่าเป็นธรรมเปลี่ยนไม่ได้ เพราะมีจริงๆ เพียงมีจริงเป็นแข็ง อย่างเช่นเมื่อสัมผัสหรือกระทบสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราใช้คำว่า โต๊ะ เก้าอี้ ถ้วยแก้ว ถ้าไม่มีลักษณะที่แข็งจะมีอะไรไหม จะมีโต๊ะได้ไหม จะมีเก้าอี้ได้ไหม จะมีถ้วยแก้วได้ไหม ก็ไม่ได้เข้าใจตามความเป็นจริงว่าแข็งเป็นแข็ง แต่รูปร่างสัณฐานที่สามารถที่จะทำให้จำได้ เพราะว่าสภาพที่จำก็มีจริง ไม่ใช่เราด้วย สภาพธรรมใดปรากฏ สภาพที่จำก็จำสิ่งที่ปรากฏอย่างเร็วมาก เพราะฉะนั้นการเกิดดับสืบต่อของสภาพธรรมซึ่งขณะที่เห็นขณะนี้ ถ้ากล่าวถึงเพียงขณะเดียว ไม่ได้รวมกันเป็นหลายๆ ขณะ เพราะว่าเห็นต้องทีละหนึ่งขณะ เห็นหนึ่งขณะ เห็นอะไรแล้วก็ดับไป สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ต้องดับไปด้วย ถ้าไม่ใช่การศึกษาธรรมหรือไม่ได้ฟังพระธรรมเลย จะคิดไม่ได้เลยว่าดับได้อย่างไร บางคนบอกว่าเสาทั้งต้น โต๊ะทั้งตัวจะดับได้อย่างไร แต่เสาคืออะไร โต๊ะคืออะไร ธรรมคือความจริง คืออะไรในขณะที่เห็นก็ยังไม่รู้เลย

    เพราะฉะนั้นอะไรที่ดับ อย่างขณะนี้แม้แต่ถามว่าเห็นอะไร เห็นรู้ว่ากำลังเห็น แต่ไม่รู้ว่าเห็นเป็นธาตุที่เกิดขึ้นเห็น ไม่ใช่คิด ไม่ใช่เสียใจ ไม่ใช่ดีใจ แต่เป็นสิ่งที่มีจริงๆ เกิดแล้วเห็น และเห็นก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ที่ใช้คำว่าอนัตตาเพราะเหตุว่าบังคับไม่ได้ ถ้าไม่มีตา แต่ก็ต้องเป็นรูปๆ หนึ่งที่เราเรียกว่าตา ซึ่งสามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ และต้องมีธาตุรู้ที่ใช้คำว่าจิต เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น จึงปรากฏว่ามีจริงๆ ในขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้นเห็น แต่ถ้าขณะนั้นจิตเห็นไม่เกิด ใครจะรู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้เป็นอย่างนี้

    ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก แม้แต่ถามว่าเห็นอะไร ก็ยากที่จะรู้ว่าแท้ที่จริงเพียงเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ไม่ใช่คน แต่เป็นสิ่งที่สามารถกระทบตา ซึ่งเราจะใช้คำว่าจักขุปสาท เพราะเหตุว่าไม่ใช่ตาดำตาขาว อย่างที่เราเคยจำว่าเป็นตา แต่เป็นรูปพิเศษที่อยู่กลางตา เฉพาะรูปนั้นที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น แม้การกระทบนั้นมี แต่ถ้าไม่มีธาตุที่สามารถจะเห็นเกิดขึ้นคือจิตเห็นไม่เกิด สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ก็จะปรากฏไม่ได้เลย

    นี่คือความเป็นผู้ที่ตรง และสามารถที่จะเข้าใจว่าธรรมไม่ใช่เข้าใจชื่อ เช่น โพธิปักขิยธรรม ฯลฯ แต่ก่อนอื่นต้องรู้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง เข้าใจธรรมคือเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นแต่ละคำที่จะได้ยินต่อไป ก็จะกล่าวถึงลักษณะของสิ่งที่มีจริงหลากหลายเพิ่มขึ้น เพราะเหตุว่าไม่ได้มีสิ่งที่ปรากฏว่ามีจริงเพียงทางตา ทางหูก็มีเสียง ซึ่งตาไม่สามารถที่จะได้ยินเลย เพราะฉะนั้นเสียงมีจริงเมื่อมีธาตุที่รู้คือจิตเกิดขึ้นได้ยิน คือมีเสียงกระทบกับโสตปสาทคือรูปพิเศษที่สามารถกระทบเฉพาะเสียงเท่านั้น กระทบอื่นไม่ได้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    7 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ