ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๐๕

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียล พุทธคยา ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕


    ท่านอาจารย์ จากวาจาสัจจะคือคำจริง ก็จะนำไปสู่อริยสัจจะ ความจริงที่ประเสริฐยิ่งคือสามารถรู้โลกภายในซึ่งเกิดดับ แต่ว่าโลกภายนอกก็ไม่ปรากฏการเกิดดับ เแต่เพราะการเกิดดับที่สืบต่อจนปรากฏว่าเป็นโลกภายนอกให้หลงเข้าใจผิด เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม เมื่อยิ่งฟังและเข้าใจ จะทราบว่าแต่ละคำมีค่านับประมาณไม่ได้เลย ซึ่งจะต้องพิจารณาไตร่ตรองโดยเหตุโดยผล และมีความมั่นคงว่าอกุศลไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนี้ได้ แต่จากการที่ค่อยๆ สะสมกุศล ทำให้อกุศลน้อยลง ก็ทำให้สามารถที่จะเริ่มเข้าใจสิ่งที่มี

    ผู้ที่ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ ไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง แต่คิดถึงว่ากว่าพระโพธิสัตว์จะได้รู้ความจริงว่าเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เมื่อครู่นี้ และเห็นก็ไม่ใช่ได้ยิน ทั้ง ๒ อย่างต้องต่างกัน เพราะฉะนั้นความจริงของทั้ง ๒ อย่างต้องมีแน่นอน โดยอาศัยการที่ได้บำเพ็ญบุญบารมีมาแล้ว จึงสามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ได้โดยละเอียด โดยประการทั้งปวง เมื่อถึงโอกาสในกาลที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ พุทธคยา

    อ.คำปั่น กราบเรียนท่านอาจารย์ถึงข้อความที่กล่าวถึงว่า ถ้าหากเป็นผู้ที่ไม่ประกอบด้วยเมตตา ปัญญาจะเจริญขึ้นไม่ได้ กราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ความมีเมตตาเกี่ยวข้องกับการอบรมเจริญปัญญาอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ไม่ต่างคือความเป็นมิตร ความเป็นมิตรคือความหวังดีและพร้อมที่จะเกื้อกูล โดยมากเรามีมิตรสหาย และก็คิดว่ามิตรคนนี้ดี เพราะช่วยเหลือเราทุกอย่าง แต่ตามความเป็นจริง การช่วยนั้นยังไม่ใช่การช่วยที่แท้จริง เพราะเหตุว่าเป็นเพียงชั่วคราว ไม่ใช่การช่วยที่ถาวรจนกระทั่งเป็นมิตรที่ประเสริฐ หรือว่าเป็นมิตรที่ดีคือช่วยให้เขาเป็นคนดี ถ้าช่วยในยามที่เขามีทุกข์ยากลำบาก เมื่อเขาหมดความทุกข์ยาก เขาเป็นคนอย่างไร เป็นคนดีหรือไม่ดี และเราช่วยเขาจริงหรือไม่ เพียงช่วยเท่าที่จะทำได้ในทางโลก แต่ถ้าช่วยที่ดีกว่าการเป็นมิตรในทางโลก คือช่วยด้วยความหวังดีที่จะถึงการให้เขาเป็นคนดี เพราะฉะนั้นเป็นมิตรที่ดีจริงๆ หรือไม่ ไม่ว่าเราจะได้รับการกระทบกระทั่งจากเขา อาจเป็นการเข้าใจผิด อาจจะเป็นวาจาหรือการกระทำใดๆ ก็ตามแต่ เราไม่หวั่นไหวถ้าเราเป็นมิตรที่ดี เพราะเหตุว่าเราก็พร้อมที่จะช่วยตลอดไป จนกว่าจะถึงวันที่เขาเป็นคนดี

    เพราะฉะนั้นถ้าเป็นมิตรที่ดีจริง เรารู้ได้ ก็คือว่ามิตรดีคือคนที่อดทนต่อเรา และไม่ใช่อดทนเพื่ออย่างอื่น แต่อดทนเพื่อให้เราเป็นคนดี และกัลยาณมิตรที่ประเสริฐสุดก็คือพระอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าพราหมณ์จะเรียกพระองค์ด้วยถ้อยคำที่ไม่น่าฟังเลยว่าคนถ่อย ใครทนได้ ถ้ามีใครมาเรียกว่าคนถ่อย คนนั้นก็คงโกรธ แต่พระอรหันตสัมมาสัมเจ้าเป็นกัลยาณมิตร รู้ว่าคนนั้นสามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ ก็ทรงแสดงธรรมให้พราหมณ์นั้นสามารถที่จะเป็นคนดีได้

    เพราะฉะนั้นการคบกัน เราก็คบกันมานานในสังสารวัฏฏ์ ถ้าจะเป็นมิตรที่ดีกับใคร เราก็ต้องสามารถที่จะอดทนทุกอย่างเพื่อให้เขาเป็นคนดี เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีกัลยาณมิตร ไม่มีความเมตตา เราจะได้รับสิ่งเหล่านี้จากคนอื่นไหม และไม่ใช่ให้เราหวังรอคอยรับเมตตาจากคนอื่น แต่ควรจะเป็นเมตตาต่อคนอื่นทุกกรณีด้วย

    เพราะฉะนั้นถ้าเราโกรธใคร เราอดทนพอที่จะเมตตาให้เขาเป็นคนดีได้ไหม ถ้าโกรธคนนั้นอยู่ก็คงยากใช่ไหม หลายคนบอกว่ายังไม่หายโกรธเลย โกรธแล้ว นานแล้ว และก็ยังโกรธอีก เป็นมิตรที่ดีหรือไม่ ข้อสำคัญที่สุด ความโกรธเป็นศัตรู ไม่ใช่เป็นมิตร บางทีเราคิดว่าคนโน้นเป็นศัตรูกับเรา เขาไม่ชอบเรา เพียงคิดอย่างนี้ ศัตรูก็เกิดแล้วในใจ เพราะเหตุว่าขณะนั้นใจไม่สงบเลย

    ด้วยเหตุนี้ แม้แต่คำว่าเป็นมิตรซึ่งเรียกว่าความหวังดี ก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า เมตตาหรือความหวังดีเป็นธรรมฝ่ายดี ไม่เป็นโทษกับใครเลยทั้งสิ้น คือไม่เป็นโทษกับตนเอง และไม่เป็นโทษต่อคนอื่นด้วย เมื่อกายก็ดี วาจาก็ดี เพราะฉะนั้นคนอื่นไม่มีทางที่จะเดือดร้อนจากความดีทั้งหลาย รวมทั้งความเป็นมิตรก็ต้องเป็นความดีด้วย เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีปัญญาต้องมีศัตรูแน่นอน เพราะอกุศลเป็นศัตรูก่อนศัตรูอื่นทั้งหมด

    อ.กุลวิไล กราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความเข้าใจธรรมว่า ทุกท่านทำเองจึงเป็นอย่างนี้ จึงคิดอย่างนี้ แล้วก็ทำอย่างนี้ และที่สำคัญสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก็เป็นทั้งผลของกรรมด้วยและยังมีปัจจัยให้ทำกรรมด้วย

    ท่านอาจารย์ ที่จริงก็มีทุกวัน มีเรื่องจริง ตอนตีหนึ่ง มีใครทราบไหม พี่สงวนเล่าเองดีกว่า

    คุณย่าสงวน บังเอิญเข้าห้องน้ำแล้วหกล้ม ศีรษะฟาดอ่างอาบน้ำ บรรดาแพทย์ทั้งหลายมากันเต็มห้องเลย ก็ช่วยกันปฐมพยาบาลตั้งแต่เลือดออกจนกระทั่งเลือดหยุดไหล แล้วเอาผ้าพันแผลให้เรียบร้อย นี่คืออกุศลวิบาก แต่ก็ยังพอมีกุศลอยู่บ้างจึงช่วยให้หายเร็วขึ้น

    ท่านอาจารย์ เรื่องจริงตอนตีหนึ่ง ตอนนี้ก็เป็นเรื่องจริงตอนสิบนาฬิกากว่า ก็เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น แต่ละขณะ แล้วแต่ว่าเรื่องจริงนั้นใครคิดอย่างไร สำหรับผู้ที่บาดเจ็บก็เก่งมากและคิดดี ตอนนี้ก็หายป่วยแล้วและหัวเราะได้ แล้วก็เล่าให้คนอื่นฟัง แต่ก็ยังคิดถึงความบาดเจ็บนั้น ใครห้ามได้ ที่จริงแล้วความเป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชานั้นมีความชัดเจนอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าปัญญาสามารถที่จะเข้าใจหรือไม่เท่านั้น ไม่มีใครสามารถที่จะทำให้อะไรเกิดขึ้นได้เลย แต่ก็เกิดแล้ว แล้วอะไรเป็นปัจจัยทำให้ศีรษะบาดเจ็บและมีเลือดออก ชีวิตเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา แต่ถ้าสามารถที่จะเข้าใจขึ้นๆ ไม่ใช่เข้าใจอย่างอื่น แต่เข้าใจสิ่งที่มีซึ่งไม่เคยเข้าใจ ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่า ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลยตั้งแต่เกิดจนตาย ความคิดก็บังคับบัญชาไม่ได้ จะเห็นหรือเจ็บป่วยก็บังคับบัญชาไม่ได้ แต่ยังดีที่มีสหายธรรม และถ้าไม่มีการได้ฟังธรรมก็คงเดือดร้อนใจว่าทำไมถึงต้องเป็นเรา หรือทำไมต้องเกิดกับเรา แต่ทั้งหมดนี้คือธรรม

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่เข้าใจธรรมจริงจะไม่หวั่นไหว หวั่นไหวทำไมในเมื่อมีปัจจัยที่จะต้องเกิดเป็นอย่างนี้ ก็เกิดแล้วให้เห็นความเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นธรรมทั้งหมดขึ้นอยู่กับปัญญาที่เห็นความจริง ขณะนี้ไม่เจ็บแล้ว แต่ก็มีแข็ง ตอนนั้นมีเจ็บซึ่งเจ็บก็เป็นความจริง เกิดแล้วปัญญารู้หรือไม่ว่าสภาพนั้นมีจริงๆ ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยแต่เกิดแล้ว แล้วก็หายไปแล้วด้วย ไม่ใช่ของใคร ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนมีชั่วคราวที่แสนสั้น แต่เพราะเหตุว่าไม่รู้ถึงความสั้นมากของธรรม ก็เดือดร้อน เพราะเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง

    ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีโอกาสได้ฟังพระธรรม ก็จะเห็นได้ว่าสัตว์โลกเป็นที่ดูบุญและบาป และผลของบุญและบาปด้วย เรื่องจริงที่เกิดขึ้นตอนตีหนึ่งคือผลของอะไร ไม่มีใครหลีกพ้นเหตุซึ่งได้กระทำไว้แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นปัจจัยให้ผลเกิดขึ้นเมื่อไรเท่านั้น เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุดคงไม่ลืมว่าสุขทุกข์อยู่ที่จิต ถ้าเป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว ก็ยังมีเจ็บเพราะว่ายังมีกาย แต่ไม่เดือดร้อนเลย

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่เริ่มมีความเข้าใจถูกก็จะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เท่านี้ยังไม่พอ แล้วก็เป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งมีลักษณะจริงๆ อย่างหนึ่งคือความรู้สึกเจ็บที่กาย เมื่อมีกายก็ต้องมีเหตุที่ทำให้เกิดสุขบ้างทุกข์บ้างอย่างหนึ่งอย่างใด วันนี้คงยังไม่ถึงเวลาที่เป็นทุกข์ แต่ใครจะรู้ว่าต่อไปใครหรืออะไรจะเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์เมื่อไร เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ จะเดือดร้อนไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย อย่างที่ท่านใช้คำว่าหาทุกข์ใส่ตัว จริงๆ แล้วก็ทุกข์อยู่แล้วก็ยังไปหาเพิ่มอีก ก็เป็นผู้ที่ไม่ฉลาดเลย แต่ว่าเมื่อมีปัญญาก็จะสามารถเข้าใจตามความเป็นจริง ค่อยๆ รู้ว่าชีวิตชั่วคราวแต่ละขณะ แล้วแต่ว่าจะสุขทุกข์จะเห็นหรือได้ยิน ก็เพียงเกิดมาเพื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็หมดไป แล้วก็สะสมไป ดีหรือชั่วหลังจากที่เห็นแล้วได้ยินแล้ว แล้วก็เกิดมาเป็นคนนี้อย่างนี้พอใจหรือยัง พอใจที่มีอกุศลหรือยัง พอใจที่มีอกุศลมากๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ ถ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไรไม่เดือดร้อน แต่ลืมว่าจากโลกนี้ไปง่ายมากเร็วมาก แล้วก็ไม่รู้สึกตัวด้วย

    เพราะฉะนั้นการที่จะไปทางไหน จะไปสู่โลกที่มีความสุขสำราญ หรือโลกที่ทุกข์ทรมานก็เลือกไม่ได้ แต่ทั้งสองโลกก็ชั่วคราว เพราะคำว่า โลกหรือโลกะ มีความหมายที่แท้จริงว่า "เกิด-ดับ" สิ่งที่เกิดแล้วต้องดับ สิ่งที่เกิดแล้วไม่ดับไปไม่มีเลย และคำว่า "ดับ" นี้หมายความว่า "ไม่กลับมา" อีกด้วย เพราะฉะนั้นควรติดข้องในอะไร เพราะไม่มีอะไรสักอย่าง เหมือนติดข้องในสิ่งที่เลื่อนลอย ซึ่งไม่มีและไม่เหลือ แต่ก็เข้าใจว่ายังมีและยังเหลืออยู่ นี่ก็เป็นความไม่รู้ จนกว่าจะถึงเวลาที่ได้ฟังพระธรรม แล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นเป็นชีวิตจริงตามปกติ

    พูดถึงเรื่องกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ยาวและไม่จบ เป็นเรื่องที่จะต้องเข้าใจขึ้นเพราะว่าทุกคนมีกาย แต่ว่าการที่จะถึงกายานุปัสสนาสติปัฏฐานยังเป็นเพียงชื่อ และบางคนที่ได้ยิน ก็ไม่พิจารณาไตร่ตรอง คิดว่าฟังได้จำได้แล้ว แต่เข้าใจจริงๆ หรือไม่ เพราะเหตุว่ากายะคือที่ประชุม กล่าวคือที่กาย เป็นที่ประชุมของรูปที่ละเอียดมาก สามารถที่จะแตกย่อยออกไปเมื่อไรก็ได้ วันไหนก็ได้ ละเอียดยิบ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราคิดว่าแข็งมากอย่างเช่นภูเขา หรือเป็นเหล็กหรือเป็นอะไรที่ดูแข็ง ก็สามารถที่จะทำลายได้ แล้วกายเพียงเท่านี้ไม่มีหรือที่จะแตกย่อยได้ง่าย และโดยรวดเร็วด้วยเมื่อถึงเวลาที่จะเป็นอย่างนั้น แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลา ก็หลงเข้าใจว่ากายนี้มั่นคงและเป็นกายของเรา

    เพราะฉะนั้นปัญญาที่สามารถที่จะรู้ความจริงว่ากายเป็นที่ประชุมของรูปหลายรูปไม่ใช่รูปเดียว มีอ่อนแข็ง มีเย็นร้อน มีตึงไหวจริง และยังมีตา หู จมูก ลิ้นอีก เพื่อประโยชน์อะไร ใครต้องการบ้าง ใครต้องการลิ้น ใครต้องการจมูก ใครต้องการหู ใครต้องการตา ต้องการหรือไม่ต้องการเพราะความไม่รู้ก็มี มีเพื่ออะไร เช่นเพื่อต้องเห็น เลือกไม่ได้เลยว่าจะเห็นอะไร อยากเห็นสิ่งดีๆ น่าพอใจ เช่นดอกไม้สวยๆ รูปภาพ ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่บางครั้งก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะเลือกไม่ได้ แล้วแต่เหตุปัจจัย แล้วเพื่อต้องได้ยินเสียง อยากได้ยินเสียงอะไร เสียงที่ไม่พอใจก็คงไม่มีใครอยากได้ยิน แต่ก็ได้ยินตามเหตุตามปัจจัย

    เพราะฉะนั้นเกิดมาโดยเลือกไม่ได้ตั้งแต่เกิด และทุกขณะต่อไปในชีวิตก็เลือกไม่ได้ แล้วแต่เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น จึง "ต้อง" ทั้งนั้นเลย เพราะเหตุว่าเป็นธาตุหรือเป็นธรรม ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แม้ในขณะนี้มีแข็งกำลังปรากฏหรือไม่ รู้หรือไม่ว่าแข็งปรากฏเป็นของธรรมดา ทุกวันปรากฏแต่ไม่รู้

    เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ แข็งนั้นให้ความจริงได้ เพราะเป็นสิ่งที่มีจริง เกิดเป็นแข็งแล้วก็หมดไป ในขณะที่สามารถรู้เฉพาะแข็ง ก็จะค่อยๆ คลายความติดข้องว่าแข็งนั้นเป็นเรา แต่เพราะเหตุว่าปัญญาจากการฟังไม่พอ จึงไม่รู้ว่าเป็นเพียงแข็ง ในขณะที่สำหรับผู้ที่มีปัญญาที่ได้อบรมดีแล้ว แม้เพียงแข็ง ปัญญาก็สามารถดับกิเลสได้ เพราะเหตุว่ารู้ความจริงทีละเล็กทีละน้อยจากการที่มีการกระทบ จากที่มีแข็งปรากฏมาแล้วไม่รู้เลย แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมค่อยๆ เข้าใจขึ้น เริ่มมีแข็งปรากฏ และก็มากมายหลายขณะที่ไม่รู้ แต่บางขณะอาจมีการเริ่มรู้ในลักษณะนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงเพียงเท่านี้ แม้ว่าแข็งก็เกิดจึงปรากฏแล้วแข็งก็ดับ แต่ปัญญาไม่พอที่จะเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะแข็ง แม้แต่สภาพรู้อย่างเห็น ได้ยิน เป็นต้น ทุกอย่างเกิดแล้วดับเหมือนกันหมด

    เพราะฉะนั้นการที่ปัญญาจะอบรมจนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำว่าอนัตตาได้ ก็ต้องมาจากความเข้าใจในลักษณะของสิ่งที่มีจริงทีละอย่าง แต่ว่าไม่ใช่เป็นการที่รีบร้อนเร่งรัดด้วยความอยาก แต่ต้องเป็นปัญญาที่เริ่มรู้ในขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ และเริ่มมีการเข้าใจในสิ่งนั้นบ้างทีละเล็กที่ละน้อยจนกว่าจะเข้าใจขึ้น

    เพราะฉะนั้นการที่จะพูดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น ต้องพูดให้เข้าใจอย่างแท้จริงโดยละเอียด ถ้าเพียงกล่าวถึงก็เป็นเพียงชื่อ แต่ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าปัญญาไม่รู้อื่นเลย รู้เพียงสิ่งที่เป็นปกติในขณะนี้เท่านั้นและสิ่งนั้นไม่เปลี่ยนด้วย แต่เมื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้น จนสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งนั้น ซึ่งขณะที่สิ่งนั้นปรากฏตามความเป็นจริงกับปัญญาที่ได้อบรมแล้ว จะเป็นการรู้รอบเฉพาะแต่ละหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นปะปนเลย จึงจะเป็นความเห็นที่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าขณะใดก็ตาม เช่นขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏเมื่อเห็น ก็ยังไม่รู้ความเกิดขึ้นแล้วดับไปของเห็น เพราะฉะนั้นนานแสนนานกว่าจะรู้ได้ว่า สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ชั่วคราว จากการเริ่มฟังแล้วก็เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย แล้วแต่ว่าขณะนั้นสามารถที่จะรู้ว่าความจริงซึ่งไม่ใช่ขณะอื่นเลย แต่คือเดี๋ยวนี้เองเท่านั้น ก็ต้องอาศัยการฟังพระธรรม ฟังไปจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    เพราะฉะนั้น การบูชาสูงสุดต่อพระรัตนตรัย ไม่ใช่เพียงบูชาด้วยอามิส ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดว่าสามารถนำมาบูชาได้ แต่สิ่งที่เหนือกว่านั้นก็คือความดี และความเห็นถูกความเข้าใจถูกจากการที่ได้ฟังพระธรรม และค่อยๆ เข้าใจขึ้นจนกระทั่งเป็นคนดีขึ้น

    ผู้ฟัง เรียนถามคำว่าสภาพรู้กับอาการรู้ มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ มีธาตุรู้ก็ไม่รู้ว่ามีธาตุรู้ นี่คือความไม่รู้มากมายจริงๆ แม้รู้ได้ยากแต่สามารถค่อยๆ เข้าใจได้ ถ้าพูดถึงสิ่งที่ไม่รู้อะไรเลย เรารู้ได้ เช่นแข็งก็ไม่รู้อะไร เสียงก็ไม่รู้อะไร หวานเปรี้ยวเผ็ดเค็มก็ไม่รู้อะไร เย็นร้อนอ่อนแข็งก็ไม่รู้อะไร นอกจากอ่อน แข็ง เสียง กลิ่น รส อย่างอื่นมีอีกไหม ก็ต้องมี เช่นเห็นมี ได้ยินมี ฯลฯ แม้เห็นมีก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นอวิชชามากมายสักเพียงใด จึงต้องฟังเพื่อจะค่อยๆ รู้ว่า เห็นที่มีเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรา เห็นมีจริงและไม่ใช่เราแน่นอน เพราะเหตุว่าเกิดแล้วดับแล้ว หมดไปแล้ว ไม่กลับมาอีก

    การฟังธรรมต้องฟังประกอบกัน ด้วยการไตร่ตรองมากๆ จนกระทั่งความรู้ค่อยๆ ละความไม่รู้ เพราะความไม่รู้มีมากเหลือเกิน เช่นถ้าถามว่า "เห็น" มีใช่ไหม แต่ยังไม่รู้จัก ทั้งๆ ที่กำลังเห็น ว่าเห็นไม่ใช่เสียง เสียงยังพอรู้ แต่เห็นไม่เคยรู้เลย เพราะไม่ชินต่อการที่รู้ว่าตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่มีธาตุรู้หรือสภาพรู้ จะไม่มีโลกปรากฏเลย อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นฟังไปก่อน ค่อยๆ ไตร่ตรองว่า "เห็น" มี ซึ่งต่างกับ "สิ่งที่ปรากฏให้เห็น" ทั้งสองอย่างนี้ทำให้สับสนงุนงงมาก เพราะถามว่าเห็นอะไร ก็ตอบว่าเห็นคนเห็นต้นไม้ ซึ่งเป็นคำตอบที่ตอบง่าย แต่ถ้าบอกว่าเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เริ่มเห็นความต่างแล้วใช่ไหม เพราะพูดถึงความจริงแท้ ไม่ต้องเรียกอะไรเลย แทบจะกล่าวได้ว่าไม่ต้องคิดมาก แต่ความจริงถ้าไม่ไตร่ตรองก็ไม่เข้าใจ เพราะเหตุว่าสิ่งที่มีจริงขณะนี้ในขณะที่เห็น จากการที่เคยเห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ค่อยๆ เห็นถูกว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้

    ถ้าพูดสองคำว่า "เห็นคน" กับ "เห็นสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้" อะไรจริงและถูกต้อง ถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นจะเป็นคนได้ไหม ก็เป็นคนไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นต้องมีสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็น และกว่าจะเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏนั่นหมายความว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สิ่งที่เคยจำไว้อย่างมั่นคงว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เป็นเพียงสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ใครด้วย และเกิดขึ้นปรากฏแล้วก็หมดไป

    เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจธรรม ไม่ใช่เข้าใจเพียงคำเดียว แต่ว่าสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งนั้นต้องมีคำหลายคำที่ทำให้ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ไตร่ตรอง และเป็นผู้ตรงว่ายังไม่รู้จัก "เห็น" ทั้งๆ ที่กำลังเห็น จะเห็นใครได้ในเมื่อเห็นเกิด กำลังเห็น ยังไม่รู้จักเห็นเลย เพราะฉะนั้นความจริงไม่ใช่การเห็นคนนั้นคนนี้ เพราะเหตุว่าเห็นทุกครั้งต้องเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ถ้าเป็นผู้ที่ตรงและมั่นคงจะรู้ว่า ความจริงนี้เป็นปัญญาที่สามารถจะค่อยๆ อบรม จนละความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ยากไหม นานไหม แต่เป็นความจริง

    เพราะฉะนั้นกว่าทุกคนจะเป็นผู้ที่ตรงและมั่นคงต่อความจริงได้ ต้องเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์อย่างแท้จริงว่า นานแสนนานธรรมก็เป็นอย่างนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย และยาวนานเหลือเกินกว่าจะมีผู้ที่สามารถบอกให้รู้ให้เข้าใจได้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการได้ยินได้ฟังธรรมก็ต้องใช้เวลายาวนานมาก กว่าจะเริ่มเข้าใจถูกจากการที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย

    เพราะฉะนั้น ความอดทนเป็นบารมี มีสัจจะความจริงใจในความเป็นผู้ตรงว่า ขณะนี้รู้หรือไม่รู้ ก็ต้องเป็นความจริง อธิษฐานและมั่นคงว่าปัญญาไม่ใช่หมายความว่าไปทำอะไรขึ้นมาแล้วคิดว่ารู้ แต่แม้สิ่งที่มีจริงอย่างนี้ ยังไม่รู้ จะเป็นปัญญาได้อย่างไร

    ถ้าเป็นปัญญาจริงๆ หมายความว่าเริ่มเข้าใจและเห็นถูกต้องในสิ่งที่มีจริง เมื่อนั้นจึงเป็นปัญญา ตั้งแต่ขั้นฟัง รู้และเข้าใจว่าขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแน่นอน และขณะนี้ธาตุที่เห็นก็เป็นธาตุรู้ ใช้คำว่า "จิต" ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน ไม่มีรักและชังเลย เพียงเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไปเท่านั้น แต่ในขณะที่เห็นเกิดขึ้นต้องมีธาตุที่เกิดกับจิตคือเจตสิกซึ่งมีอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท แต่ขณะนี้ไม่ปรากฏเลย เพียงฟังเพื่อให้รู้ความเป็นอนัตตาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยที่สมควรที่จะให้สิ่งนั้นเกิด จึงไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมหลากหลายมาก เพื่อให้สัตว์โลกสามารถเข้าใจได้ และกว่าจะเข้าใจว่าอาการรู้ สภาพรู้ที่กำลังมีในขณะนี้ ก็คือเห็นธรรมดาอย่างนี้เอง

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    24 ม.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ