ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๒๘
สนทนาธรรม ที่ เชตวัน รีสอร์ท จ.นครปฐม
วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ผู้ฟัง คำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ที่พึ่งที่ระลึก หรือสรณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า เป็นสรณะ ความหมายจริงๆ คืออย่างไร
ท่านอาจารย์ คำว่า ที่พึ่ง เป็นสิ่งที่สำคัญ คิดว่าเกิดมาแล้วไม่ต้องพึ่งอะไรที่จะมีชีวิตอยู่ได้เลยหรือ เราพึ่งตั้งแต่พึ่งคุณพ่อคุณแม่ เพื่อนฝูง มิตรสหาย ครูบาอาจารย์ ใช่หรือไม่ นั่นคือพึ่งให้เราเพียงมีชีวิตอยู่ในโลก แต่ยังไม่ใช่ที่พึ่งที่เเท้จริงที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจความจริง เพราะถึงแม้ว่าเราจะพึ่งใครมามากในสังสารวัฏฏ์ แต่ถ้าคนนั้นไม่สามารถที่จะทำให้เราได้พึ่งคือ ความเข้าใจถูกความเห็นถูกในสิ่งที่มีตลอดทุกชาติในสังสารวัฏฏ์คือความไม่รู้ และการไม่มีที่พึ่งอยู่นั่นเอง
ถ้าใช้คำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ หมายความว่าเรารู้จักความหมายของคำว่า พุทธะ จึงได้ขอถึงพุทธะ ปัญญาที่ตรัสรู้ความจริงเป็นที่พึ่ง ไม่ขอถึงอย่างอื่นเป็นที่พึ่ง เพราะเหตุว่าอย่างอื่นไม่ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจความจริง ซึ่งจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงได้ เพราะฉะนั้น เกิดมาแล้วจากโลกนี้ไป ไม่ว่าจะพึ่งข้าวปลาอาหาร พึ่งผู้คน พึ่งครูบาอาจารย์ พึ่งอะไรก็แล้วแต่นั้นไม่ทำให้เราถึงการที่จะได้หมดกิเลสและความไม่รู้ แม้แต่การที่เรามีกิเลสก็ไม่รู้ แม้ว่าเต็มไปด้วยความไม่รู้ก็ไม่รู้ มืดจริงๆ
ดังนั้นถ้าได้ยินคำว่า พุทธะ ก็ต้องเป็นที่อัศจรรย์ว่าเป็นผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความจริงถึงที่สุดได้ เพราะฉะนั้น เราจะถึงใครเป็นที่พึ่งนอกจากบุคคลนั้น การที่จะพึ่งบุคคลที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะมีปัญญาเห็นประโยชน์ว่า การเกิดมาในโลกนี้ที่พึ่งที่แท้จริง ตราบใดที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรมก็พึ่งได้เพียงชั่วคราวไม่ตลอดไป เพราะที่พึ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป หมดไปและไม่ทำให้เข้าใจความจริงในขณะนี้ได้
เพราะฉะนั้น พึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ พึ่งให้เราสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ได้ถูกต้อง ที่พึ่งที่ประเสริฐสุดไม่ใช่อื่นนอกจากปัญญา ถ้าใครสามารถทำให้ปัญญาเกิดขึ้นรู้ความจริง เข้าใจถูกก็พึ่งสิ่งนั้นได้
อ.วิชัย พระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึงว่า ให้มีตนเป็นที่พึ่ง หรือ มีธรรมเป็นที่พึ่ง
ท่านอาจารย์ ไม่ลืมว่า แม้ประโยคนี้พึ่งใคร ใครเป็นผู้กล่าวประโยคนี้
อ.วิชัย ต้องเป็นพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น แม้แต่ได้ยินคำนี้ก็เพราะพึ่งพระปัญญาที่ตรัสคำนี้ให้รู้ว่า ตนในที่นี้ หมายความถึงแต่ละบุคคลคือ สภาพธรรมซึ่งเกิดดับสืบต่อมาไม่สามารถที่จะแลกเปลี่ยนกันได้เลย สภาพธรรมใดเกิดดับแล้วเป็นสภาพธรรมที่เกิดสืบต่อจนถึง ณ วันนี้ ชื่อว่าตน ไม่ใช่คนอื่น โดยมีความหมาย ๒ อย่าง ตนหมายความถึงไม่ใช่คนอื่น แต่ต้องเข้าใจว่า ตนคืออะไรด้วย ไม่ใช่กล่าวทิ้งไปเฉยๆ พูดแล้วก็ทิ้งไปๆ แต่ว่าทุกคำที่ได้ยินนั้นสามารถที่จะเข้าใจเพิ่มขึ้นได้
เวลานี้เข้าใจแล้วว่า ตน ต้องหมายความถึงสิ่งที่มีที่นี่ ไม่ใช่ที่อื่น เห็นที่ตรงนี้ดับไปแล้วคิดต่อจากเห็นก็ตรงนี้เอง ไม่ใช่เห็นอื่นมาใหม่ สืบต่อกันอย่างนี้ที่เป็นภายในก็ชื่อว่าตน เพราะฉะนั้น การที่เราจะเข้าใจแม้แต่ว่าแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดดับสืบต่อก็คือ แต่ละตน แต่ตนที่นี่ไม่ใช่อื่น "ตน" หมายความว่า สิ่งที่เกิดนั้นดับไม่เที่ยงด้วย ทุกคำต้องสอดคล้องกัน ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย มี แต่ไม่รู้ความจริงซึ่งแลกเปลี่ยนกันไม่ได้ด้วย คนนี้จะไปแลกเปลี่ยนจิตใจเเละความคิดกับคนนั้นไม่ได้เลย
ดังนั้น "ตน" ที่นี่หมายความถึงเฉพาะภายในแต่ละหนึ่ง จะพึ่งใคร แม้ว่าพึ่งคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แต่ถ้าไม่เข้าใจเลยจะชื่อว่าพึ่งคำสอนได้หรือไม่
อ.วิชัย ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่สามารถมีธรรมเป็นที่พึ่งได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น "ตน" ที่นี่หมายความว่า อาศัยคนอื่นทำให้เราหมดกิเลสไม่ได้ ต้องเป็นปัญญาที่อบรมเจริญเฉพาะตนๆ แต่ละคน
อ.อรรณพ ครั้งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพานทรงแสดงว่า ให้มีตนเป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง แล้วพระองค์ยังขยายไปอีกว่า อย่างไรจึงจะมีตนเป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง พระองค์ท่านตรัสต่อไปว่า มีธรรมเป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง และยังขยายว่า มีธรรมเป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง คืออย่างไร ก็คือ มีกาย เวทนา จิต ธรรม การระลึกที่กาย เวทนา จิต ธรรม คือสติปัฏฐานนั่นเอง กราบเรียนถามว่า สติปัฏฐานเป็นที่พึ่งอย่างไร
ท่านอาจารย์ เข้าใจไปไกลมากเลย แต่ว่าเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้หรือไม่ ถ้าเข้าใจสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ก็เข้าใจคำที่พูด ถูกต้องหรือไม่ ส่วนใหญ่มีคำในพระไตรปิฎกที่เราอ่านเเล้วอยากเข้าใจนั่นบ้างนี่บ้างมากมายเหลือเกิน เหมือนกับว่าเราต้องไปรู้ทั่วหมด คำนี้ว่าอย่างไร คำนั้นว่าอย่างไร สติปัฏฐานคืออะไร เป็นที่พึ่งอย่างไร แต่ทั้งหมดก็คือเข้าใจสิ่งที่กำลังมีขณะนี้หรือยัง แล้วเข้าใจสิ่งที่กำลังมีขณะนี้หรือไม่
เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงทั้งหมดไม่ว่าสติปัฏฐาน หรือว่ามีตนเป็นที่พึ่ง หรือจะมีข้อความอะไรก็ตามแต่ เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ถ้าเราทิ้งจุดนี้คือเราไม่รู้จุดประสงค์ของการศึกษา เราก็จะติดตามเรื่องราวไปหมดเลย แต่เรื่องราวทั้งหมดทุกคำเพื่อนำมาสู่ความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ซึ่งทั้งหมดก็คือเดี๋ยวนี้ ที่ฟังมานานแล้วเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้หรือยัง เข้าใจจริงๆ หรือไม่ หรือว่ายังแสวงหาชื่อกับเรื่องอื่นไปอีกมากมายโดยที่ขณะนี้เป็นอะไร แม้แต่คำว่าสติ สติรู้อะไร สติคืออะไร กาย เวทนา จิต ธรรม คืออะไร
ดังนั้นเราคงจะไม่ต้องข้ามไป แต่ให้ทราบจริงๆ ว่าจุดประสงค์ของการฟังทั้งหมด เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เดี๋ยวนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ตอบได้แต่ไม่รู้ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คือ ฟังแล้วเพียงตอบได้ แต่ว่าตามความเป็นจริงนั้นไม่พอเลย รู้ความจริงจริงๆ ว่า ไม่ว่าพูดถึงเรื่องอะไร ทรงแสดงสิ่งนั้นอย่างละเอียด ให้เริ่มเข้าใจเพื่อจะเป็นสติปัฏฐาน เพราะว่าสติสามารถที่จะเกิดและรู้ความจริงจากการที่ได้ฟัง จนกระทั่งมีความเข้าใจแล้วละคลาย
เรื่องของ "เห็น" น่าพูดถึงหรือไม่ หรือจะพูดสติปัฏฐาน ในขณะที่กำลังเห็นควรเข้าใจอะไร คิดดู กำลังเห็นควรเข้าใจอะไร จะคิดถึงสติ หรือว่าจะคิดถึงสติปัฏฐาน หรือว่าเห็นเดี๋ยวนี้มีอะไรที่มีจริงๆ ในขณะนี้ และรู้จักเห็นจริงๆ เดี๋ยวนี้หรือไม่ เช่น เห็นเดี๋ยวนี้ ทุกคนกำลังเห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ค่อยๆ เข้าใจเพื่อที่จะรู้ว่าเราอยู่ไหน ในเมื่อพูดถึงเห็นต้องเป็นเห็น พูดถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ต้องเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ยังจะมีเราไปอยู่ตรงนั้นอีกหรือ
นี่คือความสำคัญที่จะต้องมีความมั่นคงว่าพูดถึงอะไรก็ขอให้เข้าใจสิ่งนั้น เช่น พูดถึงเห็น ไม่ได้พูดถึงใครเลย ตามด ตาเรา หรือตายุง ตาทั้งนั้นเลยใช่หรือไม่ จะไปคิดถึงรูปร่างและก็มีคำว่า ตามดเล็กเพียงใด เป็นอย่างไร อยู่ข้างนอก มีขนตา มีเปลือกตาหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะคิดถึง แต่ว่าให้เข้าใจความจริงว่าเห็นเดี๋ยวนี้ เกิดเห็นเพราะอะไร นี่คือการที่จะเริ่มค่อยๆ เข้าใจธรรม ไม่ต้องไปคิดถึงสติปัฏฐานหรืออะไรทั้งสิ้น ตราบใดที่ยังไม่มีความเข้าใจขึ้นๆ ในสิ่งซึ่งคิดเองไม่ได้เลย แต่ว่าทรงแสดงไว้โดยละเอียดว่า ถ้าพูดถึงอะไรก็กำลังพูดถึงสิ่งนั้น ไม่ต้องคิดถึงสิ่งอื่น เข้าใจสิ่งที่กำลังพูด เช่น เห็น แล้วพูดถึงตา เพียงเท่านี้ ตาเห็นหรือไม่ ไม่ใช่ตอบเล่นๆ ทุกวันๆ ก็ถามกันอย่างนี้ แต่ให้เข้าใจว่าตามี แต่ตาไม่เห็น
เพราะฉะนั้น เห็นขณะนี้ไม่ใช่ตา แต่ถ้าไม่มีตาก็ไม่เห็น แล้วตาอยู่ไหน นี่คือสิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจความเป็นอนัตตา โดยที่ว่ากว่าจะมีกำลังที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏได้ ไม่ใช่ว่าเป็นเราเพียร หรือว่ามีกำลังขึ้นจากความเพียร แต่ต้องเป็นความเข้าใจละเอียดขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ได้ว่าเพราะอย่างนี้ ตาจึงไม่ใช่เรา และสิ่งที่ปรากฏจึงไม่ใช่เรา เรื่องสติปัฏฐานยังไม่ต้องพูดเลย ขอให้มีความเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ถ้ามีความเข้าใจแล้วในขณะที่เข้าใจขณะนั้นมีสติ แต่ไม่ได้แสดงเลยว่าเป็นสติ เพราะว่ามีธรรมทั้งหมดมากมาย พูดทีละอย่าง ถ้าพูดถึงตา ยังไม่ได้พูดถึงสติ ถ้าพูดถึงเห็น ก็ยังไม่ได้พูดถึงสติ แล้วตาจริงๆ อยู่ไหน รูปร่างอย่างไร
ถ้าตาที่เป็นเหตุให้จิตเห็นเกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่ใครมองเห็นได้ว่าเป็นรูปร่างอย่างนี้ ตาบางตากลมมากเลย ตาชะนี ตาปลา ไม่เห็นเหมือนกันเลยใช่หรือไม่ แต่ถึงจะรูปร่างต่างกันอย่างไรก็ไม่ใช่จักขุปสาท รูปที่สามารถจะให้สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้กระทบ เป็นรูปเดียวที่มีจริงๆ และคำถามว่าตาอยู่ที่ไหน ลองคิดคำตอบ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจว่าไม่ใช่เราและไม่ใช่ของเรา เพียงตาอย่างเดียวในพระไตรปิฎกได้แสดงไว้มากเพื่อให้รู้ว่ามีจริงๆ แต่ไม่ใช่ของใคร แล้วถ้าไม่มีตา จิตเห็นก็เกิดไม่ได้
ดังนั้น ค่อยๆ นำไปสู่การเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครไปดลบันดาล ไปเลือก ไปทำได้เลย แล้วจะเห็นได้ว่าแม้ความเพียรก็ไม่มีใครไปทำได้ แต่อาศัยความเข้าใจทุกอย่างเพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เรามีตากับเห็น แล้วตาก็ไม่เห็น แต่ถ้าไม่มีตาก็ไม่เห็นเหมือนกัน
เพราะฉะนั้น ตาเป็นตา เห็นเป็นเห็น แต่มีคำถามเวลานี้ว่า ตาอยู่ไหน ตรงทีเดียว ยังไม่ต้องอาศัยคำอื่นอีกด้วย เพียงคำสองสามคำที่ได้ยิน ตาอยู่ที่ไหน ยังไม่ได้ยินคำว่า มหาภูตรูป ยังไม่ได้พูดถึงอะไรเลยทั้งสิ้น แล้วตาอยู่ไหน อยู่ที่กลางลูกตาใช่หรือไม่ ก็มองไม่เห็นอีก ซึ่งความจริงเราไม่รู้แน่ๆ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม ถ้าจะรู้ว่าตาอยู่ที่ไหน จิตเห็นตรงไหน ตรงนั้นคือตา ชัดเจนหรือไม่ ไม่ต้องไปพูดถึงมหาภูตรูป ไม่ต้องพูดถึงตางู ตาปลา ตาคน ตาเทพ จักขุวิญญาณเกิดที่จักขุปสาทโดยจะตรงกับข้อความที่ว่า จิตเห็น จักขุวิญญาณเกิดที่จักขุปสาท ไม่ต้องมีคำอะไรเลย ชัดเจน แล้วในขณะนั้นก็ไม่มีอื่นด้วย เราจะไปคิดถึงผม แขน ขา เท้า โลก ที่นั่ง ที่นอนอะไรไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพราะตรงนั้นเป็นที่จิตเห็นเกิดและดับ เร็วขนาดนั้น เพียงอาศัยระลึก คิดดู ทุกคำต้องตรงกันที่จะนำไปสู่ว่า คำนั้นมีความหมายถึงกับไม่ติดข้องในนิมิตอนุพยัญชนะ เพราะเหตุว่าสามารถที่จะมีความเห็นถูกในแต่ละหนึ่ง
ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ว่าเราอ่านพระไตรปิฎก แต่ว่าถ้าไม่ศึกษาเเล้วเราเข้าใจเองนั่นคือเข้าใจไม่ถูกแล้วคิดไม่ถึงด้วย แต่ข้อความของท่านสอดคล้องกันหมด ตาอยู่ที่ไหน จิตเห็นอยู่ตรงไหน ตาอยู่ตรงนั้น เพราะว่าจิตเห็นต้องเกิดที่จักขุปสาทซึ่งเป็นที่เกิดของจิต ใช้คำว่า จักขุวัตถุ
เพราะฉะนั้น จิตจะเกิดนอกรูปไม่ได้เลย แต่น่าอัศจรรย์ว่าจิตเห็นขณะนี้เกิดที่จักขุปสาท ไม่ได้เกิดที่หทยรูป หรือที่จิตอื่นๆ เกิด แต่เฉพาะจิตนี้เกิดที่จักขุปสาท ดังนั้นก็หาที่เกิดของจิตได้และรู้ด้วยว่าตาอยู่ที่ไหน เพื่อที่จะรู้ว่าไม่มีเราในขณะที่เห็น และถ้าได้ยินคำว่า อายตนะ ขณะนั้นมีทั้งจักขุปสาทที่ยังไม่ดับ มีทั้งสิ่งที่กระทบจักขุปสาท มีทั้งจิต มีทั้งเจตสิก ทั้งหมดที่ประชุมรวมกันตรงนั้น ต้องมี ขาดไม่ได้เลย ขาดจักขุปสาทไม่ได้ จักขุปสาทจะดับไปก่อนไม่ได้ ขาดสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นซึ่งยังไม่ดับไม่ได้ ขาดจิตพร้อมกับเจตสิกซึ่งเกิดและยังไม่ดับไม่ได้ ก็คือ อายตนะทั้งหมด
เราได้ยินคำว่าอายตนะ เราอาจจะไปคิดถึงคำแปลและที่อื่น พระผู้มีพระภาคตรัสด้วยภาษามคธี ชาวมคธีเข้าใจได้ว่าเป็นที่ประชุม ที่ต่อ เป็นบ่อเกิดของเห็นขณะนี้ ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ ไม่ว่าภาษาบาลีหรือภาษาไทยก็เหมือนกัน คือในขณะนี้เองชั่วขณะเห็น เป็นอายตนะทั้งหมดของธรรมที่มีอยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมคือเพื่อเข้าใจ และในขณะที่เข้าใจก็ไม่ใช่เรา ทั้งโสภณเจตสิก ศรัทธา สติ วิริยะ สมาธิ ปัญญา เกิดแล้วทั้งนั้นพร้อมกับจิตที่เข้าใจความจริงขณะนั้น ไม่ต้องใช้คำว่า สติปัฏฐาน หรือสงสัยว่าแล้วเป็นสติปัฏฐานหรือยัง นั่นคือ รู้เกิน คิดเกินจากที่เข้าใจ
เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจขึ้นๆ จะนำไปสู่การไม่สงสัยและการเข้าใจคำที่ได้ยิน
ผู้ฟัง การศึกษาธรรม มีธรรมใดที่เจริญแล้วจะไม่หันหลังให้พระสัทธรรม
ท่านอาจารย์ ปัญญา ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง แม้แต่คำที่พูดว่า ตา หมายความถึงสิ่งที่มีจริง ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่มี ใครก็มองไม่เห็น พูดถึงสิ่งนั้นจริงๆ และไม่ใช่ของใครด้วย แล้วเราจะพูดถึงตาต่อไปอีกก็ได้ อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดตา เห็นหรือไม่ว่ามีเรื่องอีกยาวที่จะแสดงให้เห็นความไม่ใช่ตัวตน แต่เราข้าม เรามีแต่ชื่อและไม่ได้รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วการที่เราเริ่มเข้าใจชัดๆ แม้ในขั้นการฟังให้ถูกต้อง จะนำไปสู่การไม่สับสนและเป็นการรู้จริงๆ ทีละเล็กทีละน้อยด้วย กำลังพูดถึงตาแล้วไปเข้าใจหูหรือไม่ ตาก็ตา ตาเป็นเราหรือไม่
ตอนนี้คงไม่ต้องถาม ตาเป็นตาแน่ๆ ตาจะเป็นเราไม่ได้ คือถ้ารู้จริงทุกอย่างหมายความว่า จะละการยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นตัวตน แต่เวลานี้ยังไม่ได้รู้จริงๆ เลย เพียงแต่ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง ลองเปรียบเทียบระดับขั้นของปัญญา เพียงฟังเเล้วรู้อย่างนี้ยังไม่จริงใช่หรือไม่ แล้วถ้ารู้จริงอย่างนั้นจะละการยึดถือว่าเป็นตัวตนหรือไม่ ขั้นประจักษ์แจ้งก็ต้องชัดเจนกว่านี้อีก ดังนั้นจุดประสงค์คือเพื่อเห็นถูก เพื่อเข้าใจถูก เพื่อรู้ความจริงและรู้จริงๆ ด้วย
ผู้ฟัง ตาคือจักขุ ใช่หรือไม่ ไม่ไปถึงจักขุปสาท
ท่านอาจารย์ คือเราพูดภาษาไทยแล้วเราก็พูดภาษาบาลี เช่น เราพูดถึงคำว่าตา และบอกว่าภาษาบาลีใช้คำว่าจักขุ ภาษาสันสกฤตก็จักษุ แล้วคืออะไร เห็นหรือไม่ว่ามีคำจริง แต่คืออะไร เราไปเขียนรูปตาที่ไหนก็ได้ บนกระดานดำ ที่ไหนๆ ก็ได้ เราก็บอกว่านั่นตา แต่ความจริงถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง นั่นตาหรือไม่ หรือว่าตาคืออะไร หมายความถึงอะไร ไม่ใช่หมายความเพียงรูปร่างที่เรามองเห็น แต่หมายความถึงตัวสิ่งหนึ่งที่มีจริงๆ และเพราะสิ่งนั้นเองจึงทำให้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาปรากฏได้ว่า มีจริงๆ อย่างนี้ เดี๋ยวนี้มีจริง ห้องนี้มีอย่างนี้ มีดอกไม้ มีอะไรต่างๆ เหล่านี้ปรากฏเมื่อธาตุรู้คือ จิตเห็นเกิดขึ้น คือสิ่งที่เราจะต้องแยกลักษณะของสิ่งที่มีจริง โต๊ะ เก้าอี้ ดอกไม้ โต๊ะไม่เห็นดอกไม้เลย ดอกไม้ก็ไม่เห็นโต๊ะ ซึ่งถ้ามีเพียงจักขุปสาทเเต่ไม่มีธาตุรู้ก็ไม่เห็น
อย่างเช่น ขณะที่เรานอนหลับสนิท เราก็มีตาแต่ไม่เห็น เห็นไม่เกิด แต่ที่เราใช้คำว่าตื่น มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพราะฉะนั้น เป็นลักษณะของธาตุรู้คือ จิต ซึ่งเกิดขึ้นทำหน้าที่หลากหลายตั้งแต่เกิดจนตาย แม้แต่หลับก็มีจิตที่กำลังเกิดทำหน้าที่ของจิตนั้น ตื่นก็เป็นจิตอีก แต่ไม่ได้ทำหน้าที่หลับ ทำหน้าที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง ดังนั้นคือจิตทั้งหมด แต่จิตก็เกิดเองไม่ได้ เช่น จิตเห็น ถ้าไม่มีตาหรือเราจะใช้คำว่าจักขุปสาท เพราะเราไม่ได้หมายความเพียงชื่อหรือคำ แต่หมายความถึงรูปพิเศษ ลักษณะต่างจากรูปอื่นหมดเลย รูปนี้กระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ เหมือนหูไม่ใช่ใบหู ไม่ใช่ช่องในรูหู แต่ว่าเป็นรูปพิเศษลักษณะหนึ่งที่สามารถกระทบเสียง มองไม่เห็น สิ่งต่างๆ เหล่านี้มองไม่เห็นเลย มีสิ่งเดียวที่เห็นได้คือสิ่งที่กำลังปรากฏ
ในบรรดาธรรมทั้งหมด ไม่ว่าจิต เจตสิก โลภ โกรธ มานะ หรืออะไรทั้งหมด มองไม่เห็นเลยอยู่ในความมืดทั้งหมด มีสิ่งเดียวที่ปรากฏไม่ว่าในโลกไหน เมื่อใด ชาติใด ภพใด สิ่งที่สามารถจะปรากฏให้เห็นมีจริงๆ แต่ต้องมีจิตเห็น ถ้าจิตเห็นไม่เกิด สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ก็ไม่มี
เพราะฉะนั้น จิตเห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏ และไม่ใช่ตาด้วย ๓ อย่างมีจริงๆ แล้วไม่ใช่ใครด้วย เกิดดับอยู่ทุกขณะ แล้วเราจะไปพูดถึงสติปัฏฐานโดยที่เราไม่เข้าใจ ลืมสติปัฏฐานไปก่อนเลย ขอให้เข้าใจขึ้นๆ เพื่อที่จะละคลายการยึดถือความไม่รู้ และเพราะไม่รู้จึงเข้าใจว่า เป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ความจริงแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง ตาเป็นตา ตาไม่รู้เรื่องเห็นเลย และสิ่งที่กระทบตาได้เมื่อกระทบแล้วก็ดับไป แต่จิตเห็นเกิดขึ้นก่อนที่สิ่งนั้นจะดับ
นี่คือพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เช่นนั้นไม่รู้เลยว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ที่กล่าวเมื่อสักครู่นี้คือถึงอะไร ถึงพระปัญญาคุณ คือพุทธะเป็นที่พึ่งที่ทำให้เราได้ยินได้ฟัง ได้เริ่มเข้าใจแม้ทีละเล็กทีละน้อยก็ยังดีกว่าเกิดมาแล้วไม่เข้าใจอะไรเลย ชาติก่อนเข้าใจเพียงใด ชาติหน้าจะเข้าใจมากน้อยเพียงใด สำคัญอยู่ที่ชาตินี้ เดี๋ยวนี้สะสมความเข้าใจถูกและเป็นความจริงซึ่งใครก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะว่าจริงๆ แล้วไม่มีใครเห็นตา เห็นแต่สิ่งที่ปรากฏ เพราะตาเป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตา สีสันวัณณะ หูก็เป็นรูปพิเศษที่สามารถกระทบเสียง ถ้าคนหูหนวกเพราะกรรมไม่ทำปัจจัยให้รูปนี้เกิดที่จะกระทบกับเสียง จิตได้ยินก็เกิดไม่ได้
ดังนั้น ชีวิตดำรงอยู่ตามปัจจัยแต่ละอย่างที่ทำให้เกิดแล้วดับไป เล็กน้อยสั้นมากและเร็วด้วย หมดแล้วทุกขณะ นี่คือ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ นำไปสู่ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ มีธรรมเป็นที่พึ่ง สำหรับฟังเท่านั้นหรือ ไม่ใช่เลย ใช่หรือไม่ พึ่งที่จะอบรมเจริญปัญญาเพื่อรู้ความจริง ไม่เช่นนั้นจะมีธรรมเป็นที่พึ่งอย่างไร ไม่ใช่พึ่งเพียงแค่กราบไหว้ แต่พึ่งเพื่อที่จะได้เข้าใจขึ้นๆ ในสิ่งที่มีจริง เพราะว่าก่อนนั้นไม่เคยได้ยินได้ฟังแล้วจะไปพึ่งได้อย่างไร ฟังแล้วไม่เข้าใจจะพึ่งได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น พึ่ง เมื่อเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง เมื่อเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังแล้วเพิ่มขึ้นๆ นำไปสู่การดับกิเลส สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ มิฉะนั้นการพึ่งก็ไม่มีจุดประสงค์ พึ่งทำไม แต่พึ่งเพื่อรู้ความจริง เพื่อละกิเลสถึงความเป็นพระอริยบุคคล ซึ่งไม่มีทางจะเป็นไปได้ถ้าไม่มีการเข้าใจธรรม
แต่ละคำต้องละเอียด ตั้งแต่ตาอยู่ที่ไหน ตอนนี้ไม่สงสัยเลยใช่หรือไม่ ขณะที่กำลังเห็น ขณะนั้นถ้าไม่มีตา จิตเห็นก็เกิดไม่ได้ จิตเห็นเกิดที่ไหน ตาอยู่ที่นั่น ไม่ต้องเป็นตานก ตาปลาอีกต่อไป เห็น พูดถึงเห็นเกิดที่ไหนก็มีตาอยู่ที่นั่นและจิตที่เห็นก็เกิดที่จักขุปสาท
ดังนั้นมีความชัดเจนว่า เราไม่ได้พูดถึงจักขุที่เป็นมังสจักขุคือ เนื้อที่ประกอบกันแล้วเป็นตาดำตาขาว ถ้าไม่มีเนื้อก็ไม่มีตาดำตาขาว เป็นมังสจักษุ แต่เราพูดถึงจักขุปสาท ไม่ได้พูดถึงตัวตาซึ่งเป็นเนื้อก้อนหนึ่ง และมีจักขุปสาทอยู่ตรงกลางซึ่งมองไม่เห็น และตัวตาเนื้อที่เราเรียกรวมว่า มังสจักษุ ถูกต้องได้หรือไม่ ถูกต้องได้แต่อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน นี่คือความละเอียดอย่างยิ่งของธรรม
ถ้าใครเผินคือไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมแต่คิดว่ากำลังศึกษาธรรม แต่ศึกษาธรรมคือ เข้าใจสิ่งที่กำลังมีแต่ละคำ จนกว่าละเอียดแล้วเห็นว่าไม่ใช่เราแน่นอน แม้ในขั้นการฟัง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
