ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
ตอนที่ ๑๘๓๖
สนทนาธรรม ที่ นฤตยะ รีสอร์ท จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นอยู่ที่ไหน แต่มีปัจจัยให้เกิดอีก เกิดอีก เกิดอีก สืบต่อกัน จนกว่าจะละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน
อ.คำปั่น ประโยชน์จริงๆ ของการมีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรม ที่เป็นความมั่นคงในความเป็นจริงของธรรมทีละคำที่ได้ยินได้ฟัง จะมีลักษณะอย่างไรที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลจริงๆ
ท่านอาจารย์ ก็ต้องรู้ว่าฟังธรรมเพื่ออะไร อยู่ดีๆ ก็ฟัง หรือว่าฟังเฉยๆ หรือว่าฟังไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะฟังไปทำไม แต่ว่าความจริงต้องรู้จุดประสงค์ของการฟัง ฟังเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ทราบแล้วใช่ไหม ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟังในภาษาของตนๆ ด้วย เพราะว่าเราไม่ใช่ชาวมคธ เราไม่ได้พูดภาษามคธี ก็ควรที่จะได้เข้าใจคำในภาษาของตนๆ เพราะว่าถ้าเราเป็นคนไทย เราไม่สามารถที่จะเข้าถึงความจริงในภาษาอื่นได้อย่างละเอียด เท่ากับภาษาที่เราใช้เอง
อย่างถ้าเราบอกว่าจักขุวิญญาณ คนธรรมดาจะรู้ไหม จักขุวิญญาณ จักขุคือตา วิญญาณคือสภาพที่รู้โดยต้องอาศัยตา ถ้าไม่มีตา ธาตุที่กำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้มีไม่ได้เลย แต่เราพูดว่า เห็น ตรงเลยใช่ไหม แม้แต่จะใช้คำว่าธรรม ถ้าบอกว่าเรากำลังฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง นี่ก็คือภาษาบาลีใช้คำว่า ธรรม สิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นถ้าภาษาไทยเราไม่มีเครื่องกั้น ถ้าเราบอกว่าเรากำลังฟังให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะในภาษาไหน ธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง ต้องฟังด้วยการไตร่ตรอง จึงสามารถที่จะเข้าใจได้
แม้แต่ชาวมคธซึ่งได้ฟังพระธรรมโดยตรงจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องไตร่ตรอง ไม่ใช่ฟังเผินๆ แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจได้ แม้แต่คำถามที่พระผู้มีพระภาคตรัสถามผู้ที่ฟังว่า จักขุวิญญาณคือเห็นเดี๋ยวนี้ เที่ยงไหม เที่ยงหมายความว่าไม่ดับ ชาวมคธไม่ใช่ว่าฟังเผิน แล้วก็ตอบ แต่ก็ต้องรู้ว่าเดี๋ยวนี้มีเห็น แต่ว่าในขณะที่ได้ยินไม่ใช่เห็น และการที่สภาพธรรมที่เกิดขึ้นคือจิต เป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ ต้องทีละหนึ่ง ถ้ารู้แจ้งจริงๆ จะเป็นรู้ ๒ อย่างไม่ได้ แจ้งคือเฉพาะสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นในขณะที่เสียงปรากฏ ไม่มีอย่างอื่นปรากฏเลย นอกจากเสียง เพราะขณะนั้นได้ยินเกิดขึ้น ได้ยินเสียง ได้ยินไม่ได้ไปคิด ได้ยินไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากขณะที่เสียงปรากฏ จิตขณะนั้นเป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นได้ยินเสียง นี่คือภาษาไทย และขณะนี้ก็มีได้ยิน เพราะฉะนั้นคนที่ฟังก็ไตร่ตรองเพื่อที่จะเข้าถึงความจริงว่า เสียงมี แต่ว่าต้องมีได้ยินเกิดขึ้น และได้ยินในขณะนั้นก็ได้ยินเสียง แล้วหมดไปเลย เสียงก็ไม่มีแล้ว ได้ยินก็ไม่มีแล้ว
เพราะฉะนั้นชาวมคธขณะนั้นที่เข้าใจก็สามารถที่จะตอบได้ว่า เห็นไม่เที่ยง ได้ยินไม่เที่ยง สิ่งใดๆ ก็ตามที่มีในขณะนี้ เมื่อลักษณะนั้นปรากฏหมดไปแล้ว แล้วก็มีอย่างอื่นเกิดปรากฏ นี่ก็เป็นการที่เข้าใจสิ่งที่มีจริง เพียงเริ่มต้น ก่อนที่จะรู้ว่าแท้ที่จริงไม่ได้มีแต่เฉพาะเห็น ไม่ได้มีแต่เฉพาะได้ยิน ยังมีคิดนึก ยังมีสุขมีทุกข์ ทุกอย่างที่มีจริงในชีวิต เป็นสิ่งที่สามารถที่จะเข้าใจจนกระทั่งรู้ได้จริงๆ ว่า เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น จึงมี แล้วก็เกิดขึ้นสั้นมากด้วย แค่นิดเดียวแล้วก็หมดไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก ฉลาดไหมที่จะยึดถือว่าสิ่งนั้นยังมี ยังเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือว่าเป็นของเรา ง่ายๆ ขณะนี้ มีเห็น แล้วมีอื่นด้วยไหม มีเราทั้งตัว มีปอด มีตับไต มีแขน มีทุกอย่างครบอยู่หรือเปล่า ในขณะที่เห็น มีหรือไม่มี
ถ้ายังมีอยู่ ผิดแล้ว ใช่ไหม ยังมีความจำในสิ่งที่ไม่มี นี่คืออัตตสัญญา จำว่ายังมี เหมือนที่เคยถาม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ลองถามดูว่า เดี๋ยวนี้มีฟันไหม มีหรือไม่มี เดี๋ยวนี้ ขณะเห็นจะไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น นี่คือความจริง แต่ว่าการที่จำไว้ว่า มีเรานั่งอยู่ที่นี่ ถึงแม้เห็นก็เห็นในขณะที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่ ก็คือว่ายังจำว่ามีเรา ทั้งๆ ที่ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นในขณะที่เห็นจะไม่มีรูปร่างตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แต่ว่ามีธาตุที่กำลังรู้สิ่งที่ปรากฏ ในขณะที่ได้ยิน สิ่งที่ปรากฏขณะนี้ไม่เหลือและไม่มี เพราะขณะนั้นมีแต่เสียงกับสภาพที่รู้เสียง เราไม่มี เพราะฉะนั้นจึงค่อยๆ คลายการยึดถือว่ายังมีเราอยู่ทั้งตัว
เพราะฉะนั้นกว่าที่จะละคลายความยึดถือสภาพธรรมที่เข้าใจว่า มีตั้งแต่เกิด เมื่อวานนี้ก็เป็นเรา เดี๋ยวนี้ก็เป็นเรา ต่อไปก็เป็นเรา ก็ด้วยการที่เริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง จนกว่าเมื่อใดที่ปัญญาเพิ่มขึ้น แล้วก็ขณะนั้นจะมีคำในพระไตรปิฎกที่ว่า เพิกอิริยาบถ เพิกหมายความว่าไม่มีอีกแล้ว ที่เป็นเรานั่งต้องไม่มี เห็นเป็นเห็นแล้วก็หมด ได้ยินเป็นได้ยินแล้วก็หมด ถ้าทีละหนึ่งปรากฏ แล้วก็ไม่มีอิริยาบถใดๆ เลย เพิกอิริยาบถ จึงสามารถที่จะเห็นลักษณะของสภาพธรรมซึ่งเกิดและดับได้ ถ้ายังคงจำว่ามีเรา ก็ยังไม่ได้เพิกอิริยาบถ ยังคงคิดว่ายังมีนั่ง ยังเป็นเรา และเมื่อไหร่จะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราได้
เพราะฉะนั้นต้องตรงจริงๆ จากการที่ว่าสิ่งใดที่เกิดแล้วดับแล้ว สิ่งนั้นไม่ได้กลับมาอีกเลย สิ่งใดที่ไม่ปรากฏ แม้เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย สิ่งนั้นก็เกิดแล้วดับแล้วโดยไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นที่เรากำลังนอนหลับสนิท ยังไม่ตาย ก็มีรูปซึ่งเกิดดับสืบต่อ ยังคงเป็นคนนี้โดยกรรม ทำให้เปลี่ยนเป็นบุคคลอื่นยังไม่ได้ ยังเป็นคนนี้แหละ แล้วก็รูปร่างหน้าตาอะไรก็เป็นคนนี้แหละ แต่ว่าในขณะที่กำลังหลับสนิท ขณะนั้นโลกไม่ได้ปรากฏเลย ไม่รู้ว่าเป็นเราหรือเปล่า อยู่ที่ไหนหรือเปล่า ชื่ออะไรหรือเปล่า แสดงความจริงว่าถ้าไม่มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่ปรากฏ จะไม่มีอะไรเลย
แต่ถึงอย่างนั้นยังไม่ตายก็ต้องมีจิต แต่จิตขณะนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเห็น ไม่ได้เกิดขึ้นได้ยิน เพียงแต่เกิดดับดำรงภพชาติ เพราะว่ากรรมยังไม่ทำให้เห็น ในขณะนี้ที่กำลังเห็น เป็นเพราะเหตุว่ากรรมทำให้เห็น ไม่เห็นไม่ได้เลย ขณะที่ได้ยิน เราไม่ได้ทำให้ได้ยิน แต่กรรมทำให้ได้ยิน เพราะเสียงมีทั้งเสียงที่น่าพอใจและเสียงที่ไม่น่าพอใจ กุศลกรรม กรรมดีเป็นปัจจัยให้ได้ยินเสียงที่ดีที่กระทบหู เวลาที่เสียงไม่น่าฟังเลย น่าตกใจมากเลย เสียงดังๆ บางคนได้ยิน บางคนไม่ได้ยิน แล้วแต่ว่ากรรมจะทำให้ถึงเวลาที่อกุศลจะให้ผล ต้องได้ยินเสียงที่ไม่น่าฟัง ก็มีการที่ได้ยินเกิดขึ้นและได้ยินเสียงนั้น
เพราะฉะนั้นทุกอย่างและทุกขณะ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครทำ แต่มีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นเป็นไป จนกว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่งเมื่อไหร่จริงๆ ไม่มีธรรมอื่นแทรกปะปน เมื่อนั้นการคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เพราะไม่มี และยังคงไปจำไว้ว่ามี ไม่มีและยังไม่ลืม ยังคิดว่ายังมีอยู่ นี่ก็ผิดแล้ว เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ตรงและจริง กว่าปัญญาสามารถที่จะคม และก็สามารถที่จะใช้คำว่าละวาง ในพระไตรปิฎกไม่ใช่ละวางอะไร ละการยึดถือว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นเรา ซึ่งเคยเป็นเรามานาน
เพราะฉะนั้นต้องเป็นปัญญาจริงๆ ซึ่งถึงระดับที่จะเข้าใจความจริงเพิ่มขึ้น แต่ขณะนี้ก็เป็นการเริ่มฟัง เริ่มเข้าใจ แต่ก็ยังเห็นเป็นเราอย่างที่หลายคนก็บอก ก็รู้ว่าเป็นธรรม แต่เห็นเมื่อใดก็เป็นเรา ก็แสดงให้เห็นว่าที่ยังไม่เป็นอย่างนั้น เพราะปัญญาขั้นฟังยังไม่พอที่จะทำให้เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้นได้ แต่มีความมั่นใจ ศรัทธาเพิ่มขึ้นว่าสิ่งที่ได้ฟังจริงและถูกต้อง เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะถึงปัญญาที่สามารถรู้จริงๆ และก็แทงตลอดความจริง เพราะว่าคำใดก็ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว คำนั้นเป็นคำจริง ซึ่งสามารถที่จะอบรมปัญญาจนกระทั่งเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงนั้นได้ เพราะว่าทุกคนเป็นสาวกเป็นผู้ฟัง แต่ฟังด้วยความเห็นถูกว่า ขณะนี้ความจริงเป็นอย่างไร เพราะว่าปัญญายังไม่ถึงขั้นที่จะรู้ความจริงเฉพาะแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดจริงๆ ดับจริงๆ
ขณะนี้อยู่คนเดียวหรือเปล่า ฟังธรรมก็จะมีเรื่องที่จะต้องคิดและเข้าใจ เพราะว่าคำนี้มีในพระไตรปิฎก อยู่คนเดียวหรือเปล่า ใครที่ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ ขณะนั้นไม่ได้อยู่คนเดียว เกิดคนเดียว เห็นคนเดียว ได้ยินคนเดียว คิดคนเดียวใช่ไหม หรือว่าคนอื่นมาเห็นด้วย ร่วมด้วยในขณะที่เห็นขณะนี้เกิดขึ้น ก็ไม่ใช่เลย แต่ตราบใดที่ไม่มีเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏเท่านั้น ขณะนั้นไม่ได้อยู่คนเดียว เพราะว่าอย่างไรๆ ก็จำแล้วก็คิดถึงคนอื่นๆ ที่โน่นที่นี่ที่นั่นใช่ไหม จนกว่าขณะนั้นรู้ความจริงว่าคิดเกิดขึ้น คิดคนเดียวว่าอย่างนั้นว่าอย่างนี้ ก็คิดไปเรื่อย แต่ก็คนเดียวนั่นแหละที่คิด
เพราะฉะนั้นเมื่อคิดดับ ขณะนั้นก็ไม่มีคิด แต่ว่ามีอย่างอื่น เพราะฉะนั้นจริงๆ ทุกคนเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งอยู่ในโลกของตัวเองคนเดียวแท้ๆ เลย เกิดคนเดียว ตายคนเดียว หิวคนเดียว อิ่มคนเดียว คิดคนเดียว แต่ว่าในขณะที่ไม่รู้ความจริงทีละหนึ่ง ก็จะมีเห็นใคร เห็นคนอื่นแล้ว แต่ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง เห็นคนไม่ได้ เห็นเป็นธรรมซึ่งมีจริง และความจริงของเห็นก็คือว่าทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ ลองคิดดูว่าธรรมเกิดดับเร็วแค่ไหน จึงสามารถที่จะลวงให้เห็นสิ่งซึ่งแท้ที่จริงไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ แต่เพราะว่าเกิดดับสืบต่อ แล้วก็มีรูปร่างสัณฐานที่ปรากฏหลากหลาย จึงทำให้สภาพที่จำ จำไว้มั่นคงเลยว่าเป็นคนนั้นเป็นคนนี้ หรือเป็นสิ่งนี้สิ่งนั้น แต่ก็ไม่รู้เลยว่าขณะนั้นก็ไม่ใช่เราที่จำ แต่ถ้าไม่มีจำ ลองคิดดู แค่เห็นแล้วไม่มีจำ จะมีใครได้ไหม จะมีเรื่องอะไรได้ไหม ก็ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมหลากหลายมาก แต่ละหนึ่งซึ่งเกิดร่วมกัน เช่น จิตเป็นธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ จึงใช้คำว่า ปัณฑระ ไม่ได้กล่าวถึงเจตสิกที่เป็นกุศลอกุศลใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะว่าในขณะหนึ่งซึ่งจิตเกิดขึ้น จิตทำหน้าที่เดียว คือรู้แจ้งเฉพาะสิ่งที่ปรากฏ แต่เมื่อจิตเป็นธรรมซึ่งเกิดตามลำพังไม่ได้ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น ก็ต้องมีสภาพธรรมอื่นเกิดร่วมกัน เพราะฉะนั้นจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ไม่มีรูปร่างเลย ขณะใดที่เกิดขึ้นต้องรู้ ก็มีสภาพรู้อื่นๆ ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้จิตขณะนั้นต่างกันไป แม้ว่าเป็นธาตุรู้ก็หลากหลายเป็นจิตแต่ละประเภทไปด้วยเจตสิก คือสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง แต่ว่ามีหน้าที่มีลักษณะเฉพาะเจตสิกแต่ละหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท แล้วแต่ว่าจิตหนึ่งขณะจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไหร่
นี่ก็แสดงความละเอียดเพื่อให้เห็นว่า แม้แต่เราไม่รู้ว่าขณะนี้จิตอยู่ที่ไหน จิตเป็นอะไร แต่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้โดยประการทั้งปวง ทรงแสดงถึงแม้จิตหนึ่งขณะประกอบด้วยเจตสิกอะไร และเจตสิกไม่ใช่จิตเลย ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมก็เพื่อให้เห็นความเป็นอนัตตา จนกว่าจะเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น แม้ในขั้นการฟังก็พอที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะดับความยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา จนกระทั่งหมดสิ้นได้ ต้องอาศัยการอบรมเจริญปัญญารู้ว่า ขณะนี้ไม่ได้รู้จริงๆ ในการเกิดดับ ซึ่งได้ยินว่าเกิดดับ
เพราะฉะนั้นปัญญาต้องมีขั้นนั้นที่สามารถจะประจักษ์ได้ เมื่อนั้นก็จะเข้าใจความหมายของอยู่คนเดียว ไม่มีใครร่วมด้วยเลยในขณะที่ธาตุหนึ่งเกิดขึ้นเป็นไป จนในที่สุดแม้ธาตุนั้นก็ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นจากคำว่าอยู่คนเดียว ก็มาถึงความหมายที่ว่า แท้ที่จริงก็ที่ว่าคนเดียวไม่เป็นคนอื่น ไม่มีคนอื่นเกิดร่วมด้วย ความจริงนั้นก็คือว่าเป็นธาตุซึ่งเกิดและดับไป ซึ่งก็ไม่ใช่เรา นี่จึงจะเข้าใจความหมายของคำว่าอนัตตา
ด้วยเหตุนี้การฟังธรรม ฟังให้เข้าใจจริงๆ แม้แต่เพียงคำเดียวว่า อยู่คนเดียว ถ้าสมมติว่าเราไม่เคยฟังธรรมเลย เขาถามเราว่าวันนี้อยู่คนเดียวหรือเปล่า ตอบว่าอย่างไร วันนี้อยู่คนเดียว ที่บ้านไม่มีใคร แต่ว่านั่นไม่ใช่ความเข้าใจความจริง เพียงแต่ว่าเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย เราก็บอกว่าอยู่คนเดียว แต่ความลึกซึ้งก็คือว่าแม้ขณะนั้นไม่มีใครเลย แต่ก็มีธาตุรู้เกิดขึ้น แล้วก็จะคิดถึงใครก็ได้ เต็มเลย เดี๋ยวคิดถึงคนนั้น เดี๋ยวคิดถึงคนนี้ เหมือนยังมีคนนั้นจริงๆ แต่ความจริงเขาตายแล้วได้ไหม เราไม่รู้ ใช่ไหม อาจจะเป็นเมื่อวานนี้ก็ได้ หรือเมื่อเช้านี้ก็ได้ที่เขาตายไปแล้ว แต่เราก็ยังคิดว่าเขายังอยู่ในความคิดของเรา
เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็อยู่ในโลกของความคิด แต่ว่าจะคิดด้วยอะไร คิดด้วยความไม่รู้ คิดด้วยความเกลียดชัง คิดด้วยความห่วงใย หรือว่าคิดแผนการอะไรต่างๆ ก็คิดไป แต่ขณะนั้นก็คนเดียว แต่ว่าคนเดียวจริงๆ คือเมื่อประจักษ์จริงๆ ว่าไม่มีอย่างอื่นนอกจากธาตุรู้เกิดขึ้น แล้วรู้ทีละอย่าง เพราะว่าขณะที่คิดไม่ใช่ขณะที่เห็น แล้วก็ไม่ใช่ขณะที่ได้ยินด้วย แต่ก็คิด เพราะฉะนั้นอย่างเวลาที่เราฝัน นอนหลับแล้วฝัน ยังไม่ตาย ไม่เห็น แต่ว่าเป็นเรื่องใหญ่เลย บางคนก็ฝันว่าไปรบทัพจับศึก อยู่ดีๆ นอนอยู่แท้ๆ ใช่ไหม แต่ก็สามารถที่จะเป็นเรื่องไปรบทัพจับศึกได้ ก็คิดดูก็แล้วกันว่าความคิดไม่มีใครไปจำกัด ไม่มีใครไปบังคับ แล้วแต่ว่าจะคิดว่าอะไร เคยคิดว่าเหาะได้ไหม บางคนฝันว่าเหาะจริงๆ ก็เป็นเรื่องซึ่งคิดได้ทุกอย่าง แต่ว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาว่าวันนี้อยากจะคิดอย่างนี้ แล้วก็จะคิดอย่างนี้ เป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ทุกขณะแสดงความเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ บังคับให้ฝันไม่ได้ คิดขณะนี้ก็บังคับไม่ได้ เพราะฉะนั้นบังคับให้ฝันไม่ได้ แล้วจะบังคับให้คิดขณะนี้ได้ไหม ก็ไม่ได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเอื้อมมือไป เหลียวซ้ายแลขวา ประพฤติตามที่เป็นไป เพราะว่าสะสมมา อันนี้จะเกื้อกูลถึงการอบรมเจริญปัญญาถึงขั้นสติปัฏฐานด้วย เพราะเหตุว่าไม่ใช่เป็นการไปทำอะไรขึ้นเลย แต่ว่าเข้าใจจริงๆ ว่า เดี๋ยวนี้แม้แต่การจะลุกขึ้นยืน การจะนั่งจะนอน ความประพฤติเหล่านี้ตามที่เป็นไป คือสะสมมา ทำแล้วเกิดแล้ว เอื้อมมือไปแล้ว เดินไปแล้ว ทั้งหมดคือไม่ใช่ไปจงใจตั้งใจจะรู้
แต่การฟังสะสมมาในจิตสามารถทำให้เกิดความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เมื่อปัญญานั้นถึงเวลาที่สมบูรณ์พอที่จะรู้ว่า ฟังมาทั้งหมดไม่ได้หายไปไหนเลย เก็บไว้ในจิต สะสมไว้ในจิต ขัดเกลาจิตจากอกุศล เพราะว่าอกุศลไม่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ ที่เราใช้คำว่า อวิชชา ไม่รู้ ต้องมีสิ่งที่กำลังไม่รู้ ไม่ใช่ไปมีชื่ออวิชชา และอวิชชาไม่รู้อะไรก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้ ไม่รู้อะไร ก็ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นวิชาความรู้ รู้อะไร ก็เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นต้องมีสิ่งที่กำลังปรากฏ เราถึงเข้าใจความหมายของคำที่เราเคยได้ยิน
เพราะฉะนั้นแม้แต่การฟังขณะนี้ ใครจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหนก็ตามการสะสมที่ได้สะสม ทำให้สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังฟังว่า ทั้งหมดไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่มี แต่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ และเดี๋ยวนี้ด้วย เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่ได้ฟังถูกต้องไหม ไม่ใช่ว่าบังคับให้เชื่อ และเมื่อมีความเข้าใจความจริงอย่างนี้ ทรงแสดงไว้ว่าลักษณะนั้นที่มีความผ่องใสที่สามารถเข้าใจในขณะนั้นก็คือศรัทธา ขณะที่กำลังเข้าใจไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ แต่มีสภาพธรรมฝ่ายดี มีศรัทธาความผ่องใสของจิต ซึ่งธรรมทั้งหมดที่เป็นนามธรรมรู้ยาก แม้แต่รูปธรรม สภาพธรรมที่ไม่ใช่สภาพรู้กำลังปรากฏแท้ๆ ยังรู้ยาก
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่ไม่มีรูปร่างปรากฏเลย แต่มี จะรู้ยากกว่านั้นไหม ก็ต้องเป็นสิ่งซึ่งกว่าจะเข้าใจ ฟังไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะรู้ว่า เข้าใจเมื่อไหร่ก็ไม่ใช่เรา และความเข้าใจสามารถที่จะเจริญขึ้นได้ด้วย คือจากการที่เข้าใจนิดหน่อย เป็นการค่อยๆ เข้าใจขึ้น โดยไม่หวัง เพราะว่าเมื่อเข้าใจแล้วจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่เป็นความเข้าใจถูก ไม่ใช่เพราะคิดเอง ไม่ใช่เพราะหวัง แต่เป็นการที่ได้ยินได้ฟังแล้วพิจารณา ถ้าไม่พิจารณา เชื่อเฉยๆ ก็ไม่มั่นคงใช่ไหม เชื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าเวลาที่ฟังแล้วมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็มีเหตุผลว่าไม่ได้เชื่อเพราะคนนั้นบอก หรือว่าไม่ได้เชื่อเพราะว่ามีข้อความนี้ในพระไตรปิฎก แต่ว่าข้อความที่ได้ยินได้ฟังตรงกับขณะนี้ที่กำลังเป็นจริงอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นนี่ก็คือคำสอนซึ่งเป็นวาจาสัจจะ ซึ่งกล่าวถึงความจริงที่ถึงที่สุด ไม่มีอะไรที่จะจริงยิ่งกว่านี้ แม้แต่คำว่าอยู่คนเดียว แม้แต่คำว่าจิตซึ่งเป็นธาตุรู้สภาพรู้ แม้แต่ขณะนี้รูปปรากฏก็ไม่ได้เห็นรูป หรือเข้าใจรูปตามความเป็นจริง ขณะนี้เห็นเป็นคน เห็นเป็นดอกไม้ แต่เมื่อไหร่ได้ฟังว่าขณะนี้มีเห็น เห็นอะไร เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ สั้นมากแล้วดับ แต่ว่าสิ่งที่เกิดซ้ำๆ ๆ กัน จนกระทั่งทำให้จำเป็นนิมิตรูปร่างต่างๆ อุปมาเหมือนกับเราจุดธูปก้านหนึ่ง และก็แกว่งให้เป็นวงกลมเร็วๆ จะเห็นอะไร เห็นวงกลมแสงสว่างที่เป็นวงกลม เพราะฉะนั้นขณะนี้สิ่งที่ปรากฏเป็นรูปร่างเหมือนกลมบ้างเหลี่ยมบ้าง ก็เพราะเหตุว่าจิตเกิดดับสืบต่อ และรูปก็เกิดดับสืบต่อโดยไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏก็ลวง ในพระไตรปิฎกพูดถึงมหาภูตรูป ๔ มหาภูตรูป ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายของมหาภูตะ
อ.คำปั่น กล่าวถึงมหาภูตรูป หมายถึง รูปที่เป็นใหญ่ เป็นประธานของรูปทั้งหลาย ก็มีอยู่ด้วยกัน ๔ รูป ก็คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีมหาภูตรูป รูปอื่นมีไม่ได้เลย กลิ่นก็มีไม่ได้ รสก็มีไม่ได้ สิ่งที่จะกระทบตาไม่มีที่จะกระทบตา นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเราไม่รู้ความจริงของแม้สิ่งที่กำลังปรากฏ ด้วยเหตุนี้ที่ใดที่มีมหาภูตรูป ๔ เป็นใหญ่เป็นประธาน จะต้องมีรูปอื่นเกิดร่วมด้วยอีก ๔ รูป นี่คือสิ่งที่เราไม่รู้เลย ที่แข็งปรากฏ ขณะนั้นเฉพาะแข็งปรากฏ แต่ก็ต้องมีไฟ ธาตุไฟคือลักษณะที่เย็นหรือร้อน ธาตุลมคือลักษณะที่ตึงหรือไหว ธาตุน้ำคือลักษณะที่เอิบอาบหรือเกาะกุมรูป ไม่ให้แยกจากกัน เพราะฉะนั้นมหาภูตรูป ๔ ไม่ได้แยกจากกัน แต่ถ้ามีเฉพาะมหาภูตรูปจะไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นเลย เพราะว่าแข็งไม่สามารถกระทบจักขุปสาท ธาตุไฟก็ไม่กระทบจักขุปสาท แต่จะรู้ว่าแข็งเมื่อกระทบกายเพราะที่กายมีรูปพิเศษ เป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กระทบกายได้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860