ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842


    ตอนที่ ๑๘๔๒

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ แต่ขณะที่เกิดแล้วได้ยินแล้ว ไม่ชอบเสียงนั้น เพราะฉะนั้นจากผลของบุญและบาป ก็เป็นบุญและบาปซึ่งเกิดสืบต่อ เพราะฉะนั้นเราก็สามารถจะรู้ได้ ขณะเมื่อสักครู่นี้ผลของอะไร ต้องเป็นผลแน่ที่ได้ยิน กุศลกรรมหรืออกุศลกรรม อกุศลกรรมใช่ไหม เสียงไม่น่าพอใจเลย ดับแล้ว กุศลจิตเกิดหรืออกุศลจิตเกิด อกุศลจิตเกิดก็ไม่พ้นเลย เดี๋ยวก็อกุศลวิบากเกิดเพราะอกุศลกรรม แล้วต่อจากอกุศลวิบากทันทีนั้นก็เป็นอกุศลต่อส่วนใหญ่ จนกว่าสติเกิดเมื่อไหร่ สติเป็นเครื่องกั้นกระแสของอกุศล

    เมื่อสักครู่นี้เรารับประทานอาหารหลายอย่างเลย ชอบบ้างไม่ชอบบ้างใช่ไหม กระแสของอกุศล แต่ว่าถ้าขณะนั้นกำลังเริ่มเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏเพียงชั่วคราว แล้วก็มีลักษณะซึ่งเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ เดี๋ยวกระทบแข็ง เดี๋ยวกระทบลิ้น เดี๋ยวกระทบตา มีแต่สิ่งที่ปรากฏ ซึ่งอยู่ไปวันๆ ด้วยความรู้หรือด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำไม่ใช่คำเล่นๆ แต่เป็นคำที่มีความหมายเมื่อเข้าใจ มีเงินมีทองมหาศาลอยู่ไปวันๆ หรือว่าอยู่ไม่สุข ขณะใดที่ไม่สุขเพราะมีเงินมีทองมากๆ เท่านั้น หรือว่าเพราะกิเลส นี่ก็แสดงให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ถ้าเข้าใจแล้วทุกคำก็ตรงกับความจริงทุกขณะเลย

    ถ้าไม่มีเสียงเมื่อสักครู่นี้ เราจะรู้ไหมว่าอกุศลวิบากเกิดแล้ว เพราะได้ยินเป็นผลของกรรม เห็นเป็นผลของกรรม ได้กลิ่นเป็นผลของกรรม ลิ้มรสเป็นผลของกรรม กระทบสัมผัสเป็นผลของกรรม ทันทีต่อจากนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล และก็เป็นผู้ที่ตรง ส่วนใหญ่เป็นอะไร เพราะฉะนั้นอยู่ไปวันๆ ด้วยกุศลบ้าง อกุศลบ้าง วิบากคือผลของกรรม กุศลวิบากบ้าง อกุศลวิบากบ้าง แล้วจะเป็นใครได้ เป็นใครไม่ได้เลย นอกจากเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ที่เรานอนหลับ แล้วเราพลิกตัวก็เป็นอกุศล อาจจะเป็นเพราะโทสะ หรือความไม่พอใจในสภาพนั้น ถ้าเช่นนั้นจะถือว่าขณะหลับก็ยังประมาทหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ขณะเห็นเดี๋ยวนี้มีอกุศลหรือเปล่า มี ไม่ใช่เป็น จิตเกิดดับเร็วมาก รูปๆ หนึ่งมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นจิตเห็นเกิดขึ้นเพียงหนึ่งขณะ แต่จิตอื่นซึ่งเกิดต่อ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ทำกิจเห็น แต่รู้สิ่งที่กำลังกระทบทางตา แต่ไม่ได้ทำกิจเห็น เพราะฉะนั้นจิตแต่ละหนึ่งขณะที่เกิดขึ้น ทำกิจเฉพาะของตนของตน จะทำกิจอื่นไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่รูปยังไม่ดับ จิตเห็นหนึ่งขณะ แล้วจิตอื่นที่กำลังรู้รูปนั้น หลังจากที่จิตเห็นดับไปแล้ว จะไม่รู้ตัวเลยว่า ปกติแล้วใครจะกั้นกระแสของอกุศลประเภทหนึ่งประเภทใดได้ เพราะเหตุว่าอาสวะ คือสภาพธรรมที่บางเบาที่เป็นอกุศล ที่ไม่รู้สึกตัวเลย

    ถ้ามีการที่พอใจในการเห็นหรือในสิ่งที่ปรากฏเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ปรากฏมากมายเลย ไม่ทันจะรู้สึกตัวด้วยซ้ำ แต่ว่าขณะนั้นอกุศลก็เกิดแล้ว จนกว่าจะเป็นผู้ที่มีปกติเจริญสติปัฏฐาน มีการรู้ลักษณะของสภาพธรรม ขณะนั้นก็มีกุศลจิตเกิดแทนอกุศลได้ แต่ทั้งกุศลจิตและอกุศลจิต แม้กำลังเห็นก็ไม่เกิดเมื่อเป็นพระอรหันต์ นี่คือความต่างกันแล้วของระดับขั้นของอกุศล

    เพราะฉะนั้นดูเหมือนว่าไม่เห็นมีอกุศลใดๆ ปรากฏในขณะที่เห็น แต่ทั้งๆ ที่รูปเกิดดับเร็วมาก และจิตก็เกิดดับเร็วยิ่งกว่ารูป เพราะฉะนั้นทันทีที่เห็นแล้วดับไป แต่รูปยังไม่ดับ กุศลจิตหรืออกุศลจิต หรือกิริยาจิตก็เกิดได้ แล้วส่วนใหญ่จะเป็นอะไร

    ผู้ฟัง อกุศล

    อ.คำปั่น เวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงตัวธรรมที่เป็นอาสวะ ก็แสดงถึงธรรม ๓ ประเภทก็คือ โลภะความติดข้องยินดีพอใจ มิจฉาทิฏฐิความเห็นผิด แล้วก็โมหะอวิชชา ซึ่งเป็นความไม่รู้ ก็จะกราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความบางเบาไหลไปของธรรมอีกสองอย่างที่เป็นความเห็นผิดกับอวิชชา แต่โลภะก็พอที่จะเข้าใจได้ว่ามีมากจริงๆ ในชีวิตประจำวัน

    ท่านอาจารย์ ดูเหมือนว่าสิ่งที่กล่าวไว้ เราจะรู้ได้ทั้งหมดโดยรวดเร็ว เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่จะรู้จักตัวเองตามความเป็นจริงว่ารู้บ้างหรือเปล่า เช่น ในขณะนี้ที่กล่าวถึงเห็น และก็สิ่งที่ปรากฏให้เห็นซึ่งเป็นรูปธรรม สิ่งที่ปรากฏให้เห็นขณะนี้มีจริงๆ แต่ดับช้ากว่าจิต จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ รูปๆ หนึ่งจึงดับ ใครรู้ แล้วในขณะที่กำลังเป็นอกุศลเพราะไม่รู้ ขณะนั้นมีอวิชชาแน่นอน เป็นอวิชชาสวะ เพราะไม่ปรากฏอาการของความไม่รู้หรือไม่เข้าใจเลย แต่ก็ในขณะนั้นก็มีความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ ที่ใช้คำว่ากามาสวะหรือว่าภวาสวะ คือความเป็น

    เราไม่รู้เลยว่า แท้ที่จริงในขณะที่กำลังเห็นในขณะนี้มีความติดข้องในความเป็น คือเห็น เห็นครั้งเดียวพอไหม มีเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้ว แล้วก็ให้แค่เพียงเห็นครั้งเดียวแล้วไม่เห็นอีกเลยพอไหม ไม่พอ แสดงว่าติดข้องในเห็นโดยที่ไม่รู้ตัวเลย ไม่รู้ว่าติดข้อง แต่ความติดข้องก็ติดข้องแล้ว เพราะฉะนั้นนอกจากความติดข้อง เราจะสามารถรู้ได้ไหมว่าขณะนั้นมีความติดข้องอะไรบ้าง ในความเป็นเรา หรือในความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส แล้วก็เพราะอวิชชา เพราะฉะนั้นแม้แต่ความเห็นผิด ซึ่งยังเป็นเราหรือเปล่าที่เห็น หรือเป็นใครเห็น

    เพราะฉะนั้นแม้แต่ว่าเป็นเราเห็น เราคิด เราเดิน เราพูด เราหลับ เราตื่น ก็ไม่ได้ปรากฏเลยว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นแม้แต่ความเห็นผิดอย่างบางเบาที่สุด ที่ยังคงมีอยู่เพราะยังเป็นเราอยู่ ก็จะดับได้ด้วยโสตาปัตติมรรค นี่แสดงให้เห็นถึงกำลังของปัญญา สามารถที่จะเข้าใจถูกในสิ่งที่ปรากฏยิ่งขึ้น ขณะนี้เป็นอกุศล เพราะว่าไม่รู้ความจริง เห็นแล้วเป็นอกุศล ไม่รู้ใช่ไหม

    ข้อความในพระไตรปิฎกกล่าวว่า โปรยธุลีลงในจิต ไม่มีใครไปทำเลย แต่ขณะที่ไม่รู้ อะไรลงไปสู่จิตแล้ว ความไม่รู้สิ่งที่ปรากฏเปรียบเหมือนธุลี ทุกคนก็รู้จักละอองฝนใช่ไหม ไม่เปียกเลย เล็กน้อยมาก ละเอียดมากเลย แต่ก็มีเม็ดฝนใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้นจนเปียกได้ ก็แสดงให้เห็นถึงความบางเบาของอกุศล มีตั้งแต่อย่างละเอียดที่สุด จนใช้คำว่าโปรยธุลีลงในจิต เพราะเหตุว่าในขณะใดที่เห็น เห็นเป็นผลของกรรม แต่เมื่อวิบากดับไปแล้ว ผลของกรรมดับไปแล้ว ก็เป็นอกุศล หรือกุศล หรือกิริยาจิต ก็แล้วแต่ว่าบุคคลนั้นเป็นใคร

    เพราะฉะนั้นเราเป็นใคร เราเข้าใจธรรมระดับไหน ระดับที่สามารถที่จะเห็นถูกในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น ทั่วขึ้น จนกระทั่งหมดความสงสัย หมดการยึดถือสภาพธรรมนั้นๆ ว่าเป็นเรา เพราะปัญญามีกำลังที่สามารถจะรู้ความจริงของสภาพธรรม เมื่อปัญญาเจริญขึ้นและการเข้าใจธรรมมีมากขึ้น สภาพธรรมก็ปรากฏตามความเป็นจริง ทำให้ปัญญาขณะนั้นรู้ลักษณะที่ต่างกัน ของนามธรรมและรูปธรรม โดยที่ไม่ต้องนั่งคิดว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาอย่างนี้ไม่รู้อะไร เป็นสภาพธรรมที่มีจริง นี่คือขั้นต้น และก็ขณะนี้ที่กำลังเห็นจะไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น โลกใดๆ ก็ไม่ปรากฏ เพราะเหตุว่าขณะนั้นจิตเกิดขึ้นเห็นอย่างเดียว ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีเรื่องราวต่างๆ ใดๆ เลยทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้นก็จะรู้ความละเอียดของชั่วหนึ่งขณะที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ และความรู้ก็เพิ่มขึ้น จนกระทั่งเข้าใจถูกในลักษณะนั้น ลักษณะนั้นจึงปรากฏกับปัญญาที่กำลังเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่เห็นก็ไม่เข้าใจเหมือนเดิม อะไรที่ปรากฏในขณะนี้ก็ไม่เข้าใจเหมือนเดิม แต่ก็กำลังมีความเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้น จนกระทั่งสภาพธรรมนั้นปรากฏได้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ใครคิดว่าเป็นเรา อาจจะไม่ใช่ความคิดเลย แต่ว่าทันทีที่เห็น ใครเห็น ความเป็นเราก็ยังมีอยู่ นั่นแสดงถึงสภาพของอาสวะ เพราะเหตุว่ากิเลสก็มีกำลังต่างๆ กัน เพียงเล็กน้อยที่เพียงสิ่งหนึ่งสิ่งใดกระทบแล้วไม่รู้ ก็จะต้องเป็นสภาพของอกุศลซึ่งละเอียด

    ด้วยเหตุนี้อีกคำหนึ่งของพระอรหันต์คือขีณาสพ ซึ่ง ว กับ พ ใช้แทนกันได้ เพราะฉะนั้นก็คือขีณาสวะ ขีณะกับอาสวะ ขีณะคือดับ ดับอาสวะ เห็นธรรมดาซึ่งแต่ก่อนไม่เคยรู้เลย จนกระทั่งถึงความเป็นพระอรหันต์ เห็นแล้วไม่มีกิเลสแม้เพียงบางเบาที่เป็นอาสวะ นี่คือความต่างกัน เพราะฉะนั้นธรรมก็ละเอียดขึ้น แล้วก็เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจจริงๆ จึงจะเป็นปริยัติคือรอบรู้ในคำที่ได้ฟัง แล้วก็มีความเข้าใจมั่นคงขึ้นเพิ่มขึ้น จึงสามารถที่จะเริ่มเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ เริ่มรู้จักสภาพธรรมจริงๆ เพราะเคยได้ยินแต่ชื่อ เช่น เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง โลภะบ้าง โทสะบ้าง วิตกบ้าง สติบ้าง พวกนี้เป็นสิ่งที่มีจริงทั้งหมด เพียงชื่อที่ได้ฟัง จนกว่าปัญญาเจริญขึ้น และสภาพธรรมก็ปรากฏให้รู้ลักษณะที่ต่างๆ กันไป

    อ.คำปั่น ที่จะรู้ตัวเองตามความเป็นจริง ก็ต้องอาศัยพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่าพระธรรมเป็นกระจกวิเศษ ที่ส่องให้เห็นถึงการสะสมของแต่ละคนแต่ละท่านว่า มากไปด้วยความไม่รู้ มากไปด้วยสิ่งที่ไม่ดีเพียงใด ถ้าไม่มีพระธรรมคำสอน ไม่สามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงได้เลยว่า สะสมสิ่งที่ไม่ดีที่เป็นอกุศลมามากเพียงใด ยิ่งได้ฟังพระธรรมที่กล่าวถึงโปรยธุลีลงในจิตนี้ยิ่งชัดเจนว่า ตราบใดก็ตามที่ยังมีกิเลสอยู่ เพียงบางเบาก็ยังมี ก็ยังเกิดขึ้นเป็นไป ซึ่งจะตรงกันข้ามกับผู้ที่ดับกิเลสหมดสิ้นแล้วอย่างสิ้นเชิง คือพระอรหันต์ แม้เพียงธุลี แม้เพียงละอองของกิเลสเพียงนิดหน่อยก็ไม่มี ก็ไม่เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นพระอรหันต์ เพราะว่าดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างหมดสิ้นแล้วนั่นเอง แล้วจะไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ยาวไกลมาก เป็นเรื่องของการอบรมเจริญปัญญาที่ต้องอาศัยกาลเวลาที่ยาวนานทีเดียว

    เวลาที่ได้ฟังพระธรรม ก็เข้าใจว่าความเป็นธรรมดาของธรรม ธรรมคือธรรมตา ความเป็นจริงของธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ความติดข้องก็มีจริง ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ ก็มีจริง ทีนี้ก็มีอีกลักษณะหนึ่งที่อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า โลภะเกิดก็ปล่อยไป โทสะเกิดก็ปล่อยไป ความเข้าใจในลักษณะอย่างนี้ ที่จะเป็นเครื่องเกื้อกูลเพื่อความเข้าใจธรรมจริงๆ เป็นอย่างไร เพราะว่าธรรมเกิดเพราะเหตุปัจจัยจริงๆ

    ท่านอาจารย์ โลภะเกิดก็ปล่อยไป โทสะเกิดก็ปล่อยไป เพราะไม่เข้าใจใช่ไหม ใครปล่อย แล้วเป็นอย่างไร เราปล่อยได้หรือ หรือว่าธรรมเกิดแล้วดับ แล้วก็ไม่รู้ความจริงเพราะเข้าใจว่าเราปล่อยไป แต่ความจริงไม่มีเรา แต่ว่าธรรมใดก็ตามที่เกิด ธรรมนั้นดับ แต่ว่าผู้ที่พูดว่าปล่อยไปก็คือผู้ที่ไม่รู้ความจริง เข้าใจว่าปล่อย แต่ความจริงธรรมเกิดแล้วดับแล้ว ใครทำอะไรได้ นอกจากหลงคิดว่าเราทำได้คือเราปล่อยไป ปล่อยอะไร ดับแล้ว จะปล่อยอะไร ปล่อยเมื่อไหร่ เต็มไปด้วยความไม่รู้ แต่เข้าใจว่ารู้ถูก เป็นธาตุ เป็นธรรม ทำอะไรไม่ได้ก็ปล่อยไป แต่พูดอย่างนี้เพราะเข้าใจผิด ไม่รู้ว่าขณะนั้นเป็นเราที่เข้าใจว่ามีตัวตนที่ปล่อยได้ แต่ถ้าเข้าใจจริงๆ ปล่อยอย่างไร ดับแล้ว หมดแล้ว ไปปล่อยอะไร ไม่มีอะไรจะปล่อยแล้ว เพราะว่าเกิดแล้วดับแล้ว

    เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด แต่ละคำที่ได้ฟังควรที่จะได้เข้าใจจริงๆ อย่างเมื่อสักครู่นี้คุณอรรณพพูดถึงอนุสัยกิเลส เคยได้ยินบ่อยๆ หรือว่าบางคนอาจจะไม่เคยได้ยินเลย ก็ได้ยินแค่กิเลส และก็บางครั้งก็ได้ยินคำว่าอกุศลธรรม คือธรรมฝ่ายไม่ดี แล้วอกุศลธรรมมีจริงๆ ไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่เย็น ไม่ใช่ร้อน แต่ว่าไม่มีรูปร่าง มีแต่ลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างว่า อกุศลประเภทนี้เป็นอะไร เป็นมานะ เป็นความสำคัญตน ซึ่งไม่ใช่ความติดข้อง เห็นไหม ความละเอียด ความติดข้องติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ ดอกไม้สวย พวงมาลัยสวย หอมดีด้วยใช่ไหม แต่ขณะนั้นก็ไม่ใช่มานะ ไม่ใช่ความสำคัญตน เพราะสิ่งนั้นสวยต่างหาก ก็มีความพอใจติดข้อง ไม่ใช่ในดอกไม้ แต่ว่าเพียงแต่มีความพอใจเท่านั้น แต่ถ้าเป็นความสำคัญตน สำคัญไหม ที่นั่งๆ กันอยู่ เราเป็นใคร แต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นความสำคัญตนดับได้ด้วยอรหัตตมรรค เพราะว่าทั้งๆ ที่มีก็ไม่รู้ ถ้าเราจะติใคร หรือติอะไรสักอย่างหนึ่ง เราต้องดีกว่าใช่ไหม เพราะฉะนั้นเป็นความสำคัญตนหรือเปล่า ด้วยเหตุนี้อกุศลทั้งหลายมีก็ยากที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้นอย่างอนุสัยกิเลสที่ได้ยินได้ฟัง เวลาที่ธรรมฝ่ายไม่ดีเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง เกิดแล้ว แล้วก็ดับแล้ว ถ้าหายไปเลย ไม่ต้องทำอะไร เพราะว่าไม่มีอกุศล แต่อกุศลใดๆ ก็ตามเกิดกับจิต ไม่ได้เกิดที่อื่นเลย เจตสิกเป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต เกิดในจิต เมื่อเกิดแล้วดับแล้ว เชื้อของอกุศลซึ่งเกิดแล้วยังสะสมสืบต่อ เป็นสิ่งที่เป็นร่องรอยที่สะสมทิ้งไว้ในจิต พร้อมที่จะมีปัจจัยก็ไหลไปโดยที่ว่า ไม่มีใครต้องไปทำอะไร

    เพราะฉะนั้นอนุสัยกิเลส เป็นกิเลสซึ่งไม่เกิด แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม เช่น โลภะเกิดแล้วดับแล้ว ไม่ได้หายไปหมดแม้ว่าดับไป แต่เพราะการที่เคยเกิดนั้นแหละ ก็มีปัจจัยที่ทำให้สภาพธรรมที่เป็นอย่างนั้น ยังคงสะสมอยู่ในจิตต่อไป โดยที่ว่าแม้เกิดขณะแรก สิ่งที่เคยสะสมมาแล้วยังไม่ได้เกิดเลย แต่มีพร้อม เพราะฉะนั้นใช้คำว่าอนุสัย เชิญคุณคำปั่นให้คำแปลด้วย

    อ.คำปั่น โดยความหมาย อนุสย อนุคือตาม สยหรือสี่ธาตุ ในอรรถว่านอน เพราะฉะนั้นอนุสย จึงหมายถึงกิเลสที่ตามนอน หรือว่านอนเนื่องอยู่ในจิต ตราบใดที่ยังไม่สามารถที่จะดับได้ นี่คือโดยความหมายอนุสัย

    ท่านอาจารย์ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ มีอนุสัยกิเลสไหม ขณะจิตแรกก็มี ยังไม่ได้ดับไปเลยสักอย่าง จนกระทั่งตรัสรู้เมื่อไหร่ ขณะที่ตรัสรู้นั้นก็ได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นกิเลสต้องดับตามลำดับขั้นด้วย แต่ว่าตราบใดซึ่งไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ไม่ได้ดับอะไรเลยทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เกิดแล้วสะสมอยู่ในจิต นอนเนื่องไม่ได้ออกไปจากจิตเลย

    เพราะฉะนั้นกำลังหลับสนิท ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่อะไรทั้งสิ้น แต่ว่ากิเลสที่เป็นเชื้อ ที่สะสมมา ยังพร้อมที่ทันทีที่เห็น อาสวะไม่ใช่อนุสัย เพราะเหตุว่าเพราะมีอนุสัย ทันทีที่มีอะไรกระทบปรากฏ ถึงเวลาที่กิเลสจะเกิดได้ ไหลไปทันทีโดยที่ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะรู้ว่ามีกิเลส ต่อเมื่อลักษณะของกิเลสประเภทหนึ่งประเภทใดมีกำลัง อย่างการเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ก็จะมีลักษณะที่ปรากฏให้รู้ได้ด้วยปัญญา

    เพราะฉะนั้นทุกอย่างจะปรากฏกับปัญญาที่เข้าใจขึ้น ในลักษณะของสภาพธรรม ซึ่งกะเกณฑ์ไม่ได้โดยความเป็นอนัตตาว่า สภาพธรรมใดจะปรากฏ เมื่อปัญญาสมบูรณ์สะสมมาที่จะเข้าใจสภาพธรรมได้ว่า สภาพธรรมนั้นแต่ละหนึ่งก็ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เพราะฉะนั้นได้ยินคำว่าอนุสัยกิเลส หรืออาสวกิเลส ก็ต้องรู้ความต่างกันว่าอนุสัยไม่เกิดเลย แต่มีอยู่ในจิตตลอดเวลาที่ปัญญายังไม่ถึงขั้นที่จะดับกิเลสนั้นๆ ยังไม่เป็นพระอริยบุคคล แต่ว่าพอขณะใดที่มีเห็น ไม่รู้ตัวเลยว่ากิเลสเกิดแล้ว นั่นคืออาสวกิเลส แต่พอมีความชอบ เพราะรู้รูปร่างสัณฐานของสิ่งปรากฏ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นถ้วยแก้ว หรือเป็นอะไรก็ตามที่เป็นที่พอใจ ขณะนั้นก็ไม่ใช่อาสวกิเลส แต่ว่าเป็นกิเลสประเภทอื่นๆ ที่มีกำลังขึ้น

    เพราะฉะนั้นรู้ตัวว่ามีกิเลสดีไหม ดีมากๆ เพราะจะได้ไม่ประมาท ถ้าคิดว่ามีกิเลสน้อย ประมาทแล้วใช่ไหม ไม่เห็นต้องฟังธรรมหรืออะไรต่างๆ ก็ตาม ความดีอะไรก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องทำ อยู่สบายๆ ดีกว่า แต่ความจริงอยู่สบายๆ ไม่สบายเพราะกิเลส แต่ไม่รู้ว่า จิตที่สงบจากกิเลสสบายกว่าขณะที่มีกิเลส เพราะว่าไม่เคยเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจิตที่ดับกิเลสแล้ว ไม่ว่าประเภทหนึ่งประเภทใด ก็ต้องสบายกว่าดีกว่าขณะที่มีกิเลส แต่ก็ไม่ถึงการที่จะรู้ความจริงนั้น จนกว่ารู้เมื่อไหร่ก็จะเห็นความต่างกัน

    เพียงแค่นิดเดียวแค่คิด ถ้าเกิดความพอใจอยากจะได้สิ่งหนึ่งสิ่งใดมากๆ เดือดร้อนไหม แต่เวลาที่ไม่เห็นต้องการ ไม่เห็นอยากได้ สบายไหม ไม่ต้องการ ไม่ติดข้อง ไม่ผูกพัน ไม่อยากได้ สบายกว่าเวลาที่ติดข้องต้องการ อยากจะได้หรือเปล่า แค่นี้ก็มองไม่เห็นใช่ไหม แต่ถ้าเห็นจริงๆ ก็จะรู้ได้ว่ามีทางที่จะให้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า หรือว่าไม่มีหนทาง ถ้ามีหนทาง หนทางนั้นเป็นหนทางที่ยากหรือง่าย ถ้ายากแต่เป็นหนทางจริงๆ ค่อยๆ อบรม แล้ววันหนึ่งก็ถึง แต่ว่าถ้าไม่คิดหรือว่าไม่เห็นโทษของอกุศลเลย ทุกคนก็อยู่เหมือนสบาย แต่ความจริงอยู่ไม่สุข

    อ.คำปั่น เรื่องอยู่ไม่สุขนี่ก็น่าพิจารณาทีเดียว ก็มีพระเถระท่านหนึ่ง ท่านเป็นกษัตริย์มาก่อน อยู่ในพระราชวังคิดว่ามีความสุข มีทหารมีคนคอยอารักขาอยู่ แต่พอท่านได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา ได้รับประโยชน์จากพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ดับกิเลสทั้งปวงถึงความเป็นพระอรหันต์ ท่านถึงกับกล่าวไว้เลยว่า นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง คือสุขที่ปราศจากกิเลส ดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างหมดสิ้น

    นี่คือคุณของพระธรรมจริงๆ ที่ทำให้ค่อยๆ ขัดเกลา และก็ดับกิเลสจนกระทั่งดับได้จนหมดสิ้น ตราบใดก็ตามแม้ว่ายังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ แต่ว่าขณะนั้นกุศลธรรมเกิดขึ้นเป็นไป ก็สงบระงับจากอกุศลแล้วในขณะนั้น มาถึงช่วงท้ายแล้ว อยากจะกราบเรียนท่านอาจารย์กับข้อความที่ว่า ถ้าเห็นประโยชน์ของพระธรรม จะรู้ได้เลยว่า ชีวิตไม่ได้มีอะไรที่เป็นสาระจริงๆ ถ้าหากว่าไม่ได้เข้าใจความเป็นจริงของสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ ถ้าเห็นประโยชน์จริงๆ ก็ฟังพระธรรมต่อไปเพื่อเข้าใจ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    24 ม.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ