ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
ตอนที่ ๑๘๓๑
สนทนาธรรม ที่ เชตะวัน รีสอร์ท จ.นครปฐม
วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ แต่ว่าที่กำลังเป็นเรื่องทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องฝันดี ฝันไม่ดี หรืออะไรก็ตามแต่ ทั้งหมดก็ไม่พ้นจากนิมิตอนุพยัญชนะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ควรเสพอย่างยิ่ง อย่างอุกฤษฏ์ก็คือนิมิตอนุพยัญชนะ เพราะว่าจะไม่สามารถทำให้รู้ความจริงของสิ่งซึ่งมีจริง แต่ว่าไปจดจำสิ่งซึ่งไม่จริง เพราะเหตุว่าเป็นเพียงรูปร่างสัณฐาน หรือว่าแล้วแต่จะใช้คำอะไรก็ตามแต่ ของสิ่งที่เกิดดับสืบต่อ จนเหมือนเที่ยง และเข้าใจว่าสิ่งนั้นยั่งยืน
เพราะฉะนั้นถ้าเสพอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะไม่พ้นจากการที่ว่าโลกนี้เที่ยง เราเที่ยง ทุกสิ่งทุกอย่างเที่ยง เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่การที่จะสามารถเข้าใจถูกต้อง จนกระทั่งละความเห็นผิด ดับ ไม่เกิดอีกเลย ก็จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องของการอบรมปัญญา แม้ในขั้นของการฟังก็ไม่ข้าม คือเข้าใจแต่ละคำที่ได้ยินได้ฟัง เพราะว่าแม้จะกล่าวว่า “ขณะนี้ควรรู้อย่างยิ่ง” ไม่ใช่เมื่อวานนี้ หรือขณะก่อน หรือสิ่งที่ยังไม่มาถึง แต่ทำไมไม่รู้ ทั้งๆ ที่ได้ยินคำว่า “ควรรู้อย่างยิ่งคือเดี๋ยวนี้” เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะมีปัจจัยที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่แม้กำลังเผชิญหน้า แต่อวิชชาไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นผู้ที่อดทน รู้ว่าสิ่งนี้มีจริงๆ ถ้าฟังแล้วเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะไม่ติดในนิมิตอนุพยัญชนะ เพราะเข้าใจ ว่าถึงขณะนี้จะปรากฏเป็นคนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ก็เข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่ขณะที่กำลังเห็น เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะเข้าใจ “เห็น” ในขณะนี้ว่า เห็นจริงๆ เป็นธาตุรู้ ซึ่งอุปปัตติ เกิดขึ้น ซึ่งใครยับยั้งไม่ได้เลย เพราะว่าต้องมีกรรมเป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตขณะนี้เกิดขึ้นเห็น เกิดแล้วต้องเป็นไป ความประพฤติทั้งหมดย่อมประพฤติตามที่เป็นไป แต่ละคนตั้งแต่เกิดมา เราจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นอย่างที่กำลังเป็นเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ แต่ละหนึ่งย่อมประพฤติตามที่เป็นไปเพราะตามการสะสม
เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังสะสมความเข้าใจ สิ่งที่แสนยากที่สั้นมาก แต่ก็มีจริงแต่ละหนึ่งขณะซึ่งเกิดแล้วก็ดับสืบต่อ แต่ก็เพราะอาศัยความอดทน การฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น วันหนึ่งเราก็สามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจความต่างของสภาพธรรมที่ปรากฏ โดยการที่ว่าสามารถที่จะเริ่มเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้ที่ว่าเหมือนฝัน ก็เพราะเหตุว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นชั่วคราว แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เราพูดได้ ชาติก่อนเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอะไรก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ แต่ชาตินี้เมื่อวานนี้ เราทำอะไรบ้าง ช่วยกันนึกหน่อย นึกออกไหม เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้จำได้ไหม ถึงสิ่งที่เราพูดหรือสนทนาธรรมกันเดี๋ยวนี้ ก็จำไม่ได้ทั้งหมด เพราะไม่เหมือนขณะที่กำลังได้ยิน ไม่เหมือนขณะที่กำลังคิดตามสิ่งที่ได้ฟัง
เพราะฉะนั้นแต่ละขณะเพราะเกิดดับสืบต่อ ผ่านไป โดยไม่กลับมาอีก โดยยับยั้งไม่ได้ จึงเหมือนความฝัน ยังไม่ตื่น เพราะว่าถ้าตื่นก็คือขณะที่รู้ลักษณะและความเป็นจริงของสภาพธรรมซึ่งเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เช่น แข็ง เมื่อไหร่จะรู้ ขณะที่กระทบ เมื่อเช้านี้มีใครรู้บ้าง กระทบแข็งนี้แน่นอนทุกคนเลย แต่ว่ามีใครรู้ลักษณะที่เป็นธรรม ที่เป็นแข็ง เมื่อไม่รู้ก็เหมือนฝัน คือมีก็จริงแต่ก็หมดไปแล้ว แล้วก็ไม่เข้าใจด้วย เพราะฉะนั้นการฟังธรรมจึงต้องเป็นเรื่องที่รู้ว่า สิ่งที่ควรเสพ สิ่งที่ควรรู้ คือลักษณะที่มีจริงซึ่งเป็นธรรมเดี๋ยวนี้ แต่เมื่อยังไม่สามารถจะเป็นอย่างนี้ได้ การฟังแล้วเข้าใจขึ้น ก็จะละคลายความไม่รู้ จนกระทั่งวันหนึ่งผู้ที่ได้อบรมแล้ว ท่านสามารถที่จะรู้ความจริงได้จากการที่ไม่เคยรู้มาก่อน และก็อบรมจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ได้
เพราะฉะนั้นความจริงก็ต้องเป็นอย่างนี้ คือสิ่งที่ควรเสพจะพ้นจากสิ่งที่กำลังปรากฏไม่ได้ แม้เดี๋ยวนี้ ได้ยินคำนี้ แต่ยังไม่ได้เสพด้วยปัญญา แต่ว่าถ้าฟังต่อไป เข้าใจต่อไป ก็ไม่ทิ้งการที่จำอย่างมั่นคงว่า สิ่งที่ควรรู้ยิ่งควรเสพยิ่ง ก็คือสิ่งที่กำลังปรากฏด้วยความเห็นถูก ด้วยความเข้าใจถูก เมื่อยังไม่เกิดก็สะสมความเห็นถูกและความดี เพราะฉะนั้นอย่างความดี ดูเหมือนว่ารู้จักดีกันทุกคน แล้วก็พูดถึงทำดีด้วย เดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องรอขณะต่อไป เดี๋ยวนี้ทำดีโดยฟังธรรม เห็นไหม ก็ยังไม่รู้ว่าก็เป็นความดีอย่างหนึ่งแน่นอน ไม่ใช่ว่าเราจะไปเที่ยว หรือว่าเราจะไปทำสิ่งที่ไม่มีสาระ แต่ขณะนี้กำลังฟังสิ่งที่มีสาระ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นี่คือความดี แต่ว่าเวลาที่เราไม่ได้ฟังธรรม ดีหรือเปล่า ต้องเป็นผู้ตรง พอหรือยัง เห็นไหม
เพราะฉะนั้นความดีไม่ได้รอเลย เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ฟัง หรือว่าเดี๋ยวนี้ทำอะไรก็ตาม เดี๋ยวนี้เห็นใครก็ตาม เป็นมิตร ดีทันทีไม่ต้องรออีก เดี๋ยวนี้มีอะไรที่จะช่วยคนอื่นได้ ช่วยทันที อนุโมทนาได้อนุโมทนา นี่คือความดีทั้งหมด คือเดี๋ยวนี้ จะทำให้เราไม่เพียงคิดว่าทำดี แต่วันนี้ทำหรือยัง ใช่ไหม ทั้งๆ ที่กำลังอยู่ตรงนี้ ทำดีก็คือว่าฟังธรรมเข้าใจ แต่ก็บังคับบัญชาไม่ได้ กำลังได้ยินอย่างนี้คิดอย่างอื่น เห็นไหม แม้ทำดีก็ยังบังคับบัญชาไม่ได้ แต่ถ้ามีความเข้าใจละเอียดขึ้นว่าดีคืออะไร กุศลทุกชนิด ความเป็นมิตร แล้วก็สิ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับทุกชีวิต ก็คือว่า เมตตากับการระลึกถึงความตาย ซึ่งจะทำให้ขณะนั้นดี ใช่ไหม ถ้าเราคิดถึงความตาย อาจจะเป็นเดี๋ยวนี้ก็ได้ ทำไมจะต้องคอยทำดีวันต่อไปหรือว่าขณะต่อไป
เพราะฉะนั้นถ้าระลึกอย่างนี้ ขณะนั้นก็ดี คือต้องเข้าใจความดีด้วยว่า ความดีไม่ต้องรอเลย เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ เติมความดีในชีวิตแต่ละวันไปเรื่อยๆ เพราะเหตุว่าอกุศลมากมายเหลือเกิน แม้ขณะที่กำลังฟัง ได้ยินเสียง เสียงอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าขณะนั้นชอบหรือไม่ชอบ หมดแล้ว และก็มีอีก ปรากฏ ระหว่างนั้นไม่ได้ดีเลย และก็ไม่ใช่ทำความดีด้วย เพราะฉะนั้นการฟังธรรมก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก แล้วก็มีประโยชน์ คุ้มกับการที่จะเกิดมาพร้อมด้วยโสภณเจตสิก ที่ทำให้เป็นมนุษย์ที่ไม่บ้าใบ้บอดหนวก พิการ แต่ก็สามารถที่จะได้ประโยชน์จากการที่ชีวิตชั่วคราว แสนสั้น ก็ยังมีประโยชน์ที่จะทำให้สะสมความดี และปัญญาความเห็นถูกต้องต่อไป
เพราะฉะนั้นแม้แต่คำถามสั้นๆ อะไรควรเสพ ก็คือ เดี๋ยวนี้ มีสิ่งที่ปรากฏ ฟังจนกระทั่งเข้าใจ และก็จะรู้ความต่างกันว่า ขณะใดที่ยังเป็นนิมิตอนุพยัญชนะด้วยความไม่เข้าใจ ขณะนั้นก็เป็นอกุศล ถ้ากุศลไม่เกิด แล้วกว่ากุศลจะเกิดได้ ลำบากหรือว่าง่าย ก็เป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้าเป็นคนที่สะสมกุศลไว้มาก เห็นใคร ไม่เดือดร้อนเลย เป็นมิตรทันที หวังดี เกื้อกูลได้ ไม่ว่าคนนั้นเป็นใคร ทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ทางใจบ้าง ดีกว่าไหม ขุ่นเคืองไม่ชอบ อะไรก็ไม่รู้ อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นพระธรรมทั้งหมดแต่ละคำล้ำค่า คือสามารถที่จะให้ความจริง และเมื่อฟังแล้วเข้าใจแล้วก็จะได้พบข้อความในพระไตรปิฎกที่ว่า น่าอัศจรรย์ พระพุทธศาสนาทำให้รู้ว่า อะไรควรเสพหรือไม่ควรเสพ หรือว่าอะไรมีประโยชน์ และอะไรไม่มีประโยชน์
ผู้ฟัง เสียงที่ทำให้เข้าใจธรรม ฟังแล้วกุศลเจริญ แต่บางครั้งก็ไปฟังเสียงที่ ว่าคนอื่น เสียงที่ใส่ร้าย เสียดสีอะไรต่างๆ ก็รู้สึกว่าพลอยที่จะโกรธหรือขัดเคืองไปกับเขา เพราะฉะนั้นเสียงที่ควรเสพกับเสียงที่ไม่ควรเสพ ก็รู้สึกมีความต่างอย่างชัดเจน
ท่านอาจารย์ ไม่ลืม เสียงกับนิมิต เห็นไหม เวลาที่เขาพูดคำอะไรที่ไม่น่าฟัง เรื่องราวต่างๆ จนกระทั่งทำให้เราพลอยเป็นไปด้วย เพราะนิมิต เพราะฉะนั้นแต่ละคำก็ต้องไม่ลืมว่า กว่าจะถึงการที่ว่าเป็นธรรม เสียงนั้นเกิดแล้ว ได้ยินแล้ว ตั้งใจที่จะได้ยินหรือเปล่า
ผู้ฟัง ตั้งใจ
ท่านอาจารย์ ไม่มีใครสามารถที่จะทำอะไรได้เลย แต่เกิดแล้ว ถ้าปัญญาอบรมแล้ว ไม่หวั่นไหว เพราะสามารถที่จะรู้ความจริงว่า ขณะนั้นแม้อกุศลก็เป็นธรรม แต่ว่าเราเดือดร้อนด้วยความเป็นเรา อยากจะมีกุศลมากๆ แต่ไม่รู้เลยว่ามากก็ต้องมีปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาจะให้เป็นกุศลมากได้อย่างไร จะเอามากขนาดไหน ต้องถึงการที่เข้าใจถูกต้องว่าขณะนั้นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรมอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้หรือว่าถึงแม้ว่าจะเป็นเสียงที่ไม่น่าฟัง หรือเสียงที่ทำให้จิตใจขุ่นเคืองก็คือเป็นธรรม
เพราะฉะนั้นอาจหาญร่าเริง เพราะว่าปัญญาไม่ได้กลัวอะไร กล้าที่จะเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ถ้าเป็นเรานี่กลัวจัง ไม่กล้าที่จะไปใกล้หรืออะไรอย่างนั้น แล้วก็ลืมด้วยว่าจะไปหรือไม่ไป จะใกล้หรือจะห่างก็เพราะเหตุปัจจัย ทั้งหมดนี่คือเป็นธรรมที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว แต่สิ่งที่ลำบาก ที่ยาก ที่ยังไม่ได้อบรม ก็คือว่าคิดไปถึงเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น แทนที่จะเข้าใจสิ่งนี้ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นยังไม่ถึงการที่จะรู้ว่า อะไรควรเสพจริงๆ ถ้าควรเสพจริงๆ คือ เดี๋ยวนี้มีอะไรที่เป็นธรรมที่มีจริง ที่ทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
ด้วยเหตุนี้เป็นผู้ที่ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่หวั่นไหว แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปหาสิ่งที่เป็นอกุศล เพราะไม่เห็นภัยเห็นโทษ ก็ไม่ใช่ เพราะว่าแม้แต่มงคลข้อที่หนึ่ง ไม่คบคนพาล ซึ่งถ้าไม่มีข้อนี้ จะไม่นำไปสู่การดับกิเลส ซึ่งเป็นข้อสุดท้าย เพราะฉะนั้นแต่ละมงคลนำไปสู่ผลอย่างเดียว คือ เกษม ไม่เดือดร้อนเพราะอกุศลใดๆ ด้วยการสามารถที่จะดับกิเลสได้ แต่ต้องเป็นปัญญาจริงๆ ที่รู้ทุกอย่าง แม้แต่ว่าอโคจร หรือ อโคจระ สถานที่ที่ไม่ควรไปคืออะไร คำหรือวาจาหรือเรื่องราวทั้งหลายที่ไม่ควรเสพคืออะไร จนกระทั่งถึงสิ่งที่ควรที่สุด ก็คือ สิ่งที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้นที่เราฟังขณะนี้ เพื่อไปถึงขณะที่เราสามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่เมื่อยังไม่เข้าใจก็ความดีทั้งหลายที่เกิดขึ้นแต่ละขณะ ซึ่งประมาทไม่ได้เลย ก็จะทำให้อกุศลไม่งอกงามที่จะทับถมและปิดบัง แล้วก็ลืมไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเราก็คุยถึงเรื่องอื่น แต่ว่าจะนำมาสู่การที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ทางใจบ้างหรือเปล่า เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่ทรงแสดง คือ รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ โดยอาศัยพระธรรมเทศนา ๔๕ พรรษา เพื่อขัดเกลารักษาจิต ซึ่งเน่าเป็นแผลเรื้อรังเป็นโรคมากมายนานาประการด้วยพระธรรมแต่ละข้อ แต่ละคำ
อะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร เป็นสิ่งซึ่งแต่ละคนพิจารณาได้ และเมื่อมีปัญญาเพิ่มขึ้นก็จะรู้ว่าที่เป็นอย่างนั้นก็คือว่า เพราะปัญญาความเห็นที่ถูกต้องอาศัยการฟัง เพราะว่าแต่ละคนก็เดินทางมาแล้วทั้งนั้น จนถึงวันนี้ ใช่ไหม แล้วก็จะเดินทางต่อไป แล้วชีวิตของใครที่เดินทางเต็มไปด้วยกุศลมากๆ ถ้าไม่มีเหตุเลย เป็นไปได้ไหม ในเมื่ออกุศลไม่สามารถที่จะเลือกได้ถูกต้องว่า อะไรควรอะไรไม่ควร แม้แต่พระธรรมที่ทรงแสดงก็ทรงแสดงความจริง แต่จะบังคับใครให้มาทางนี้ได้ไหม ก็ไม่ได้ บอกว่า สิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ก็คือสิ่งที่กำลังปรากฏ บอกแล้ว ทำอย่างไร ใครจะมาทางนี้หรือว่าจะไปทางไหน เป็นสิ่งซึ่งเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่า ทุกอย่างเกิดเพราะเหตุปัจจัย และก็รู้ปัจจัยด้วยว่า ถ้าปราศจากปัญญาแล้ว กุศลก็ไม่บริสุทธิ์ อย่างไรๆ ก็ยังคงเป็นเรา ยังคงเข้าใจผิดอยู่ ยึดถือสภาพธรรมซึ่งไม่ใช่เราว่าเป็นเรา ด้วยเพียงเท่านี้เอง จะนำมาซึ่งอกุศลมากมาย เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น ความประพฤติทั้งหมดที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ แล้วแต่ว่าจะขณะนั้นเป็นประโยชน์อะไร เช่น จะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ หรือจะเห็นว่าสิ่งใดควรกระทำ สิ่งใดควรประพฤติ สิ่งใดควรช่วยเหลือ สิ่งใดไม่ควรที่จะเกี่ยวข้อง เหล่านั้นก็เป็นเพราะความเห็นที่ถูกต้อง
เพราะฉะนั้นความเห็นถูกมีหลายระดับ ทุกขั้นตอน แต่ว่าสูงสุดก็คือว่าสิ่งที่ไม่ควรเสพคือนิมิตอนุพยัญชนะ แล้วเมื่อไหร่จะเป็นอย่างนั้น ก็ต่อเมื่อเข้าใจขึ้นว่าขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ แต่ว่ามีการคิดนึกถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ จนจำไว้มั่นคงว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และกำลังฟังให้เกิดความเห็นถูก เพื่อจะได้เข้าใจ และก็สามารถรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่ปรากฏให้เห็นได้
ข้อสำคัญก็คือว่าธรรมสำหรับใคร ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดมาก จะให้คนโน้นคนนี้คนนั้น หรือเพื่อตัวเอง มองเห็นจริงๆ ไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่ปั่นป่วน ที่เดือดร้อน ที่วุ่นวายต้องเพราะอกุศล แม้แต่ความคิดของแต่ละคนในชีวิตประจำวัน ผิดพลาดพลั้งไปเพราะอกุศล ไม่ใช่เพราะกุศล เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ในการที่ไม่เป็นประโยชน์เลยของอกุศล แล้วก็เห็นประโยชน์ของกุศล กุศลจิตสามารถที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องในทุกกรณี พระโสดาบันที่เป็นมหาอำมาตย์มีไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ แล้วอย่างไร เป็นไม่ได้หรือ หรือว่าเป็นแล้วดีกว่ามหาอำมาตย์ที่ไม่ใช่พระโสดาบัน
ผู้ฟัง ย่อมดีกว่า
ท่านอาจารย์ สามารถที่จะมีความเที่ยงตรง ความถูกต้อง ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนรากฐานของคุณความดี ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงอย่างนี้ ไม่ว่าจะเผชิญกับอะไร จิตตั้งด้วยรากฐานของความดีที่จะไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งก็บนรากฐานของคุณความดี ไม่ใช่ด้วยความต้องการ ด้วยความเป็นตัวตน และคิดว่าทำอย่างนั้นแหละดี นั่นคือไม่ถูกต้อง
ถ้ามีความเข้าใจในคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเข้าใจในเรื่องของความดี คนนั้นจะเป็นผู้ที่มีปัญญา มีความมั่นคง มีความละเอียด มีการรู้ปัญหา และสามารถที่จะแก้สิ่งที่เดือดร้อนวุ่นวาย (ด้วยอกุศล) มิเช่นนั้นแล้วก็ไม่มีทางที่อกุศลไปแก้อกุศลได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องมั่นคงในเรื่องคุณความดี และก็ไม่ควรจะไปฝากคุณความดีนี้ไว้กับคนอื่น ให้เขาเป็นคนดี ให้คนนี้เป็นคนดี แล้วมาช่วยกัน ไม่ใช่ ตัวเองต้องดี และมั่นคง เพราะว่าคนอื่นจะมั่นคงได้อย่างไร เขาอาจจะเข้าใจว่าอะไรดี แต่ทำไม่ได้ ใช่ไหม เพราะเหตุว่าไม่ได้สะสมมาที่จะมั่นคงบนรากฐานของคุณความดีที่ไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจธรรมจริงๆ ช่วยโลก ช่วยทุกสถานการณ์ให้พ้นจากความปั่นป่วน ให้พ้นจากความเดือดร้อนได้ โดยที่ไม่ต้องหมุนไปตามสิ่งที่ไม่ดี
ผู้ฟัง คนพาลนี่ต้องห่างไกล ทรงแสดงที่ไม่ให้คบ ไม่ให้เห็น ก็เป็นเรื่องที่ยากที่จะตัดสินใจว่าควรจะเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ที่บอกว่าไม่คบคนพาล แต่ก็ต้องเห็นคนพาลใช่ไหม ต้องเผชิญหน้า ต้องรู้ ถ้าไม่รู้ก็อาจจะหลงว่าคนพาลเป็นคนดี แต่ปัญญาจะไม่เห็นผิดอย่างนั้นเลย ปัญญาสามารถที่จะเข้าใจถูกต้องว่าพาลเป็นพาล บัณฑิตหรือคนดีคือคนดี คนชั่วคือคนชั่ว เมื่อมีคนชั่วเผชิญหน้า ประโยชน์อยู่ที่ไหน หรือว่าจะเสียประโยชน์ ประโยชน์อยู่ที่จิตขณะนั้นรู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ว่าไม่ใช่ตามเขาไป รู้ว่าเขาเป็นใคร จิตดีไหมขณะที่รู้ความจริง มีเมตตาดี หรือว่ามีโทสะดี
ผู้ฟัง เมตตาดีกว่า
ท่านอาจารย์ มีเมตตาคือความหวังดี เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะหวังดีกับเฉพาะคนดีใช่ไหม
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ ที่บอกเจริญเมตตา เจริญเมตตา จำกัดหรือว่าต้องคนนี้คนนั้น หรือว่ายิ่งเจริญเมตตา มีเมตตามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นสุขเท่านั้น ร่มเย็นเป็นสุขไม่เดือดร้อนเลย เพราะฉะนั้นไม่ว่าคนชั่วหรือคนดี เมตตาก็สามารถที่จะเป็นมิตร หวังดี ไม่หวั่นไหว เป็นมิตรคือให้เขารู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ไม่ใช่ว่าเป็นมิตร เขาต้องการอะไร เราก็ให้ อย่างนั้นไม่ใช่มิตร แต่มิตรจริงๆ คือความหวังดีจริงๆ ต้องให้เขาเข้าใจถูกต้องว่าอะไรถูกอะไรผิด และเวลาที่พบคนพาล ถ้าเรามีความหวังดี มีความเป็นมิตร เราสามารถจะชี้แจง อธิบายเหตุผลให้รู้ว่าอะไรถูกอะไรควร แต่เขาจะทำได้หรือไม่ได้ จะดีหรือไม่ดี ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ในขณะนั้นรักษาทั้งสองฝ่าย คือใจของคนที่เมตตาไม่เดือดร้อนเลย โลกจะลุกเป็นไฟ ใครทำอะไรได้หรือไม่ น้ำจะท่วม น้ำจะแห้งใครทำอะไรได้ เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิด ต้องมีเหตุปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นเมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้ ใจมนุษย์แต่ละคนเดี๋ยวดีเดี๋ยวชั่ว เพราะฉะนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใจของเขาซึ่งชั่วจะกลับดีได้ไหม แล้วจะกลับดีได้เมื่อไหร่ แต่ความเป็นมิตรไม่ได้ทำให้เราหวังร้ายกับใครเลย ซึ่งคนที่ฟังหรือคบเรา ก็ต้องรู้ว่าขณะนั้นเราไม่ได้โกรธ เรามีความหวังดี และเราชี้แจงเหตุผล ซึ่งแล้วแต่ว่าเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะทำหรือไม่ทำ จะดีหรือไม่ดี นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเรา แต่หน้าที่ของเราคือขณะนั้นรักษาจิต ไม่ได้เดือดร้อนเลยกับความไม่ดีของใคร แล้วก็มีความเมตตาที่จะอนุเคราะห์ด้วย
เพราะฉะนั้นสำหรับคนชั่ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเวลาคบ ทางเดียว เหตุผลเดียวคือเพื่ออนุเคราะห์ แต่ไม่ใช่เพื่อที่จะเห็นดีเห็นงามตามไป แต่ว่าถ้าอนุเคราะห์ไม่ได้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องคบหาสมาคมกัน เพราะฉะนั้นการคบหากันไม่ว่าจะคนดีคนเลว ก็คือเพื่ออนุเคราะห์ คนที่ไม่เข้าใจว่าอะไรดีอะไรชั่ว ก็อธิบายเขาด้วยความหวังดี ขณะนั้นจิตไม่เป็นโทสะ ไม่เดือดร้อน และทั้งสองฝ่าย ฝ่ายของคนที่รับฟังเราไม่สามารถจะรู้ได้ แต่ถ้าเรามีโทสะไปใส่เขา โทสะเขาก็เพิ่มขึ้นใช่ไหม แต่ถ้าเรามีความเป็นมิตร และหวังดี มีเหตุผลที่จะให้เขาได้เข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าพบใครสักคนหนึ่งที่ชั่ว สามารถที่จะช่วยเขา ประเสริฐมากไหม จากความชั่วให้เป็นความดีได้
เพราะฉะนั้นไม่ว่าใคร นอกจากจะชี้แจงให้เข้าใจเหตุผลด้วยว่านั่นไม่ดี ยังหาทางออกให้เขาด้วย ไม่ใช่ปล่อยเขาไปให้คิดเอง ซึ่งเขาคิดไม่ออกแน่ เพราะฉะนั้นคนที่รู้ คนที่เข้าใจ ก็สามารถที่จะช่วยสถานการณ์ทุกอย่างได้ ด้วยจิตที่ไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้นรักษาจิตสำคัญที่สุด มิเช่นนั้นแล้วก็ต่างคนต่างเป็นโคลน อาบน้ำโคลนกันทั้งนั้น ทั้งวัน แล้วจะสะอาดได้อย่างไร
ผู้ฟัง เรียกว่าแก้ปัญหาด้วยคุณความดี ด้วยโสภณธรรม
ท่านอาจารย์ แน่นอน เป็นสิ่งที่จะสำเร็จได้อย่างเดียว
ผู้ฟัง นี่เรียกได้ว่าเป็นวิธีของบัณฑิต ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ทุกคนที่มาถึงเรา ไม่ว่าเขาเป็นใคร เราเป็นมิตร และเขาจะรู้ไหมว่าใจของเราจริงๆ เป็นอย่างนี้ หวังร้ายต่อเราก็เป็นเรื่องของเขา แต่ไม่กระทบกระเทือนความมั่นคงของเราในความดี
ผู้ฟัง เรียกว่าประโยชน์ของตนสำคัญที่สุดใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะว่าวันหนึ่งก็จากโลกนี้ไปแล้ว ไปไหนก็ไม่รู้ เอาเรื่องของโลกนี้ตามไปไม่ได้เลย
ผู้ฟัง ถ้าไปโกรธก็ยิ่งทำร้ายตัวเอง
ท่านอาจารย์ แน่นอน สะสม
ผู้ฟัง แล้วก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายหนึ่งก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
ผู้ฟัง ก็อย่างที่ท้าวสักกะได้สนทนากับมาตลีเทพบุตรในสักกสังยุตต์ วิธีอย่างรุนแรง ที่มาตลีเทพบุตรบอกว่า คนพาลต้องกำราบด้วยวิธีที่รุนแรงจึงจะเอาเขาอยู่ แต่ท้าวสักกะกล่าวว่า ต้องกำราบด้วยคุณความดีคือขันติ
ท่านอาจารย์ ถ้าคิดผิด ก็เอาแต่ความชั่วทั้งนั้นไปปราบกัน ใช่ไหม แต่ถ้าคิดถูกก็คือว่าความดีเท่านั้นที่ชนะได้
ผู้ฟัง ทุกยุคทุกสมัย ทุกองค์กร
ท่านอาจารย์ ทุกยุคทุกสมัย เพราะว่าแหล่งที่เกิดของคุณความดีคือที่จิต ชำระจิตให้บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นขณะใดที่หวั่นไหว ขณะนั้นก็ลืมธรรม ไม่เข้าใจธรรม ไม่ได้ประพฤติตามธรรม แต่ขณะใดก็ตามที่ไม่หวั่นไหว มีความเข้าใจถูกต้อง มีความหวังดีทั่วไปเสมอกันหมด ที่ใช้คำว่าเจริญเมตตานั้น ไม่ได้เลือกบุคคลเลย แต่ว่าขณะนั้นจิตก็เปี่ยมหรือว่ามีเมตตา มีความหวังดี ไม่ได้หวังร้ายเลย ขณะนั้นก็เป็นกุศล เพราะฉะนั้นที่บอกว่า กว่าจะถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ชำระจิตให้บริสุทธิ์ ก็ต้องรู้ขณะที่ต่างกันของกุศลกับอกุศล ถ้าไม่รู้ก็เป็นอกุศลใช่ไหม
เพราะฉะนั้นถ้ารู้จริงๆ รอไหมว่าให้เขาเป็นคนดีเสียก่อน เราถึงจะอนุโมทนาเขา แต่ว่าถ้าเราสามารถช่วยเขาด้วยจิตที่มั่นคง ด้วยความดี คือดีขณะนั้นด้วยความเป็นมิตร สะสมความดี ไม่ใช่ไปพบคนชั่วแล้วจะสะสมไม่ได้ มีความหวังดี มีความเมตตาเมื่อไหร่ นั่นคือขณะนั้นดี ถ้าไม่ได้มีการกระทำความดี อกุศลจิตเกิด ไม่มีทางที่จะชำระจิตให้บริสุทธิ์ได้ เพราะฉะนั้นทำความดีทุกโอกาส ไม่เว้นแม้ขณะที่พบใคร
ผู้ฟัง ผู้ที่กำราบคนพาลด้วยอาชญาที่รุนแรง อย่างไปฆ่าเขา เขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แล้วใจของเราก็เศร้าหมอง
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
ผู้ฟัง แล้วก็เป็นบาป หรือไปว่าไปทำร้ายเขา ก็คือไม่ใช่วิธี
ท่านอาจารย์ เพราะว่ากรรมได้กระทำแล้ว คือการฆ่า ต้องมีผลสำหรับคนที่กระทำ
ผู้ฟัง และก็ไม่ใช่วิธีแก้ที่ถูกต้องด้วย
ท่านอาจารย์ ได้รับผลอะไร
ผู้ฟัง ก็เป็นอกุศล
ท่านอาจารย์ คนอื่นไม่ได้รับ แต่ตัวเองได้รับ เพราะเหตุที่ได้กระทำ
ผู้ฟัง แล้วก็ไม่ได้ช่วยทำให้เขาดีขึ้นเลย
ท่านอาจารย์ ไม่เลย ไม่มีทางเลย ช่วยเขาต้องช่วยให้เขาฟังเหตุผล เข้าใจเหตุผล เพราะฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงช่วยโลก ด้วยการทรงแสดงธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860