ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๐๙
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมคลาร์ก เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย
วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ แม้ว่าได้สะสมมาที่จะเว้นทุจริตกรรม แต่ทางกายทางวาจาก็ยังมีการล่วงออกไปด้วยความเป็นอนัตตา แต่ถ้ามีความเห็นถูกมีปัญญา ก็จะรู้ถึงโทษของการที่จิตเป็นอย่างนั้น จึงทำให้กายเป็นอย่างนั้น และวาจาเป็นอย่างนั้น ก็จะมีการระมัดระวังหรือว่ามีการละเว้นเพิ่มขึ้น ไม่อย่างนั้นอกุศลจะหมดไปได้อย่างไร คิดเพียงแต่ว่าจะไม่ให้มีอกุศลและจะฟังธรรม แต่ไม่มีการขัดเกลาในชีวิตประจำวันที่จะเห็นโทษของอกุศล อกุศลก็ต้องเพิ่มพูน เพราะฉะนั้นเพียงทานและศีลก็ยังไม่พอ เพราะเหตุว่าต้องมีปัญญา และเนกขัมมะคือการออกจากความติดข้อง
"ออกจากความติดข้อง" คำนี้ฟังแล้วเป็นอย่างไร ได้ยินคำว่า "เนกขัมมะ" คือไปบวชหรืออย่างไร ไม่ใช่แน่นอน แต่ว่าขณะใดก็ตามที่จิตเป็นกุศล ขณะนั้นออกจากอกุศลเป็นเนกขัมมะ เนกขัมมะมีหลายระดับ เรายังไม่สามารถที่จะออกจากความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ที่เราพอใจมากทุกวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงก่อนนอนยังมีความยินดีพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ จริงหรือไม่ ความจริงต้องจริง และต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่าความจริงเป็นอย่างนี้ ก็ต้องรู้ว่าเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีความติดข้องอย่างนี้จะให้หมดไปเลยทันทีได้ไหม ก็ไม่ได้
เนกขัมมะประการแรกคือออกจากความเห็นผิด เพราะไม่รู้ว่าเป็นธรรม ถ้ายังคงเห็นผิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่จะไม่ให้ยินดีในสิ่งนั้นได้ไหม ยังเป็นดอกไม้ ยังเป็นเสียงดนตรี ยังเป็นกลิ่นหอม ยังเป็นรสอร่อย รวมกันแล้วใช่ไหม ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าเพียงเกิดขึ้นชั่วคราวแล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ด้วย ไม่ได้รู้ความจริงอย่างนี้ก็จะทำให้ไม่สามารถที่จะออกจากความเห็นผิดนั้นได้เลย และเนกขัมมะก็ต้องตามลำดับด้วย เพราะว่ากุศลก็ต้องเจริญขึ้นตามลำดับ และการที่จะดับอกุศลก็ต้องตามลำดับด้วยเช่นกัน
เพราะฉะนั้น ทุกบารมีมีความสำคัญ จนถึงบารมีสุดท้ายคืออุเบกขาบารมี ไม่หวั่นไหวเพราะรู้ความจริง ถ้ายังคงเป็นเรา หวั่นไหวไหม ทำผิดไปแล้วก็เดือดร้อนใจ หรือว่าอาจหาญร่าเริงที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จนกว่าจะทั่วหมดไม่มีสักขณะเดียวที่ยังคงเหลือเป็นเรา นี่คือการที่จะได้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ถ้ายังมีเราอยู่ จะไม่สามารถรู้ความจริงของสภาพธรรม ไม่ถึงแม้นามรูปปริจเฉทญาณที่เป็นปัญญาที่ประจักษ์แจ้งจริง โดยสภาพธรรมปรากฏตามความเป็นจริงของธาตุรู้ ซึ่งไม่มีรูปใดเจือปนเลยทั้งสิ้น และรูปในขณะนั้นก็ไม่ใช่สภาพรู้ด้วย
เพราะฉะนั้นก็เป็นความต่างกันโดยสิ้นเชิงของนามธรรมกับรูปธรรม เพราะว่าในบางภูมิมีแต่เฉพาะนามธรรมไม่มีรูปธรรมเลย และบางภูมิก็มีแต่รูปธรรมไม่มีนามธรรมเลย ทั้งนามธรรมและรูปธรรมซึ่งเวลานี้แยกไม่ออก คือในขณะที่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นจริงแท้กับสภาพเห็นนั้นต่างกันแน่นอน แต่ว่ายังไม่มีปัญญาที่สามารถรู้โดยรอบ เพราะว่าสภาพธรรมนั้นปรากฏกับปัญญาที่ได้อบรมแล้วทีละหนึ่งโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่โดยเราคิดหรือเราพยายามที่จะให้เป็นอย่างนั้น แต่เพราะความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยก็ค่อยๆ ละความไม่รู้ ซึ่งปิดกั้นไม่ให้เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง จนกว่าวันหนึ่งปัญญาที่ใช้คำว่า "วิปัสสนา" รู้แจ้งตามความเป็นจริงของสภาพธรรมก็ปรากฏเพราะปัญญาที่อบรมแล้ว แต่ถ้าไม่มีปัญญาเลย ยังคงเป็นเราพยายามที่จะให้มีปัญญาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็คือว่ายังคงไม่รู้ลักษณะที่ต่างกันของนามธรรมและรูปธรรม เพียงแต่คิดแล้วก็พูดตามเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่ความหวังและความต้องการที่จะทำให้สามารถรู้ความจริงได้ แต่ต้องเป็นการค่อยๆ เข้าใจขึ้นจากการฟังและการไตร่ตรอง ที่ทำให้วันหนึ่งปัญญาสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงของสภาพธรรมได้ ในขณะใดก็ได้ ซึ่งทราบไม่ได้เลยว่าขณะต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น ชาติหน้าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เหมือนชาติก่อนก็ไม่รู้เลยว่าชาตินี้แต่ละขณะจะเป็นอย่างนี้ตามเหตุตามปัจจัยที่ได้สะสมแล้ว เพราะฉะนั้นจะเข้าใจธรรมอะไรในวันใด ได้ยินได้ฟังเข้าใจเพียงใด ก็เป็นเรื่องของธรรมทั้งนั้นที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
ผู้ฟัง หมายความว่าถ้าฟังคำว่าธรรมเข้าใจได้อย่างแท้จริงแล้ว ปัญญาที่เข้าใจว่ากิเลสหรืออกุศลที่ไม่ดีและทำให้สังสารวัฏฏ์ยืดยาว ก็ย่อมมีหิริโอตตัปปะเกิดหรือว่าอย่างไร
ท่านอาจารย์ ก็เพราะปัญญามีกำลังขึ้น เข้าใจมากขึ้น จึงเห็นโทษของอกุศลมากขึ้น
โอวาทปาติโมกข์ ได้แก่ ละชั่ว ทำความดีให้ถึงพร้อม ชำระจิตให้บริสุทธิ์ วันนี้ชั่วมากไหม อกุศลจิตเกิดมากมายไหม แล้วจะละอย่างไร ไม่ได้ให้มีความเป็นตัวตนไปละ ตัวตนละไม่ได้เลย ต้องเป็นปัญญาที่เห็นถูกว่าอกุศลเป็นธรรมฝ่ายไม่ดีที่สะสมมามากและยาวนานจนยากที่จะละได้ ถ้าไม่เริ่มที่จะเข้าใจถูกว่า "ควรละ แล้วก็ละ" คือก่อนที่จะละต้องเห็นก่อนว่าควรละ แม้แต่ความคิดว่าควรละก็ยังไม่มีเลย มีแต่เรื่องนั้นเป็นอย่างไร เรื่องนี้เป็นอย่างไร เพิ่มเติมกิเลสอกุศลไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีแม้แต่ "ควรละ"
ถ้ารู้ว่าควรละ ก็จะมีการที่ใฝ่ใจที่จะเข้าใจ แล้วก็เห็นโทษ" ขณะที่เห็นโทษก็เริ่มละการไม่เห็นโทษ" เป็นไปอย่างละเอียดมากและช้ามาก ตรงกับคำที่ทรงแสดงว่าสังขารขันธ์ไม่ใช่เรา สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นแต่ละหนึ่ง ในภาษาบาลีใช้คำว่า "ขัน-ธะ "
ทรงแสดงไว้ว่าขันธ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของการยึดถือ สิ่งที่เกิดมาตั้งแต่เกิดจนถึงเดี๋ยวนี้ที่เป็นที่ตั้งของความยึดถือมี ๕ อย่าง และทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน และเกิดดับอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านไป เกิดแล้วดับไปเรื่อยๆ และไม่กลับมาอีก สิ่งที่เรายึดถืออย่างมากขันธ์แรกคือรูปขันธ์ เพราะง่ายต่อการที่จะเห็น ติดข้องในรูปใช่หรือไม่ เช่น เวลาไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ เห็นดอกไม้สวยมาก ขณะนั้นกุศลจิตเกิดหรืออกุศลเกิด ก็สะสมไว้แล้วในความติดข้องในรูป ตั้งแต่ตื่นจนหลับใครไม่ติดข้องในรูปอะไรบ้าง ไม่มีเลย ร่างกายต้องสะอาด ติดข้องไหม แล้วสะอาดด้วยอะไร ติดข้องไหม มีหลายอย่างใช่ไหม แปรงสีฟันหลายชนิด ยาสีฟันหลายอย่าง เพียงเท่านี้ก็มองไม่เห็นเลยว่าติดข้องอย่างมาก ทุกอย่างหมดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก็เพราะ "เรา" และความติดข้อง ตั้งแต่ผม คิ้ว หน้าตา จมูก ปาก อาหารก็ต้องมีประโยชน์และรสอร่อย ฯลฯ แล้ววันหนึ่งๆ ถ้าไม่มีการเห็นโทษเลยก็ไม่มีทาง ที่จะทำให้อกุศลนั้นเบาบางลงไปได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าต้องรู้ในความไม่ใช่ตัวตนก่อนอื่น
เพราะฉะนั้น พระโสดาบันคือผู้ที่สามารถสู่กระแสของพระนิพพาน คือไปสู่การที่จะดับอกุศล เมื่อพูดถึงนิพพาน บางคนก็ถามว่านิพพานคืออะไร รู้สึกว่าอยากจะถึงนิพพานเหลือเกิน โดยที่ไม่รู้ว่านิพพานคืออะไร แต่อยากถึงนิพพาน
นิพพานคือการดับกิเลส เป็นสภาพธรรมที่ดับกิเลส ไม่มีอะไรที่จะดับกิเลสได้เลย อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นเป็นที่ติดข้องได้ทั้งหมด สวรรค์ดีไหม ไม่ดีหรือ นรกดีกว่าหรืออย่างไร พรหมดีกว่าสวรรค์ไหม ไม่ติดข้องในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ พรหมมีแต่จักขุวิญญาณและโสตวิญญาณ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีรูปร่างกาย เพียงแต่ไม่มีปสาทะที่จะกระทบ กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สบายขึ้นอีกไหม ก็ต้องตามลำดับขั้นของกิเลสที่ลดน้อยลง จนกระทั่งถึงไม่เหลือเลย
ทุกคนที่ยังคงเป็นทาสของโลภะ ไม่รู้เลยว่ามีนายใหญ่ ใหญ่จริงๆ คือทุกขณะจิตก็ว่าได้ หลังจากที่เห็นแล้วทำให้ต้องทำอย่างนี้ต้องทำอย่างนั้นตลอดเวลา ใครเป็นผู้บงการหรือว่าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดการขวนขวายแสวงหาทั้งวัน ก็คือโลภะ เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เห็นโลภะตามความเป็นจริงก็ละโลภะไม่ได้ แต่แม้คำพูดอย่างนี้ก็ยังต้องละเอียดว่าไม่ใช่ละโลภะที่ติดข้องในรูปในเสียงซึ่งหนักหนาแน่นมาก สะสมมาประมาณไม่ได้เลย ถ้ายังคงยึดถือ และเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงหรือว่าเป็นเรา ก็ไม่มีทางที่จะละความติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะได้เลย
เพราะฉะนั้นไม่ลืมว่าการละกิเลสต้องตามลำดับ ยังไม่ต้องไปละสิ่งที่เคยพอใจมากมาย เพียงแต่ละความเห็นผิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เป็นตัวตน ถ้าเข้าใจอย่างนี้ยังมีโลภะ ยังมีโทสะ ยังสนุกสนาน ยังหัวเราะ ยังเบิกบาน แต่เริ่มที่จะรู้ความจริง เพราะฉะนั้นอกุศลจะลดน้อยลงไหมเมื่อรู้ความจริง คือไม่เห็นผิด ไม่ยึดถือว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นก็จะเข้าใจสภาพธรรมที่ปรากฏตรงยิ่งขึ้น มากขึ้น และเพิ่มขึ้น การละคลายก็ค่อยๆ เป็นไปจนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้ แต่กิเลสทั้งหมดจะดับได้เมื่อถึงการรู้แจ้งลักษณะของธาตุที่เป็นนิพพานธาตุ ไม่เป็นที่ตั้งที่ต้องการของโลภะ เพราะสิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมไม่ใช่รู้เพียงเล็กน้อยหรือรู้เพียงผิวเผิน เพราะเหตุว่าเป็นโทษมากมาย โดยที่ว่าคนนั้นไม่ทราบเลยว่านอกจากโทษแก่ตนเองแล้ว ยังเป็นการทำลายพระสัทธรรม คือพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญมาเพื่อตรัสรู้และทรงแสดงความจริง แต่ผู้ที่หลงผิดเข้าใจผิดก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะนั้นกำลังทำลายสิ่งที่เป็นสัจจธรรมคือวาจาสัจจะ เพราะเหตุว่าเข้าใจผิด และยังทำให้คนอื่นเข้าใจผิดด้วย
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กล่าวว่าละชั่ว ทำดี และทำจิตให้ผ่องแผ้วบริสุทธิ์ ระหว่างการที่มีตัวตนไปทำ กับการที่มีปัญญาเข้าใจความจริงว่าอกุศลไม่ดีควรละ ควรขัดเกลา กุศลดีควรเจริญ ขอเรียนถามว่าในชีวิตประจำวันจะทราบได้อย่างไรหรือว่าแตกต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้สภาพธรรมเกิดแล้ว ใครทำ
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ แล้วใครจะทำอะไร ถ้าไม่เข้าใจผิดจะทำไหม
ผู้ฟัง ถ้าไม่เข้าใจผิด ก็ไม่ทำ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทำเมื่อไรคือเข้าใจผิดเมื่อนั้น
ผู้ฟัง ถ้าฟังว่าเป็นธรรมที่เกิดดับตามเหตุปัจจัย ทำอะไรไม่ได้นอกจากจิตเจตสิกที่เกิดขึ้นทำกิจ
ท่านอาจารย์ ก็เข้าใจขึ้น หนทางที่จะละกิเลสและความเห็นผิดก็คือ "เข้าใจ" ที่ภาษาบาลีใช้คำว่า "ปัญญา" นั่นเอง ถ้าพูดถึงปัญญา คนไทยก็ไม่ทราบว่าปัญญารู้อะไร แต่ถ้าพูดถึงเข้าใจซึ่งเป็นภาษาไทยเข้าใจได้ มีปัญญาใดบ้างที่ไม่เข้าใจอะไร ปัญญาที่ไม่เข้าใจมีไหม และเมื่อเข้าใจแล้วจะไม่ใช้ปัญญาได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ใช้คำภาษาไทยไม่ให้มีคำอื่นภาษาอื่นมากั้นให้เราสงสัย
ผู้ฟัง ขอความกรุณาท่านอาจารย์อธิบายว่า การไม่คำนึงถึงอดีตและไม่คำนึงถึงอนาคต จะเป็นการคิดอดีตที่เป็นเรื่องราว หรือคิดถึงอนาคตที่ยังเป็นเรื่องราวอยู่ หรือว่าเป็นธรรมที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไป แล้วก็พิจารณาถึงปัจจุบันอยู่เนืองๆ นี่คือการพิจารณาธรรมที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ต่อเนื่องกันอย่างไรในลักษณะนี้
ท่านอาจารย์ จะรู้ความจริงใช่ไหม ต้องมีความจริงให้รู้ สิ่งที่ผ่านไปแล้วแม้ชั่วครู่ ไม่ได้กลับมาอีกเลยและไม่เหลือเลย จะรู้ได้ไหม เพราะฉะนั้นไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ใช่เพียงคิดเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ด้วยความเสียดายด้วยความเสียใจ ด้วยความขุ่นเคืองใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งไม่มีประโยชน์เลย เพราะว่าขณะนั้นเป็นเรา ไม่ได้เป็นการเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนั้น และคำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง จะรู้ไหมว่าขณะต่อไปเป็นอะไร ไม่มีทางรู้เลย แล้วไปคิดเรื่องอะไรที่ไม่รู้ จะทำให้เข้าใจความจริงได้ไหม แต่ความจริงที่จะรู้ได้ก็คือที่กำลังมีขณะนี้
เพราะฉะนั้นสำหรับคำที่ว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วและสิ่งที่ยังไม่มาถึง คือสำหรับปัญญาที่จะรู้ความจริง ไม่ไปต้องไปหาที่ไหน คนที่ฟังพระธรรมสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมในขณะนั้น เพราะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนั้น
ผู้ฟัง กำลังปัญญาของเราที่ศึกษาพระธรรมนี้ก็คือยังคงเข้าใจในเรื่องราวที่เป็นปัจจุบัน
ท่านอาจารย์ ยังไม่ถึงความเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้ เพียงแต่ฟังเรื่องของสิ่งที่มีจริง แต่ตัวจริงขณะนี้ซึ่งไม่ใช่เราที่ตอบว่ามีจริงเป็นธรรมไม่ใช่เรา แล้วจริงอย่างไร ก็คือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่นเห็น กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ลักษณะที่เห็นไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย แต่ไม่เข้าใจเพราะเพิ่งเริ่มฟัง และอยากรู้ว่าเห็นเป็นอย่างไร ทั้งๆ ที่กำลังเห็น บางคนถามว่าเห็นเป็นอย่างไร จะตอบอย่างไร ก็กำลังเห็น แล้วจะให้ตอบอย่างไร เพราะคำตอบอยู่ที่เห็นที่กำลังเห็น เกินกว่าที่จะใช้คำใดๆ มาอธิบายได้ อธิบายอย่างไรก็ไม่เหมือนกับเห็นที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องคิดถึงอะไรเลย เห็นที่กำลังเห็นไม่ต้องใช้คำอื่นมาอธิบาย เพราะอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจ เพราะขณะนั้นไม่ได้เข้าใจเห็นที่กำลังเห็น เพราะฉะนั้นกว่าจะเป็นเข้าใจเห็นที่กำลังเห็น เข้าใจได้ยินที่กำลังได้ยิน เข้าใจโกรธที่กำลังโกรธ เข้าใจความชอบใจในรสอร่อย ก็ต้องเป็นในขณะนั้นที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ
ผู้ที่หมดความสงสัยละวิจิกิจฉานุสัยในสภาพธรรมที่ปรากฏ ก็เพราะกำลังรู้กำลังเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีโดยไม่ต้องอธิบาย อย่างหวาน มีความหวานมากน้อยเพียงใด ทองหยิบหวานมากเลย แต่บางทีก็หวานน้อยกว่าอันอื่น ด้วยมีคนทำหลายคน คนหนึ่งทำหวานจัด อีกคนหนึ่งทำหวานไม่มาก แล้วจะทราบได้อย่างไรถ้าไม่ลิ้มรส และขณะที่กำลังรู้รส อธิบายได้ไหมถึงความหวานที่หลากหลายและต่างกัน ก็ไม่สามารถที่จะใช้คำพูดใดๆ เลยที่จะให้เข้าใจในขณะนั้นได้ ต้องเป็นขณะที่กำลังรู้
เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังเริ่มเข้าใจจะอธิบายอย่างไร เข้าใจถูกในเห็นที่กำลังเห็น นานไหม หรือว่าเข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว จบแล้ว หมดแล้ว แล้วอย่างไรต่อไปอีก มักมีคำถามทำนองนี้ว่า "แล้วอย่างไร" เหมือนกับว่าเข้าใจแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพียงแต่ฟังเรื่องราวแล้วคิด หรืออาจจะไปทำโดยหวังว่าขณะนั้นทำอย่างนั้นแล้วจะเข้าใจ แต่ขณะใดที่ทำ ทำได้หรือ กำลังทำอะไร กำลังทำความไม่เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงมากยิ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัวเลย
ผู้ฟัง เรียนถามอาจารย์เรื่องอธิษฐานบารมีว่าเป็นอย่างไร เพราะที่เคยเข้าใจมาอาจจะเข้าใจผิด และไม่เข้าใจเลยด้วย
ท่านอาจารย์ บางทีประโยคสั้นๆ ไม่กี่คำก็สามารถที่จะทำให้เข้าใจอธิษฐานบารมีได้ คือ "มีชีวิตอยู่เพื่อปัญญาปรากฏ" พอที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ไหมถึงอธิษฐานคือความตั้งใจที่มั่นคง
เกิดมาต้องมีชีวิตแน่นอน เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง เป็นของธรรมดา โลภะบ้าง โทสะบ้าง ก็เป็นธรรมดา แต่มีชีวิตอยู่ได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นมีชีวิตอยู่เพื่อปัญญาปรากฏ ถ้าไม่มีปัญญาเกิดขึ้นจะปรากฏได้ไหม ก็ไม่ได้ แล้วจะปรากฏว่าเป็นปัญญาได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่า "มีชีวิตอยู่เพื่อปัญญาปรากฏ" เป็นข้อความในพระไตรปิฎก อะไรก็ตามที่เป็นความจริงที่เป็นประโยชน์ ถ้าศึกษาในพระสูตรแต่ละตอนก็จะพบว่ามีข้อความที่ทำให้เข้าใจขึ้น และก็เป็นคำตอบสำหรับคำถามเช่นว่าอธิษฐานบารมีคืออย่างไร เพราะเหตุว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร ฟังธรรมเพื่ออะไร เห็นมี แต่ไม่รู้เห็น เพราะรู้ยาก โกรธเกิดก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ทุกอย่างเดี๋ยวนี้เป็นธรรมทั้งหมดก็พูดได้กล่าวได้ ไม่มีอะไรที่กำลังมีจริงในขณะนี้ที่ไม่จริง คำว่า "จริงมีจริง" คือความหมายของธรรมนั่นเอง
เพราะฉะนั้นมีชีวิตอยู่อย่างประเสริฐที่สุดเพื่อสิ่งที่ประเสริฐที่สุด เพราะสิ่งอื่นแม้ว่าเข้าใจว่าเป็นของเรา ก็ไม่ใช่ของเรา ร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเป็นของเราหรือไม่ เพียงจิตไม่เกิดที่รูปนี้น่าดูไหม ให้ใครแล้วจะรับหรือไม่ ไม่มีใครต้องการเลย แม้มารดาก็ทอดทิ้งบุตร เพราะว่าขณะนั้นไม่มีจิตเกิดอีกต่อไปมีแต่ร่างกาย
ก็แสดงให้เห็นว่าเข้าใจว่าเป็นของเราทั้งนั้นเลย แต่ความจริงไม่ใช่เราแม้สักอย่างเดียว เห็นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ได้ยินเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป คิดนึกเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ลาภยศสักการะสรรเสริญยิ่งไม่ได้มั่นคงเลย ไม่เหมือนร่างกายซึ่งเข้าใจว่าเป็นเราตั้งแต่เกิดจนตายก็ยังไม่ใช่ของเรา ไม่มีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริงเลย ถ้ามีความเข้าใจถูกสะสมไป สภาพของจิตเป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดดับ จิตขณะหนึ่งเกิด จะมี ๒ ขณะเกิดซ้อนกันหรือพร้อมกันไม่ได้ เพราะเหตุว่าจิตหนึ่งขณะนี้เป็นอนันตรปัจจัย หมายความว่าเป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น เราถึงสามารถที่จะรู้ได้ว่ายังมีจิตอยู่ เพราะไม่เคยขาดจิตเลยตั้งแต่เกิดจนกว่าจะถึงขณะสุดท้าย แม้นอนหลับสนิทมีจิตไหม ต้องมี ถึงได้รู้ว่าหลับ ยังไม่ตายใช่ไหม เพราะฉะนั้นกำลังสลบมีจิตไหมเพราะยังไม่ตาย ก็แสดงว่าไม่เคยขาดจิตเลย จิตเกิดดับสืบต่อ ขณะนั้นเป็นเราหรือไม่ จิตที่เกิดและดับไปเป็นเราหรือเป็นของเราก็ไม่ใช่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอกุศลหรือกุศลใดที่เกิดขึ้น แม้ดับไปพร้อมจิตนั้น แต่ก็สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อไป
ด้วยเหตุนี้แต่ละคนก็มีแต่ละอัธยาศัย เป็นหนึ่งไม่มีสองที่จะซ้ำกันได้เลย แม้คนเดียวก็มีจิตหนึ่งขณะที่ดับและไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นขณะต่อไปก็เป็นจิตอีกหนึ่ง ซึ่งเกิดแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีก นับประมาณจิตไม่ได้เลยว่าจิตนี้มีจำนวนเท่าไร แม้ว่าทรงประมวลจิตเป็น ๘๙ ประเภท ก็เป็นประเภทใหญ่ๆ แต่ความหลากหลายของจิตแต่ละหนึ่งขณะก็มากมาย
ด้วยเหตุนี้เมื่อไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย ควรรู้ความจริงนี้ไหม หรือยังคงติดข้องว่ายังเป็นของเราอยู่ ทรัพย์สมบัติที่มีมากเป็นของเราเมื่อยังมีชีวิตโดยการคิดว่าของเรา แต่ของเราเหล่านี้จะหายไปหมดวันใดได้ไหม เช่นเมื่อน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือพลัดพรากโดยสถานใดก็แล้วแต่ ก็ไม่ใช่ของเราที่แท้จริงเลย แม้ร่างกายก็ไม่ใช่ของเรา แม้จิตแต่ละขณะที่กำลังเห็น กำลังคิด ก็เป็นธาตุที่มีจริงที่เกิดขึ้นทำกิจการงานของธาตุนั้นๆ และก็ไม่กลับมาอีกเลย
นี่คือความจริงซึ่งคนอื่นก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แต่สามารถที่จะรู้ได้เข้าใจได้ จนกระทั่งถึงนิพพานคือการไม่เกิดอีกเลย ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริง พอใครเกิดมาก็ตื่นเต้นดีใจ แม้แต่ลูกแมวที่สวยงามน่ารัก ก็ยังดีใจว่าเกิดมาแล้ว แต่ความจริงเกิดมาแล้วทำอะไรในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย เห็น ได้ยิน แล้วก็สะสมอกุศลไปเรื่อยๆ แต่ว่าชีวิตที่มีค่าที่ประเสริฐสุดคือ "อยู่เพื่อปัญญาปรากฏ" นั่นคือความหมายของ "อธิษฐานบารมี"
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
