ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๑๓
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่
วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ ความจริงเป็นสภาพธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดแล้วดับอยู่ตลอดเวลา ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดด้วย มีสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งบางท่านอาจจะไขว้เขวและคิดว่าเป็นปัญญา เพราะเขารู้สึกว่าเก่งไปเสียทุกอย่าง มีความสามารถรู้หลายสิ่งได้ ทางธรรมมีเจตสิก เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติลักษณะของสภาพธรรมซึ่งใส่ใจในอารมณ์ว่า มนสิการ (มะ-นะ-สิ-กา-ระ) ขอเชิญคุณคำปั่นให้คำแปล
อ.คำปั่น ที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงความเป็นจริงของธรรมประเภทหนึ่งที่เกิดร่วมกับจิต คือมนสิการ ซึ่งมาจากคำ ๒ คำ คำแรกคือ มนสิ แปลว่า ในใจ และการ คือ การกระทำไว้ แปลจากข้างหลังมาข้างหน้า คือ การกระทำไว้ในใจ ซึ่งเมื่อกล่าวโดยความหมายคือ เป็นการใส่ใจ ใส่ใจในอะไร ขณะที่จิตเกิดขึ้นก็ต้องมีสิ่งที่จิตรู้ มนสิการเกิดกับจิต ทำกิจหน้าที่ใส่ใจในอารมณ์ที่จิตรู้
ท่านอาจารย์ มนสิการมีจริงๆ ภาษาบาลีใช้คำว่า มนสิการ คือสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งใส่ใจในอารมณ์ มนสิการเป็นจิตหรือไม่ ไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้นเป็นเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต เป็นขันธ์หรือไม่ เป็น เป็นปัญญาขันธ์หรือไม่ บางครั้งจะถามหลากหลายเพื่อให้รู้ว่ามีความเข้าใจมั่นคงเพียงใด
ปัญญาเจตสิก หมายความถึง ความเห็นถูกในลักษณะความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏ ไม่คิดเอง ไม่เข้าใจผิด แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างไร ปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งนั้นซึ่งมีหลายขั้น
ขั้นฟังเรื่องของสิ่งที่กำลังมี เข้าใจ เป็นปัญญาความเห็นถูกขั้นหนึ่ง คือเห็นถูกจากการฟัง อย่างเช่นสภาพธรรมเกิดแล้วดับ เชื่อหรือไม่เชื่อจากการฟัง เพราะฉะนั้นเป็นขั้นฟัง แต่สามารถที่จะถึงการประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปด้วย อีกขั้นหนึ่ง นั่นเป็นตัวปัญญาจริงๆ คือสามารถที่จะเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรมที่มีจริงๆ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจในขั้นต้นก็ไม่สามารถที่จะประจักษ์การเกิดและดับได้ และไม่ว่าจะพูดคำที่น่าใคร่ฝันหวานกันสักเท่าไรว่า ละความเป็นตัวตน ละเสีย ละเสีย จะละด้วยความไม่รู้ได้อย่างไร เพราะไม่รู้จึงยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนแล้วยังไม่รู้ต่อไปอีก และยังต้องการอยากจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อีก ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมได้
ดังนั้น จะเห็นได้จริงๆ ว่าการศึกษาธรรมต้องละเอียด แม้แต่การเข้าใจสภาพของเจตสิกที่มีถึง ๕๒ ประเภท ซึ่งต้องเกิดกับจิต เจตสิกจะไม่เกิดที่อื่นเลย เจตสิกจะเกิดกับจิต เกิดในจิต เกิดพร้อมจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิตแต่ต่างกับจิต เพราะว่าเจตสิกแต่ละหนึ่งมีลักษณะ และมีหน้าที่ตามกิจการงานของเจตสิกนั้นๆ
เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจว่าปัญญาจริงๆ ต้องหมายความถึงความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏว่ามีเดี๋ยวนี้ ในขั้นของการฟังก็เป็นปัญญาระดับหนึ่ง ในขั้นที่เมื่อรู้ความจริงว่าความจริงเป็นอย่างนี้ คือสภาพธรรมเกิดแล้วดับ ก็สามารถที่จะอบรมปัญญาให้เจริญขึ้นจนประจักษ์การเกิดและดับได้ มิฉะนั้นไม่มีใครสามารถที่จะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ได้เพียงแต่พูดกันว่าให้ละ ให้ละได้อย่างไร ต้องเป็นปัญญาละ ไม่ใช่ใครสามารถที่จะละได้
เวลาที่พูดถึงสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง ได้ยินไม่ใช่เห็นแน่ๆ แต่ละหนึ่งเกิดขึ้นและดับไป ถ้าขณะนั้นเป็นปัญญาที่รู้ชัดในหนึ่ง เช่น ได้ยิน จะมีอย่างอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ไม่มีเลย โลกซึ่งเต็มไปด้วยคน เรื่องราวต่างๆ ต้นไม้ ใบหญ้า ภูเขา ไม่มีในขณะที่ได้ยินเกิดแล้วเสียงปรากฏ มีเพียง ๒ อย่าง คือ ต้องมีธาตุรู้ ไม่ได้มีแต่เสียง เสียงจะปรากฏโดยไม่มีธาตุรู้ไม่ได้เลย ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่ขณะนี้ที่เสียงปรากฏ เพราะมีธาตุรู้คือ จิตที่กำลังได้ยินเสียง
ถ้ากล่าวว่า ได้ยินเกิดแล้วดับ เสียงเกิดแล้วดับ ต้องเป็นในขณะที่มีเฉพาะได้ยินกับเสียงเท่านั้น จึงจะเป็นการรู้รอบในลักษณะของได้ยิน ซึ่งขณะนั้นไม่ใช่คิด ไม่ใช่เห็น แต่เป็นธาตุที่กำลังได้ยินและรู้รอบในเสียง ซึ่งขณะนั้นไม่ใช่อย่างอื่นเลย เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ว่า แต่ละหนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นและดับไป ไม่กลับมาอีก เมื่อนั้นเองค่อยๆ คลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน มิฉะนั้นไม่มีทางเลยที่จะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนได้ แม้ความรู้ขั้นฟังก็ยังไม่สามารถที่จะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนได้ ต้องเป็นการอบรมความเห็นถูกตามลำดับขั้น จนสภาพธรรมปรากฏตามความเป็นจริง ตรงตามที่ได้ฟังทุกอย่าง เมื่อนั้นจึงสามารถที่จะคลายการยึดถือ จนสามารถที่จะดับการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนได้
ดังนั้น ปัญญาต้องเป็นปัญญา ไม่ใช่มนสิการเจตสิก เพราะฉะนั้น การที่สภาพธรรมมีหลายอย่างเกิดพร้อมกัน แต่ละหนึ่งไม่ใช่อย่างเดียวกัน คือ จิตไม่ใช่เจตสิกเลย และเจตสิกแต่ละหนึ่งก็ไม่ใช่เจตสิกอื่นๆ ด้วย เช่น ปัญญาเป็นเจตสิก มนสิการก็เป็นเจตสิก แต่มนสิการไม่ใช่ปัญญา ซึ่งจะเข้าใจถูกต้องขึ้นเมื่อฟังแล้วรู้ว่าขณะใดไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นมนสิการ เป็นความใส่ใจในอารมณ์ที่ปรากฏตามลำดับขั้นด้วยว่า แต่ละคนสะสมมาที่จะใส่ใจในอะไร มิฉะนั้นคงจะไม่มีวิชาชีพหลายๆ อย่าง บางคนชอบเรียนเรื่องนี้ บางคนชอบเรียนเรื่องนั้น เพราะเหตุว่ามีความใส่ใจในสิ่งนั้นแล้วมีความสามารถต่างๆ บางท่านมีความใส่ใจในเรื่องเพชรนิลจินดา ในเรื่องเครื่องประดับ ในเรื่องอื่นๆ อีกท่านหนึ่งใส่ใจในการปลูกต้นไม้ อีกท่านหนึ่งก็ใส่ใจในการทำสิ่งต่างๆ ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เพราะใส่ใจ แต่ไม่ใช่ปัญญาเจตสิก
อ.ธิดารัตน์ ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงมนสิการแล้วยังจะมีชื่อทั้ง อโยนิโสมนสิการ และ โยนิโสมนสิการ กราบเรียนท่านอาจารย์อธิบายเพิ่มเติม
ท่านอาจารย์ อย่างที่คุณธิดารัตน์กล่าวถึงมนสิการ ตอนนี้ทุกคนทราบแล้วว่าเป็นความใส่ใจ แล้วแต่ว่าใครจะใส่ใจในเรื่องอะไร มีท่านหนึ่งใส่ใจในการปรุงรสเครื่องดื่มต่างๆ เช่น ตะไคร้ มะขาม ใส่น้ำตาลต่างชนิดกันทั้งน้ำตาลกรวด น้ำตาลทราย ก็แล้วแต่ นั่นคือความใส่ใจ เพราะฉะนั้น จากความใส่ใจก็สามารถที่จะมีความชำนาญขึ้นได้ แต่ถ้าใช้คำว่า โยนิโส อโยนิโส ในภาษาบาลีซึ่งไม่ใช่ภาษาไทย กำกับไว้เลยว่าขณะใดใส่ใจด้วยความต้องการ ขณะนั้นเป็นอกุศล เมื่อเป็นอกุศลก็ไม่ใช่เป็นการพิจารณาด้วยความแยบคาย จึงใช้คำว่า อโยนิโสมนสิการ
โดยหลักที่ง่ายมากเลยคือ ขณะใดที่เป็นอกุศลทั้งหมด เป็นอโยนิโสมนสิการ จะเก่งสักเพียงใด จะทำอะไรสักเท่าใด แต่ขณะนั้นเป็นไปด้วยความต้องการ ด้วยความติดข้อง ก็เป็นอโยนิโสมนสิการ ตรงกันข้ามกับฟังธรรมแล้วรู้ความลึกซึ้ง รู้ความละเอียดว่าประมาทไม่ได้ คิดเองไม่ได้ ถ้าใครคิดธรรมเองก็ผิด เพราะใช้คำซึ่งคนอื่นไม่รู้เรื่อง แล้วเหมือนกับตามๆ กันไปว่ารู้เรื่อง แต่ความจริงไม่รู้อะไรเลย มีอยู่หลายคำทีเดียว เช่นคำว่า วิปัสสนา คืออะไรก็ไม่รู้ แต่ใช้คำว่า วิปัสสนา ทำวิปัสสนา
เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนั้นเป็นอโยนิโนมนสิการ เพียงได้ยินแต่ไม่ได้คิดว่าหมายความว่าอะไรแล้วพูดตามไปเลย เช่นนั้นต้องเป็นอโยนิโสมนสิการ แต่ถ้าได้ยินทุกคำคืออะไร ถ้าเป็นสิ่งที่มีจริงอธิบายได้จนถึงที่สุด เพราะเหตุว่าพระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงโดยการตรัสรู้เป็นวาจาสัจจะทุกคำ สามารถที่จะเข้าใจจริงๆ ได้ทุกคำ
ดังนั้น ความต่างกันของโยนิโสมนสิการ กับ อโยนิโสมนสิการ คือขณะใดก็ตามที่เป็นไปทางฝ่ายที่ดีงามเพราะโยนิโสมนสิการ ขณะนั้นบังคับไม่ได้ เเต่ถ้าสั่งสมมาที่จะเป็นคนเผินหรืออะไรก็ตาม ขณะนั้นเป็นอกุศล จึงเป็นอโยนิโสมนสิการ ยังมีอีกหลายคำมากมายนับไม่ถ้วนเลย ค่อยๆ เข้าใจไปทีละคำ แต่ต้องเข้าใจจริงๆ เวลาที่ได้ยินได้ฟังแล้วต้องไตร่ตรอง
เรื่องของวิถีจิต เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ มีความเข้าใจมากน้อยเพียงใด จิตเกิดขึ้นหลากหลาย ไม่ซ้ำกันเลย ไม่เหมือนกันด้วย ข้อสำคัญคือ ไม่รู้ว่าจิตเกิดแล้วต้องทำกิจ ไม่ใช่เกิดขึ้นมาลอยๆ เลย จิตแต่ละหนึ่งต้องรู้ว่าจิตนั้นเกิดขึ้นมาทำกิจอะไรแล้วดับไป เช่น ในขณะนี้เราบอกว่าจิตเห็น หมายความว่า เห็น เป็นหน้าที่การงานหนึ่งของจิต ซึ่งจิตต้องเกิดเห็น คือเกิดแล้วเห็นแล้วก็ดับ ไม่มีใครไปทำหน้าที่เห็นได้เลย แต่จิตประเภทนี้เกิดขึ้นแล้ว เห็นแล้วก็ดับ เพราะฉะนั้น จิตแต่ละหนึ่งมีกิจการงานหน้าที่เฉพาะของจิตนั้น ซึ่งจะต้องศึกษาโดยละเอียดว่า ไม่ใช่เราทำ ไม่ใช่เราคิด ไม่ใช่เราเห็น แต่ทั้งหมดเป็นจิตแต่ละหนึ่งขณะซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงาน
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำว่า วิถีจิต ต้องรู้ว่าหมายความถึงอะไร ได้ยินคำว่า กุศลจิต อกุศลจิต หมายความว่าอะไร ได้ยินคำว่า กามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต โลกุตตรจิต หมายความว่าอะไร แต่ละคำต้องเข้าใจชัดเจนว่าในขณะนั้นกล่าวถึงอะไร เช่นคำว่า วิถีจิต เป็นสิ่งซึ่งเข้าใจได้ เมื่อคืนนี้ใครหลับบ้าง ถามแปลกดี เมื่อคืนนี้ใครหลับบ้าง ถามราวกับว่าไม่มีใครหลับแล้วมีบางคนที่หลับ ถ้าถามว่าเมื่อคืนนี้ใครไม่หลับบ้างก็ได้ ใช่หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าหลับมี ขณะที่หลับไม่ใช่ขณะที่ไม่หลับ แต่ว่าขณะนั้นอะไรหลับ เพราะเหตุว่าไม่มีเรา รูปหลับได้หรือไม่ ทุกคนมีรูป รูปหลับได้หรือไม่ รูปไม่ต้องหลับเลย เพราะเหตุว่ารูปไม่รู้อะไรเลย และจะต้องไปหลับไปตื่นเพื่ออะไร อย่างไรๆ ก็ไม่หลับไม่ตื่นแน่ๆ เพราะเหตุว่าไม่ใช่สภาพรู้
เพราะฉะนั้น ที่ใช้คำว่า หลับ หรือใช้คำว่า ตื่น หมายความถึงนามธรรม คือ จิตและเจตสิก ถ้าพูดถึงจิตไม่ต้องใช้คำว่าเจตสิกก็ได้ เพราะเหตุว่าเป็นที่เข้าใจอยู่แล้วว่า จิตจะเกิดตามลำพังโดยไม่มีเจตสิกเกิดไม่ได้เลย ทุกครั้งที่พูดถึงจิตหมายความว่า จิตนั้นต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าจิตจะเห็น มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เจตสิกที่เกิดพร้อมจิตรู้สิ่งเดียวกัน ดับพร้อมกันด้วย แต่ว่าเจตสิกไม่ได้ทำหน้าที่ของจิต และจิตก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของเจตสิกด้วย ต่างคนต่างเป็นหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นหลากหลายแล้วทำหน้าที่ของตนๆ
เมื่อคืนนี้ทุกคนหลับใช่หรือไม่ หรือมีคนที่ไม่หลับ ไปไหนมาไม่รู้ทั้งคืนไม่หลับเลย ก็แล้วแต่ จริงๆ แล้วมีคำว่าหลับ อะไรหลับ ตอนนี้รู้แล้วใช่หรือไม่ สภาพธรรมที่มีจริงๆ คือ นามธรรมกับรูปธรรม ลืมไม่ได้เลย รูปธรรมไม่ใช่สภาพรู้เลย นามธรรมเมื่อเกิดแล้วต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ และนามธรรมมี ๒ อย่าง คือ จิตกับเจตสิกเท่านั้นที่เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วรู้จะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากจิตกับเจตสิกเท่านั้น
เวลาที่กล่าวถึงจิตคือรวมว่าต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นอะไรหลับ เมื่อคืนนี้หลับ มีคำว่าหลับ แล้วอะไรหลับ รูปหลับได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะไม่ใช่สภาพรู้ อะไรหลับ จิตกับเจตสิกหลับ เหตุใดใช้คำว่าหลับ เพราะไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นอนอยู่แท้ๆ ก็ไม่รู้ว่าแข็งหรือไม่ อ่อนหรือไม่ เพราะเหตุว่าขณะนั้นหลับแล้วก็ไม่ได้คิดนึกด้วย
ดังนั้น ขณะใดก็ตามที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก ขณะนั้นหลับ หมายความว่าไม่รู้สิ่งที่ปรากฏใดๆ เลยทั้งสิ้น เวลาหลับใครรู้บ้างว่าชื่ออะไร ไม่รู้ อยู่ที่ไหนรู้หรือไม่ บางครั้งเดินทางไปหลายๆ แห่ง ที่กรุงเทพฯ หรือที่เชียงใหม่ หรือที่ไหนก็ตาม ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เพราะว่าขณะนั้นจิตหลับ ไม่ใช่วิถีจิต
จิต กล่าวได้โดยหลายนัย โดยนัยที่ว่า ไม่ใช่วิถีจิต กับ เป็นวิถีจิต ชื่อต่างกันแล้ว ความหมายคือว่า ถ้าเป็นวิถีจิตต้องมีทางที่จิตจะต้องเกิดขึ้นรู้ เช่น ทางตาที่เห็น ต้องอาศัยจักขุปสาท มิฉะนั้นจิตจะไม่สามารถรู้ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ซึ่งไม่เหมือนกับขณะที่หลับ หลับไม่ใช่วิถีจิต เพราะว่าไม่ต้องรู้อารมณ์ใดๆ เลยนอกจากอารมณ์เดียวกับปฏิสนธิจิต เพราะว่าหลับที่ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมได้เเน่นอนเลย คือ ไม่ว่าจิตและเจตสิกจะเกิดขึ้นเมื่อใด ที่ไหน อย่างไร ต้องเป็นสภาพรู้จึงต้องมีอารมณ์ คือสิ่งที่จิตรู้ ซึ่งอารมณ์ก็หลากหลายมาก อารมณ์ทางตากำลังปรากฏให้เห็น อารมณ์ทางหูคือ เสียงกำลังปรากฏให้ได้ยิน ถ้าเป็นกลิ่นก็อาศัยจมูก ถ้าเป็นรสก็อาศัยลิ้น ไม่มีลิ้นแล้วจะมีรสที่จิตจะไปลิ้มรสว่าหวานเค็มได้หรือไม่ ก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามที่จิตอาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นรู้อารมณ์เป็นวิถีจิต ให้ทราบว่า ขณะแรกของชาตินี้ที่ใช้คำว่ามีชีวิต หรือการเกิด ต้องมีจิตและเจตสิกเกิด ขณะเกิด จิตขณะแรกที่เกิดในชาตินี้มีอารมณ์หรือไม่มีอารมณ์ จิตเกิดแล้ว ขณะแรกมีอารมณ์หรือรู้อารมณ์หรือไม่ รู้หรือไม่รู้ รู้แต่อารมณ์ไม่ปรากฏ นี่คือต้องเข้าใจจริงๆ มิฉะนั้นจะสับสน
สภาพธรรมเปลี่ยนไม่ได้เลย เมื่อเป็นจิตเจตสิกเกิดขึ้นเมื่อใดต้องรู้อารมณ์ แต่อารมณ์นั้นจะเป็นอารมณ์อะไร ทางหนึ่งทางใด หรืออารมณ์นั้นไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น อารมณ์ที่ไม่ปรากฏไม่ต้องอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ว่าอาศัยจิตใกล้จะตายของชาติก่อน จิตใกล้จะตายคือใกล้จะจุติที่จะพ้นความเป็นบุคคลในชาติก่อนรู้อะไร ขณะที่จุติจิตของชาติก่อนดับ ปฏิสนธิจิต จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อเป็นขณะแรกของชาตินี้ มีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จุติของชาติก่อน อารมณ์นั้นเมื่อเกิดมาแล้วในโลกนี้ ไม่ใช่ข้ามชาติภพไปจำได้ว่า อารมณ์ของชาติก่อนใกล้จะตายเป็นอะไร แต่ว่าจิตต้องมีอารมณ์
เพราะฉะนั้น เมื่อจิตขณะแรกเกิดขึ้น ไม่ได้อาศัยตาเห็น ไม่ได้อาศัยหูได้ยิน ขณะแรกที่เกิดขึ้น ไม่เห็น ไม่ได้ยินอะไรเลย แต่เมื่อจิตเกิดต้องมีอารมณ์ ซึ่งอารมณ์นั้นคือ อารมณ์ที่รับสืบต่อจากจิตก่อนจะตาย เพราะเหตุว่าจิตเกิดดับสืบต่อเร็วมาก ขณะนี้ไม่รู้เลยว่าเห็นแล้ว แต่ยังมีจิตที่รู้สิ่งที่ปรากฏทางตาโดยไม่เห็น เช่น คิดนึกถึงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ขณะนั้นไม่ใช่เห็นแต่คิดถึงสิ่งที่เห็น
ขณะที่ได้ยินเสียง จิตที่ได้ยินเป็นหนึ่งขณะ ทำสวนกิจคือ กิจได้ยิน จิตที่เกิดต่อไม่ใช่ทำกิจได้ยิน แต่จำและรับเสียงนั้นต่อ ทำให้รู้ว่าเสียงสูงๆ ต่ำๆ ในขณะนี้หมายความว่าอะไร แต่ขณะที่รู้ความหมายของเสียงไม่ใช่ขณะที่ได้ยินเสียง เพราะว่าจิตแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นทำกิจเพียง ๑ อย่าง จะทำ ๒ กิจไม่ได้เลย
ในขณะที่ไม่ได้รู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ยังไม่ตายก็ต้องมีจิต และเมื่อมีจิตก็ต้องมีอารมณ์ แต่ไม่ใช่อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงไม่ใช่วิถีจิต เพราะว่าเป็นจิตที่รู้อารมณ์โดยไม่ต้องอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จึงไม่ใช่วิถี ดังนั้น ถ้าจะแบ่งจิตโดยคร่าวเป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือ จิตที่ไม่ใช่วิถีจิต เมื่อเป็นจิตต้องรู้อารมณ์ด้วย แต่ไม่ใช่วิถีจิตเพราะไม่ได้อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้อารมณ์ของโลกนี้ แต่ว่ามีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จุติของชาติก่อน
ขณะที่กำลังเห็นเป็นวิถีจิตอาศัยตา ซึ่งไม่ใช่มีขณะเดียวด้วย แม้แต่ความชอบในสิ่งที่ปรากฏซึ่งยังไม่ดับก็ยังเป็นวิถีจิต
เพราะฉะนั้น มีขณะที่ไม่ใช่วิถีจิตคือ ขณะแรกที่ปฏิสนธิหนึ่งขณะดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดดับสืบต่อดำรงความเป็นบุคคลนั้น ทำภวังคกิจ จะหมดความเป็นบุคคลนั้นไม่ได้ ภวังคกิจ มาจากคำว่า ภว กับ อังคะ รวมเป็น ภวังค ดังนั้นจิตที่เป็นภวังค์ดำรงภพชาติ คนหลับไม่ใช่คนตาย คนตายไม่มีจิตแล้ว มีแต่รูป เพราะว่าจิตดับแล้วเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิเกิดทันที ชาติหน้าเป็นบุคคลอื่นทันที จะเป็นบุคคลนี้อีกสักหนึ่งขณะก็เป็นไปไม่ได้เลย เมื่อจุติจิตเกิดหมายความว่า จิตขณะสุดท้ายทำกิจเคลื่อนพ้นจากสภาพความเป็นบุคคลนี้ จะเป็นบุคคลนี้ต่อไปอีกไม่ได้
ขณะที่จุติจิตดับไปแล้ว ปฏิสนธิจิตเกิดต่อหนึ่งขณะด้วยผลของกรรมหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ดำรงอยู่ในภพชาตินั้นมีการเห็น มีการได้ยิน มีการคิดนึกต่างๆ จนถึงขณะสุดท้ายคือจุติ พ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้นเมื่อกรรมให้ผล ที่เราใช้คำว่า ถึงแก่กรรม ที่จะต้องพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้
ดังนั้นชีวิตก็คือ จิตที่ไม่ใช่วิถีจิต เป็นภวังคจิตดำรงภพชาติ กับจิตที่เป็นวิถีจิต ดำรงไว้เพื่อเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เลือกไม่ได้เลย ใครจะเห็นอะไร ได้ยินเสียงอะไร ทั้งหมด เมื่อถึงกาลที่กรรมพร้อมที่จะให้จิตนั้นเกิดขึ้นได้ยิน จิตต้องเกิดขึ้นได้ยินแล้วดับไป เมื่อเสียงดับก็ดำรงภพชาติโดยเป็นภวังค์คั่น ต่อจากนั้นก็แล้วแต่ว่าจะเป็นวิถีจิตทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจ
นี่คือการกล่าวถึงโดยย่อที่สุดที่จะแสดงให้เข้าใจคำว่า วิถีจิต หมายความว่าต้องอาศัยทางหนึ่งทางใด คือ ตา หรือหู หรือจมูก หรือลิ้น หรือกาย หรือใจ เช่น ในขณะนี้เป็นวิถีจิตขณะที่เห็น เป็นวิถีจิตขณะที่ได้ยิน เมื่อรูปดับขณะที่ยังไม่ตาย ยังไม่พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ภวังคจิตก็เกิดสืบต่อ ดำรงไว้จนกว่าจะมีวิถีจิตเกิดสืบต่อ
บางคนบอกว่าจิตทำกิจต่างๆ มากมายจนจำไม่ได้เลย ให้ทราบว่าเมื่อประมวลจิตในสังสารวัฏฏ์ทั้งหมด สามารถที่จะกล่าวอย่างย่อที่สุดได้ดังนี้ ปฐมจิต คือขณะแรก ทุติยจิต คือขณะที่ ๒ และปัจฉิมจิต คือจิตขณะสุดท้าย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
