ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๕๙

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร

    วันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ ถึงไม่รู้ ไม่ได้ยินคำนั้น แต่รู้ว่ามีสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ในภาษาไทย เราก็บอกว่าสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ จะเรียกอะไรก็ตามแต่จะเรียก แต่ก็ยาว จึงใช้คำภาษาบาลีจะง่ายกว่า เพราะสั้น เช่น วัณณะ นิภา มีคำอื่นอีกด้วย เพราะฉะนั้นที่ใดที่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่นั่นมีสิ่งที่เราใช้คำว่าสี คำเดียวก็ได้ แทนสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ไม่ได้หมายความว่าเฉพาะเขียว แดง น้ำตาล ฯลฯ แต่อะไรทั้งนั้นที่ปรากฏคือสิ่งนั้นเอง ภาษาอังกฤษใช้คำนี้เขาไม่รู้เรื่อง ก็ต้องใช้คำอื่น ภาษาญี่ปุ่นบอกว่าสี หรือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ก็ไม่รู้เรื่อง ก็ต้องเข้าใจธรรมในภาษาของตนๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงขณะนี้ ที่เกิดกับมหาภูตรูป คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ และมีกลิ่นอีกหนึ่ง มีรสอีกหนึ่ง แล้วก็มีโอชา คือรูปที่เมื่อกลืนกินเข้าไปแล้วทำให้เกิดรูป เพราะร่างกายดำรงอยู่ไม่ได้เพียงด้วยรูปที่เกิดเพราะกรรม ยังต้องอาศัยรูปที่เกิดจากอาหารด้วย อาศัยรูปเกิดจากอุตุ ซึ่งมีอยู่ในตัวด้วย นี่คือความละเอียดอย่างยิ่ง ที่จะรู้ว่าธรรมไม่ใช่เรา แต่เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง มีปัจจัยเกิดขึ้น เป็นโลก (โลกะ) ทุกอย่างที่เกิดดับเป็นโลก เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้วก็เข้าใจทั้งหมด เวลานี้ถ้าไม่เกิดจะมีสิ่งนี้ปรากฏให้เห็นไหม และเกิดแล้วดับ ขณะนี้ไม่รู้เลย จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม แล้วละความไม่รู้ จนกว่าสภาพธรรมขณะนี้ปรากฏตามความเป็นจริง

    มีผู้ที่รู้ตามคำสอนที่พระองค์ทรงแสดงไหม ศึกษาธรรมต้องทราบว่าใครคือคนแรกในโลกนี้ คือท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งเป็นบุคคลแรกที่รับรองคำสอนแล้วว่าถูกต้อง ตรง และจริงทุกประการ และไม่ใช่หมายถึงตัวท่านอัญญาโกณฑัญญะ แต่เป็นปัญญาที่ได้อบรมมาที่สามารถที่จะรู้ความจริงในขณะนั้น เพราะฉะนั้น ธรรมพูดถึงความจริงทั้งหมด ทุกอย่างที่มีจริง ทุกขณะด้วยให้เข้าใจขึ้น แล้วก็จะ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริงเพราะเข้าใจพระธรรม ถ้ายังไม่เข้าใจพระธรรม พึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ไม่ได้พึ่งเพราะไม่เข้าใจ ถ้าเข้าใจเมื่อไร ก็รู้จักความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเรากราบไหว้ ไปขออะไรต่างๆ เราพึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ไม่ได้พึ่งเลย เพราะฉะนั้นเมื่อได้เข้าใจธรรม ก็จะเข้าใจทุกคำที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เข้าใจความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ

    ผู้ฟัง ขอความกรุณาท่านอาจารย์ทบทวนรูป ๘ รูป อีกสักครั้งหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีแข็งปรากฏ ไม่เรียกชื่อได้ไหม ได้ ต้องเรียกไหมว่านี่แข็ง และไม่ต้องบอกใครก็ได้เพราะว่าแข็งกำลังปรากฏลักษณะนั้นไม่เป็นอย่างอื่น พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่าจิตเป็นธาตุรู้ที่เกิดขึ้น รู้ทีละหนึ่ง เพราะจิตหนึ่งจะรู้สองอย่างไม่ได้ โดยเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยคือเอกัคคตาเจตสิก เป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อเจตสิกนั้นตั้งมั่นในอารมณ์นั้น จิตจึงรู้เฉพาะอารมณ์นั้นอารมณ์เดียว และถ้ามีเอกัคคตาเจตสิกมากๆ จะเรียกว่าสมาธิ ใช้คำนี้ แสดงว่าจิตตั้งมั่น ไม่ว่อกแว่กไปที่อารมณ์อื่น แต่ตั้งมั่นอยู่ที่อารมณ์นั้นบ่อยๆ คำว่า "บ่อยๆ " หมายความว่ามีจิตอื่นคั่น แสดงจิตละเอียดยิบว่ามีแต่เฉพาะจิตประเภทเดียว อย่างเดียว เช่น จิตเห็น เกิดขึ้นเพียงขณะเดียว แล้วก็มีจิตอื่นเกิดสืบต่อ และเห็นอีกหนึ่งขณะเดียว จิตที่เกิดต่อจากนั้นไม่ได้เห็น ไม่ได้ทำทัสสนกิจ (ทัส-สะ-นะ-กิด) เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งจะมีความละเอียดว่ามีลักษณะอย่างไร มีกิจอย่างไร เพื่อจะรู้ว่าไม่ใช่ตัวตนอย่างไร

    เพราะฉะนั้น จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้นและดับไป ต้องรู้เพียงสิ่งหนึ่งที่เจตสิกนั้นกำลังตั้งมั่นในอารมณ์นั้นอารมณ์เดียว และจิตก็รู้เฉพาะอารมณ์นั้นอารมณ์เดียว เพราะฉะนั้นขณะใดที่แข็งปรากฏ อย่างอื่นปรากฏไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่มีอยู่ในที่นั้น แต่จิตเกิดขึ้นรู้สิ่งที่ปรากฏให้รู้ได้เพียงหนึ่ง จิตหนึ่งเกิดขึ้นรู้หนึ่ง เพราะฉะนั้นจะใช้คำว่า ขณะ ก็ได้ จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น แล้วก็รู้ทั้งนั้นเลย เวลานี้จิตและเจตสิกกำลังทำงาน แต่จิตหนึ่งรู้เพียงหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อแข็งปรากฏ คือเป็นธาตุดิน ก็ต้องมีธาตุไฟ (เย็นหรือร้อน) ธาตุลม (ตึงหรือไหว) และธาตุน้ำซึมซาบ เกาะกุมรูปที่เกิดร่วมกัน ไม่แยกจากกันเลย แต่ลักษณะของธาตุน้ำไม่กระทบกาย เพราะเหตุว่าลักษณะที่กระทบคือสิ่งที่ธาตุน้ำทำให้สภาพทั้งหลายไม่แยกจากกัน โดยลักษณะแข็งปรากฏได้ ตึง - ไหว ปรากฏได้ เย็น - ร้อน ปรากฏได้ แต่ธาตุน้ำที่ซึมซาบอยู่ภายในทั้งหมดไม่ได้ปรากฏ เพราะซึมซาบอยู่ และทำให้รูปไม่กระจัดกระจาย ทั้งสี่รูปนี้ปรากฏทีละรูป ทางกายเว้นรูปเดียว เมื่อเรากล่าวถึงธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่แยกจากกัน ความละเอียดยังมีว่า ถึงไม่แยกกัน แต่เฉพาะรูปหนึ่งรูปใดใน ๓ รูปเท่านั้นที่สามารถกระทบกาย มีรูปเดียวซึ่งไม่สามารถกระทบกายได้ คือ ธาตุน้ำ

    ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ปรากฏในชีวิตประจำวันเป็นประเภทรูปหยาบ แม้ว่ารูปอื่นมี ก็ไม่ปรากฏเลย อยู่ที่ตัวแต่ไม่ปรากฏอีกหลายรูป ในชีวิตประจำวันมีสิ่งที่กระทบตาให้เห็นหนึ่งรูป มีเสียงกระทบหู ปรากฏให้รู้ว่ามีหนึ่งรูป มีกลิ่นกระทบจมูก จมูกไม่ใช่จมูกทั้งจมูก แต่เฉพาะฆานปสาท คือรูปพิเศษที่สามารถกระทบกลิ่นเท่านั้น ที่อยู่ในจมูก ปสาททั้งหลายมองไม่เห็นเลย เพราะฉะนั้นมีรูปที่มองไม่เห็นมากมาย เสียงก็มองไม่เห็น กลิ่นก็มองไม่เห็น รูปเดียวที่เห็นคือสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ เพราะฉะนั้น เรามืดมามากเพียงใดที่ไม่รู้ความจริงของทุกสิ่งที่มี แม้ว่าลืมตาก็ไม่รู้ว่าอะไร เพราะฉะนั้นในขณะนั้นจะมีรูปที่ปรากฏกระทบกายได้ เช่น แข็งเป็นต้น บางครั้งร้อน ก็คือหนึ่งของมหาภูตรูป ไม่แยกกัน ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สี่ธาตุ รวมทั้งสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นอีกหนึ่ง ที่ใช้คำว่าวรรณ (วัน - นะ) ภาษาบาลีคือวัณณะ วัณโณ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นขณะนี้หนึ่ง และกลิ่น ดมได้ว่ากลิ่นจางหรือว่ากลิ่นแรง เพราะฉะนั้น บนสวรรค์หรือโลกอื่นๆ ก็จะต่างประณีตกันไปโดยความละเอียดยิ่งของธรรม ซึ่งมีปัจจัยปรุงแต่งให้รูปธาตุ เช่น ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส และอีกหนึ่งคือ โอชา มองไม่เห็นเลย กลิ่นก็ไม่เห็น รสก็ไม่เห็น โอชาก็ไม่เห็น แต่มี โอชาคือสิ่งนั้นเองที่เมื่อกลืนกินเข้าไปแล้วทำให้เกิดรูป เพราะฉะนั้น ร่างกายของเราก็ขึ้นอยู่กับว่าได้รับสิ่งที่มีประโยชน์มากหรือน้อย ทำให้เจริญเติบโตขึ้นมากหรือน้อย ก็ตามเหตุตามปัจจัย คือธาตุทั้งหลาย ซึ่งปรุงแต่ง ๘ รูป ไม่แยกจากกันเลย

    ผู้ฟัง เมื่อกล่าวคำว่า โอชา หลายคนอาจจะคิดไปถึงเรื่องคำว่า โอชะ ที่แปลว่าอร่อย ขอความกระจ่างจากท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ภาษาไทยนำคำภาษาบาลีมาใช้ แล้วไม่ได้ศึกษา ก็คิดเองจึงไม่ถูกตรง อาหารอร่อย ไม่อยากจะพูดคำภาษาไทย ก็ใช้คำว่าโอชา โอชะมาก อร่อยมาก จึงเขว เพราะเหตุว่าไม่ได้ศึกษาว่าโอชาเป็นรูปที่เมื่อกลืนกินเข้าไปแล้วเป็นปัจจัยให้เกิดรูป เพราะฉะนั้นรูปที่ตัวมีลักษณะที่เล็กมาก เมื่อย่อยแตกออกไปแล้ว แต่ละกลุ่มแยกจากกัน โดยมีอากาศธาตุแทรกคั่น บางกลุ่มเกิดจากกรรมเป็นปัจจัย อย่างอื่นทำให้เกิดไม่ได้เลย เช่นจะตาดี ตาบอด เห็นชัด ไม่เห็นชัด ตามืด ตามัว ฯลฯ ก็เพราะมีรูปซึ่งเกิดจากกรรม กรรมทำให้รูปขณะแรกเกิดขึ้น แล้วแต่ว่าต่อไปเมื่อเจริญเติบโตจะมีรูปร่างอย่างไร ลูกช้างที่เพิ่งเกิด ขณะแรกก็เท่าๆ กัน คือมีรูปกี่กลุ่ม มีกายทสกะ เป็นต้น ซึ่งเป็นคำภาษาบาลี แต่ภาษาไทยเข้าใจได้คือเล็กมากในขณะเกิด ยังไม่รู้ว่าเกิดเป็นอะไร จะเป็นมด หรือจะเป็นช้าง หรือจะเป็นงู หรือจะเป็นคน แต่กรรมก็ทำให้โอชาซึ่งมีอยู่ และผลของกรรมที่กระทำแล้ว กรรมหนึ่งทำให้เกิดเป็นมนุษย์ แต่มนุษย์หลากหลายมาก แม้รูปร่างหน้าตา เพราะกรรมอื่นประกอบ เกื้อกูล อนุเคราะห์ อุปถัมภ์ ไม่ได้ทำกิจในขณะแรกที่เกิดก็จริง แต่ว่ากรรมก็ยังทำให้เกิดภายหลังได้ เพราะว่าเกิดขณะแรกไม่มีตา จักขุปสาทไม่มี แต่มีกรรมที่จะทำให้จักขุปสาทเกิด ถ้าคนที่ทำกรรมที่จะทำให้ตาบอดตั้งแต่แรกเกิด กรรมนั้นไม่ได้ทำให้เกิดจักขุปสาท ก็คือคนที่ตาบอดแต่กำเนิด

    เพราะฉะนั้น รูปที่ตัวก็เกิดจากหลายสมุฏฐาน สมุฏฐานคือธรรมที่ก่อตั้งให้รูปเกิด เราทำให้รูปเกิดเองได้ไหม ไม่มีทางเลย เจ็บไข้ได้ป่วย จะรักษาได้ ก็ต้องมีรูปที่เกิดจากอุตุที่เหมาะสมที่กลืนกินเข้าไป และรูปที่เกิดจากอาหารด้วย จึงจะทำให้รูปนั้นเกิดเป็นรูปที่ดี และรูปที่ไม่ดีก็ดับไปๆ ก็เป็นเรื่องซึ่งเป็นชีวิตประจำวันจริงๆ ที่ตัวนี้มีรูปที่เกิดจากกรรม มีรูปที่เกิดจากจิต มีรูปที่เกิดจากอุตุ ความเย็นความร้อน แล้วก็มีรูปที่เกิดจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ด้วยเหตุนี้ แต่ละกลุ่มไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน กลุ่มรูปที่เกิดจากกรรม ไม่ใช่กลุ่มรูปที่เกิดจากจิต จิตทำให้เกิดไม่ได้เลย และกลุ่มรูปที่เกิดจากจิต ก็ไม่ใช่กลุ่มรูปที่เกิดจากกรรม กรรมทำให้รูปนั้นเกิดไม่ได้ นี่คือยิ่งเรียนยิ่งเข้าใจ แต่ว่าน้อยมาก ยังไม่เข้าใจทั่ว เพียงเข้าใจขึ้นพอที่จะรู้ว่าเป็นธรรม หมายความว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง แม้มีจริง ความเป็นจริงก็คือว่าเกิดดับเร็วจนลวงเหมือนมายากล ใครเล่นกลเป็นบ้าง นักเล่นกลเล่นเก่งมาก คนอื่นไม่สามารถจะรู้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เหมือนเดี๋ยวนี้ ธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยต่างๆ ก็เป็นอย่างนี้ ลวงให้เห็นว่าไม่มีอะไรดับไปเลย เหมือนยั่งยืน ทำให้ติดข้อง จนกว่าทุกขอริยสัจจะจะปรากฏกับปัญญาที่อบรมแล้ว แต่ถ้าไม่มีการเข้าใจธรรมแม้เพียงคำเดียว ก็ไม่มีวันถึง อริยสัจจะก็ไม่ถึง เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์

    ผู้ฟัง การทำสมาธิที่บอกว่าเป็นเจตสิก เป็นการแทรกแซงกระบวนการตามธรรมชาติทางธรรมหรือไม่ เพื่อให้เป็นการปรับสภาพอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ คนที่บอกให้ปรับสภาพ เขารู้จักสมาธิหรือไม่ ไม่รู้จักแล้วบอกให้ปรับ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่ถ้าฟังพระธรรมทุกคำจะเข้าใจแต่ละคำที่เคยพูด สมาธิคืออะไร ถ้าไม่มีการสนทนาธรรม ไม่มีการคิดไตร่ตรอง ก็เป็นเขาบอกทั้งนั้น แต่พระธรรมที่ทรงแสดง ไม่ใช่เพียงให้เขาบอก หรือให้กล่าวตามพระพุทธพจน์ แต่ให้คนฟังไตร่ตรองและเข้าใจด้วยตนเอง นี่คือมรดกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าผู้ฟังธรรม เข้าใจธรรม ประพฤติธรรม ใช้คำว่าเป็นลูกหรือว่าเป็นทายาทของพระองค์ แต่ถ้าไม่ได้ฟังธรรม ไม่ได้เข้าใจธรรม จะกล่าวว่าได้รับมรดกได้ไหม ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น มรดกคือความเข้าใจถูก ความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงทุกคำ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่พูดอะไร ถามได้เลยว่าคืออะไร ถ้าเขาอธิบายและตอบให้เราเข้าใจความจริงเดี๋ยวนั้น สิ่งที่มีจริงขณะนั้น นั่นเป็นเพราะเขาได้ศึกษาพระพุทธพจน์ ไม่ได้คิดเอง แต่ถ้าเป็นคำที่เลอะเลือน และไม่ตรงกับสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ คำนั้นไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นไม่มีพระธรรมเป็นที่พึ่งแน่นอน แม้จะกล่าวคำว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

    ขณะที่ได้ยินได้ฟังขณะนี้ ไม่ใช่เหตุบังเอิญเลย มีปัจจัยที่จะได้ยินเสียงที่ทำให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มีการได้เคยฟังมาก่อน จะไม่มีปัจจัยเลย เราก็อยู่ข้างนอกทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นแต่ละครั้งที่ได้ฟังคำ อย่างที่พราหมณ์ท่านหนึ่งกล่าว เมื่อได้เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ข้าพระองค์ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้ฟังคำของพระองค์ เพราะฉะนั้น ขณะนี้เราถึงระดับนั้นไหม คือปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้ฟังพระธรรมที่ทรงแสดง จะเข้าใจทุกคำ แม้แต่สมาธิมีจริงหรือไม่ เริ่มต้นว่ามีจริงหรือไม่ ถ้าไม่ทราบว่าสมาธิคืออะไร จะตอบได้ไหมว่ามีหรือไม่ ที่ผ่านๆ มา เราก็รู้ภาษาไทยเพียงผิวเผิน คือรู้ไม่จริงหรือรู้เพียงเล็กน้อย แล้วจะรู้จริงหรือไม่ และเป็นโทษด้วยเพราะรู้ไม่จริง เพราะฉะนั้น คำไม่จริง รู้ไม่จริง เบียดเบียนการรู้จริง ไม่ให้เข้าใจความจริง เพราะฉะนั้น วาจาจริง คำจริง ไม่เบียดเบียนใครเลยทั้งสิ้น แต่อนุเคราะห์ให้เกิดความเห็นถูก ความเข้าใจถูก เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เบียดเบียน

    เพราะฉะนั้น แม้แต่สมาธิคืออะไร มีหรือไม่ เดี๋ยวนี้มีไหม พระธรรมทรงแสดงไว้โดยละเอียด คิดเองไม่ได้เลย ถ้าถามเดี๋ยวนี้ คำตอบน่าจะเป็นว่าคงจะมี ซึ่งแสดงความไม่แน่นอน หรือความไม่แน่ใจ เพราะยังไม่รู้จริงๆ ว่าสมาธิคืออะไร แต่ได้ยินบ่อยๆ และเราก็ใช้ด้วย เช่น อย่ามากวน ไม่มีสมาธิ อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง เราก็อาจจะพูดอย่างนั้นได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าแม้พูดอยู่ก็ยังไม่ได้เข้าใจจริงว่าคืออะไร แต่สิ่งหนึ่งแน่นอนก็คือว่า สิ่งนั้นเองเรียกอะไรก็ตามแต่ แต่มีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงนั้น ใช้คำนี้คือ "สมาธิ" หมายความถึงสภาพธรรมที่ตั้งมั่นในสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ เพราะเหตุว่า จิตเป็นธาตุรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ จะกล่าวว่ามีสิ่งที่จิตรู้ แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าอะไรเท่านั้นเอง แต่ต้องมีสิ่งที่จิตรู้ เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพรู้ อย่างก่อนฟังธรรม บอกว่าได้ยิน ได้ยินมี เพราะเสียงมี และขณะนั้นกำลังได้ยินเสียง แต่ไม่รู้ความจริงว่าได้ยินเกิด เป็นธาตุรู้เสียงเท่านั้น รู้อื่นไม่ได้เลย แต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้น ขณะนั้นได้ยินเป็นธรรม คือสิ่งที่มีจริงที่ไม่ใช่เรา ทั้งหมดของธรรมประมวลได้คือ อนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ชาติก่อนเป็นเรามาตลอด หายไปไหนหมด ชาตินี้ก็เหมือนมีเรา แต่แล้วก็ไม่เหลือเลย นี่ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ได้รู้ความจริง ว่าแท้ที่จริงแต่ละหนึ่งขณะหมดไปอย่างเร็วมาก

    คำว่าสมาธิเป็นภาษาบาลี หมายความถึงสภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้ แต่ไม่ใช่จิต เป็นเจตสิก เพราะจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้สิ่งที่ปรากฏ ที่ภาษาบาลีใช้คำว่าอารมณ์ หรืออารัมมณะ คือสิ่งที่จิตรู้ อย่างเห็นเกิดขึ้น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่ใช่เสียง เสียงจะเป็นอารมณ์ของจิตเห็นไม่ได้ หรือว่าสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น จะเป็นอารมณ์ของจิตได้ยินไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อจิตใดเกิดขึ้นรู้อะไร จิตนั้นมีสิ่งนั้นเป็นอารมณ์

    ด้วยเหตุนี้ จิตเกิดตามลำพังไม่ได้ ต้องมีนามธาตุคือเจตสิกเกิดร่วมด้วย ทรงแสดงไว้ว่าธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งตั้งมั่นในอารมณ์ แม้เพียงขณะที่สั้นแสนสั้น ก็ตั้งมั่นในอารมณ์นั้น สภาพธรรมนั้นใช้คำว่า เอกัคคตาเจตสิก ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง แต่ถ้าซ้ำกันบ่อยๆ ซึ่งความจริงก็มีจิตอื่นคั่น แต่ก็บ่อยกว่าขณะอื่น ซึ่งขณะนี้ทั้งเห็น ได้ยิน ทั้งคิด เปลี่ยนไปแล้ว แต่ละหนึ่งขณะ แต่ถึงอย่างนั้นในขณะหนึ่งที่จิตเกิด จะมีเจตสิกที่ตั้งมั่นในอารมณ์ เฉพาะสิ่งที่จิตรู้ ใช้คำว่า เอกัคคตา ถ้าสิ่งนั้นปรากฏนาน ก็บอกว่าสมาธิ เพราะฉะนั้น คำว่าสมาธิก็คือเอกัคคตาเจตสิก ซึ่งตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง ที่จิตรู้บ่อยๆ จนปรากฏว่ามั่นคงในอารมณ์นั้น นี่คือความหมายของสมาธิ มีทั้งกุศลสมาธิ และอกุศลสมาธิ เพราะว่าจิตเป็นธาตุรู้ ซึ่งมีเจตสิกฝ่ายดีเกิดร่วมด้วยในบางครั้ง แล้วก็มีเจตสิกที่เป็นฝ่ายไม่ดีเกิดร่วมด้วย แต่ไม่พร้อมกัน ต่างขณะกัน และมีเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทุกขณะ แม้แต่ขณะที่กำลังมีนิพพานเป็นอารมณ์ เจตสิกนั้นๆ ก็ต้องมี นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความละเอียดยิ่ง แล้วใครรู้อย่างนี้ได้ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม

    เพราะฉะนั้นการกล่าวธรรม ที่ใช้คำว่าธรรมโดยไม่ได้ศึกษา ก็ไม่ใช่ความจริง เพราะว่าถ้าเป็นความจริง ต้องจากการศึกษาพระธรรมเท่านั้น เพราะว่าคิดเองไม่ได้ อย่างสมาธิก็ไม่รู้ จะคิดอย่างไร ก็คิดไม่ออก ถ้าศึกษาพระธรรมแล้วจะทราบได้ว่าอะไรที่ใช้คำว่าสมาธิ และหมายความถึงสภาพธรรมใด จิตเป็นธาตุรู้ ไม่ใช่เจตสิก เพราะฉะนั้น จิตไม่ใช่สมาธิ ไม่ใช่เอกัคคตาเจตสิก แต่จิตใดเกิดพร้อมกับเอกัคคตาเจตสิก ซึ่งศึกษาต่อไปจะทราบว่าจิตทุกขณะมีเอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วมด้วยทีละเล็กทีละน้อย ยังไม่ปรากฏความตั้งมั่น จนกว่าจะตั้งมั่นอยู่ที่อารมณ์บ่อยๆ ก็ปรากฏลักษณะของสมาธิ เพราะฉะนั้นจะไปทำสมาธิได้ไหม ไม่ได้ ไมมีทางเลย แต่เข้าใจได้ ทำธรรมใดๆ ไม่ได้เลย เพราะเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นไม่ใช่ไปทำ แต่เข้าใจสิ่งที่มี โดยฟังพระธรรม ถ้าตอบอย่างจริงใจ แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ฟังแล้ว จะฟังต่อไปอีกหรือไม่

    ผู้ฟัง คำว่าสติ อยู่ตรงไหนของจิต และเราจะทราบได้อย่างไรว่า ตอนนี้เราสติดีหรือไม่ดี

    ท่านอาจารย์ สติอยู่ตรงไหนของจิต แสดงว่าสติไม่ใช่จิต แล้วสติเป็นอะไรถ้าไม่ใช่จิต ก่อนอื่นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต จะมีจิตโดยไม่มีสภาพธรรมนั้นไม่ได้เลย ต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น สภาพธรรมที่เกิดกับจิต จิตรู้อะไร สิ่งนั้นซึ่งเป็นนามธาตุก็เป็นธาตุรู้สิ่งนั้นด้วย แต่ทำกิจต่างกัน เพราะฉะนั้น สติไม่ใช่จิต ถูกต้องไหม แล้วสติ เป็นอะไร สภาพธรรมที่มีจริง เป็นแก่นแท้ของธรรม คือ จิตหนึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เจตสิกเป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิตเท่านั้น จะไม่เกิดที่อื่นเลยทั้งสิ้น และเจตสิกนี้ก็หลากหลายมาก เช่น โทสะเป็นธาตุที่มีจริงชนิดหนึ่ง เกิดเมื่อไร ก็ขุ่น หยาบ กระด้างเมื่อนั้น กับอีกสภาพหนึ่งคือเมตตาหรืออโทสะ เหล่านี้เป็นธรรมทั้งหมดซึ่งเกิดกับจิต จึงชื่อว่า เจตสิก (เจ - ตะ - สิก) ในภาษาไทย แต่ภาษาบาลีใช้คำว่า เจตสิก (เจ - ตะ - สิ - กะ) เพราะฉะนั้น แก่นแท้คือถ้าไม่มีจิต อะไรก็ไม่มี ถ้าไม่มีเจตสิก จิตก็เกิดไม่ได้ และทั้งจิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้อารมณ์เดียวกัน สิ่งเดียวกัน และรูปก็มีแต่ไม่ใช่จิต เจตสิก เพราะไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ไม่ว่าจะพูดถึงอะไรก็ตาม ทั้งหมดจะไม่พ้น จิต เจตสิก รูป

    เพราะฉะนั้น สติเป็นอะไร ไม่ใช่รูปแน่นอน และไม่ใช่จิตด้วย เพราะฉะนั้น สติเป็นเจตสิก มีจริงๆ เกิดกับจิต และเจตสิกนี้เป็นเจตสิกฝ่ายดี เปลี่ยนเป็นไม่ดีไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามที่ไม่ใช่กุศล สภาพธรรมที่ดีงาม จะไม่มีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วย เราอาจจะเข้าใจผิด เรียกอย่างนั้นอย่างนี้ว่า สติ แต่สติเป็นโสภณเจตสิกเท่านั้น คือเป็นเจตสิกที่ดีงามที่เกิดขึ้นทำให้จิตดีงาม เป็นไปในทาน การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับบุคคลอื่นบ้าง เป็นไปในการละทุจริตที่ใช้คำว่าศีลบ้าง เป็นไปในปัญญาที่กำลังสงบ เพราะรู้ความจริงว่าขณะนั้นเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป และเป็นปัญญาที่สามารถแทงตลอด หรือเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ฟังเดี๋ยวนี้ทีละเล็กทีละน้อยเพิ่มขึ้น ปัญญาก็เจริญขึ้นเหมือนต้นไม้ที่มีรากที่โตได้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    7 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ