ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๒๐
สนทนาธรรม ที่ เจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า
วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ แล้วธาตุนั้นเป็นใหญ่จริงๆ แต่ละหนึ่งๆ เปลี่ยนไม่ได้ ใครเปลี่ยนจิตให้เป็นอื่นได้ ใครเปลี่ยนเจตสิกให้เป็นอื่นได้ ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ธาตุซึ่งมีจริงทั้งหมด ที่มีลักษณะเฉพาะของตนของตน ไม่ว่าจะเป็นธาตุรู้ หรือไม่ใช่ธาตุรู้ก็ตาม แต่มีจริงๆ ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จึงใช้คำรวมว่า ปรมัตถธรรม คือธรรมที่มีจริง มีลักษณะซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แล้วก็เพราะไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ จึงเป็น ปรม ยิ่งใหญ่ที่ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้
เพราะฉะนั้น ธรรมที่มีจริงนั่นเองเป็นปรมัตถธรรม เมื่อเราเข้าใจความหมายของธรรมแล้ว จะบอกว่าธรรมไม่ใช่ปรมัตถธรรมได้หรือไม่ ถ้าพูดอย่างนั้นคือไม่รู้จักธรรม แต่ถ้ารู้จักธรรมแล้ว ธรรมนั่นเอง แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ตรัสว่าพระองค์สร้างขึ้น ทำขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงได้ แต่แสดงความจริงของสภาพนั้นๆ ตามความเป็นจริง โดยใช้คำว่า ปรมัตถธรรม ซึ่งความลึกซึ้งของธรรมละเอียดยิ่ง กี่ภพกี่ชาติฟังไปๆ เข้าใจๆ ลึกซึ้ง จนกระทั่งสามารถละคลายความไม่รู้ได้ จึงเป็นอภิธรรม ละเอียดยิ่ง
ดังนั้น ธรรมเป็นปรมัตถธรรม เป็นอภิธรรม แต่ถ้าคนไม่รู้ก็บอกว่าธรรมไม่ใช่อภิธรรม แล้วธรรมเป็นอะไร ธรรมละเอียดหรือไม่ ธรรมลึกซึ้งหรือไม่ และใครเปลี่ยนแปลงธรรมนั้นได้หรือไม่ ก็ตรงกับคำที่ได้เข้าใจแล้วคือ เป็นปรมัตถธรรม และเป็นอภิธรรม
เมื่อฟังธรรมเข้าใจขึ้นจะรู้ว่าสอดคล้องกันทั้งหมด เพราะเป็นความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แต่ถ้าไม่สอดคล้องก็ไปเปลี่ยนแล้ว ใช่หรือไม่ แต่เพราะเหตุว่าเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่น และความจริงก็ต้องสอดคล้องกับข้อความและพยัญชนะอื่นๆ ที่ทรงแสดงไว้ละเอียดขึ้นๆ ด้วย ไม่ว่าจะบัญญัติคำว่าอะไร
อริยสัจจะ เป็นปรมัตถธรรมหรือไม่ บางคนอาจจะคิดว่าปรมัตถธรรมก็ต้องไม่ใช่อริยสัจจธรรม เพราะมีคำว่า อริยสัจจธรรม มีคำว่า ปรมัตถธรรม แต่ไม่เข้าใจความจริงว่าสิ่งที่มีจริงสามารถจะรู้แจ้งด้วยปัญญา ที่ทำให้สามารถละความไม่รู้จนสามารถที่จะดับกิเลสได้ เพราะความรู้นั้นทำให้เป็นบุคคลซึ่งไม่ใช่ปุถุชนแต่เป็นอริยบุคคลเพราะรู้แจ้งความจริงของธรรม เป็นสิ่งซึ่งฟังแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจ
อ.คำปั่น จากที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวอยู่เสมอว่า ศึกษาธรรมทีละคำ ศึกษาที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลจริงๆ ในการศึกษานั้นเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืมว่าศึกษาธรรมเพื่ออะไร ทุกนาทีมีค่า เราไม่ควรจะปล่อยให้ผ่านไป โดยเฉพาะเวลาที่มีความสนใจที่จะฟังธรรมต้องรู้จุดประสงค์จริงๆ ว่าศึกษาเพื่ออะไร ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ประโยชน์เลย ถ้าศึกษาชื่อต่างๆ โดยที่ไม่เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้จะได้ประโยชน์หรือไม่ เพราะมีแต่ชื่อ แล้วไม่ได้เข้าใจจริงๆ
การศึกษาธรรมทีละคำ เพื่อที่จะได้เข้าใจคำที่ได้ฟังจริงๆ ไม่ใช่คิดว่าเข้าใจแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ที่จะขอกล่าวแล้วกล่าวอีกก็คือ ไม่ควรจะประมาทพระพุทธพจน์ เพราะเหตุว่าแต่ละคำเป็นสิ่งที่มีค่าประมาณไม่ได้เลย เพราะว่ามาจากการทรงบำเพ็ญพระบารมีนานแสนนาน และพระบารมีนั้นไม่ใช่ง่ายเลย ยิ่งกว่าใครจะทำได้เพื่อถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือสาวก แต่ต้องเป็นผู้ที่ได้รู้ความจริงของสิ่งซึ่งแม้กำลังปรากฏก็ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลย
เพราะฉะนั้น แต่ละคำ ไม่ใช่ประมาท ทุกคำต้องไตร่ตรอง วาจาสัจจะ เมื่อเป็นคำจริงคำนั้นต้องพิสูจน์ได้เข้าใจได้ มีในขณะนั้นให้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างนั้น ถ้าใครประมาทจะไม่ได้สาระจากพระธรรมเลย แต่การที่ไม่ประมาทก็จะเห็นพระมหากรุณาคุณอย่างยิ่ง ถ้าขณะนี้เราได้ฟังธรรมและเรามีความเข้าใจธรรม เราจะคิดถึงคนที่ไม่เข้าใจหรือไม่ว่า เมื่อใดเขาจะสามารถมีความเข้าใจถึงความจริง ที่เขาเกิดมาแล้วไม่รู้ความจริงไปโดยตลอดจนถึงตาย แล้วเกิดอีกก็ไม่รู้ต่อไปอีก ไม่รู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ไปแล้วกี่พระองค์ก็ยังคงไม่รู้ต่อไป
ด้วยเหตุนี้ การที่จะเป็นผู้ที่เคารพอย่างสูงสุดในพระรัตนตรัยคือ ฟังพระธรรมด้วยความเคารพอย่างยิ่ง และรู้ว่าการเคารพอย่างยิ่งไม่ใช่เพียงแต่ว่าเราสามารถที่จะพูด ที่จะกล่าว แต่ต้องกำลังสะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกซึ่งใครไม่สามารถที่จะคิดเองได้เลย บางคนไม่ประมาทตอนต้นแต่ก็ประมาทตอนกลาง คือว่าฟังแล้วคิดเอง มีใช่หรือไม่ ไม่ใช่ไม่ฟัง ฟัง แต่เพียงคำเดียวคิดเองไปอีกมากมาย ผิดหรือถูก ถ้าใครสามารถที่จะเพียงฟังแล้วคิดเองได้ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้แต่ละคำ ผู้ที่เคารพจริงๆ ต้องฟังแล้ว ไตร่ตรองแล้วเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่ละคำจะสอดคล้องกันหมดทุกคำ เพราะเหตุว่าพูดถึงความจริงที่ได้ตรัสรู้โดยประการทั้งปวง โดยสิ้นเชิง จนไม่เหลืออะไรที่จะมีความสงสัยอีก หรือว่าจะไม่สามารถอนุเคราะห์คนที่สะสมความเห็นผิด หรือว่าความเห็นต่างๆ และยังอัธยาศัยต่างๆ มาอีกมากมาย ที่สามารถจะทำให้เขาได้รับประโยชน์จากพระธรรมที่ทรงแสดง
การที่มีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นไม่ง่าย เราได้เห็นแล้วว่าถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น กากำลังร้อง มีตาเห็น มีหูได้ยิน แต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริง ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้แล้วทั้งชาติก็หมดไป
ใครจะรู้ว่าจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ชาตินี้ซึ่งตาดี หูดี แล้วมีการสะสมมาดีพอที่จะเข้าใจพระธรรมด้วย แต่ว่าเป็นผู้ที่ละเลยหรือไม่เห็นประโยชน์อย่างยิ่งของสิ่งที่มีค่าเหนืออย่างอื่นใด ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่เงินทอง ไม่ใช่ลาภสักการะ เพราะเหตุว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไม่สามารถที่จะเป็นของใครได้จริงๆ เพียงแต่เข้าใจว่าเป็นของเราแต่ว่าความจริงไม่ใช่ ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเห็นชั่วขณะที่เห็นแล้วดับ และจะเป็นของใครไม่ได้เลย แม้แต่เสียงก็เป็นของใครไม่ได้ เกิดขึ้นปรากฏแล้วดับไป
ดังนั้น ทุกขณะถ้ารู้แจ้งตามความเป็นจริง จากการที่ค่อยๆ อบรมปัญญา รู้ความต่างกันเลย เห็นมาก็นานแต่ไม่เคยรู้เลยว่า เห็นมีจริงๆ เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใครด้วย และบังคับบัญชาไม่ได้ แม้ว่าจะได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่การไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมไม่ใช่ก่อนจะได้ยินเท่านั้น ทุกชาติที่ผ่านมาก็มีการเห็น มีการได้ยินแล้วยังไม่ได้เข้าใจความจริง พิสูจน์ได้จากการที่กำลังฟังก็เป็นผู้ที่ตรง ที่สามารถจะรู้ได้ว่าเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังฟังมากน้อยเพียงใด
การฟังธรรม เป็นผู้ที่ตรงว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร แล้วเราเป็นใคร เพราะฉะนั้นแต่ละคำ ฟัง พิจารณา เข้าใจ เพื่อสะสมความเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ซึ่งลึกแล้วเป็นความจริงยากที่จะเห็นได้ถ้าไม่มีการบำเพ็ญบารมีมาเลย ไม่ว่าจะโดยฐานะของสาวกบารมี ก็ไม่สามารถที่จะได้เข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ด้วยเหตุนี้ ความไม่ประมาทจะทำให้สามารถเป็นผู้ที่ตรงต่อพระธรรม
ทุกคนเป็นคนดีหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมก็เป็นลูกที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี แต่ว่าดีจริงๆ หรือไม่ เรื่องนี้เป็นสิ่งซึ่งคนทั่วๆ ไปเขาก็บอกว่าคนนี้ดี เป็นคนดี แต่ว่าถ้าดีจริงๆ ต้องไม่มีกิเลส
กิเลส คือ สภาพธรรมที่ทำให้จิตไม่ผ่องแผ้ว เพราะเหตุว่าจิตเป็นธาตุรู้เท่านั้น เดี๋ยวนี้เราเคยได้ยินคำว่าจิต แต่ไม่เคยมีใครที่จะอธิบายจนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์แจ้ง รู้ความจริงของสิ่งที่เราบอกว่ามี จิตมี ถ้าไม่ใช่คนตายต้องมีจิต ก็คิดกันไปเพียงเท่านั้น แต่ว่าไม่สามารถที่จะรู้จักจิตขณะนี้ตามความเป็นจริง ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมทีละคำซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลย แม้แต่จิตคำเดียวเข้าใจหรือยัง ยังไม่เข้าใจ ข้ามไปอีกคำหนึ่งแล้ว ข้ามไปอีกคำหนึ่ง ข้ามไปอีกคำหนึ่ง แล้วรู้จริงๆ หรือไม่ เพราะฉะนั้น จะเคยฟังธรรมมามากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่ว่าเข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงที่ปรากฏเพียงใด
จะรู้ได้ว่า ผู้ใดก็ตามที่ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงให้คนอื่นสามารถเข้าใจได้ ผู้นั้นต้องไม่ใช่คนธรรมดาที่เป็นเพื่อนหรือเป็นมิตรสหาย หรือเป็นใครก็ตาม แต่ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีบุคคลใดเลิศหรือประเสริฐเท่าเทียมเปรียบได้เลย เพราะเหตุว่าสามารถเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ นี่เป็นเหตุที่จะทำให้เห็นค่าของการได้ยินได้ฟังแต่ละคำ และเป็นผู้ที่รู้ว่ายังไม่ได้มีความเข้าใจจริงๆ พอที่จะละความไม่ดี ซึ่งถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมจะไม่รู้เลยว่ามากน้อยเพียงใด
การที่เริ่มจะรู้สึกว่าเป็นคนไม่ดีเพียงใด จะทำให้เห็นประโยชน์ที่ว่าสิ่งที่ไม่ดีก็จะเพิ่มขึ้นๆ ยิ่งมีชีวิตยาวนานไปเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มไปเท่านั้นในสังสารวัฏฏ์ และใครจะนำสิ่งที่ไม่ดีนั้นออกไปได้ เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งซึ่งรู้ได้เลยว่า หนทางเดียว บุคคลเดียวซึ่งจะเป็นที่พึ่งเพราะเป็นรัตนะที่ประเสริฐ เลิศกว่ารัตนะอื่นๆ เพราะเหตุว่าแม้จะมีทรัพย์สมบัติ เงินทองมากมายสักเท่าไร มีรัตนะเต็มเลย ห้องหนึ่ง บ้านหนึ่ง แต่ยามมีทุกข์จะช่วยได้หรือไม่ แต่พระธรรมที่ได้เข้าใจเป็นรัตนะที่ประเสริฐยิ่ง
ขณะใดก็ตามที่เข้าใจขณะนั้นไม่เป็นทุกข์ จะไม่มีทุกข์เลย แสดงให้เห็นความต่างกันของเพียงแม้ได้ยินได้ฟัง และสามารถที่จะรู้ความจริงอย่างนั้นก็จะเป็นบุญ คือสิ่งที่ประเสริฐยิ่งในสังสารวัฏฏ์ของแต่ละชาติที่มีโอกาสจะได้ฟัง ทุกคนก็เป็นคนดีที่ได้มีโอกาสได้ฟังธรรม ต้องจำกัดด้วย ดีอื่นใช่ดีจริงหรือไม่ก็แล้วแต่แต่ละคน แต่ดีหนึ่งอย่างที่มีคือได้ฟังพระธรรม เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วจะรู้ว่าสิ่งที่ไม่ดีมีมากมายเหลือเกิน จากการที่ได้เข้าใจความละเอียดยิ่งของพระธรรมแล้วจะทำอย่างไร
ทรงอุปมาไว้ในพระสูตร ซึ่งมีข้อความโดยตรงเป็นภาษาบาลีในแต่ละแห่งว่า จิตเป็นสภาพที่ผ่องแผ้ว เฉพาะจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ แต่ว่าจิตจะเศร้าหมองไม่ผ่องแผ้ว เมื่อมีสภาพธรรมที่ไม่ดีเกิดกับจิตนั้น ซึ่งสภาพธรรมที่ไม่ดีนั้นจริงๆ แล้วเราไม่เคยรู้ตัวเลยว่า เพียงเห็นแล้วไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร และยึดถือสิ่งนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกระทั่งมีความยึดมั่น มีความสำคัญตน มีกิเลสอีกมากมายทั้งหมดทำให้จิตไม่ผ่องแผ้ว แต่สภาพของจิตจริงๆ ที่ภาษาบาลีใช้คำว่า จิตตะ มีอีกคำหนึ่งว่า ปัณฑระ เฉพาะจิต เพราะว่าจิตเป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นต้องรู้
เวลานี้ถ้าจะรู้ว่ามีสิ่งต่างๆ มากมายที่ไม่สังเกตเลย เช่น แข็ง ทุกคนก็กระทบแข็ง แข็งมี แต่แข็งเป็นอะไร ไม่เคยรู้ความจริงว่าลักษณะของแข็งแท้ๆ เกิดเป็นแข็ง ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เกิดเป็นแข็ง แล้วดับไป เมื่อถึงลักษณะที่ร้อน ลักษณะนั้นไม่ใช่แข็ง เกิดเป็นร้อนแล้วดับไป
สิ่งที่มีจริงแต่ละอย่าง ภาษาบาลีใช้คำว่า ธา-ตุ เป็นธาตุที่ทรงสภาพลักษณะนั้นซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แม้แต่คำว่าธรรม ซึ่งเป็นคำภาษาบาลี คือสิ่งที่มีจริงในภาษาไทยที่เราเข้าใจกันธรรมดาได้ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่มีจริงๆ จะไม่ให้สิ่งนั้นไม่มีได้หรือไม่ จะไม่ให้สิ่งที่มีจริงนั้นไม่จริงได้หรือไม่ จะให้สิ่งที่มีนั้นเป็นของใครได้หรือไม่ เพราะเหตุว่าลักษณะนั้นเป็นอิสระ เกิดเป็นแข็ง ใครจะเป็นผู้ที่สามารถทำให้แข็งเปลี่ยนไม่ได้ แข็งนั้นจะเป็นของใครไม่ได้
เพราะฉะนั้น สรุปโดยย่อว่า เป็นธาตุแต่ละหนึ่ง ธาตุมากมายนับไม่ถ้วน แต่ละหนึ่งเกิดเป็นสิ่งนั้นแล้วดับไป เกิดเป็นสิ่งนั้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย ไฟเกิดขึ้น แล้วไฟดับหรือไม่ ไฟก็ดับ เป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ไฟได้หรือไม่ ไม่ได้ ไฟต้องเป็นร้อน ฉันใด ธาตุรู้อีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ธาตุแข็ง ไม่ใช่ธาตุไฟ ก็เหมือนธาตุอื่นๆ แต่ต่างกันที่เป็นธาตุ ซึ่งเกิดขึ้นรู้ ไม่ว่าเกิดขึ้นเมื่อใดต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติธาตุชนิดนั้นด้วยคำหลายคำ เช่น คำว่า จิตเป็นธาตุที่รู้ เกิดแล้วไม่รู้ไม่ได้ ถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วไม่รู้ สิ่งนั้นไม่ใช่จิต ไม่ใช่ธาตุรู้
ดังนั้น ธาตุรู้จะเป็นของใครได้หรือไม่ เช่นเดียวกันกับแข็งจะเป็นของใครได้หรือไม่ ร้อนจะเป็นของใครได้หรือไม่ เพียงมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป แต่ว่าสิ่งที่ยากแก่การที่ทุกคนจะรู้ตาม เข้าใจตาม จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ขณะนี้จึงไม่ปรากฏเลยว่ามีอะไรดับ แม้ขณะที่เกิดก็ไม่รู้ ได้ยินเสียง แต่รู้ขณะเสียงเกิดหรือไม่ และเสียงดับก็ไม่รู้อีก เพราะฉะนั้น เต็มไปด้วยความไม่รู้ จนกว่ามีโอกาสจะได้ฟังพระธรรม เช่นคำที่เราใช้ว่าจิต แล้วยังเข้าใจว่าจิตเป็นธาตุรู้ล้วนๆ ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเจือปนเลยทั้งสิ้น เกิดเมื่อใดต้องมีสิ่งที่ถูกจิตรู้ จะมีจิตรู้โดยไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น เราค่อยๆ ศึกษาธรรมทีละคำ แทนที่เราจะไปพูดตั้งหลายคำ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจจริงๆ เลย ขณะนี้ก็ทีละคำที่ได้ฟัง ไม่เข้าใจคำใดบ้างหรือไม่ หรือว่าสงสัยคำใดบ้างหรือไม่ แม้แต่ธาตุรู้ล้วนๆ เกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่มีอะไรเจือปนเลย ใช้คำว่าปัณฑระ เมื่อได้ยินคำว่า ปัณฑระ ผู้ที่ศึกษาธรรมรู้เลยว่า หมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ซึ่งกำลังเห็น หรือได้ยิน หรืออะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏให้รู้ว่ามีเพราะมีธาตุรู้
ถ้าโลกนี้ไม่มีธาตุรู้ อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏเลย แต่เพราะเหตุว่ามีธาตุรู้จึงมีสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งจิตสามารถจะรู้ได้ทุกอย่างแล้วแต่ประเภทของจิตนั้นๆ ไม่ใช่ว่าจิตหนึ่งรู้ได้หมดเลย แต่จิตเองก็ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนเกื้อกูล อาศัยกันและกันเกิดขึ้น
เพิ่มอีกทีละคำ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีการเกิดต้องมีการอาศัยซึ่งกันและกัน มีปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดได้ ภาษาบาลีใช้คำว่า สังขาร และทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้น สังขารที่มีจริงก็เป็นธรรม
ด้วยเหตุนี้ให้ทราบว่า ไม่ว่าจะกล่าวถึงอะไรทั้งสิ้นไม่ได้มีเฉพาะสิ่งนั้นสิ่งเดียว แต่จะมีสิ่งอื่นรวมอยู่ด้วยในที่นั้นแต่ไม่ปรากฏ เพราะเหตุว่าจิตเป็นธาตุรู้ เมื่อเกิดขึ้นหนึ่งขณะก็ต้องรู้สิ่งเดียว จะรู้หลายๆ สิ่งไม่ได้ เพราะเหตุว่ามีธาตุรู้อีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต เกิดพร้อมจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต เพราะว่าเป็นธาตุรู้ เมื่อเกิดขึ้นก็รู้ แต่ไม่ใช่รู้อย่างจิตคือไม่ใช่ปัณฑระ ไม่ใช่สภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ แต่นาม นา-มะ คำใหม่อีกคำหนึ่ง ถ้าเราจะเข้าใจตามความจริงของสิ่งที่มีทุกโลกนั้น มีสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่รู้อะไร ภาษาบาลีใช้คำว่า รูปธรรม หรือรูปธาตุ ส่วนธาตุซึ่งเป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นแล้วต้องรู้ ต้องใช้อีกคำหนึ่ง จะใช้คำเดียวกันไม่ได้เพราะมีลักษณะต่างกัน
จะเห็นได้ว่าแต่ละคำๆ ที่ได้ยินแสดงความต่าง ความหลากหลายของแต่ละอย่างซึ่งไม่ปะปนกันเลย เพราะฉะนั้น ธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นจิต แต่ธาตุรู้ซึ่งเป็นนามธาตุ เพราะเหตุว่าสภาพที่ไม่รู้เป็นรูปธาตุ ส่วนสภาพธรรมใดๆ มองไม่เห็นเลยเป็นธาตุรู้ใช้คำว่า นามธาตุ มี ๒ อย่าง คือ จิตก็เป็นนามธาตุ ไม่มีใครมองเห็น แต่เกิดขึ้นรู้ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้
ส่วนนามธาตุที่เกิดพร้อมจิต อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ใช้คำว่า เจตสิกะ แต่ภาษาไทยพูดสั้นๆ ว่า เจตสิก เหมือน จิตตะ ก็พูดสั้นๆ ว่า จิต ทั้งสองอย่างนี้ปราศจากกันไม่ได้เลย ธรรมหนึ่งธรรมใดซึ่งมีต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นนามธาตุ ๒ อย่างที่เกิด คืออย่างหนึ่งเป็นจิต และนามธาตุอื่นๆ มีต่างกันเป็น ๕๒ ประเภทที่เกิดกับจิต แล้วแต่ว่านามธาตุใดจะเกิดกับจิตใด ในขณะใดก็ทำให้จิตซึ่งผ่องแผ้วนั้น จะดีก็เพราะเจตสิกที่ดีเกิดร่วมด้วย จะเลวก็เพราะเจตสิกที่เลวเกิดร่วมด้วย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร เพราะเหตุว่าเพียงเกิดขึ้นแล้วดับไป
ขณะนี้เป็นอย่างนี้ จิต เจตสิก และสภาพของธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ ที่ทรงบัญญัติคำว่า รูป หรือ รูปะ ก็เป็นสภาพที่ไม่รู้อะไร แต่ในขณะนี้มีทั้งจิต มีทั้งเจตสิก มีทั้งรูป เกิดดับสืบต่ออย่างเร็ว ถ้าไม่มีการตรัสรู้ จะไม่มีการเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรมที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งแยกขาดจากกัน จิตไม่ใช่เจตสิก เจตสิกมี ๕๒ ประเภท
เจตสิกทั้ง ๕๒ประเภท แต่ละหนึ่งไม่สับสนและไม่ปะปนกันด้วย นี่คือกล่าวอย่างย่อที่สุดแต่ก็หลายคำแล้ว ซึ่งหลายคำนี้ต้องเข้าใจจริงๆ สะสมความเข้าใจ เพื่อรู้ว่าถึงแม้ว่าคนอื่นจะบอกว่าดี แต่ไม่พอเลยใช่หรือไม่ เพราะเหตุว่ายังไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่มีโดยละเอียดยิ่ง เพราะถ้ารู้แล้วจะเข้าใจได้ว่า ไม่ดีมากกว่าดี แต่เมื่อไม่ปรากฏให้รู้ก็เข้าใจว่าดีชั่ว แล้วแต่การสะสมซึ่งทำให้แต่ละคนหลากหลาย
ดังนั้น พระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา แต่ละคำเพื่อให้เกิดปัญญาของผู้ฟัง ไม่ใช่ให้เชื่อ ไม่ใช่ให้ไม่คิดไตร่ตรอง เพียงแต่ใครบอกก็เชื่อ นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่ออนุเคราะห์ผู้ที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังให้เข้าใจ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการที่แต่ละคน แต่ละหนึ่งจะสามารถเข้าใจธรรมมากบ้าง น้อยบ้าง เลือกได้หรือไม่
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
