ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๑๔

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ ปฐมจิต คือขณะแรก ทุติยจิตคือขณะที่สอง และปัจฉิมจิตคือจิตขณะสุดท้าย

    ปฐมจิต คือภวังคจิต ไม่มีอะไรปรากฏเลย หลับสนิท ไม่รู้อะไรเลย จะอยู่ที่ไหนอย่างไรก็ตาม แต่ชีวิตไม่ใช่เท่านั้น กรรมไม่ได้ทำให้เกิดมาเพียงหลับสนิทไม่รู้อะไร แต่ผลของกรรมก็คือ ต้องเห็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ ถ้าเห็นสิ่งที่น่าพอใจเป็นกุศลวิบาก คือ ผลของกุศลกรรม ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจเป็นอกุศลวิบาก คือ ผลของอกุศลกรรม

    จากปฐมจิตคือ ภวังค์ที่ไม่มีอะไรปรากฏเลยมาเป็นทุติยจิต คือทั้งวัน ขณะที่เห็น ได้ยิน ฯลฯ แล้วก็เป็นปฐมจิตอีกเวลานอนหลับสนิท เรื่องทั้งหมดหายไปเลย ไม่กลับมาอีกเลย เพียงแค่เห็นเพื่อลืม ได้ยินเพื่อลืม ได้กลิ่นเพื่อลืม คิดนึกเพื่อลืม ทั้งหมด

    เพราะฉะนั้น จะเป็นอย่างนี้ในสังสารวัฏฏ์จนกว่าจะถึงปัจฉิมจิต คือจุติจิตของพระอรหันต์ซึ่งไม่มีการเกิดอีกเลย เป็นเรื่องที่มีจริงๆ เข้าใจได้ ศึกษาให้เข้าใจว่า ทั้งหมดเป็นธรรมที่เกิดขึ้นแสนสั้นเพียงชั่วคราวแล้วไม่กลับมาอีกเลย เป็นแต่ละหนึ่ง ถ้าเป็นสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมก็เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ที่เป็นนามธรรมนั้นๆ

    อ.คำปั่น มีคำถามจากท่านผู้ร่วมสนทนาว่า ถ้าจิตและเจตสิกหลับ ขณะฝัน จิตกับเจตสิกหลับหรือไม่

    ท่านอาจารย์ เวลาหลับสนิท ไม่ฝัน ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น โลกแตกก็ไม่รู้ แต่ความจริงความหมายของโลกแตกคือต้องเข้าใจก่อนว่า โลกคือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นมีปรากฏ เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย โลกก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ที่จะเป็นโลกได้ต่อเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นปรากฏ เป็นโลกหนึ่งๆ

    ขณะที่กำลังนอนหลับสนิทไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นแต่มีจิตเพราะว่ายังไม่ใช่คนตาย นี่เป็นเหตุที่เราจะรู้ความต่างกันของจิตในเเต่ละวันเเละคืน ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดก็ตามมีจิตอยู่ ๒ ประเภทคือ ประเภทหนึ่งไม่ใช่วิถีจิต ขณะที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสและไม่คิดนึกด้วย

    ในขณะนี้ทราบได้จากการฟัง เข้าใจได้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นวิถีจิตหรือไม่ ไม่ใช่เวลาอื่นต้องเดี๋ยวนี้เป็นวิถีจิต แล้วมีภวังคจิตสลับ เพราะเหตุว่าจิตเกิดดับสืบต่อเร็วมาก รูปๆ หนึ่งมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ เมื่อจิตดับไป ๑๗ ขณะรูปนั้นดับแล้ว จิตจะไปรู้รูปนั้นอีกไม่ได้ หลังจากนั้นต้องเป็นภวังค์คั่น และต่อจากนั้นก็แล้วแต่ว่าจะรู้ทางไหน อาจจะไปรู้ทางหู หรือทางใจคิดนึกก็ได้

    ให้ทราบว่าที่ใช้คำว่าหลับ ไม่ฝัน ไม่มีอะไรปรากฏ ขณะนั้นเป็นภวังคจิต ถ้าฝันคือคิด ขณะที่ฝันคือคิดเหมือนเดี๋ยวนี้ก็คือคิด คิดมี คิดตามสิ่งที่ปรากฏ เช่น เมื่อเห็นก็รู้ว่าคนนี้เป็นใคร ซึ่งตามความเป็นจริงถ้าไม่เห็นก็ไม่มีใคร แต่เมื่อเห็นแล้วก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าเห็นอะไร หรือว่าเห็นใคร

    เพราะฉะนั้น ในขณะที่รู้ไม่ใช่ในขณะที่เห็น ขณะนั้นคิด จำรูปร่างสัณฐาน ถ้าไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดได้หรือไม่ ไม่เห็นก็คิดถึงสิ่งที่เคยเห็นได้ ไม่ได้ยินก็คิดถึงสิ่งที่เคยได้ยินได้ ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แต่ก็ยังคิดถึงสิ่งที่เคยได้กลิ่น เคยลิ้มรส เคยกระทบสัมผัสได้

    ดังนั้น คิดนึกเป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่ใช่เห็น ที่สำคัญก็คือทางที่จิตจะรู้อารมณ์มี ๖ ทาง ทางตา ๑ ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแล้วดับเลย ทางหู เสียงปรากฏแล้วดับไป ทางจมูก กลิ่นปรากฏแล้วดับไป ทางลิ้น รสปรากฏแล้วดับไป ทางกาย แข็งขณะนี้เกิดปรากฏแล้วดับ แล้วจิตก็คิดนึกด้วย ไม่ใช่ว่ามีเพียงเห็น เพียงได้ยิน แต่ยังมีคิดนึกด้วย

    เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ คิดมาก แต่ไม่รู้ว่าขณะนั้นกำลังคิดเรื่องอะไร เมื่อสักครู่นี้คิดอะไร คิดแน่นอน แต่ตอบได้หรือไม่ว่าเมื่อสักครู่นี้คิดอะไร ตอบไม่ได้เพราะว่าดับไปแล้ว แต่ขณะที่กำลังคิดอาจจะรู้ว่ากำลังคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นสิ่งนี้ก็ไม่ได้ปรากฏ ฉันใด เวลาหลับไม่ต้องมีอะไรปรากฏเลย แต่ว่าเพราะเคยจำได้ในสิ่งที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ทำให้จิตขณะนั้นคิดตามการสะสม

    ขณะนี้ใครรู้บ้างว่าหลังจากนี้จะคิดอะไร กำลังเห็นอย่างนี้ เห็นแล้วและเมื่อเห็นดับไปแล้วจะคิดอะไร ใครรู้ ไม่มีทางจะรู้ได้เลย แม้แต่คิดขณะนี้ก็คิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย แต่ก่อนคิดไม่รู้ว่าจะคิดอะไร ฉันใด เวลานอนหลับคิดหรือไม่ว่าจะฝันเรื่องนั้นฝันเรื่องนี้ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่ว่าหลับแล้วก็ยังมีคิดเพราะจำสิ่งที่เคยเห็น แต่ไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นขณะนั้นจึงบอกว่าหลับแล้วฝัน

    ขณะนี้มีเห็นแล้วคิด คิดไม่ต่างกับคิดขณะที่ฝันเลย แต่ว่ามีสิ่งที่ปรากฏก่อนจะคิดด้วย เช่น เสียงเป็นเสียงเกิดปรากฏ แล้วคิดความหมายของคำว่าเสียง ซึ่งได้ยินเป็นขณะหนึ่งแล้วคิดความหมาย สืบต่อเร็วมากเพราะคุ้นเคย

    เด็กที่เพิ่งเกิดอายุน้อยมากได้ยินเสียงหรือไม่ ได้ยินเสียงแล้วเข้าใจหรือไม่ว่าเขาพูดว่าอะไร ไม่มีทางที่เด็กเพิ่งเกิดจะเข้าใจได้เลย เด็กขวบหนึ่งยังพูดไม่ได้ แต่ได้ยินแล้วและก็คิดด้วย ค่อยๆ จำเสียงที่ได้ยิน จะเป็นภาษาอะไรก็แล้วแต่จนกระทั่งชิน จนกระทั่งสามารถพูดตามได้ แต่ถ้าไม่เคยเข้าใจเลยก็พูดไม่ได้ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น เราจะรู้ได้เลยว่า คำแรกที่เด็กพูดว่าอะไรเพราะเขาได้ยินคำนั้นบ่อยๆ เวลาที่ได้ยินเป็นขณะหนึ่ง แต่เวลาคิดถึงเสียง จำได้แล้วเข้าใจความหมาย ทั้งหมดไม่ใช่ได้ยินแต่เป็นคิด

    เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ คิดมาก จนกระทั่งแม้ฝัน ไม่มีเสียงปรากฏ ไม่มีได้ยินจริงๆ แต่ก็ยังคิดเป็นเรื่องราวได้ ไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตาจริงๆ แต่ก็ยังฝันเห็นได้ ฝันเห็นรถยนต์สีดำได้หรือไม่ ฝันอะไรได้หมดทุกอย่าง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาว่าจะต้องฝันเรื่องนี้เรื่องนั้น แม้แต่คิดยังไม่รู้เลยว่าขณะต่อไปจะคิดเรื่องอะไร ฉันใด คืนนี้จะฝันเรื่องอะไรก็ไม่รู้ล่วงหน้าเลย

    เพราะฉะนั้น ฝันคือคิด โดยไม่ต้องอาศัยรูปที่กำลังปรากฏเหมือนขณะนี้เลย ไม่ต้องอาศัยเสียง ที่เราบอกว่าไม่ฝันแต่เป็นคิดเพราะเหตุว่ามีสิ่งอื่นปรากฏด้วย เช่น มีเห็นแล้วก็คิด มีได้ยินก็จริง ได้ยินดับแล้วก็คิด มีกลิ่นปรากฏจริงๆ ดับไปแล้วก็คิด ดังนั้นความฝันจึงต่างกับเวลาตื่น เพราะว่าเวลาตื่นมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นจริงๆ มีเสียงจริงๆ มีกลิ่นจริงๆ ฝันว่ารับประทานอะไร ฝันว่าทำอะไรก็ได้ทั้งหมดเพราะจำเท่านั้นเอง

    อ.คำปั่น มีคำถามว่าทุกสิ่งทุกอย่างบังคับบัญชาไม่ได้ แล้วการสะสมปัญญา ใครเป็นผู้สะสม

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้ก็ไม่มีใคร มีธรรมจริงๆ คือ นามธรรมและรูปธรรม รูปธรรมไม่รู้อะไรเลย สะสมอะไรไม่ได้เลย แต่สภาพรู้ เช่น จิตและเจตสิก เป็นสภาพที่เกิดขึ้นรู้แล้วดับไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น เพราะจิตขณะก่อนเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่จิตขณะก่อนผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จำได้ไม่ลืมก็สะสมสืบต่อไปถึงจิตขณะต่อไป ทุกคนถึงจำได้ว่าเมื่อวานนี้ไปไหนมา อยู่ที่ไหน รับประทานอะไร เพราะเหตุว่าจิตหนึ่งขณะเกิดแล้วดับเป็นปัจจัยให้ขณะต่อไป สิ่งที่สะสมมีอยู่ในจิตขณะก่อนก็จะอยู่ในจิตขณะต่อไป ซึ่งจิตนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้นสืบต่อกันอย่างนี้เรื่อยมา ไม่ใช่ไปสืบต่อจิตอื่นของคนอื่นเลย

    ดังนั้น แต่ละหนึ่งจิต ไม่มีใครสามารถที่จะหยั่งรู้ได้ว่านานแสนนานมาแล้ว เหมือนเมื่อวานนี้เห็นอะไรก็จำได้ แต่ว่านานยิ่งกว่านั้นอีก แสนโกฏิกัปป์มาแล้ว สิ่งที่เห็นมีความพอใจหรือไม่พอใจอย่างไร คำพูดหรือกิริยาอาการทั้งหมดสามารถที่จะสะสมอย่างละเอียดยิ่ง ทำให้ลักษณะของจิตแต่ละหนึ่งต่างๆ กันไป ไม่ใช่ว่าจิตนั้นไม่เห็นอะไร ไม่คิดอะไร ไม่ชอบอะไร แล้วจะมีจิตอีกขณะหนึ่งเกิดชอบและคิดโดยที่ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน แต่จากขณะหนึ่งที่เห็นก็มีความพอใจในสิ่งที่เห็นแล้ว

    เพราะฉะนั้น ความพอใจในสิ่งที่เห็นที่ดับไปเป็นปัจจัยให้ขณะต่อไปเกิด ไม่ลืมสิ่งที่เคยเห็น เคยชอบ การเคยเห็น เคยชอบ ขณะก่อนก็เป็นปัจจัยที่สะสมสืบต่อในจิตขณะนั้นๆ ดังนั้นจิตสะสมกุศลและอกุศล ทุกอย่างละเอียดมาก

    ผู้ฟัง ตามที่เข้าใจ สติ คือ รู้สึกตัว ขณะใดที่อกุศล ตื่นเต้นคือไม่มีสติแน่นอน แต่ว่าขณะใดที่รู้ว่าเป็นอกุศลนั่นคือ สติ รู้ว่าตื่นเต้นคืออกุศล ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เรียกชื่อ ก่อนอื่นคือเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่ง โดยไม่ต้องเรียกชื่อเลย ซึ่งกว่าจะรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เราเเต่เป็นธรรมก็ยังยาก และยิ่งจะไปรู้ลักษณะของสิ่งนั้นว่าดีชั่วประการใดก็ยิ่งยาก เพราะเหตุว่าดับไปแล้วเร็วมาก

    การที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ แม้ว่าสภาพธรรมที่เป็นอกุศลเกิดปรากฏก็ดับไปแล้ว เร็วมาก แล้วกว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา ดังนั้นก่อนอื่นคือไม่ไปตั้งชื่อ เรียกชื่ออะไรเลยทั้งสิ้น เพียงแต่เริ่มเข้าใจถูกต้องขึ้นทีละเล็กทีละน้อยว่า ขณะนี้เป็นสิ่งที่เพียงมีจริงๆ เมื่อเกิดปรากฏแล้วหมดไป ไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นสติ หรือจะเป็นปัญญา หรือจะเป็นอกุศลใดๆ

    ก่อนอื่นรู้ว่า เป็นเพียงสิ่งซึ่งมีจริง และภายหลังจะรู้ว่า ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่เรา แล้วสิ่งนั้นก็มีลักษณะหลากหลายไปแล้วแต่ว่าอะไรจะปรากฏ ถ้าสติไม่เกิดขึ้นปรากฏให้รู้ ก็จะไปนึกถึงแต่ว่าสติเป็นอย่างไร แล้วคิดไปต่างๆ นานา เหมือนอย่างขณะนี้มีความติดข้องต้องการอะไรหรือไม่ ในขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้ ใช่หรือไม่ รู้ลักษณะที่ติดข้องหรือไม่ แม้แต่เพียงสิ่งที่ปรากฏก็ยังไม่รู้ หรือแม้แต่สภาพที่เห็นก็ยังไม่รู้

    เพราะฉะนั้น การที่จะไปรู้ถึงสติ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงแล้วเกิดกับจิตฝ่ายดีเท่านั้นก็ยาก เพราะเหตุว่าสติไม่ได้เกิดขึ้นปรากฏในขณะนั้น เพราะขณะนี้ที่เห็น สติไม่ได้เกิดด้วยเลยกับจิตที่เห็น ในเมื่อยังไม่รู้จิตนี้ที่กำลังเห็นว่าไม่ใช่เราแล้วจะไปรู้ถึงสติ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าขณะนี้ไม่มีสติให้รู้

    สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามมีจริงๆ เกิดขึ้นปรากฏแล้วไม่มีความเข้าใจถูก ขณะนั้นจะไม่รู้ความจริงว่า เป็นแต่เพียงสิ่งหนึ่งที่มีลักษณะอย่างนั้น ก่อนจะถึงสติ ขณะนี้เห็นเป็นสิ่งที่มีจริง กำลังเห็น กำลังพูดถึงสิ่งหนึ่งคือเห็น จะไม่นึกถึงสิ่งอื่นเลย ถ้าขณะนั้นมีความเข้าใจว่า เห็น เดี๋ยวนี้มีแล้วเป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเห็น ถ้าเข้าใจอย่างนี้ขณะนั้นเป็นสติ มีสติและมีปัญญาเกิดร่วมด้วย เพราะในขณะที่ปัญญาเกิดจะต้องมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ว่าขณะนี้เป็นอย่างนั้นหรือยัง ที่จะรู้ว่าขณะนี้เมื่อพูดถึงเห็น ไม่ได้คิดถึงอย่างอื่นเลย พูดถึงเห็น สิ่งหนึ่งคือเห็น เพราะฉะนั้น ขณะนั้นกำลังเข้าใจสิ่งหนึ่งคือ เห็น ตามที่ได้ฟังว่ามีจริงๆ

    ขณะที่เข้าใจถูก ขณะนั้นมีสติเกิดร่วมด้วย ก็ยังไม่รู้ใช่หรือไม่ แต่จะเรียกชื่อสติ หาสติว่าใช่ชื่อนี้หรือไม่ เป็นสติหรือไม่ โดยที่ลักษณะของสติกับปัญญายังไม่ได้เกิดขึ้นปรากฏ อะไรก็ตามที่ปรากฏค่อยๆ เข้าใจถูกในสิ่งนั้นว่า เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงชั่วคราว เพื่อที่จะได้ละการยึดถือว่าเป็นเรา

    ทั้งหมดที่เข้าใจว่า เป็นสิ่งหนึ่งชั่วคราว จะนำไปสู่การเข้าใจว่า ไม่มีเราและไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงสิ่งนั้นจริงๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วหมดไป เข้าใจอย่างนี้หรือไม่ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ก็มีสติแล้วขณะนั้นขั้นเข้าใจ แต่ลักษณะของสติไม่ได้ปรากฏ

    ผู้ฟัง ถ้ายังไม่รู้อะไรก็จะไม่ประมาทที่จะไม่ฟังพระธรรม

    ท่านอาจารย์ ก็เห็นประโยชน์ว่าการเข้าใจจะมีได้นั้นไม่ใช่เราคิดเอง คิดเองคือผิด เพราะฉะนั้น จะเข้าใจถูกต่อเมื่อได้ฟังผู้ที่ทรงตรัสรู้ ผู้ที่รู้กว่าแน่นอนและไม่มีใครเสมอเปรียบเทียบได้เลย คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    อ.คำปั่น หลับในสังสารวัฏฏ์ กับ เริ่มที่จะตื่น จากการได้รับการปลุกด้วยพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

    ท่านอาจารย์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมหลายนัย ทั้งโดยอุปมาและโวหารต่างๆ เพื่อที่จะให้เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ที่กล่าวว่า "แม้ตื่นก็เหมือนหลับ" เพราะเหตุว่าเวลาหลับก็ฝันเรื่องนั้นเรื่องนี้ เมื่อตื่นขึ้นมา สิ่งที่เคยมีในฝันอยู่ที่ไหน ฝันว่าได้เงิน ๕๐๐ ล้าน ตื่นขึ้นมา ๕๐๐ ล้านนั้นอยู่ที่ไหน มีเพียงในฝัน เมื่อตื่นขึ้นก็ไม่มี ขณะนี้ก็เหมือนกับมีเราแล้วทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ว่าเราจริงๆ อยู่ที่ไหน ในเมื่อขณะเห็นเมื่อวานนี้ เหตุการณ์ต่างๆ เมื่อวานนี้ทั้งหมดเลย วันนี้อยู่ไหน ไม่มีเลย

    เพราะฉะนั้น ทุกขณะในวันนี้ พรุ่งนี้ก็ไม่มีแล้ว จะไปหาขณะนี้ในวันพรุ่งนี้ หาไม่เจอ ไม่มี หมดไปแล้ว แทนที่จะคิดถึงเพียงว่า เมื่อวานนี้ไม่มีเหลือ เหมือนฝัน ซึ่งวันนี้คือ เมื่อวานนี้ของพรุ่งนี้นั่นเอง จะต่างกันอย่างไร เมื่อสักครู่นี้รับประทานข้าวซอย แกงเขียวหวาน อะไรตั้งหลายอย่าง หายไปไหนแล้ว ไม่เหลือ เหมือนในฝันหรือไม่ เมื่อถึงพรุ่งนี้ก็จำไม่ได้เลย มาทบทวนว่าตั้งแต่เช้าทำอะไรมาบ้าง ก็ไม่มีใครสามารถที่จะมีสิ่งที่เคยมีเมื่อวานนี้อีกได้เลย เพราะฉะนั้น ขณะนี้มีสิ่งที่มีเฉพาะเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ความจริงคือหายไปทันทีที่มีสิ่งอื่นเกิดขึ้น

    ดังนั้นตลอดชีวิตเหมือนฝันหรือไม่ ขณะนี้ได้ยินคำว่า ธรรม ได้ยินคำว่า สิ่งที่มีจริง ได้ยินคำว่า จิต เข้าใจบ้างเล็กน้อย แต่รู้ลักษณะของจิตที่มีจริงหรือไม่ รู้ลักษณะของสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริงในขณะนี้หรือยัง ก็ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็เหมือนฝัน ในฝันคิดถึงอะไรได้ตั้งหลายอย่าง

    ฝันขณะที่กำลังฟังก็คือ ฝันว่าฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ เรื่องเห็นมีจริง ได้ยินมีจริง คิดมีจริง โกรธมีจริง ทุกอย่างมีจริง แต่เมื่อตื่นขึ้น หายไปไหน ถ้าใครโกรธเมื่อสักครู่นี้ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว โกรธนั้นไม่มี เหมือนเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่นี้กับเสียงที่ได้ยินเดี๋ยวนี้ก็คนละเสียง เสียงที่ได้ยินเมื่อครู่นี้หายไปไหน เหมือนฝันหรือไม่ เพียงเเต่ได้ยินชั่วคราวแล้วก็หมดไป

    เพราะฉะนั้น แต่ละวันจึงเหมือนกับได้ฟังธรรมแว่วๆ ในระหว่างฝัน เมื่อตื่นก็ไม่มีที่ได้ยินมาเลย ใช่หรือไม่ แต่ถ้าขณะใดสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริง เช่น ง่ายๆ ธรรมดาซึ่งปรากฏอยู่บ่อยๆ คือ ลักษณะที่แข็ง ตั้งแต่ตื่นมาแข็งปรากฏนับครั้งไม่ถ้วน ใช่หรือไม่ ที่นอนก็แข็ง หมอนก็แข็ง ผ้าห่มก็แข็ง กระทบพื้นก็แข็ง ชำระร่างกายก็แข็ง รับประทานอาหารก็แข็ง มีแต่แข็ง แต่มีความเข้าใจหรือไม่ว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ชั่วคราวแล้วหมดไปๆ และเดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน ไม่เหลือเลย

    ดังนั้น เป็นการอุปมาเปรียบเทียบตามความเป็นจริงว่า ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้และหมดไปอย่างรวดเร็ว ก็เหมือนกับสิ่งที่มีในฝัน ซึ่งเมื่อตื่นขึ้นก็ไม่มี แต่ขณะใดก็ตามกำลังมีแข็งแล้วรู้ว่า ขณะนั้นเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่มีจริงๆ ชั่วคราว เมื่อได้ยินก็ไม่ใช่แข็งแล้ว เพราะว่าจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ จิตที่รู้แข็งต้องดับไปจึงมีจิตที่ได้ยินคือรู้เสียง

    แต่ละหนึ่งขณะที่เกิด ถ้าเป็นสภาพของนามธรรมคือจิตและเจตสิก เกิดขึ้นทำกิจการงานชั่วคราว ชั่วขณะเดียวเท่านั้นเองแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก ก็เหมือนสิ่งที่มีอยู่ในฝัน จนกว่าจะเริ่มเข้าใจความจริง ตื่นขึ้นมารู้ว่าแข็งมีจริงๆ เดี๋ยวนี้แล้วเป็นธรรมด้วย เป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่ใช่ของใคร เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วก็ดับ

    อ.คำปั่น กราบเรียนท่านอาจารย์ถึงความเป็นผู้ตรง และความเป็นผู้จริงใจในการศึกษาพระธรรม จึงจะเป็นผู้ได้สาระจากพระธรรมจริงๆ

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้ว่าฟังพระธรรมเพื่ออะไร เป็นผู้ตรง ฟังเพื่ออะไร เพื่อจะหมดกิเลสหรือเพื่ออะไร หรือว่าเพื่อเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง ที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นวิชาใด ได้ยินได้ฟังอะไรก็ตาม เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา เพื่อให้ผู้ฟังพิจารณาไตร่ตรอง ทุกคำเป็นวาจาสัจจะ เพราะฉะนั้น ไตร่ตรอง จนกระทั่งมีความเข้าใจว่าเป็นความจริงถึงที่สุด สามารถที่จะตอบความสงสัยและความไม่รู้ของผู้ที่ไม่รู้ ให้เกิดความเข้าใจได้ จึงฟัง

    ถ้าสงสัยแล้วไม่รู้ว่าจะหายสงสัยได้อย่างไร ไปคิดเองก็คงคิดไม่ออก แต่ถ้าได้ศึกษาพระธรรมละเอียดยิ่งขึ้น จะรู้ได้ว่าทุกคำที่ได้ยินได้ฟังคือ ความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ที่สามารถที่จะเข้าใจได้ในขณะที่กำลังฟังนั่นเอง เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อทุกคำถาม เช่น หลับตาแล้วมีแขน มีขา มีเท้า มีมือ ปรากฏที่ไหนหรือไม่ ก็ไม่มีใช่หรือไม่ แน่ใจว่าไม่มี เเล้วเพราะเหตุใดเมื่อลืมตาจึงมี ในเมื่อหลับตาไม่มี มีความต่างกันตรงไหนในขณะที่หลับตากับลืมตา ค่อยๆ พิจารณาจนกระทั่งเป็นความรู้ความเข้าใจจริงๆ ว่า ขณะที่ลืมตาห้ามไม่ให้เห็นสิ่งที่ปรากฏไม่ได้ มีสิ่งหนึ่งซึ่งปรากฎให้เห็น แต่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเลย เวลาลืมตาก็มีคนมากมาย แต่เวลาหลับตาไม่มีใครเลย แม้แต่ตัวเองก็ไม่มี

    ขณะที่เสียงปรากฏในขณะที่หลับตา เฉพาะเสียงปรากฏ เเละขณะนั้นต้องมีสภาพที่ได้ยินด้วย มิฉะนั้นเสียงก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น ที่เคยเข้าใจว่ามีเราและมีโลก ก็ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า แท้ที่จริงแล้วทางตา เห็นอะไรชั่วคราวแล้วก็หมดไป ทางหู ได้ยินเสียงชั่วคราวแล้วก็หมดไป เมื่อหมดไปแล้วจะไปตามหาที่ไหนอีกก็ไม่มี

    ดังนั้นที่เคยเข้าใจว่าเป็นเราเห็น เราได้ยิน เราคิดนึก เป็นเราหมดทุกอย่างเพราะเหตุว่า สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ชั่วคราว แต่ไม่รู้ก็เลยยึดถือว่าเป็นเรา

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    18 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ