ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๒๖
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ คงไม่ลืมว่าธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ธรรมคือสิ่งที่กำลังมีที่กำลังปรากฏ เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ก็จะไม่มีอะไรเลย แต่เมื่อมีสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้แล้วไม่เคยคิด ไม่เคยเข้าใจความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จึงต้องอาศัยพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ในขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ
นี่คือคำซึ่งอาจจะได้ยินได้ฟังบ่อยๆ แต่ลึกซึ้ง แม้ได้ฟังอย่างนี้ก็ผ่านไป ไม่ได้เข้าใจแต่ละหนึ่งที่มีจริง เช่น เห็นในขณะนี้มีจริง ได้ยินในขณะนี้มีจริง แต่ผ่านไปเรื่อยๆ แต่ละวันโดยที่ไม่ได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงซึ่งมีแล้วก็หามีไม่ จากไม่มีเลย เมื่อครู่นี้ไม่มีได้ยิน เสียงก็ไม่มี ไม่ได้ปรากฏ แต่แล้วก็เกิดมีเสียงปรากฏเพราะมีจิตที่ได้ยินเสียง แล้วทั้งจิตได้ยินและสิ่งที่ปรากฏก็หมดไป นี่คือชีวิตจริงๆ แต่ละขณะซึ่งเป็นอย่างนี้ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากขณะหนึ่งไปอีกขณะหนึ่ง เช่น จากเห็นไปเป็นได้ยิน ไปเป็นคิดนึก ทุกๆ อย่างตั้งแต่เกิดต้องเป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้น ความประพฤติย่อมเป็นไปตามที่ได้สะสมมาแม้ในขณะนี้ไม่มีใครบังคับบัญชาได้ แต่ละคนมีสภาพธรรมซึ่งเกิดขึ้นเป็นไปตามที่ได้สะสม ดังนั้น การฟังพระธรรมต้องรู้ว่าฟังสิ่งที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองจนกว่าจะได้ฟังพระธรรม ไตร่ตรองและรู้ว่าชีวิตคือเกิดแล้วจบลงด้วยการสิ้นสุดคือการตาย โดยก่อนที่จะจากโลกนี้ไปก็มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึก มีสุข มีทุกข์ต่างๆ แต่ไม่ได้เข้าใจความจริงว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เพียงเกิดปรากฏแล้วหมดไปอย่างรวดเร็วทุกๆ ขณะ ซึ่งถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้จะละคลายการยึดถือและความทุกข์ เพราะเหตุว่าใครจะทำอะไรกับสภาพธรรมซึ่งเดี๋ยวนี้เกิดแล้ว เป็นอย่างนี้แล้วหมดไปเรื่อยๆ
ผู้ฟัง ขอคำอธิบายประโยคที่ว่า พระไตรปิฎกอ่านได้แต่อ่านไม่ออก ว่ามีความหมายและรายละเอียดอย่างไร
ท่านอาจารย์ คนที่อ่านภาษาไทยออกก็อ่านพระไตรปิฎกได้แต่ว่าไม่เข้าใจ สามารถที่จะอ่านอะไรก็ได้เหมือนกับภาษาอื่นๆ เรารู้วิธีอ่านก็อ่านได้ แต่ถ้าเราไม่ศึกษาจริงๆ เราก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจคำนั้นๆ ว่าหมายความว่าอะไร วิชาอื่นยังเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงจากการที่ทรงตรัสรู้จะต้องอาศัยการไตร่ตรอง เพราะว่าเมื่อเทียบระหว่างผู้ที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเห็นได้ว่าปัญญาห่างกันไกลเพียงใด
แต่ละคำที่ตรัสมีความหมายที่ลึกซึ้งเป็นวาจาสัจจะ เป็นคำจริงที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งแม้ว่าสิ่งที่มีจริงมีจริงมานานแสนนาน แสนโกฏิกัปป์ก็มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึก มีสุข มีทุกข์ แม้ปัจจุบันก็เป็นอย่างนี้ ต่อไปอนาคตก็เป็นอย่างนี้อีก แต่ใครสามารถที่จะรู้และเข้าใจ เปรียบเหมือนตัวหนังสือที่มีแต่ไม่เคยอ่านและอ่านไม่ออกด้วย เพราะเหตุว่าไม่รู้ว่าแต่ละคำหมายความว่าอย่างไร
เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่าธรรม ใครจะอ่านไม่ออกถ้าอ่านภาษาไทยได้ แต่เข้าใจหรือไม่ว่า ธรรมหมายความถึงอะไร ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง เช่น เห็น เดี๋ยวนี้มีจริงๆ ไม่ต้องเรียกว่าธรรม แต่เห็นก็กำลังเห็น
กำลังเห็นอยู่ อ่านออกหรือไม่ที่จะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว เห็นเกิดเห็น ไม่ใช่ได้ยิน ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เห็นเกิด เห็นก็เกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีการเขียนตัวหนังสือ จะมีตัวหนังสือไม่ได้
ดังนั้น แต่ละอย่างที่กำลังปรากฏในขณะนี้ต้องเกิดจึงปรากฏ แต่ว่าใครสามารถที่จะรู้ถึงปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เช่น เห็นในขณะนี้ ฟังดูไม่ยาก ถ้าไม่มีตาที่ภาษาบาลีใช้คำว่า จักขุปสาท และทุกคนก็ไม่เคยคิดว่าตาคืออะไร ตามาจากไหน และเหตุใดถึงต้องมีตาด้วย ที่เราใช้คำว่าตานั้นไม่ใช่รูปตา ไม่ใช่ตาดำตาขาว แต่ว่าหมายความถึงรูปพิเศษที่สามารถจะกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ เฉพาะรูปนี้รูปเดียว ถ้าเป็นโสตปสาทที่เราใช้คำว่าหู ก็ไม่ได้หมายความถึงใบหูทั้งหมดทั้งข้างในข้างนอก แต่หมายความถึงรูปที่สามารถกระทบเสียง
แสดงให้เห็นว่า เราไม่มีความเข้าใจสิ่งที่มีว่า สิ่งที่มีเกิดแล้วเป็นอย่างนี้เพราะปัจจัยที่เหมาะสม ที่ควรจะให้ธรรมนั้นเกิดขึ้นได้ และเมื่อเกิดแล้วก็คือดับไป ไม่มีใครเห็นตลอดเวลาเลย แม้ขณะนี้ที่ดูเหมือนมีเห็นตลอดเวลา แต่ก็มีได้ยินและมีคิดนึกด้วย เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งอ่านออกหรือไม่ว่า ความจริงแล้วเป็นแต่เพียงธาตุ ธรรม สิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับไป ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้ เพราะเหตุว่าเกิดแล้วดับแล้วอย่างเร็วที่สุด สุดที่จะประมาณได้ และเมื่อดับไปแล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ไม่ว่านานแสนนานมาแล้วเห็นในอดีต สุขทุกข์ในอดีตเกิดจริง มีจริง ดับไปแล้วและไม่กลับมาอีก
เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งขณะเป็นสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นปรากฏชั่วคราว แต่สืบเนื่องจนกระทั่งไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้ถึงความจริงของสิ่งที่เพียงปรากฏชั่วคราวและดับไป นอกจากผู้ที่มีปัญญาจริงๆ เป็นพระโพธิสัตว์ ผู้ที่ข้องที่จะเข้าใจถูกในสิ่งที่มีในชีวิต ไม่ใช่เกิดมาแล้วไม่รู้ตั้งแต่เกิดจนตายก็ไม่รู้อะไรเลย สุขทุกข์ไปวันๆ หนึ่งแต่ไม่เหลืออะไรสักวันเดียว เมื่อวานนี้มีความสุขอะไรบ้าง มีเหตุการณ์อะไรบ้าง ได้ยินอะไรบ้าง เห็นอะไรบ้าง คิดอะไรบ้าง เดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน ไม่เหลือเลย แล้ววันนี้ก็เป็นเหมือนอย่างเมื่อวานนี้ คือวันนี้เป็นเมื่อวานนี้ของพรุ่งนี้แน่นอน จะไม่เหลืออะไรเลย
ดังนั้น ก่อนที่จะให้พ้นจากวันนี้ไปแล้วไม่เหลืออะไรด้วยความไม่รู้ เราก็ค่อยๆ เห็นประโยชน์ของการที่จะรู้ความจริงว่า ที่ต้องเป็นอย่างนี้ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เกิดแล้วต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ต้องคิดนึก เป็นไปทำไมทุกวันๆ ในเมื่อหมดแล้วทุกขณะที่เกิดขึ้น แม้แต่คิด ขณะนอนหลับสนิทก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว เมื่อตื่นขึ้นก็มาอีกแล้วแต่ไม่รู้เหตุว่า หลับอยู่แท้ๆ ไม่มีอะไรปรากฏเลยแล้วก็มีเห็น มีได้ยิน มีคิด ตลอดเวลาที่ยังไม่ถึงการหลับ เสร็จแล้วก็หมดไปอีก ชีวิตก็เป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่ใช่โพธิสัตว์กับผู้ที่เป็นโพธิสัตว์นั้นต่างกัน สำหรับพระมหาโพธิสัตว์คือ ผู้ที่ได้บำเพ็ญพระบารมี เพื่อที่จะตรัสรู้ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ โดยถ่องแท้ โดยสิ้นเชิง โดยประการทั้งปวง ทรงบำเพ็ญพระบารมียิ่งใหญ่กว่าพระโพธิสัตว์อื่นๆ คือ ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะทรงอนุเคราะห์ให้คนอื่นได้เข้าใจสิ่งที่มี และเห็นประโยชน์ว่าระหว่างที่มีแล้วไม่รู้ กับ มีแล้วเข้าใจถูก ผู้ที่เห็นประโยชน์ก็คิดว่าเข้าใจถูกต้องดีกว่า เกิดมาแล้วมีทุกสิ่งทุกอย่างแล้วไม่เหลือเลยและไม่รู้อะไรเลย แต่สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้สามารถรู้ได้ เข้าใจได้ เมื่อมีการได้ฟังพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แต่ต้องไม่ลืมว่า พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนของพุทธะคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ของคนอื่น
เวลาฟังต้องรู้ว่ากำลังฟังอะไร ถ้าเป็นวาจาสัจจะ คำจริงที่กล่าวถึงความจริงของสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจขึ้น นั่นเป็นพระพุทธพจน์ คือ เป็นคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มิฉะนั้นแล้วก็เป็นคำที่คิดเอง ซึ่งส่วนใหญ่คิดว่าสามารถที่จะกล่าวถึงสิ่งที่มีโดยไม่ต้องอาศัยการศึกษาพระธรรม นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้ศึกษาพระธรรมแล้วจะเห็นพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทำให้จากการไม่รู้เลยว่า ขณะนี้ที่กำลังอยู่ตรงนี้มีสภาพธรรมที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ใช่ของใครและไม่ใช่ใครด้วย แต่ละหนึ่งธรรมที่เกิดขึ้น และธรรมทุกอย่างเป็นอนัตตา เห็นเกิดแล้ว ดับแล้ว ไม่กลับมาอีก จะเป็นใครหรือจะเป็นของใคร ได้ยิน เพียงได้ยินเกิดขึ้นมีเสียงปรากฏ ดับแล้ว เป็นของใครไม่ได้ เป็นใครก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น จากพระมหาโพธิสัตว์ซึ่งได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีและทรงแสดงธรรม ก็มีสาวกโพธิสัตว์ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมแล้วเห็นประโยชน์ของการฟัง จนกระทั่งสามารถที่จะอบรมปัญญาเข้าใจขึ้นๆ จากการที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจเลย เหมือนเด็กเล็กๆ เกิดมาไม่รู้อะไรก็ต้องไปโรงเรียน ศึกษาวิชาการต่างๆ มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่ถ้าไม่ใช่การฟังพระพุทธพจน์ก็ไม่ใช่การศึกษาพระธรรม วิชาใดๆ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ แล้วอะไรควรค่าแก่การได้ฟัง มีความรู้ในเรื่องอื่นจริง เหมือนจริง เหมือนมีประโยชน์ เหมือนมีปัญญา แต่ไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้
นี่คือสิ่งซึ่งผู้ที่ได้สะสมประโยชน์ที่จะรู้ว่า การฟังพระธรรมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด เพราะเหตุว่าไม่สามารถจะคิดเองได้ และถ้าไม่มีการฟังพระธรรมแล้วคิดเองก็ผิด เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้ที่ไม่ประมาทและฟังพระธรรม ไม่ว่าชาติไหน มากหรือน้อยอย่างไรก็ตาม การฟังแต่ละครั้งถ้าเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์จะเกิดความเข้าใจว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ กำลังมีเดี๋ยวนี้ ซึ่งเกิดโดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ นี่คือผู้ที่บำเพ็ญบารมีที่จะได้รู้ความจริง เป็นสาวกโพธิสัตว์
เพราะฉะนั้น มีพระมหาสัตว์ มหาโพธิสัตว์คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกโพธิสัตว์ ผู้ที่สามารถที่จะรู้สภาพธรรมด้วยตัวเองเพราะว่าเคยได้ฟังมาแล้ว เคยเข้าใจมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าพระโพธิสัตว์ประเภทใด เมื่อถึงกาลสมบูรณ์ก็ได้รู้ความจริงเป็นพระโพธิสัตว์ประเภทนั้น แต่สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่ใช่พระปัจเจกโพธิสัตว์ ขณะนี้ก็เป็นสาวกโพธิสัตว์ คือเห็นประโยชน์ของการฟัง ฟังเพื่อรู้เรื่องอื่นเรายังฟัง แล้วเหตุใดจึงไม่ฟังเรื่องความจริงในชีวิตทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย
ดังนั้น ผู้ที่สะสมประโยชน์ก็ฟังเพื่อที่จะเข้าใจ จะมากจะน้อยก็แล้วแต่การฟัง การไตร่ตรอง การพิจารณา การเห็นประโยชน์ เพราะเหตุว่าธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง
ผู้ฟัง พระธรรมคือความจริง เช่น การได้ยินเป็นธรรม แต่มีคำตักเตือนมาว่า ได้ยินเสียง หรือว่า ได้ยินคำ เป็นเหตุให้สงสัย ขอเรียนถามเรื่องความละเอียดว่า ได้ยินเสียง หรือ ได้ยินคำ เป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรมต้องเพื่อความเข้าใจจริงๆ ของตนเอง ซึ่งเกิดจากการฟังแล้วไตร่ตรองและเป็นผู้ละเอียด ไม่เผิน เช่น เราได้ยินคำว่าธรรม และได้ยินคำว่าอภิธรรม ธรรมต้องเป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน สิ่งนี้ที่กำลังปรากฏมีจริงๆ ไม่ต้องเรียกก็จริง แต่ถ้าจะเรียก จะเรียกอะไรดี เห็นกำลังมีจริงๆ ได้ยินก็กำลังมีจริงๆ ทุกอย่างที่มีจริง เกิดแล้วเป็นจริงอย่างนั้น ไม่ต้องเรียกก็เห็น ไม่ต้องเรียกก็ได้ยิน แต่ว่าถ้าจะกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมด จะใช้คำว่าอะไรดี คำเดียวเลยก็ใช้คำว่าธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริง
ดังนั้นเมื่อพูดถึงธรรมคือ เริ่มเข้าใจว่าไม่ได้พูดเรื่องที่ไม่มี ไม่ใช่พูดถึงเรื่องที่คิดเอง แต่พูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ นี่คือความหมายของธรรม มีคำว่าอภิธรรม แม้ว่าเราจะใช้คำอธิบายอย่างไรมากมาย แต่ถ้าไม่กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ขณะนี้ เราก็จะต้องไปจำเพียงเรื่องราวว่า ธรรมคืออย่างนี้ อภิธรรมคืออย่างนี้ แต่ไม่ใช่ความเข้าใจสิ่งที่กำลังมี เพราะฉะนั้นจะรู้ได้ว่า ธรรมคือ สิ่งที่กำลังมี ถามว่าตามีหรือไม่ มี เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ หูมีจริงๆ เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ แล้วเป็นอภิธรรมหรือยัง เห็นหรือไม่ว่าเรานำแต่ชื่อมาพูดว่า ธรรมเป็นอภิธรรม แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือเพียงแค่รู้ว่าตามี เพียงเท่านี้หรือเป็นธรรมที่ลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าทุกอย่างลึกซึ้งเนื่องจากเกิดแล้วโดยไม่รู้เลยว่าอะไรทำให้เกิดขึ้น เกิดแล้วความจริงก็หมดไป แต่ก็ไม่เคยรู้เลยว่า แท้ที่จริงแล้วไปเข้าใจว่ายังอยู่ทั้งนั้นเลย ตั้งแต่เช้ามา ตั้งแต่เกิดมา ก็เหมือนยังมีทุกอย่างอยู่จนกระทั่งถึงวันนี้และต่อไป ซึ่งตามความเป็นจริงอภิธรรมไม่ใช่เพียงชื่อ แต่หมายความว่าความจริงที่ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่งของสิ่งที่มี ทุกอย่างที่เราใช้ไม่ได้หมายความว่า เราเพียงแต่พูดแต่ไม่ได้เข้าใจความหมายเลย พูดว่าธรรม พูดว่าอภิธรรม แต่ไม่รู้ความต่างกันก็ไม่ได้
ธรรมคือสิ่งที่มีจริง แล้วเหตุใดจึงมีคำว่าอภิธรรม เพราะความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ถ้าเพียงเราจะบอกว่าทุกคน มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจ กล่าวได้ว่าเป็นธรรม มีจริง แต่ยังไม่ถึงอภิธรรม ถ้าเป็นอภิธรรมละเอียดอย่างยิ่งถึงที่สุด ที่ผู้ที่ทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงความจริงโดยตลอด ๔๕ พรรษา ข้อความในพระไตรปิฎกก็จะมีแต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะว่าถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จะมีอะไรที่เป็นคน เป็นสัตว์ ถ้าไม่มีเสียงจะมีเรื่องราวอะไร ถ้าไม่มีกลิ่น รส สิ่งที่เย็นร้อน อ่อนแข็งกระทบ อะไรๆ ก็ไม่มี เกิดมาแล้วไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เลย จะรู้จักหรือไม่ว่าโลกเป็นอย่างไร ถ้าเพียงแต่เกิดมาแล้วไม่มีอะไรปรากฏเลย แต่ว่าเมื่อเกิดมาแล้วทุกอย่างปรากฏโดยความไม่รู้ทั้งสิ้น เช่น เห็นก็เห็น ได้ยินก็มี คิดนึกก็มี แต่ไม่รู้ความจริง เมื่อได้ยินคำว่าธรรมก็เข้าใจว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้จริง แต่ถ้าจะเข้าใจถึงอภิธรรม หมายความว่าเพียงเท่านี้ไม่พอ เพียงแต่บอกว่า ตามี หูมี ไม่พอเลย เป็นแต่เพียงธรรม แต่อภิธรรมต้องละเอียดลึกซึ้งกว่านั้น
เพราะฉะนั้น การศึกษาอภิธรรมคือไม่ใช่ผิวเผิน แต่สามารถที่จะรู้ว่าสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด คือได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อให้เข้าใจถูกต้องว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งต่างๆ แต่ละหนึ่งปรากฏมีจริงๆ ชั่วคราวแล้วหมดไป
ขอยกตัวอย่าง ตา ในขณะที่กำลังเห็นขณะนี้ รู้จักตาดีหรือยัง มีตาแน่ ไม่มีใครไม่รู้จัก แต่ว่ารู้จักตาจริงๆ หรือไม่ เราพูดถึงตา ซึ่งดูเหมือนกับว่าจะต้องพูดถึงสิ่งที่ธรรมดาเพื่ออะไร แต่สิ่งที่ธรรมดานี้รู้ได้หรือไม่ว่าตามความเป็นจริงแล้วคืออะไร เพียงคืออะไรก็ยังไม่รู้ แล้วตาอยู่ที่ไหน จริงๆ แล้วถ้าเราไม่คิดถึงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ตามีที่ไหนไม่สำคัญเลย ถูกต้องหรือไม่ เพราะว่าตาคนก็อย่างหนึ่ง ตาสัตว์ต่างๆ หรือเราจะไปพูดถึงตาหลายๆ ตาก็แล้วแต่ แต่ว่าตามีแน่นอน
ดังนั้นที่ใดที่มีตา ไม่ต้องคิดถึงเลย คิดถึงแต่เพียงตาอย่างเดียว ขณะที่มีตาและมีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น อย่างอื่นมีหรือไม่ และตาจริงๆ อยู่ตรงไหน ลองหาที่ให้ตาอยู่ว่าตาอยู่ตรงไหน ที่แน่นอนที่สุดตาต้องอยู่ข้างหน้า ไม่ใช่ข้างหลัง ถ้าจะกล่าวโดยสมมติถึงที่ว่าตาอยู่ที่ไหน ไม่ใช่อยู่ที่ตาขาวตาดำทั้งหมดเลย แต่ว่าเป็นรูปพิเศษซึ่งมองไม่เห็น เราสามารถเรียกสิ่งที่เรามองเห็นว่าตา มีสีขาว มีสีดำ แต่นั่นไม่ใช่จักขุปสาทรูป ซึ่งเป็นรูปๆ หนึ่งที่พิเศษยิ่งเป็นใหญ่ ถ้าขาดรูปนี้ สีสันวัณณะหรือโลกทางตาปรากฏไม่ได้เลย
แสดงให้เห็นว่า ตาที่เราเรียกว่าตาเป็นอย่างหนึ่ง ใช้คำว่า สสัมภารจักขุ หมายความว่าประกอบด้วยส่วนต่างๆ เช่น ตาดำ ตาขาว แล้วถ้าจะประกอบจริงๆ ก็คือละเอียดกว่านั้นอีก ที่ใช้คำว่า สีดำ สีขาว ต้องมีรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน คือ มหาภูตรูป ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ถ้าไม่มีมหาภูตรูปที่นั่นจักขุปสาทก็ไม่มี แสดงให้เห็นว่า แท้ที่จริงเราไม่ได้เข้าใจสิ่งที่มีโดยละเอียดยิ่ง แม้จะกล่าวว่าอภิธรรม แต่ไม่ได้เข้าใจความเป็นอภิธรรม แต่ว่าเวลาที่เข้าใจธรรมแล้วเข้าใจขึ้นจนกระทั่งรู้ว่า ธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่ของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
ถ้าใช้คำว่าธรรมคือกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง มีปัจจัยจึงเกิดได้ ไม่ใช่ใครอยากจะให้เกิดตาเมื่อใดก็มีตาเกิดขึ้นอย่างที่ต้องการ ใครอยากจะให้มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นตามต้องการ ไม่ใช่เลย ดังนั้นจะได้ยินคำว่า ธรรมทั้งหมด ธรรมทั้งหลาย ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ของใคร ตาเป็นตา ตาไม่ใช่หู ตาไม่ใช่จมูก ตาเกิดขึ้นเป็นตาซึ่งมองไม่เห็นเลย
ถ้าใช้คำว่า รูปที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ ไม่ได้ใช้คำว่าตา แต่ว่ามีรูปๆ หนึ่ง รูปหมายความว่าสิ่งที่มีจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ดังนั้น สิ่งที่มีจริงที่ทรงแสดงโดยนัยประการทั้งปวง เมื่อจำแนกโดยประเภทใหญ่ๆ สิ่งที่มีจริงหนึ่งคือมีจริงๆ เเเต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น และอีกสิ่งหนึ่งที่มีจริง เเต่เป็นธาตุที่ไม่มีรูปร่างใดๆ เลย เกิดขึ้นแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ขณะนี้เห็น ต้องมีธาตุรู้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ที่กำลังเห็นไม่ใช่ตา แต่เป็นธาตุรู้ซึ่งต้องอาศัยตาแล้วเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ เห็นแข็งไม่ได้ เห็นเสียงไม่ได้ เห็นกลิ่นไม่ได้ เห็นรสไม่ได้ เห็นได้สิ่งเดียว
ในบรรดาธรรมทั้งหลาย ทั้งสากลจักรวาลทุกโลก สิ่งที่เป็นความจริงก็คือ มีธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถให้เห็นได้เมื่อมีจักขุปสาท รูปพิเศษซึ่งไม่มีใครมองเห็นเลยอยู่กลางตา เกิดดับอยู่ตลอดเวลา โดยปัจจัย คือ มีกรรมเป็นปัจจัยให้รูปนี้เกิด ซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้
เพราะฉะนั้น แต่ละคำ แต่ละธรรมที่มีจริง มีความละเอียดลึกซึ้งส่องไปถึงความจริงที่ว่า ไม่ใช่ของใคร อย่าไปยึดถือว่าตาเรา เพราะเหตุว่าตาเกิดขึ้นโดยสิ่งที่เป็นปัจจัยให้ตาเกิด ไม่ใช่เราไปทำให้เกิด และเมื่อเกิดแล้วก็ดับไป ยับยั้งไม่ได้
ดังนั้นทุกอย่างที่เป็นโลก หรือ โล-กะ หมายความถึง สิ่งที่มีจริงทุกอย่างที่เกิดดับ เพราะว่าก่อนที่เราจะเข้าใจคำว่า โลกจริงๆ ในธรรมวินัยก็คือ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่าง มีโลกหรือไม่ ไม่มีอะไรเลยจะกล่าวว่ามีโลกได้หรือไม่ ไม่ได้ แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดนั่นคือโลก เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่มีที่เกิดแล้วมากมายหลากหลายมาก จึงปรากฏว่าเป็นโลกซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ แต่ว่าตามความเป็นจริงคือ แต่ละหนึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่มีจริงจึงเป็นธรรม และถ้าจะรู้ว่าเป็นอภิธรรมคือ สามารถที่จะเข้าใจแต่ละหนึ่งโดยละเอียดยิ่งที่จะถึงความรู้จริงๆ ว่า เป็นสิ่งที่เพียงเกิดขึ้นแล้วดับไปอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้โดยไม่มีใครรู้เลย สืบต่อตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดจนถึงขณะนี้ผ่านทุกอย่าง ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยจนถึงวันที่จากโลกนี้ไป
เมื่อเป็นอย่างนี้คือ เกิดมาแล้วก็เหมือนฝัน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างหมดแต่ว่าเต็มไปด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงมากมายถึง ๔๕ พรรษา เมื่อทรงเห็นว่าได้ทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก พอที่สัตว์โลกสามารถจะเข้าใจได้ จนกระทั่งรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ก็ดับขันธปรินิพพาน เพราะว่าได้ทำประโยชน์สูงสุดแก่สัตวโลก โดยเป็นที่พึ่งที่ทำให้เกิดปัญญา ความเห็นที่ถูกต้องสำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง ดังนั้นไม่ประมาทธรรมเลย น่าสนใจจริงๆ เราสามารถที่จะมีความสนใจในสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ตามการสะสม แล้วสิ่งที่มีที่ตัวไม่น่าสนใจหรือ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
