ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832


    ตอนที่ ๑๘๓๒

    สนทนาธรรม ที่ กองบิน ๔๑ จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๖


     ผู้ฟัง ขอเรียนท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่าธรรมคืออะไร เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าธรรมบ่อยๆ คงไม่มีใครไม่เคยได้ยิน แต่ว่าเข้าใจคำนี้แค่ไหน เพราะว่าจริงๆ แล้ว ถ้าถามว่าธรรมคืออะไร ทั้งๆ ที่พูดว่าธรรม แต่ก็อาจจะตอบไม่ได้ว่าธรรมคืออะไร ธรรมคำนี้เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน เพราะว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม ไม่ใช่รู้อย่างอื่น แต่รู้ธรรม เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะได้ทราบว่า ธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้คืออะไร เพราะว่าทุกคนเป็นชาวพุทธ หมายความว่าเคารพอย่างสูงในพระบรมศาสดาที่พระองค์ทรงตรัสรู้ และทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรม ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ธรรม แสดงพระธรรมก็ไม่ใช่เรื่องอื่น แต่ก็เป็นเรื่องธรรม และชาวพุทธก็มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่เอ่ยว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ มีพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง ไม่มีใครที่ไม่พูดคำนี้ใช่ไหม อาจจะพูดมานานตั้งแต่เด็ก หรือว่าบางคนอาจจะเพิ่งพูดก็ได้ แล้วแต่ว่าจะได้ยินได้ฟังมามากน้อยแค่ไหน แต่ทุกคำไม่ควรที่จะเป็นคำที่เพียงกล่าวโดยที่ไม่เข้าใจคำนั้น

                เพราะฉะนั้นสำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคนก็รู้จักโดยฐานะที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วก็ทรงบำเพ็ญพระบารมี ตรัสรู้ความจริงถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครไม่รู้ แต่ว่าอะไรทำให้พระองค์ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากเจ้าชายสิทธัตถะเป็นถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยปัญญาความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงในธรรม เพราะฉะนั้นชาวพุทธควรจะเข้าใจคำว่าธรรม เพราะเมื่อรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ควรที่จะได้รู้ว่าธรรมคืออะไร ดูเหมือนว่าจะลึกลับ แต่ว่าความจริงสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ทั้งหมด ทุกอย่างเป็นธรรม ไม่เคยคิดมาก่อนเลย อยู่กับธรรม ไม่พ้นธรรมเลยตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ไม่รู้จักธรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครจะพูดถึงข้อความในพระไตรปิฎก เช่น โอวาทปาติโมกข์ ละชั่ว บำเพ็ญความดี ชำระจิตให้บริสุทธิ์ ทั้งหมดเป็นธรรม เพราะเหตุว่าใครๆ ก็สอนได้ ละชั่ว ทำความดี ก็สอนได้ แต่ว่าจะรู้ไหมว่าละชั่วก็เป็นธรรม ทำความดีก็เป็นธรรม ตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรม เหมือนกับว่าอยู่กับธรรมจนชิน แต่ยังไม่เห็นธรรม

                 เพราะฉะนั้น ฟังธรรมเพื่อเข้าใจธรรม ให้รู้ว่าขณะนี้สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นจริง มีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงนั่นแหละเป็นธรรม จะไม่พูดถึงสิ่งที่ไม่มี หรือว่าจะไม่พูดถึงสิ่งที่ไม่จริง เสียเวลา ไร้ประโยชน์ที่จะพูดถึงสิ่งที่ไม่มี หรือว่าไม่จริง แต่สิ่งที่มีจริงๆ ควรรู้เพราะเหตุว่ากำลังเผชิญหน้า ไม่พ้นจากธรรม เพราะฉะนั้นเพียงเท่านี้ก็อาจจะยังนึกไม่ออกแล้วว่าธรรมที่กำลังเผชิญหน้าที่กำลังมีจริงๆ ขณะนี้คืออะไร ถ้าอยู่ที่ไหนก็คือว่า “เดี๋ยวนี้เอง” กำลังมี กำลังปรากฏด้วย แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม มีใครคิดบ้างไหมว่าเสียง เป็นธรรม เพราะเป็นสิ่งที่มีจริง สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ก็เป็นธรรม เพราะเหตุว่ากำลังปรากฏให้เห็นว่ามีจริงๆ ไม่ต้องไปนึกฝัน หรือว่าไปเขียนภาพอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะไม่ต้องทำอะไรเลยก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม

                 ขณะนี้อ่อนแข็งปรากฏที่กาย ข้ามไป เพราะคิดว่าคงจะไม่ใช่ธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ คงจะตรัสรู้ความจริงที่ยิ่งกว่านี้มากมาย แต่ความจริงขณะนี้เมื่อแข็งปรากฏ ทุกคนพิจารณา มีแข็งปรากฏหรือเปล่า มีแข็งปรากฏแน่นอน รู้เรื่องแข็งจริงๆ หรือเปล่า เป็นธรรมคือใครทำให้แข็งเกิดขึ้นได้ ไม่มีใครสักคนที่สามารถจะดลบันดาล หรือทำให้ธรรมเกิดได้ แต่ก็เกิดแล้ว มีแล้วตามเหตุตามปัจจัย แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริง ทุกคนมีตาเห็น มีหูได้ยิน มีจมูกได้กลิ่น มีลิ้นลิ้มรส มีการกระทบสัมผัสกาย คือรู้ว่าเย็นหรือร้อน หรือว่าอ่อนหรือแข็ง หรือว่าตึงหรือไหว และก็ยังมีคิดนึกด้วย ชีวิตไม่ได้พ้นไปจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก ทุกวัน ทั้งวันด้วย ตั้งแต่เกิดจนตาย แล้วไม่รู้

                ผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์จะต่างกับคนที่ไม่รู้อะไรเลย เพราะเหตุว่าสิ่งที่มี น่ารู้ น่าสนใจ เพราะฉะนั้นพระองค์บำเพ็ญพระบารมี เพื่อที่จะได้รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เป็นธรรม ซึ่งถ้าไม่ศึกษาจริงๆ ก็ไม่สามารถที่จะคิดเองได้สักอย่างเดียว ว่าเป็นธรรมอย่างไร แต่เมื่อศึกษาแล้วก็จะเห็นความน่าอัศจรรย์จริงๆ ว่า สิ่งที่ปรากฏอย่างนี้แหละ แต่กว่าจะรู้ได้ก็ต้องอาศัยการบำเพ็ญพระบารมีนานมาก สำหรับผู้ที่จะเป็นถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือนอกจากจะตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ก็ยังทรงแสดงธรรมให้คนอื่น ซึ่งมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจที่คิดนึก แล้วไม่รู้ความจริงของธรรมทั้งหมด

                 ด้วยเหตุนี้ ธรรมละเอียดลึกซึ้งและยาก แม้เพียงในขั้นที่เริ่มฟัง แต่อย่างน้อยที่สุดเมื่อเป็นชาวพุทธ ควรรู้ว่าธรรมคืออะไร ถึงจะละชั่วก็เป็นธรรม ไม่ใช่เรา บำเพ็ญความดีก็เป็นธรรม ถ้ามีความมั่นคงว่าทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม ก็เป็นความเข้าใจพื้นฐานที่จะเข้าใจมั่นคงขึ้นว่า ทุกอย่างเป็นธรรม แล้วก็ไม่ลืมสิ่งที่ได้ฟัง แล้วก็พยายามเข้าใจสิ่งที่มีทุกอย่าง จนกว่าจะเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มเข้าใจธรรมใช่ไหม เพียงรู้ว่ามีธรรม แล้วก็ธรรมก็กำลังปรากฏ เคยเห็น และก็เคยคิด แต่ไม่เคยเข้าใจว่าเป็นธรรมอย่างไร ซึ่งต้องอาศัยการศึกษา

    ผู้ฟัง ไม่ทราบว่าธรรมกับอภิธรรมเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ชื่อ แต่มีจริงๆ เช่น เห็น กำลังมีจริงๆ เมื่อสักครู่นี้ก็ทราบว่าทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้าอ่านพระไตรปิฎกจะไม่พ้นจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพียงเท่านี้ คนคิดว่านี่หรือคืออภิธรรม แต่สิ่งที่มีจริงที่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ใครจะเปลี่ยนเสียงให้เป็นแข็งก็ไม่ได้ เปลี่ยนสภาพที่จำให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ ทุกอย่างเป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งละเอียดมาก แล้วก็มีลักษณะเฉพาะของธรรมนั้นๆ จริงๆ

                 เพราะฉะนั้นความลึกซึ้งของธรรมซึ่งมีจริง เป็นธรรม เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็น ปรมธรรม ปรมะคือ บรม ยิ่งใหญ่ ใครก็เปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นไม่ได้ ใครก็ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ ใครจะบังคับบัญชาให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ นี่คือความหมายของปรมัตถธรรม ธรรมนั่นเอง เมื่อเป็นสิ่งที่มีจริงก็เป็นปรมัตถธรรม เพราะไม่มีอะไรจริงยิ่งกว่านี้ และความจริงนี้ลึกซึ้ง ละเอียด ถ้ากล่าวถึงพระไตรปิฎกซึ่งแยกเป็น ๓ ปิฎก พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ธรรมที่เป็นหัวข้อที่ลึกซึ้งทั้งหมด อยู่ในพระอภิธรรมปิฎกมากกว่าในส่วนอื่น นี่คือความหมายของความลึกซึ้ง

                 เพราะฉะนั้นในปิฎกทั้ง ๓ พระวินัยก็เกี่ยวข้องกับชีวิตของบรรพชิต เป็นความประพฤติของบรรพชิต ซึ่งต่างจากคฤหัสถ์ ก็เป็นสิ่งที่ละเอียดมาก สมควรที่จะอยู่ในเพศบรรพชิต สำหรับพระสุตตันตปิฎกก็เป็นธรรม แต่กล่าวกับบุคคลต่างๆ เรื่องต่างๆ กล่าวที่พระวิหารเชตวัน แล้วก็ยังกล่าวที่พระวิหารเวฬุวัน ก็เรื่องเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน เมื่อไหร่ ธรรมไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่กล่าวถึงบุคคลและสถานที่ ถ้ากล่าวเฉพาะส่วนที่เป็นธรรมล้วนๆ จริงๆ แล้วก็ลึกซึ้งมาก เพราะแม้ขณะนี้ที่ฟัง ก็ยังไม่ได้เข้าใจเลยสักนิดถ้าจะกล่าวถึง

                 เพียงแต่ว่าเริ่มที่จะได้เข้าใจว่าธรรมมีจริง แล้วธรรมก็ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ และขณะนี้ธรรมก็กำลังปรากฏ แต่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นคือธรรมที่เกิดขณะนี้ ดับ ไม่มีธรรมใดซึ่งเกิดแล้วไม่ดับ เพราะฉะนั้นสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สิ่งใดก็ตามซึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ก็ต้องมีความดับเป็นธรรมดา และขณะนี้ใครรู้ว่าสภาพธรรมกำลังเกิดดับ เพราะเหตุว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน เพราะฉะนั้นทั้งเห็นและได้ยิน จะเกิดพร้อมกันทีเดียวไม่ได้เลย เพราะเห็นต้องมีตา ถ้าไม่มีตาก็ไม่เห็น และสำหรับได้ยินก็ต้องมีหู ถ้าไม่มีหูก็ไม่ได้ยิน

                 เพราะฉะนั้นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ต้องเกิดแล้วดับไป และสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งจึงปรากฏได้ ความจริงของสภาพธรรมเป็นอย่างนี้ ค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ พิจารณาว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังถูกหรือผิด จริงหรือไม่จริง นี่คือความลึกซึ้งของธรรม ซึ่งใครจะรู้ว่าขณะนี้เกิดแล้วก็ดับ นี่คืออภิธรรม หรือว่าจะกล่าวถึง กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา ซึ่งคุ้นหูเพราะว่า เป็นการสวดพระอภิธรรมในงานศพ คนที่ไปงานศพอย่างน้อยที่สุดจะได้ยินคำสวดมากหลายคำ แต่คำตั้งต้นก็คือ กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา ก็กล่าวถึงความจริงของธรรมซึ่งละเอียด

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ได้กรุณาพูดถึงอภิธรรม ก็คือขณะที่เห็นก็เป็นอภิธรรม ปุถุชนคนธรรมดาก็เห็น ก็ได้ยิน ก็ได้กลิ่น รู้สึกโกรธ รู้สึกโลภ ก็เป็นธรรมเหมือนกัน แต่ทำไมถึงพูดว่าธรรมยิ่งใหญ่

    ท่านอาจารย์ ใครบังคับธรรมได้ อยากจะให้ธรรมเกิด เกิดตามที่อยากหรือต้องการหรือเปล่า ทุกคนอยากมีปัญญาใช่ไหม และก็จะให้ปัญญาเกิดได้ไหม ทำอย่างไรที่จะให้ปัญญาเกิด เพราะอยาก ก็ไม่ได้ แสดงให้เห็นว่าธรรมทั้งหลาย เกิดเพราะมีปัจจัยที่สมควรที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร มีความสุข อยากให้ความสุขนั้นตั้งอยู่นานๆ ไหม ก็เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครอยากเป็นทุกข์เลย โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็ไม่อยากเป็น แม้เพียงเจ็บเล็กนิดเดียวก็ไม่ต้องการ ไม่ต้องมาก แต่ก็มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้

                 ไม่ทราบมีใครอยากฟังข้อความไหนบ้าง กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา หรือว่าพอได้ยินแล้วก็พอแล้ว แค่ได้ยินว่าธรรมที่เป็นกุศล ธรรมที่เป็นอกุศล และก็ธรรมที่เป็นอัพยากตะ ซึ่งเป็นคำที่ไม่คุ้นหูเลย แต่พระผู้มีพระภาคตรัสและทรงแสดง ให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า ธรรมหลากหลายมาก สิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ไม่ใช่มีเพียงอย่างเดียว แต่หลากหลาย เท่าที่เห็นเท่าที่ฟังแต่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นก็คือว่า ความละเอียดของธรรมมากกว่าเท่าที่ปรากฏ

    ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์พูดถึงคำว่ายิ่งใหญ่ ก็คือไม่สามารถบังคับบัญชาได้ แต่ความรู้สึกเกิดนี่น่าจะบังคับได้ไหม ขณะเกิด

    ท่านอาจารย์ ขณะแรกที่เกิด ที่กล่าวว่า คนเกิด สัตว์เกิด เทวดาเกิด พรหมเกิด ไม่ใช่มีแต่รูป ใช่ไหม ไม่ใช่ต้นไม้ใบหญ้า แต่ที่จะเป็นสิ่งที่มีชีวิต เพราะเหตุว่ามีธาตุรู้ ใช้คำว่า ธาตุรู้ เพราะเหตุว่าสิ่งที่มีจริง ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง อย่างแข็งมีจริงๆ เปลี่ยนแข็งไม่ได้ เสียงมีจริงๆ เกิดขึ้นเป็นเสียง เพราะฉะนั้นก็มีธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีจริงเกิดขึ้นรู้ เช่น ขณะนี้กำลังเห็น ไม่ใช่คนตาย เพราะคนตายไม่เห็น

                 เพราะฉะนั้นที่ต่างกันก็คือ รูปไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย แต่ที่สามารถที่จะเห็น กำลังเห็นขณะนี้ ไม่ใช่รูปเห็น แต่เห็นเป็นเห็น คิดเป็นคิด ได้ยินเป็นได้ยิน ก็มีธาตุที่หลากหลายมาก ถ้ายังไม่ทราบว่าธรรมเหล่านั้นต่างกันอย่างไร ละเอียดอย่างไร เพียงแต่คิดว่าเห็นนี่ก็ไม่ใช่ได้ยิน แล้วเห็นก็มีจริงๆ และได้ยินก็มีจริงๆ ยังไม่ต้องละเอียด เพียงแสดงให้เห็นว่า ธาตุทั้งหลายหลากหลาย หมายความว่าสิ่งที่มีจริง มากมายจริงๆ นับประมาณไม่ได้เลย

                 เพราะฉะนั้นใครทำให้เกิดขึ้น หรือว่ามีปัจจัยที่จะเกิดก็เกิด เกิดเป็นมนุษย์ แล้วก็เกิดเป็นผีเสื้อ ก็เกิดเหมือนกันใช่ไหม ต่างกันที่ไหน รูปร่างไม่เหมือนกัน แต่เกิดแล้วแน่ๆ เกิดเป็นมด เกิดเป็นช้าง มดเห็น ช้างเห็น ต่างกันตรงไหน เห็นไม่ต่าง แต่รูปร่างต่าง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเห็นที่ไหน เมื่อไหร่ ใคร ก็เป็นธรรมที่เป็นอภิธรรม ที่มีจริงๆ ข้อสำคัญก็คือว่าเมื่อเคารพสักการะพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ควรที่จะเข้าใจพระคุณของพระองค์ด้วยว่า การที่พระองค์ทรงได้รับการเคารพบูชาสูงสุด เพราะพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ เมื่อไหร่ เมื่อเข้าใจธรรม แต่ถ้ายังไม่เข้าใจธรรมจะรู้พระคุณไหม ไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย

    ผู้ฟัง หมายความว่าอภิธรรมก็คือชีวิตประจำวันของเรานี่เอง

    ท่านอาจารย์ แน่นอน โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ด้วย ความจริงเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่แค่เฉพาะบางเวลา แต่เดี๋ยวนี้ และก็เป็นเดี๋ยวนี้ด้วย เดี๋ยวนี้มีอะไรที่ปรากฏ สิ่งที่ปรากฏมีจริงๆ

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์พูดถึงอภิธรรมก็คือชีวิตประจำวัน แล้วขณะที่พูดถึงเห็น หรือได้ยิน พวกเราก็เห็น ก็ได้ยิน ทำไมจะต้องไปเข้าใจเห็นหรือได้ยิน ซึ่งก็เป็นปกติในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

    ท่านอาจารย์ ก่อนการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีคนมากมาย เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วก็เห็น แล้วก็ได้ยิน แล้วก็คิดนึก และก็เป็นสุขเป็นทุกข์ มานานแสนนาน แต่ไม่ได้รู้ความจริงสักนิดเดียวว่า เกิดแล้วทำไมต้องตาย ไม่ตายไม่ได้หรือ แล้วเกิดแล้วทำไมต้องเห็น ไม่เห็นไม่ได้หรือ เกิดแล้วทำไมต้องได้ยิน แล้วต้องคิดนึกด้วย มีคำอธิบาย หมายความว่าสามารถที่จะเข้าใจได้ เมื่อสนใจที่จะรู้ความจริง เพราะว่าความจริงคือเห็น ความจริงคือได้ยิน ความจริงคือคิดนึก จริงทั้งหมด เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่จะรู้ความจริง หรือเกิดมาตั้งแต่เกิดจนตายก็ไม่ต้องการที่จะเข้าใจ หรือว่าไม่ต้องการที่จะรู้ความจริงเลย เพราะฉะนั้นคนในโลกนี้ต่างกันหลากหลายมาก คนที่เกิดมามีศรัทธา พอได้ยินอะไรที่จริง ก็ต้องการที่จะเข้าใจให้ยิ่งขึ้น เพราะว่ารู้ว่าทำไมจริง ก่อนนั้นไม่เคยรู้ เหมือนถูกลวงเพราะไม่รู้ความจริง แต่เวลาที่มีความเข้าใจเกิดขึ้น ไม่ถูกหลอกลวงอีกต่อไป

                 เพราะฉะนั้นมีใครที่อยากจะถูกหลอกต่อไป ก็แล้วแต่การสะสม นอกจากนั้นยังมีความเห็นต่างๆ นานา เพราะว่าแต่ละคนต่างคนต่างใจ ต่างคนต่างคิด เพราะฉะนั้นก็มีคำสอนหลายหลาก ซึ่งบางคนก็พอใจในคำสอนอย่างนั้น คำสอนอย่างนี้ แต่ว่าผู้ที่ต้องการที่จะเข้าใจความจริง มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม ซึ่งเมื่อมีการฟังพระธรรมเข้าใจขณะใด เหมือนได้เฝ้าเฉพาะพระพักตร์ แต่บุคคลแม้ในครั้งพุทธกาลเดินตามหลังพระองค์ จับชายจีวรของพระองค์ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจธรรมเลย ตรัสว่าอยู่ห่างไกลพระองค์ เพราะเหตุว่าไม่เข้าใจความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

                 เพราะฉะนั้นเมื่อชื่อว่าเคารพใคร ต้องเป็นผู้ที่ตรง คือเคารพในคุณธรรมของบุคคลนั้น โดยเฉพาะคำว่า พุทธะ หมายความถึงปัญญา ปัญญาสูงสุด แม้เทวดา พรหมก็ยังมาเฝ้าทูลถามปัญหา เพราะว่าเทวดาหรือพรหมในสากลจักรวาล ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้ก็แล้วแต่ศรัทธาที่สะสมมาที่จะสนใจในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ศึกษา แต่ถ้าใครฟังแล้วก็ไม่เห็นประโยชน์ เกิดมาแล้วก็ตายไป เห็นก็เห็นไป ได้ยินก็ได้ยินไป แล้วก็ตายไป แต่ไม่รู้ความจริงว่าตายแล้วก็เกิดอีก และก็จะเกิดที่ไหนก็ไม่รู้ด้วย จะเกิดเป็นสัตว์ เป็นมด เป็นจิ้งจกตุ๊กแกได้ไหม ก็เห็นอยู่ว่าได้ แล้วมาจากไหน ความต่างกันของการเกิดเป็นมนุษย์กับการเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ต้องมีเหตุด้วย

                เพราะฉะนั้นพอที่จะคิดคร่าวๆ ได้ การเกิดเป็นมนุษย์ต้องเป็นผลของกุศล มนุษย์สามารถเห็น แล้วก็คิด แล้วก็ไตร่ตรอง แล้วก็เข้าใจสิ่งซึ่งสัตว์ก็เห็น ได้ยิน แต่ไม่สามารถที่จะคิด ที่จะไตร่ตรอง ที่จะเข้าใจความจริงได้ เพราะฉะนั้นก็เห็นสิ่งที่มีปรากฏถึงความหลากหลาย ถึงความต่างกัน เพราะว่าเกิดเป็นมนุษย์ก็มี เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มี เป็นปลาในน้ำก็มี สัตว์บนบกก็มี ในอากาศบินไปบินมาก็มี แต่ก็ต้องมีเหตุทั้งนั้น แต่ถ้าเกิดอย่างนั้นไม่มีโอกาสจะได้เข้าใจธรรม เมื่อเป็นมนุษย์ ฟัง แล้วก็เห็นประโยชน์ ก็มีโอกาสที่จะเข้าใจธรรมขึ้น เมื่อศึกษาเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง การนั่งสมาธิหรือการที่ทำใจให้สงบเป็นสภาวะที่กดให้อยู่เฉยๆ นิ่งๆ ก็ไม่มีความเจริญก้าวหน้าใดๆ ผมก็ไม่ทราบว่า อะไรคือทางที่ถูกต้อง หรือว่าอะไรคือแนวทางที่จะไปสู่ความหลุดพ้นของจิตนั้นจริงๆ

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ไม่ได้หลุดพ้นใช่ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้หลุด

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้หลุดพ้นจากอะไร จากความไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม ยังไม่ได้หลุดพ้นจากความไม่รู้นี้เลยใช่ไหม แล้วก็มีความพอใจในสิ่งที่ปรากฏ ก็ยังไม่ได้หลุดพ้นจากความพอใจ เวลาเกิดความโกรธก็ยังไม่ได้หลุดพ้นจากความโกรธ เพราะฉะนั้นหลุดพ้นจากความไม่รู้ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอกุศลทั้งมวล ไม่ใช่ว่าหลุดพ้นจากอะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นทำอะไรไปก็ไม่รู้ เพราะว่าหลุดพ้นจากอะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น พุทธะ หมายความถึง ความรู้จริงๆ ความเข้าใจจริงๆ  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งที่ละเอียดที่จะต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นตามลำดับ ถ้าเราไม่มีความเข้าใจธรรมตามลำดับ ความคิดของเราเองจะแทรกเข้ามาเป็นเรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้าง เพราะฉะนั้นการฟังธรรมเมื่อได้ยินแล้วต้องไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจเพิ่มขึ้น และเป็นความเข้าใจจริงๆ ก็ขอถามธรรมดาๆ ดูว่าจะหลุดพ้นไหม ดอกไม้นี่ ดีไหม

    ผู้ฟัง ดี

    ท่านอาจารย์ นี่ไม่หลุดพ้นจากความไม่รู้ เพราะดอกไม้ไม่รู้อะไร ดอกไม้ทำบุญได้ไหม ดอกไม้ทำบาปได้ไหม

    ผู้ฟัง ดีนี่ คือว่า สวยงาม เห็นแล้วก็รู้สึกชอบ

    ท่านอาจารย์ ชอบ หลุดพ้นไหม เป็นอกุศลหรือกุศล ชอบคือความติดข้อง ก็ยังไม่หลุดพ้นใช่ไหม เห็นว่าเป็นดอกไม้ และก็บอกว่าดอกไม้ดี ดอกไม้ดีไม่ได้ เพราะว่าดอกไม้เป็นกุศลไม่ได้ เป็นอกุศลไม่ได้ ไม่ใช่สภาพรู้ เกิดมาเป็นสีอะไรก็ยังไม่รู้ ใช่ไหม เพราะไม่ใช่สภาพรู้เลย ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรมไม่ใช่ตามใคร ที่ใครพูด แต่เป็นการศึกษาด้วยการไตร่ตรองว่า นี่เป็นคำจริง จึงเป็นพระธรรมที่ทรงแสดง แต่ถ้าคำนั้นได้กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ให้เข้าใจขึ้น แม้เพียงวันละนิดวันละหน่อย แต่เป็นความเข้าใจถูก ก็ยังดีกว่าฟังมากๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรถูก

                เพราะฉะนั้นเวลานี้ต่อไป ได้ยินคำว่าธรรม รู้จักไหมว่าธรรมคืออะไร นี่คือเริ่มมีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าตามคนโน้นพูด หรือตามคนนี้พูด แต่ว่าความจริงก็คือสิ่งที่มีจริงนี่แหละ ไม่ต้องเรียกอะไรก็เป็นจริงอย่างนั้น จะเปลี่ยนสิ่งนั้นไม่ได้เลย ความจริงนั้นก็คือเป็นธรรม ใช้คำรวมว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรม และธรรมก็มีหลากหลายมาก นี่ก็คือต้องค่อยๆ เข้าใจธรรมจริงๆ แต่ละอย่าง เช่น ถ้าพูดถึงดอกไม้ ไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วธรรมที่มีจริงจะต่างกันเป็นลักษณะใหญ่ๆ  ๒ อย่างเท่านั้น คืออย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย กับอีกอย่างหนึ่งเกิดแล้วต้องรู้ เป็นธาตุรู้


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    12 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ