ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๒๕
สนทนาธรรม ที่ ศูนย์ปฏิบัติการการบินไทย
วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ จะข้ามปริยัติไปปฏิบัติก็คือไม่เห็นค่าของแต่ละคำที่พระผู้มีพระภาคตรัส และทรงแสดงเพื่อพุทธบริษัทจะได้พิจารณาไตร่ตรอง
ทุกคนคงรู้จักกิเลส จิตเป็นสภาพรู้อย่างเดียว เสียงกำลังปรากฏเพราะจิตรู้เสียง ไม่ได้จำ ไม่ได้ชอบ ไม่ได้ชัง ในเสียงเลย จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ส่วนความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ สุข ทุกข์ อะไรต่างๆ เป็นเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต เมื่อจิตเกิดขึ้นเป็นสภาพรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้เป็นของธรรมดา ชั่วคราวแล้วก็หมดไป ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ เราไปทำอะไร ไปปฏิบัติอะไร เพื่อรู้อะไร ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจเพราะเหตุว่าไม่มีการฟังให้เข้าใจก่อน
มีความรู้ ๓ ขั้น ขั้นที่หนึ่ง คือ การรอบรู้ในพระพุทธพจน์แต่ละคำ อย่างเช่นคำว่า ธรรม ธรรมคืออะไร บางคนบอกว่าเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าจะเข้าใจต่อไปอีกคือสอนอะไร เห็นหรือไม่ว่าเราจะหยุดอยู่เพียงแค่เป็นคำสอน แล้วสอนอะไร เพราะฉะนั้น ขณะนั้นไม่ใช่ปัญญา แต่ถ้าเป็นปัญญาจริงๆ ต้องละเอียด ต้องซักไซร้จนถึงที่สุด จะมีคำตอบที่ชัดเจนซึ่งเปลี่ยนไม่ได้เพราะจากการตรัสรู้ สอนอะไร สอนสิ่งที่มีจริง ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม ดังนั้นสอนเรื่องทุกอย่างจนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคงว่า ขณะเมื่อครู่นี้หมดแล้วและไม่กลับมาอีกเลย ขณะต่อไปยังไม่มาถึง
เพราะฉะนั้น ถ้าจะเข้าใจสิ่งที่มีจริงคือในขณะที่สิ่งนั้นกำลังปรากฏ ถูกต้องหรือไม่ นี่คือสิ่งที่จะต้องรู้ว่าถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ ปฏิปัตติไม่มี ใครจะบอกว่าไปปฏิบัติ แต่ไม่ใช่ เพราะเหตุว่าต้องเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง เหมือนความรู้ต้องตามลำดับว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ถ้าไม่มีความเข้าใจแล้วจะไปทำอะไร แต่เมื่อมีความรู้แล้วปัญญานั่นเองทำหน้าที่ของปัญญา เพราะว่าปัญญาค่อยๆ เจริญขึ้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกระทั่งรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้เข้าใจได้แล้วเพราะฟังเข้าใจ
ฟังเข้าใจจนกระทั่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้เหมือนกับที่ได้ฟังมาเลย คือเป็นสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นและดับไป นั่นคือ ปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวธ ตามลำดับ ไม่มีใครสักคนในครั้งพุทธกาลที่ปฏิบัติโดยไม่มีปริยัติ เพราะฉะนั้น จะถึงปฏิเวธซึ่งเป็นปัญญาขั้นสูงสุด โดยเริ่มจากจากขั้นสูงลงมาขั้นต่ำไม่ได้ จะต้องเริ่มจากขั้นต้นแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงขั้นที่รู้ความจริงได้
ผู้ฟัง การศึกษาธรรมที่ถูกต้องควรจะเริ่มศึกษาอย่างไร วิธีใดที่จะทำให้เป็นการศึกษาที่ถูกต้องตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ ถ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วไม่ทรงแสดงพระธรรมเลย มีใครจะรู้บ้าง ดังนั้นก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าอาศัยการฟังพระธรรมในครั้งพุทธกาล เมื่อทรงดับขันธปรินิพพานแล้วมีการสืบทอดกันมาโดยการท่องจำ จนกระทั่งจารึกเป็นตัวอักษร แต่ทราบหรือไม่ว่าขณะที่กำลังอ่านก็คือ คิดถึงเสียง อ่านโดยไม่คิดถึงเสียงได้หรือไม่ ลองดู
มีข้อความเป็นตัวหนังสือว่า พระวิหารเชตวัน แต่ถ้าไม่มีพระวิหารเชตวันในการจำตัวหนังสือที่ออกมาเป็นเสียงก็จะไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร ดังนั้นทุกครั้งที่เห็นอะไรแล้วอ่านให้ทราบว่า จำเสียงและเข้าใจความหมายของเสียง ไม่ใช่เพียงเห็นตัวหนังสือแต่มีเสียงของตัวหนังสือว่า คำนี้อ่านว่าอะไร
เพราะฉะนั้น แม้แต่ความคิด เราคิดเป็นคำก็มี ใช่หรือไม่ คิดที่ไม่ใช่คำก็มีแต่ไม่รู้ อย่างเช่นขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ไม่ต้องคิดเป็นคำแต่คิดถึงรูปร่างสัณฐานก็รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ถูกต้องหรือไม่ เเต่เวลาที่มีตัวหนังสือ มีเสียง เรารู้ว่าคำนั้นหมายความถึงอะไร ไม่ใช่เพียงแต่เห็นเฉยๆ
เวลานี้ ทางตาที่กำลังเห็นคือกำลังอ่านหรือไม่ อ่านเงียบๆ ไม่มีเสียง แต่จำได้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร ไม่ใช่เพียงแต่ผ่านไปแล้วไม่สนใจในรูปร่าง ในนิมิต ในอะไรเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นจะไม่รู้เลยว่าอะไร เคยมีอะไรอยู่ข้างหน้าแล้วมองไม่เห็นบ้างหรือไม่ หาอยู่นานทั้งๆ ที่สิ่งนั้นอยู่ตรงหน้าก็น่าจะรู้ น่าจะเห็น แต่เมื่อไม่นึกถึงรูปร่าง ก็เหมือนไม่เห็นเลยว่าอะไร
แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมแม้มีจริงแต่ละเอียดมาก ที่เราจะต้องรู้ความต่างของสิ่งที่มีจริงๆ นั้นโดยละเอียด เช่น มีสิ่งที่ปรากฏทางตาจริง เพียงปรากฏให้เห็น ตอนหนึ่ง แต่ว่าเพียงปรากฏให้เห็นซ้ำๆ กันบ่อยจนกระทั่งปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ถ้าเพียงหนึ่งก็จะไม่มีรูปร่างสัณฐานเลย แต่เมื่อซ้ำๆ กันก็ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานให้จำได้ว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้น ธรรมละเอียดแล้วสามารถที่จะเข้าใจในความเป็นอนัตตา ได้เห็นความจริงว่าต้องมีการศึกษาให้เข้าใจเพื่อละความไม่รู้ แล้วจึงจะรู้ความจริงตรงตามที่ได้ฟังอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งใช้คำว่าปฏิปัตติ ที่คนไทยใช้คำว่า ปฏิบัติ
คำว่า สำนัก หมายความถึงที่อยู่ สำนักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าพระองค์จะประทับที่ใด ถ้าประทับที่พระเชตวัน พระเชตวันก็เป็นสำนักที่พระองค์ประทับ ถ้าพระองค์ประทับที่พระวิหารเวฬุวัน พระวิหารเวฬุวันก็เป็นสำนักที่ทรงประทับ สำนักหมายความถึงที่อยู่ สำนักของเดียรถีย์ สำนักของใครต่อใคร เช่น พวกที่เป็นครูบาอาจารย์ในครั้งนั้นมีมากมายเลย แต่ว่าในครั้งนั้นไม่มีสำนักปฏิบัติเพราะเหตุว่าเป็นชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะทำอาหารในครัวก็มีผู้ที่บรรลุเป็นพระอนาคามีบุคคล จะชื่อว่าสำนักอะไร
ดังนั้นไม่ใช่เป็นการที่เราคิดว่าจะปฏิบัติที่สำนัก เมื่อออกมาแล้วก็ไม่ปฏิบัติ ไม่รู้ว่าปฏิบัติคืออะไร ถ้าเป็นปัญญาที่เป็นความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ในสิ่งที่มีจริง ตรงไหนก็มีจริง เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจจริงๆ ตรงนั้นก็เข้าใจได้ไม่ว่าจะเป็นขั้นฟัง เราไม่ฟังในห้องนี้ได้หรือไม่ ได้ เรากำลังเดินทางอยู่บนเครื่องบิน ในรถไฟ ตามท้องถนน สวนสาธารณะ หรือที่บ้านมิตรสหาย ฟังได้หรือไม่ ฟังได้
การปฏิบัติ คือการที่สามารถเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ จะเกิดที่ใด เมื่อใดก็ได้ เมื่อมีความเข้าใจพอที่จะรู้ความจริงในขณะนั้นจึงรู้ได้
ด้วยเหตุนี้ การศึกษาคือการอบรมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ค่อยๆ ละความไม่รู้ แล้วต้องไม่หวังด้วย เพราะเหตุว่าขณะใดที่หวังขณะนั้นเป็นเรา เป็นเครื่องกั้นทันที เราได้ยินได้ฟังคำว่าทุกอย่างเป็นธรรม แต่จริงหรือยัง หรือได้ฟังมาว่า ทุกอย่างเป็นธรรมแต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แต่ละหนึ่งธรรม เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่รวมกันแล้วเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เป็นตัวตน เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นคน เป็นหนังสือ เป็นอะไรต่างๆ
แสดงให้เห็นว่าแต่ละคำที่ได้ยินได้ฟังแล้ว ถ้าเข้าใจแล้วต้องตรง ทุกอย่างเป็นธรรม เห็นขณะนี้เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งปรากฏให้เห็นได้ว่ามีจริงๆ เป็นธรรมอย่างหนึ่ง เเต่ยังไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ ทุกครั้งที่เห็นแล้วคิดทันที จำทันที เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ทันที เพราะการเกิดดับสืบต่อของจิตเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงเหมือนนายมายากลลวงให้เห็นว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ไม่ได้ดับไปเลย ทำให้อยู่ในโลกของความไม่รู้มานานแล้ว และจะนานต่อไปอีกถ้าไม่มีการฟังที่จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจความจริงขึ้น
เพราะฉะนั้น เลิกคิดเรื่องปฏิบัติถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม เลิกคิดว่าเราจะปฏิบัติเพราะไม่ใช่ความเห็นที่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าความเห็นที่ถูกต้อง ต้องไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรม ปัญญาเป็นธรรม ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจมีจริงๆ เป็นธรรม ความสงสัยก็เป็นธรรม ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมทั้งหมดแต่ว่าเร็วมาก เพียงปรากฏแล้วหมดไป
ผู้ฟัง จิตไม่มีกิเลส เจตสิกไม่มีกิเลส รูปไม่มีกิเลส แต่กิเลสปรุงจิต แล้วจะทำลายกิเลสไม่ให้ปรุงจิตได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ กิเลสคืออะไรก่อน ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายของคำว่า กิเลส
อ.คำปั่น คำว่ากิเลส มาจากภาษาบาลีว่า กิเลสะ โดยความหมายหมายถึง สภาพที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต นี่คือกล่าวโดยอรรถของคำนี้ก่อน เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงว่า กิเลสต้องไม่ใช่จิต กิเลสเป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นกับจิตเมื่อใดทำให้จิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส ซึ่งจะตรงกันข้ามกับขณะที่สภาพธรรมฝ่ายดีที่ไม่ใช่กิเลสเกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างที่แสดงถึงความเป็นจริงของกิเลส เช่น ความติดข้อง ยินดีพอใจ เป็นกิเลสประเภทหนึ่ง มีจริงๆ ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจก็เป็นกิเลสประการหนึ่ง และกิเลสที่น่ากลัวแล้วร้ายที่สุดคือ อวิชชา ความไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์ ธรรมจะชัดเจนเมื่อเข้าใจทีละคำ ขอให้ทวนคำถามข้อแรก
ผู้ฟัง ข้อแรก จิตไม่มีกิเลส
ท่านอาจารย์ ได้หรือไม่ถ้ากิเลสเกิด แสดงให้เห็นว่ายังไม่รู้จักกิเลส กิเลส คือสิ่งที่มีจริงซึ่งทำให้จิตเศร้าหมอง เศร้าหมองที่นี่ไม่ใช่ความรู้สึกเสียใจ แต่หมายความว่า เป็นมลทินทำให้จิตไม่ผ่องแผ้ว เพราะว่าจริงๆ แล้วจิตไม่ใช่กิเลส จิตเป็นจิต แต่สภาพธรรมที่เกิดกับจิตอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นนามธรรม คือเจตสิก เพราะฉะนั้น ธรรมฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว ใดๆ ก็ตามทั้งหมดไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิต
ตอนนี้รู้จักนามธรรม ๒ อย่าง ได้ยินคำว่าจิต แต่เมื่อศึกษาธรรมก็มีเจตสิก สภาพนามธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิตแล้วทำให้จิตเศร้าหมอง คำถามนี้เกิดจากกิเลสหรือไม่ ถ้าจะรู้จักกิเลสก็ต้องรู้ว่ากิเลสเมื่อใด กิเลสอยู่ไหน มิฉะนั้นเราก็พูดแต่กิเลสแต่ไม่รู้เลยว่ากิเลสเมื่อใด เพราะฉะนั้น คำถามนี้เกิดจากกิเลสหรือไม่ กิเลสประเภทใด ก็ต้องเป็นชีวิตธรรมดา ไม่รู้นั่นเองคือกิเลสแล้ว ซึ่งถ้าเป็นภาษาที่เราคุ้นหูก็บอกว่า โมหะ หรือ อวิชชา แสดงให้เห็นถึงภาษาที่ต่างกัน แต่เปลี่ยนลักษณะของสภาพธรรมไม่ได้ ความไม่รู้ก็เป็นความไม่รู้ ไม่ว่าจะใช้ภาษาอะไร ถ้าใช้คำว่าอวิชชา วิชชาแปลว่ารู้ อวิชชาแปลว่าไม่รู้ ถ้าใช้คำว่าโมหะ หมายความว่าหลง ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายของคำว่าโมหะ ด้วย
อ.คำปั่น คำว่าโมหะ เป็นอีกคำหนึ่งที่เป็นคำภาษาบาลีคือ เป็นความหลง เป็นความไม่รู้ เป็นธรรมที่มีจริงที่ตรงข้ามกับปัญญา หรือความรู้ หรือวิชชา อย่างสิ้นเชิง ขณะใดก็ตามที่อกุศลเกิดขึ้นเป็นไปจะไม่ปราศจากโมหะเลย
ท่านอาจารย์ กำลังเห็นเป็นโมหะหรือไม่ มีเจตสิกที่เป็นโมหเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือไม่ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ถ้าคิดเองเหมือนมี แต่ว่าความรวดเร็วของจิตได้ทรงแสดงไว้โดยละเอียดเลยว่า จิตนี้มีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วย
จิต จำแนกออกเป็นหลายประเภท จิตที่เป็นกุศลดีงาม เพราะมีเจตสิกที่ดีงามเกิดร่วมด้วย ถ้าจิตเป็นอกุศลก็มีสภาพเจตสิกที่ไม่ดีงาม เป็นอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย แล้วยังมีจิตซึ่งไม่ใช่ทั้งกุศลและไม่ใช่อกุศล เเต่เป็นผลของกุศลและอกุศล
ดังนั้น กุศลและอกุศลเป็นเหตุให้เกิดจิตอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นผล ถ้าเราไม่ศึกษาโดยละเอียดจะไม่ทราบเลยว่าขณะนี้เป็นอะไร ซึ่งความจริงเห็นเกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นปัจจัย ทำให้เห็นสิ่งที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ขณะใดก็ตามที่เห็นสิ่งที่ดี ขณะนั้นเป็นผลของกุศล ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่ดีก็เป็นผลของอกุศล
เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เกิดจนตายจะมีผลของกุศลและอกุศล โดยที่เราไม่รู้เลยก็หลงเข้าใจว่า เห็นเป็นเรา ได้ยินเป็นเรา แต่เมื่อถึงสุขและทุกข์ ความรู้สึกที่สุขหรือทุกข์ ขณะนั้นก็ต้องละเอียดไปอีกว่า กายหรือใจ ถ้าเป็นกายใครๆ ก็เปลี่ยนไม่ได้ แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงประชวรเพราะยังมีกาย ซึ่งมีกายปสาทซึมซาบอยู่ พร้อมที่ว่าเมื่อกระทบสิ่งใดก็ทำให้เกิดความรู้สึก ถ้าสิ่งที่กระทบนั้นไม่สบาย แข็งไป เย็นไป เป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว ความทุกข์หรือทุกขเวทนา ความรู้สึกทางกายก็เกิดขึ้น
เราไม่รู้เลยว่า สัตว์โลกเกิดมาเป็นผลของกรรมทำให้เกิดต่างกัน เป็นคน หรือเป็นนก เป็นงู เป็นช้าง ก็แล้วแต่กรรมที่ทำให้เป็นสัตว์ประเภทนั้นๆ ถึงแม้เกิดเป็นคน ทุกคนเหมือนกันหรือไม่ สูง ต่ำ ดำ ขาว เป็นผลของกรรมทั้งนั้นเลย แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ชีวิตที่เกิดขึ้นเห็น ได้ยิน เลือกไม่ได้อีกเหมือนกัน อะไรที่เลือกไม่ได้แต่มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น เกิดเห็น เกิดได้ยิน เหล่านี้เป็นจิตประเภทที่เป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้น มีเรื่องที่จะศึกษาให้เข้าใจความจริงในชีวิตประจำวันมากมายและชัดเจน ที่ทำให้เพิ่มความเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป
ดังนั้นจะคลายความติดข้องว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา เพราะว่าอกุศลทั้งหลายยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อมีความเป็นเรา หรือของเรา ถ้าไม่มีเราจะเห็นแก่ตัว จะเห็นแก่เรา หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าความรู้จะทำให้ค่อยๆ คลายกิเลส แต่ต้องรู้ว่ากิเลสหมายความถึงเจตสิก ไม่ใช่จิต และกิเลสซึ่งเป็นเจตสิกจะเกิดกับรูปไม่ได้ เกิดที่ไหนไม่ได้เลยนอกจากเกิดกับจิต
ก่อนอื่นต้องเข้าใจจิตกับเจตสิกก่อน จิตใช้อีกคำหนึ่งว่า ปัณฑระ หมายความว่า ผ่องแผ้ว ลำพังจิตเองที่ไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ไม่กล่าวถึงเจตสิกซึ่งต้องเกิด แต่ถ้ากล่าวเฉพาะจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งเฉพาะสิ่งที่ปรากฏ มีอีกคำหนึ่งซึ่งคนไทยคุ้นหูแต่ไม่ได้เข้าใจความหมายที่แท้จริง คือคำว่า อารมณ์ ได้ยินบ่อยๆ ใช่หรือไม่
วันนี้อารมณ์ดีหรือไม่ ใครรู้ เรารู้ใช่หรือไม่ หรือบางวันอารมณ์ไม่ดี แต่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าที่พูดนั้นหมายความว่าอะไร คำที่ควรคิดก็คือ ตั้งแต่เกิดจนตายพูดคำที่ไม่รู้จักถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม แม้แต่คำว่าอารมณ์ วันนี้อารมณ์ดีเพราะอะไร ถ้าเห็นสิ่งที่สวยงามน่าพอใจ ได้ยินเสียงที่ดี ได้กลิ่นที่ดี ลิ้มรสที่ดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสที่สบาย วันนั้นจะเดือดร้อนหรือไม่ ไม่เดือดร้อนเลย แต่เรายังไม่เข้าใจความหมายจริงๆ ของคำว่า อารมณ์ ว่าคืออะไร แต่ถ้าพูดว่าจิตเป็นธาตุรู้ เป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกจิตรู้ จะมีธาตุรู้โดยไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้
สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่จิตกำลังรู้ สิ่งนั้นภาษาบาลีใช้คำว่า อารัมมณะ หรืออาลัมพนะ คนไทยตัดสั้นอย่างเคย คือแทนที่จะพูดว่าอารัมมณะ ก็เป็น อารมณ์ หมายความว่า จิตเป็นธาตุรู้เกิดเมื่อใดต้องมีสิ่งที่ถูกจิตรู้ ซึ่งภาษาบาลีเรียกสิ่งที่ถูกจิตรู้ว่า อารมณ์ หรือ อารัมมณะ
ขณะนี้สิ่งที่รู้ทางตามีหรือไม่ สิ่งที่จิตรู้ทางตาคือ เห็น ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น สิ่งที่ถูกเห็นไม่ต้องเรียกอะไรเลย ภาษาบาลีใช้คำว่า รูปารมณ์ หรือ รูปารัมมณะ รูปที่ปรากฏให้เห็นได้ มีเพียงรูปเดียวเท่านั้นในบรรดาธรรมทั้งหมด มีรูปที่ปรากฏทางตาที่ปรากฏให้เห็นได้ คือ เดี๋ยวนี้เอง สิ่งนี้เองมีจริงๆ เป็นธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่ง
ทุกคนอยากเห็นรูปดีๆ ใช่หรือไม่ เลือกได้หรือไม่ ไม่มีทาง เพราะต้องแล้วแต่กรรมจะทำให้เห็นอะไร เสียงก็มีตั้งหลายเสียง เสียงที่น่าพอใจก็มี เสียงที่ไม่อยากได้ยินได้ฟังเลยก็มี ใครทำให้เสียงนั้นกระทบหูแล้วได้ยินได้ถ้าไม่ใช่กรรม เพราะฉะนั้น อีกคำหนึ่งที่ชัดเจนมาก มือที่มองไม่เห็นทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเวลาใด เช้าสายบ่ายเย็น จะอยู่ในห้องมืดสนิท หรือเปิดประตู อย่างไรก็ตามอะไรก็เกิดขึ้นได้ มือที่มองไม่เห็นทำให้มือดีๆ สองข้างกลายเป็นมือด้วนได้หรือไม่ ได้ทุกอย่าง ใครทำ กรรมที่ได้กระทำแล้วทำ แต่ไม่รู้ว่ากรรมใด ทั้งๆ ที่กรรมไม่มีมือ ไม่มีเท้า แต่มีเจตนาที่ตั้งไว้ จงใจไว้ กระทำกรรมนั้นสำเร็จไป ผลไม่ได้เกิดแก่คนอื่นเลย แต่จิตที่เป็นอกุศลดับไปเป็นปัจจัยให้จิตภายหลังที่เกิดขึ้น เป็นผลของจิตที่ได้กระทำกรรมนั้น
นี่เป็นเรื่องที่ละเอียด เหมือนกับพูดถึงสิ่งละอันพันละน้อยในพระไตรปิฎกให้ฟังคร่าวๆ แต่ว่าความจริงจะละเอียดและมีความชัดเจนขึ้น เพราะว่ากล่าวถึงจิตทีละหนึ่งทำให้มีความชัดเจนขึ้น เพราะฉะนั้น แม้แต่จิตเป็นปัณฑระ ผ่องแผ้ว เมื่อไม่กล่าวถึงเจตสิกซึ่งเป็นธาตุรู้ที่เกิดขึ้นรู้ แต่ว่าจิตจะดีหรือจะชั่วแล้วแต่เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ถ้าเป็นเจตสิกฝ่ายไม่ดีเกิดกับจิต จิตนั้นก็เศร้าหมองเพราะกิเลสที่ทำให้จิตนั้นเป็นจิตที่ไม่ดี ถ้าเป็นจิตฝ่ายดี ใช้คำว่าโสภณ ดีงาม ไม่เป็นโทษเลย เกิดเมื่อใดทำให้จิตไม่เดือดร้อน
ความโลภ ความตระหนี่ เกิดขึ้น เดือดร้อนหรือไม่ เก็บงำของอย่างดีไม่ให้ใครเห็น แม้แต่จะให้คนอื่นเห็นก็ไม่ให้เห็น อย่างที่กล่าวไว้ว่า บ้านต้องมีรั้วเพื่อไม่ให้ใครเข้ามา ในรั้วมีบ้าน ในบ้านต้องมีห้อง ไม่ให้ใครเห็นอีกเหมือนกัน จนกระทั่งถึงในตู้นิรภัยคือไม่อยากให้มีใครได้เห็นสิ่งนั้นเลย แม้แต่จะเห็นก็ยังไม่ได้ แล้วจะให้ใครหรือจะเจือจานใคร ขณะนั้นเดือดร้อนหรือไม่
ดังนั้นจะเห็นได้เลยว่า สิ่งที่เศร้าหมองทำให้จิตไม่สบายเดือดร้อนนั้นมี เป็นอกุศลธรรม ใช้คำว่ากิเลส มี ๓ ระดับ หรือ ๓ ขั้น แสดงความละเอียดอย่างยิ่ง มีกิเลสที่อยู่ในใจแม้ว่ายังไม่ออกมาเลย แต่มี จนกว่าจะล้นออกมาทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง หรือว่ารุนแรงถึงขนาดที่ทำอกุศลกรรม ประทุษร้ายเบียดเบียนคนอื่นได้ โดยไม่คิดถึงว่าคนนั้นจะทุกข์ยากสักเพียงใด
แสดงให้เห็นถึงระดับของความที่เป็นอกุศลมากมาย ทั้งหมดนี้คือธรรมซึ่งไม่ใช่เรา แต่ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง แล้วแต่ว่าสะสมมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นตามเหตุตามปัจจัย อย่างไรๆ ธรรมไม่มีวันจบเลย เกิดกี่ชาติๆ ก็ไม่จบ จนกว่าความเข้าใจจะเพิ่มขึ้น
ผู้ฟัง ถ้าสวดมนต์โดยไม่ทราบความหมายของบทสวดนั้น จะได้บุญหรือไม่
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมเราก็คิดเองใช่หรือไม่ เพียงแต่รู้ความหมายว่า ดี ชั่ว บุญ บาป แต่ว่าเมื่อใด อย่างไร ไม่สามารถจะรู้ได้ เช่น คำถามที่ว่าสวดมนต์เป็นบุญหรือไม่ ลองบอกให้เด็กๆ พูด กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา เด็กพูดตามได้เเต่เข้าใจหรือไม่ ฉันใด ใครก็ตามไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ที่พูดแล้วไม่เข้าใจก็เหมือนกัน ใช่หรือไม่ ถึงวัยจะต่างกันเเต่ถ้าไม่เข้าใจก็คือไม่เข้าใจ คุ้นหูหรือไม่ กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา เวลาไปงานศพได้ยินคำนี้แน่เลย แต่ไม่เข้าใจ
เพราะฉะนั้น ถ้าใครจะเพียงสวดหรือพูดคำที่ไม่เข้าใจ จะกล่าวว่าเป็นบุญได้หรือ เพียงคร่าวๆ ซึ่งพระธรรมที่ทรงแสดงละเอียดมากเลยว่า ขณะใดเป็นบุญ และขณะใดไม่ใช่บุญ แต่เราเพียงคิดว่า ถ้าเด็กเล็กๆ พูดคำว่า กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา พูดได้ เหมือนเราที่ฟังแล้วพูดตามได้แต่ไม่เข้าใจก็ต้องเป็นความไม่เข้าใจ จะให้ความไม่เข้าใจเป็นความรู้ความเข้าใจไม่ได้ ไม่เข้าใจก็ต้องเป็นไม่เข้าใจ แล้วไม่เข้าใจเป็นบุญหรือไม่ ก็พอจะรู้ได้แล้วใช่หรือไม่ แต่ความจริงละเอียดยิ่งกว่านั้น แม้เพียงขณะเห็นไม่ใช่บาป ไม่ใช่บุญ เเต่เป็นผลของกรรม
บุญคือ เหตุที่ดี ที่จะทำให้เกิดผลที่ดี บาปคือ เหตุที่ไม่ดี ที่จะทำให้เกิดผลที่ไม่ดี แต่เห็นเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป แต่เป็นผลของบุญและบาป ทันทีที่เห็นนิดเดียว หลังจากนั้นเป็นบุญหรือเป็นบาป เห็นหรือไม่ว่าเราไม่ได้เคยคิดเลยทั้งวัน แต่ทรงแสดงไว้โดยละเอียดว่า ห้ามการเกิดดับอย่างละเอียดที่รวดเร็วของจิตไม่ได้เลย เห็นแวบเดียวจริงๆ จิตดับแล้ว ต่อจากนั้นถ้าไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็เป็นอกุศลโดยไม่รู้ตัวเลย บางเบามาก แต่ทรงแสดงจิตหนึ่งขณะ โดยกิจของจิตแต่ละหนึ่งขณะว่า แม้ในขณะที่สิ่งที่ปรากฏทางตาซึ่งเกิดดับเร็วมากแต่ยังไม่ทันดับไป อกุศลก็เกิดแล้ว
แสดงให้เห็นจริงๆ ว่า เราได้ยินคำว่า บุญ ได้ยินคำว่า บาป เพียงรู้พอสมควรเล็กน้อยแต่ยังไม่ชัดเจนถึงธรรมที่เป็นบุญและบาป เพราะเหตุว่าเพียงแต่เข้าใจเรื่องราวของบุญและบาป ด้วยเหตุนี้ การศึกษาพระธรรมจะทำให้มีความเข้าใจชัดเจนขึ้น ละเอียดขึ้น และเข้าใจความหมายของธรรมเพิ่มขึ้น ที่จะค่อยๆ คลายความไม่รู้ และต้องเป็นผู้ที่ตรงด้วย จึงจะทำให้สามารถได้สาระจากพระธรรมเพราะว่าพิจารณาด้วยตนเอง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
