ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
ตอนที่ ๑๘๔๔
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีเสียงกระทบกับโสตปสาท รูปพิเศษที่สามารถจะกระทบเฉพาะเสียงเท่านั้นกระทบอื่นไม่ได้ แล้วถ้าไม่มีเสียงมากระทบกับโสตปสาท แล้วจิตได้ยินไม่เกิดเพราะไม่ถึงวาระที่กรรมจะให้ผล ที่กรรมจะให้การได้ยินเกิดขึ้น จิตได้ยินก็เกิดขึ้นไม่ได้ เสียงนั้นเกิดดับไปโดยไม่มีการได้ยินว่าเสียงอะไร เพราะฉะนั้นขณะนั้นนะคะ ชีวิตทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละขณะคือเป็นธรรมะนะคะ เพราะฉะนั้นการที่จะฟังธรรมะก็คือฟังให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง การที่จะเข้าใจธรรมะไม่ใช่เข้าใจชื่อไม่ใช่เข้าใจคำแปล แต่เข้าใจสภาพที่มีจริงยิ่งขึ้นนะคะ เช่น แข็ง ที่ตัวมีไหมคะ มี ที่โต๊ะมีไหม มี แต่อย่าลืมนะคะ ความจริงของแข็ง คือแข็งเป็นแข็ง แข็งเป็นเสียงไม่ได้ แข็งเป็นกลิ่นไม่ได้ แข็งเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และก็ไม่ใช่ของใคร เพราะว่าแข็งไม่ใช่สภาพที่รู้เลยนะคะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามลักษณะที่สามารถกระทบกาย และปรากฏความแข็งมีจริงๆ ชั่วขณะที่ขณะนั้นมีการกระทบกันแล้วจิตเกิดขึ้นรู้ แข็งจึงปรากฏได้ ถ้าธาตุรู้หรือจิตไม่เกิด ไม่มีอะไรจะปรากฎได้เลยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแข็ง ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น ไม่ว่าจะเป็นเสียง อะไรๆ ก็ปรากฏไม่ได้เพราะไม่มีสภาพรู้
เพราะฉะนั้นที่เราใช้คำว่าจิตเนี่ยนะคะ ความจริงก็คือว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งเกิดขึ้นรู้ เกิดเมื่อไหร่ต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นที่กล่าวว่ายังไม่ตาย ยังมีชีวิตก็เพราะเหตุว่าเพราะธาตุรู้เกิดขึ้น ถ้าธาตุรู้ไม่เกิดจะไม่มีชีวิตเลย ไม่มีใครรู้เลยว่าลักษณะของจิตซึ่งใครปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือเมื่อเป็นธาตุชนิดหนึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นรู้แล้วดับไปก็จริง แต่การดับไปของจิตนั่นแหละเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อไม่มีระหว่างคั่นเลย เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดมาจนถึงเดี๋ยวนี้นะคะ จิตเกิดขึ้นทำงานไม่มีระหว่างคั่นไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าจิตหนึ่งขณะมีปัจจัยเกิดและดับไป แล้วไม่กลับมาอีก แต่การดับไปของจิตขณะนั้นทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ที่จะไม่ให้จิตดับเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ และเมื่อดับไปแล้วไม่ให้จิตเกิดสืบต่อก็เป็นไปไม่ได้อีก
เพราะฉะนั้นชีวิตมีความที่น่าอัศจรรย์นะคะ ที่ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม และก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจความเป็นมา และความเป็นไปของสภาพธรรมะในขณะนี้ได้เลย เพราะฉะนั้นก่อนอื่นไม่เผิน ที่จะเข้าใจว่าจะใช้คำว่าธรรมะหรือไม่ใช้คำนี้ก็ได้ แต่หมายความถึงสิ่งที่มีจริง แต่สิ่งที่มีจริงนะคะ ภาษาหนึ่งใช้คำว่าธรรมะ ภาษาหนึ่งคือภาษาไทยใช้คำว่าธรรมะ ถ้าเปลี่ยนจากสองภาษานี้เป็นภาษาอื่นเขาก็ใช้คำอื่น เพราะเหตุว่าธรรมะไม่ใช่ภาษาที่ชาวเมืองอื่นจะใช้นอกจากชาวมคธ หรือว่าภาษามคธีนะคะ ซึ่งเป็นภาษาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมะกับชาวเมืองนั้นด้วยภาษานั้น เพราะฉะนั้นการที่จะกล่าวถึงความจริงคือธรรมเนี่ยคะ กับใครก็ต้องกล่าวถึงความจริงนั้นในภาษานั้นให้เข้าใจ แต่ก็ไม่ทิ้งภาษาเดิมนะคะ คือธรรมะ มิฉะนั้นแล้วก็จะคลาดเคลื่อน
ด้วยเหตุนี้ภาษาสากลของชาวพุทธนะคะ ก็คือภาษามคธี ซึ่งภาษาไทยเราเอามาใช้มากเลยนะคะ เกือบจะเรียกว่า ทุกคำในชีวิตประจำวันเนี่ยนะคะ ที่ใช้ๆ กันเนี่ยจะต้องมีคำภาษาบาลีด้วย แม้แต่ชื่อนะคะ ก็มาจากคำภาษามคธี สุขก็แปลว่าดี ทุกข์ก็แปลว่าชั่ว สุจริตทุจริต จริตก็คือความประพฤติเป็นไป เพราะฉะนั้นความประพฤติเป็นไปที่ชั่วกับความประพฤติเป็นไปที่ดี แต่ภาษาไทยเราก็ใช้คำที่เข้าใจแต่เพียงเผินๆ นะคะ คือความหมาย แต่ว่าไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งอย่างเช่นคำว่าธรรมะเนี่ยคะ ถ้าไม่ศึกษาจริงๆ เราก็พูดไป โดยที่ว่าไม่ได้เข้าใจเลยว่าความหมายเดิมหมายความว่าอะไร เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะเข้าใจในภาษาไทยนะคะ ก็ควรที่จะรู้ภาษามคธี ซึ่งเป็นภาษาบาลีให้ถูกต้องด้วย แม้แต่คำว่าสัทธรรม คำว่าปฏิรูป ทั้งหมดก็ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ภาษาบาลีทำให้เราไม่ผิดทั้งพยัญชนะ และอรรถค่ะ
ผู้ฟัง กราบเรียนถามท่านอาจารย์สุจินต์นะครับ เขาบอกว่า หัวใจของพระพุทธศาสนาคือละเว้นความชั่ว ทำความดี ทำจิตให้เบิกบานแจ่มใส ดิฉันมีความเข้าใจว่าจิตสามารถควบคุมได้ ละอกุศลได้ จิตสามารถขัดเกลากิเลสให้เบิกบานแจ่มใสได้ ดิฉันเข้าใจถูกหรือผิด
ท่านาจารย์ ค่ะ พุทธะคือปัญญา เพราะฉะนั้นคำสอนที่ทำให้สามารถเข้าใจความจริง นั่นเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านะคะ ขอความกรุณาทบทวนคำถามด้วยค่ะ
ผู้ฟัง ดิฉันมีความเข้าใจว่า จิตสามารถควบคุมได้
ท่านอาจารย์ เท่านี้ก่อนนะค่ะ
ผู้ฟัง ครับ
ท่านอาจารย์ อนัตตาหรืออัตตา แล้วใครควบคุมค่ะ เพียงเท่านี้ก็ไม่ใช่คำสอนแล้วค่ะ จิตขณะนี้เกิดและดับ ใครควบคุมจิตไม่ให้เกิดไม่ให้ดับได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นความคิดของตนเองนะคะ ซึ่งยังไม่ได้เข้าใจเรื่องจิตค่ะ ได้ยินแต่คำว่าจิต แต่จิตคืออะไร ทุกคนรู้ว่ามีจิตแต่ถามว่าจิตคืออะไร เดี๋ยวนี้มีจิตหรือเปล่าก็ตอบไม่ได้ แต่ว่าจิตจริงๆ นะคะ ก็คือเป็นสิ่งที่มีจริงนี่แน่นอนที่สุดค่ะ แต่ว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่งธาตุคือ ธา-ตุ นะคะ เกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ต้องรู้เหมือนอย่างแข็งนี่คะ เกิดขึ้นเป็นแข็งเป็นอื่นไม่ได้ เสียงเกิดเป็นเสียงเป็นอื่นไม่ได้ เป็นแต่ละหนึ่ง เป็นธาตุแต่ละชนิดฉันใด ธา-ตุ คือสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เสียงยังเกิดได้แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เพราะเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งฉันใด ธาตุรู้คือจิตก็เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วต้องรู้
เพราะฉะนั้นก็ต่างจากธาตุอื่นๆ นะคะ ใครจะบังคับจิตไม่ให้เกิด ใครจะบังคับเสียงไม่ให้เกิด ใครจะบังคับแข็งไม่ให้เกิด ใครจะบังคับความโศกเศร้าเสียใจไม่ให้เกิด เมื่อเกิดแล้วมีจริงแล้วแต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าเกิดเพราะเหตุปัจจัยแต่ละหนึ่งค่ะ สภาพธรรมะใดก็ตามที่จะเกิดไม่มีใครไปทำให้เกิดนะคะ แต่มีปัจจัยเฉพาะธรรมะนั้นที่จะเกิดขึ้นในขณะนั้นเป็นอย่างนั้น เช่นจักขุปสาทนะคะ กระทบเสียงไม่ได้ กระทบกลิ่นไม่ได้ สามารถกระทบเพียงสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้ แต่แม้กระนั้นนะคะ จักขุปสาทก็ไม่เห็นค่ะเป็นแต่เพียงสิ่งที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏว่ามีจริงๆ กำลังมองเห็นขณะนี้ แม้สิ่งที่กำลังถูกเห็นคือกำลังปรากฏให้เห็น ก็ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้ แต่เป็นสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท แต่ต้องมีอีกธาตุหนึ่งนะคะ เป็นปัจจัยการกระทบกันของจักขุปสาทกับสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ค่ะ เป็นปัจจัยให้ธาตุชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป ทำอื่นไม่ได้เลยคะ คิดไม่ได้ ชอบไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย เป็นการอุปปัตติคือการเกิดขึ้นนะคะ โดยปัจจัยซึ่งถ้าศึกษาจริงๆ นี่คะ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงธรรมะเพียงสั้นๆ ให้สงสัย ให้ไม่เข้าใจนะคะ แต่ทรงแสดงจนถึงความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งลึกซึ้งในแต่ละหนึ่งซึ่งได้ทรงแสดงเช่น จักขุปสาทตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ใครก็ทำให้เกิดไม่ได้นะคะ แต่อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น หรือแม้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ในขณะนี้อยู่ไหน มีจริงๆ นะคะ แต่ใครรู้ว่าอยู่ไหน
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมะซึ่งเป็นรูป สภาพไม่รู้ซึ่งเป็นธาตุใหญ่ นะคะ ใช้คำว่ามหาภูตรูป ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เราคุ้นเคยกับคำนี้มากเลยนะคะ เพราะว่าเรากระทบเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหวอยู่เสมอ ไม่ต้องเรียกว่าธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ได้ ลักษณะที่อ่อนหรือแข็งภาษาบาลีใช้คำหนึ่งคือ ปถวี ภาษาไทยก็ใช้คำว่าธาตุดินแต่ไม่ไช่ดินที่ปลูกต้นไม้นะคะ ธาตุชนิดนี้คือลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง ธาตุไฟคือลักษณะที่เย็นหรือร้อน ธาตุลมคือลักษณะที่ตึงหรือไหว ธาตุน้ำคือธาตุที่เกาะกุม ซึมซาบ ให้ทั้ง ๓ ธาตุนี้แยกออกจากกันไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นทั้ง ๓ ธาตุนี้เป็นใหญ่นะคะ เป็นประธาน ถ้าไม่มี ทั้ง ๔ ธาตุรวมถึงธาตุน้ำด้วยค่ะ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม 4 ธาตุ ถ้าไม่มี ๔ ธาตุนี้แล้วรูปใดๆ ก็ปรากฏมีไม่ได้เลย แม้แต่รสอาหารอยู่ที่ไหน ถ้ามีมหาภูตรูป ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม นะคะ จะมีรสอะไรมั้ยคะ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมที่ผสมรวมกันนะคะ มีลักษณะอ่อนอย่างนั้นหรือว่าความอุ่นความร้อนเป็นอย่างนั้น เป็นปัจจัยให้เกิดเป็นรสต่างๆ เช่น รสทุเรียน รสมะม่วงนะคะ ก็ไม่พ้นจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมไม่ได้แยกเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ขณะนี้คะ อยู่ที่มหาภูตรูปไม่ได้แยกออกจากกันเลยนะคะ เรามองเห็นคนเดินเข้ามา ถ้าไม่มีมหาภูตรูปจะปรากฏสีสันสัณฐานเป็นคนไหม ที่จะกล่าวว่าคนเข้ามา ถ้าเราจะเอาโต๊ะออกไปก็คือมหาภูตรูปนั่นเองนะคะ ออกไปเราจึงมองเห็นว่าโต๊ะถูกยกออกไป เพราะเหตุว่าสีสันวรรณะก็อยู่ที่มหาภูตรูปนั่นเอง เพราะฉะนั้นพระองค์ไม่ได้ทรงแสดงเพียงเล็กน้อยนะคะ แต่ทรงแสดงสภาพธรรมะโดยละเอียดยิ่งตามความเป็นจริงให้เข้าใจให้พิสูจน์ได้จนถึงความเป็นปัจจัยว่าสภาพธรรมะที่กำลังเกิดแต่ละหนึ่งขณะนี้ค่ะ แต่ละหนึ่งอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง โดยฐานะของปัจจัยอะไร
เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีนะคะ ถึงความเป็นอนัตตาว่าไม่ใช่เราเพราะเหตุว่าเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย กว่าจะหมดความสงสัย กว่าจะหมดเยื่อใย กว่าจะหมดความผูกพัน ในสิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นเรา นะคะ หรือเป็นญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นประเทศชาติ เป็นอะไรก็แล้วแต่ ทั้งหมดนี่คะต้องเป็นเพราะรู้ความจริง วันก่อนนี้นะคะ ก็ได้พูดถึงเรื่องการช่วยชาติให้พ้นภัย ฟังดูเป็นธรรมะหรือเปล่าคะ มีอะไรพ้นจากธรรมะบ้าง แต่เพราะไม่รู้ใช่ไหมคะ ชาติ คือ ชา-ติ การเกิด ถ้าไม่มีอะไรๆ เกิดขึ้นเลยโลกนี้มีไหม ไม่มีใช่ไหมคะ แต่ต้นไม้เกิด หรือว่าธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ค่อยๆ ปรุงแต่งจนกระทั่งเป็นภูเขาหรือว่าเป็นดิน หรือว่าจะเป็นอะไรก็ตามแต่ทั้งหมดนะคะ ก็เพราะเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น ชา-ติ คือการเกิด แม้แต่ขณะนี้ที่ทุกคนนั่งอยู่นะคะ ก็ต้องเกิดค่ะ ไม่เกิดจะมีตรงนี้เป็นคนนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ชา-ติ คือการเกิดของธรรมะ ถ้าไม่มีธรรมะเกิดขึ้นอะไรๆ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงชาติการเกิดเนี่ย ต้องมีธรรมะด้วย ไม่ใช่ลอยๆ เกิด แต่ไม่รู้ว่าอะไรเกิดใช่ไหมคะ แต่ว่าธรรมะเกิด เพราะฉะนั้นธรรมชาติที่มีจริงคือการเกิดขึ้นของธรรมะนะคะ ธรรมะ ชา-ติ การเกิดขึ้นของธรรมะ แต่ต้องเข้าใจถูกต้องว่าถ้าไม่มีธรรมะก็ไม่มีการเกิด เมื่อเกิดแล้วนะคะ ก็ต้องมีสิ่งที่เกิด สิ่งที่เกิดนั้นไม่ใช่ใคร แต่ว่าเป็นสิ่งที่แล้วแต่ว่าจะเป็นสิ่งที่สามารถจะรู้อะไรได้ หรือว่าไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เช่นแข็งเกิดเป็นแข็ง แข็งไม่รู้อะไร ใครจะทุกข์จะตี แข็งก็ไม่รู้สึกเจ็บหรือโกรธเคืองเลยนะคะ เพราะว่าแข็งไม่ใช่สภาพรู้ แต่ธาตุรู้ก็เกิดเป็นธาตุรู้ ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงธาตุรู้นั้นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ชา-ติ ขณะนี้ทุกคนนะคะ มีจิตเกิดดับสืบต่อแล้วแต่ว่าจิตนั้นเกิดเป็นกุศลหรือเกิดเป็นอกุศล ซึ่งเป็นเหตุหรือว่าเกิดขึ้นเป็นผลของกุศล เป็นผลของอกุศลนะคะ ซึ่งเป็นวิบากเนี่ยค่ะคือพูดถึงสิ่งที่มีจริง
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะพูดคำใดทั้งหมดนะคะ ช่วยชาติให้พ้นภัย ภัยมาจากไหน มาจาก สภาพธรรมะที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ถ้าอกุศลไม่เกิดไม่มีภัยใดๆ เลยทั้งสิ้นค่ะ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาทั้งหมดต้องมาจากการรู้ความจริง รู้ว่าอะไรเกิด ถ้าอกุศลเกิดไม่มีทางเลยค่ะที่จะสงบได้ที่จะพ้นภัยได้ เพราะเหตุว่าอกุศลเท่านั้นที่นำภัยมาให้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำแม้แต่คำว่าช่วยชาติให้พ้นภัย ก็ต้องหมายความถึงว่าผู้นั้นเข้าใจธรรมะ และรู้ว่าชาติคือการเกิดขึ้นของธรรมะ เพราะฉะนั้นการที่จะช่วยให้ กุศลธรรมเกิดไม่ใช่อกุศลธรรมเกิดก็ต้องอาศัยเหตุคือปัญญาความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงนะคะ เป็นผู้ตรงไม่เห็นผิดว่าอกุศลเป็นกุศล หรือไม่เห็นผิดว่ากุศลเป็นอกุศล
เพราะฉะนั้นธรรมะเนี่ยคะ ต้องเป็นผู้ที่ตรง และจริงใจ และมั่นคงความตรงเป็นความถูกต้องความไม่ตรงเป็นความไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นช่วยชาติให้พ้นภัยแต่ละหนึ่งที่เกิดขึ้นแต่ละขณะเป็นกุศลนะคะ พ้นภัยทั้งหมดค่ะคือไม่เป็นอกุศลด้วย และก็จะไม่ให้ผลที่ไม่ดีด้วยเพราะเหตุว่าอกุศลเป็นเหตุที่ไม่ดี ก็ย่อมนำผลที่ไม่ดีมาให้ เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจจริงๆ นะคะ ทุกคำที่ใช้ และก็ความเป็นจริงแต่ละขณะก็เป็นธรรมะทั้งหมด ช่วยวิธีอื่นช่วยได้ไหมคะ มีแต่อกุศลเกิดขึ้นมากมาย ช่วยได้ไหม เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจความจริงด้วยนะคะ ว่าธรรมะเป็นสองฝ่ายคือธรรมะที่เป็นกุศลที่ดีงามก็มี ธรรมะที่เป็นอกุศลก็มี และธรรมะที่ไม่สามารถจะรู้อะไรเลยเป็นรูปธรรมก็มี ทุกอย่างเนี่ยคะ ทรงแสดงไว้โดยละเอียด และก็เป็นสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน
เพราะฉะนั้นใครจะกล่าวพุทธพจน์ ใครจะแสดงธรรมะก็คือว่าพูดถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจ และทั้งหมดนี้นะคะ ก็เป็นข้อความที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้หลังจากที่ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา เพราะฉะนั้นแต่ละคนลองคิดดูนะคะ พิจารณาจริงๆ ว่า พอถึงวันสำคัญนี่คะ วันวิสาขบูชาใครไม่รู้จักบ้างคะชาวพุทธ วันที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้หลังจากที่ได้ดำรง เป็นพระโพธิสัตว์มานานแสนนานนะคะ ที่จะได้ตรัสรู้ข้องอยู่ในปัญญา สัตว์คือผู้ข้องแต่ไม่ใช่ไปข้องเรื่องอื่นค่ะ ข้องที่จะเข้าใจความจริงของแต่ละภพแต่ละชาติซึ่งแต่ละคนเกิดมาล้วนมีทุกข์ล้วนมีสุข และก็จากโลกนี้ไป โดยที่ไม่รู้ความจริง ในเมื่อความจริงไม่เที่ยง เกิดมาแล้วต้องเปลี่ยน อะไรเป็นเหตุให้เปลี่ยน อะไรเป็นเหตุนำมาซึ่งสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ดีบ้าง ชั่วบ้าง ต้องมีสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์นี่คะ ข้องอยู่ที่จะเข้าใจความจริงนะคะ จึงทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะได้ตรัสรู้ และก็ได้ทรงตรัสรู้ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านะคะ ในวันที่เราเรียกว่าวันวิสาขบูชาวันเพ็ญเดือน ๖ แล้วเราได้ประโยชน์อะไร จากการที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมี และได้ทรงตรัสรู้ แค่เวียนเทียน แค่บูชาด้วยดอกไม้ หรือว่าได้ประโยชน์อะไรแท้จริงจากการที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และในวันสำคัญอีกวันหนึ่งนะคะ วันอาสาฬหบูชาวันที่ทรงแสดงพระธรรม เราได้ประโยชน์อะไร จากการที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมี ทรงตรัสรู้ ทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรม เวียนเทียนเท่านั้นไม่พอ บูชาด้วยดอกไม้เท่านั้นก็ไม่สมกับที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมีนานแสนนานนะคะ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีดังที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้
ผู้ฟัง มีท่านผู้ถามนะคะ ก็คงจะได้นำคำที่ท่านอาจารย์กล่าวค่ะ มีแล้วไม่มี แล้วหามีไม่ คืออะไรหมายถึงธรรมะอย่างไรคะ
ท่านอาจารย์ ค่ะ ก็รู้ยากนะคะ เพระเหตุว่าขณะนี้ก็มีสภาพธรรมะที่เกิดดับสืบต่อแต่ลองคิดถึงขณะที่กำลังหลับสนิท มีอะไรบ้างคะ ถ้ายังมีอยู่ไม่หลับสนิทแน่ใช่ไหมคะ แต่ถ้าหลับสนิทเมื่อไหร่เนี่ยจะไม่มีอะไรปรากฏเลย แล้วก็ตื่นที่ใช้คำว่าตื่นนะคะ จากไม่มีอะไรก็มี เสียงปรากฏ แสดงว่าตื่นแล้วใช่ไหมคะ จากไม่มีเสียงก็เป็นเสียงมี จากไม่มีได้ยินก็เป็นได้ยินมีเพราะฉะนั้นขณะนี้จริงๆ แล้วก็คือว่านะคะ หลังจากที่เกิดแล้วจิตที่เกิดขณะแรกดับไปนี่คะ จะไม่กลับมาอีกเลย แต่เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้นะคะ ตามกรรมที่ให้ผลจะอายุยืนยาวมากซักเท่าไหร่ จะอายุสั้นสักเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครสามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเหตุว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้นะคะ ก็คือเป็นผลของกรรมส่วนหนึ่ง และก็เป็นกรรมใหม่ส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังไม่ใช่เพียงรับฟังเฉยๆ แต่ไม่รู้ว่าขณะไหนเป็นผลของกรรม และขณะไหนเป็นกรรม
เพราะฉะนั้นก่อนอื่นให้ทราบว่าขณะแรกที่เกิดใครเลือกเกิด ใครทำบุญในขณะนั้น ใครทำอกุศลในขณะนั้น ก็เปล่าใช่ไหมค่ะ แต่ก็มีปัจจัยที่จะทำให้ธาตุรู้เกิดขึ้น ถ้าไม่มีธาตุรู้จะไม่มีการที่เป็นคนเป็นสัตว์เป็นสิ่งที่มีชีวิตเลย เพราะฉะนั้นในขณะนั้นนะคะ ธาตุรู้เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นผลของกรรม แต่ว่ากรรมไม่ได้ให้ผลเพียงเท่านั้นนะคะ เดี๋ยวนี้ที่เห็นนี่ค่ะเลือกเห็นไม่ได้ เลือกได้ยินไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสนะคะ ก็เป็นผลของกรรม จากที่ไม่มี ยังไม่รู้เลยพรุ่งนี้กรรมไหนจะให้ผล แต่เหตุมีแน่นอนนะคะ แล้วทั้งวันที่เราเกิดมาเนี่ยคะ ทุกคนก็จำได้ตั้งแต่เช้าทำอะไรบ้างรับประทานอะไรบ้างนะคะ วันนี้ต่อไปจะทำอะไร แต่แล้วพอถึงเวลาที่หลับสนิทไม่เหลือเลย จากมีแล้วก็ไม่มี หามีไม่
แต่ความจริงสั้นกว่านั้นอีกค่ะ ทุกขณะที่เกิดมี แล้วก็ไม่มี คือหมดไปแล้วก็มีอีก หมดไปแล้วก็มีอีกเรื่อยๆ แต่ว่าตามความเป็นจริงนะคะ จิตไม่เคยขาดเลยสักขณะเดียว ขณะที่เราคิดว่าเรามีชีวิตอยู่เราทำอย่างนั้นเราทำอย่างนี้ ความจริงถ้าไม่มีจิตทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นความจริงที่ทำไม่ใช่เราค่ะ แต่เป็นจิตต่างหากที่ทำ โดยที่ไม่รู้เลยนะคะ ก็เลยเข้าใจว่าเป็นเราแต่ความจริงก็คือเป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจการงานต่างๆ ถ้าไม่มีจิต ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีการที่รูปร่างกายนี้จะเคลื่อนไหวได้เลย แต่แม้กำลังที่นอนหลับสนิทนะคะ ก็เป็นจิตประเภทหนึ่งซึ่งเกิดดับดำรงภพชาติ แต่ว่าไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบ ไม่คิดนึก นี่เป็นความต่างกันของคนเป็นกับคนตาย เพราะเหตุว่าคนตายไม่มีจิตเลยนะคะ แต่ว่าตามความจริงในชาตินั้นดับ สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้นแต่จิตขณะสุดท้ายนั้นก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดเป็นจิตขณะแรกของชาติต่อไป เพราะฉะนั้นก็เป็นอย่างนี้ค่ะ ไม่มี แล้วก็มี แล้วก็หามีไม่ แสดงถึงการเกิดดับค่ะ
ผู้ฟัง กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านอาจารย์ค่ะ
ผู้ฟัง ช่วยอธิบายเรื่องของความดีนะคะ เพราะความดีก็ต้องเป็นความดีค่ะ
ท่านอาจารย์ ค่ะ ต้องไม่ลืมนะคะ ว่าธรรมะเป็นธรรมะเปลี่ยนไม่ได้ แล้วต้องตรงด้วย ถ้าธรรมะที่เป็นกุศลแล้วจะบอกว่าธรรมะนั้นเป็นอกุศลก็คือความเข้าใจผิดของคนนั้น แต่จะเปลี่ยนกุศลให้เป็นอกุศลไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ปัญญาคือการเข้าใจถูกการเห็นชอบเห็นตรงตามความเป็นจริงของสภาพธรรมะนั้นนะคะ เพราะฉะนั้นใช้คำว่ากตัญญูเนี่ย หมายความว่ารู้คุณ คือต้องรู้ความดีนะคะ ว่าความดีเป็นความดีไม่ใช่ไปเห็นความดีเป็นความชั่วหรือเข้าใจว่าความชั่วเป็นความดี เพราะฉะนั้นกตัญญูก็คือตรง เป็นผู้ที่รู้คุณ ถ้าจะคิดถึงวันแม่นี่นะค่ะ วันนั้นแม่เจ็บมาก กว่าที่เราจะมีชีวิตได้ ถูกต้องไหมคะ เป็นของธรรมดา และสามารถที่จะทนความเจ็บปวดนั้น และก็แม้แต่น้ำนมหยดแรกก็ตามในการที่จะมีชีวิตต่อไปเนี่ยมาจากใคร
เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ค่ะว่าคุณความดีนะคะ ก็เป็นคุณความดี แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ดี ความตรงก็คือว่าความดีคือส่วนหนึ่งคือการที่เป็นพ่อเป็นแม่นะคะ ส่วนความไม่ดีเป็นของแต่ละบุคคลใครจะไปเปลี่ยนแปลงบุคคลนั้นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ แต่เราจะระลึกถึงความดีที่คนอื่นทำให้ต่อเรานะคะ นั้นชื่อว่าเป็นผู้ที่รู้คุณ คือใครที่มีความดี แล้วทำความดีนั้นกับเรา ใช่ไหมคะ เราก็รู้คุณคือความดีที่เขาได้กระทำต่อ เพราะฉะนั้นการตอบแทนคุณนะไม่ใช่ให้ประพฤติชั่ว การตอบแทนคุณโดยประพฤติชั่วไม่ใช่การตอบแทนคุณคะ ต้องเข้าใจถูกต้องด้วยนะคะ ความดีคือคุณ นะคะ เพราะฉะนั้นจะตอบแทนคุณก็คือทำความดีตอบ ไม่ใช่ไปทำความชั่วตอบ
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเนี่ยค่ะอย่างที่เวลาเราบอกว่ารู้คุณ และก็แทนคุณ รู้คุณ คือรู้ความดี ถ้าเราเข้าใจผิดว่าไม่ดี ไม่ตรงใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นมีใครบ้างที่รู้จักคุณของความดีแล้วจะไม่ทำความดี เพราะฉะนั้นคนที่ทำความชั่วคือคนที่ไม่รู้คุณของความดี ไม่เห็นว่าความดีมีคุณ ไม่เห็นว่าความดีมีประโยชน์ จึงกระทำชั่ว แต่ถ้าเป็นพวกที่รู้คุณจริงๆ นะคะ ว่าคุณเนี่ยคือความดีนำสิ่งที่ดีมาให้ ไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนความดีให้เป็นความชั่วได้ ถ้ารู้คุณจริงๆ นะคะ ตอบแทนคุณคือทำความดี แต่ถ้าทำความชั่วไม่ใช่การตอบแทนคุณ ถ้าการจะตอบแทนผู้มีคุณนะคะ ที่เป็นการตอบแทนที่ดียิ่งก็คือให้ท่านมีศรัทธา ให้ท่านมีปัญญา นี่ก็แสดงไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองให้สักเท่าไหร่นะคะ ก็เป็นแต่เพียงสิ่งที่หมดไปได้ แต่ว่าถ้าผู้ใดสามารถที่จะมีการฟังธรรมะมีการเข้าใจธรรมะมีศรัทธาขึ้นนะคะ ลูกคนไหนทำให้พ่อแม่เป็นอย่างนั้นได้ ลูกคนนั้นก็ได้ตอบแทนคุณ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
