ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๔๔
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีเสียงกระทบกับโสตปสาท คือรูปพิเศษที่สามารถจะกระทบเฉพาะเสียงเท่านั้นกระทบอื่นไม่ได้ และถ้าไม่มีเสียงมากระทบกับโสตปสาท แล้วจิตได้ยินไม่เกิดเพราะไม่ถึงวาระที่กรรมจะให้ผล ที่กรรมจะให้การได้ยินเกิดขึ้น จิตได้ยินก็เกิดขึ้นไม่ได้ เสียงนั้นเกิดดับไปโดยไม่มีการได้ยินว่าเสียงอะไร เพราะฉะนั้นขณะนั้นชีวิตทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละขณะคือเป็นธรรม การที่จะฟังธรรมก็คือฟังให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง การที่จะเข้าใจธรรมไม่ใช่เข้าใจชื่อ ไม่ใช่เข้าใจคำแปล แต่เข้าใจสภาพที่มีจริงยิ่งขึ้น เช่น แข็ง ที่ตัวมีไหม มี ที่โต๊ะมีไหม มี แต่ความจริงของแข็ง คือแข็งเป็นแข็ง แข็งเป็นเสียงไม่ได้ แข็งเป็นกลิ่นไม่ได้ แข็งเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และก็ไม่ใช่ของใคร เพราะว่าแข็งไม่ใช่สภาพที่รู้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ลักษณะที่สามารถกระทบกายและปรากฏความแข็งมีจริงๆ ชั่วขณะที่ขณะนั้นมีการกระทบกัน แล้วจิตเกิดขึ้นรู้ แข็งจึงปรากฏได้ ถ้าธาตุรู้หรือจิตไม่เกิด ไม่มีอะไรจะปรากฏได้เลยทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นแข็ง ไม่ว่าเป็นกลิ่น ไม่ว่าเป็นเสียง ปราศจากการปรากฏขึ้นของสิ่งใดๆ เพราะไม่มีสภาพรู้
ที่ใช้คำว่าจิต ความจริงก็คือว่า เป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งเกิดขึ้นรู้ เกิดเมื่อไรต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นที่กล่าวว่ายังไม่ตาย ยังมีชีวิต ก็เพราะธาตุรู้เกิดขึ้น ถ้าธาตุรู้ไม่เกิดจะไม่มีชีวิตเลย ไม่มีใครรู้ลักษณะของจิตซึ่งใครปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือเมื่อเป็นธาตุชนิดหนึ่ง มีปัจจัยเกิดขึ้นรู้แล้วดับไปก็จริง แต่การดับไปของจิตเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อ ไม่มีระหว่างคั่นเลย เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดมาจนถึงเดี๋ยวนี้ จิตเกิดขึ้นทำงานไม่มีระหว่างคั่นและไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าจิตหนึ่งขณะมีปัจจัยเกิดและดับไป แล้วไม่กลับมาอีก แต่การดับไปของจิตขณะนั้น ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ที่จะไม่ให้จิตดับเป็นไปไม่ได้เลย และเมื่อดับไปแล้ว ไม่ให้จิตเกิดสืบต่อก็เป็นไปไม่ได้อีก
ชีวิตมีความที่น่าอัศจรรย์ ที่ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจความเป็นมาและความเป็นไปของสภาพธรรมในขณะนี้ได้เลย เพราะฉะนั้นก่อนอื่นไม่เผินที่จะเข้าใจว่า จะใช้คำว่าธรรมหรือไม่ใช้คำนี้ก็ได้ แต่หมายความถึงสิ่งที่มีจริง แต่สิ่งที่มีจริง ภาษาหนึ่งใช้คำว่าธรรม ภาษาหนึ่งคือภาษาไทยใช้คำว่าธรรม ถ้าเปลี่ยนจากสองภาษานี้เป็นภาษาอื่น เขาก็ใช้คำอื่น เพราะเหตุว่าธรรมไม่ใช่ภาษาที่ชาวเมืองอื่นใช้นอกจากชาวมคธ หรือภาษามคธี ซึ่งเป็นภาษาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมกับชาวเมืองนั้นด้วยภาษานั้น เพราะฉะนั้นการที่จะกล่าวถึงความจริงคือธรรมกับใคร ก็ต้องกล่าวถึงความจริงนั้นในภาษานั้นให้เข้าใจ แต่ไม่ทิ้งภาษาเดิม คือธรรม มิฉะนั้นแล้วก็จะคลาดเคลื่อน
ด้วยเหตุนี้ภาษาสากลของชาวพุทธก็คือภาษามคธี ซึ่งภาษาไทยเรานำมาใช้มากทีเดียว อาจกล่าวได้ว่าทุกคำในชีวิตประจำวัน คือคำที่ใช้กันต้องมีคำภาษาบาลีด้วย แม้แต่ชื่อก็มาจากคำภาษามคธี สุขแปลว่าดี ทุกข์แปลว่าชั่ว สุจริตทุจริต จริตก็คือความประพฤติเป็นไป เพราะฉะนั้นความประพฤติเป็นไปที่ชั่วกับความประพฤติเป็นไปที่ดี แต่ภาษาไทยก็ใช้คำที่เข้าใจความหมายกันเพียงผิวเผิน ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้ง อย่างเช่นคำว่าธรรม ถ้าไม่ศึกษาโดยจริงถ่องแท้ เราก็พูดโดยที่ว่าไม่ได้เข้าใจเลยว่าความหมายเดิมหมายความว่าอะไร แม้ว่าเราจะเข้าใจในภาษาไทย ก็ควรที่จะรู้ภาษามคธี ซึ่งเป็นภาษาบาลีให้ถูกต้องด้วย แม้คำว่า สัทธรรม คำว่า ปฏิรูป ทั้งหมดก็ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ภาษาบาลี ทำให้เราไม่ผิดทั้งพยัญชนะและอรรถ
ผู้ฟัง กราบเรียนถามท่านอาจารย์สุจินต์ เขาบอกว่า หัวใจของพระพุทธศาสนาคือละเว้นความชั่ว ทำความดี ทำจิตให้เบิกบานแจ่มใส ดิฉันมีความเข้าใจว่าจิตสามารถควบคุมได้ ละอกุศลได้ จิตสามารถขัดเกลากิเลสให้เบิกบานแจ่มใสได้ ดิฉันเข้าใจถูกหรือผิด
ท่านอาจารย์ พุทธะคือปัญญา เพราะฉะนั้นคำสอนที่ทำให้สามารถเข้าใจความจริง นั่นเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอความกรุณาทบทวนคำถามด้วย
ผู้ฟัง ดิฉันมีความเข้าใจว่า จิตสามารถควบคุมได้
ท่านอาจารย์ เท่านี้ก่อน อนัตตาหรืออัตตา แล้วใครควบคุม เพียงเท่านี้ก็ไม่ใช่คำสอนแล้ว จิตขณะนี้เกิดแล้วดับ ใครควบคุมจิตไม่ให้เกิดไม่ให้ดับได้ ก็เป็นเพียงความคิดของตนเอง ซึ่งยังไม่ได้เข้าใจเรื่องจิต ได้ยินแต่คำว่าจิต จิตคืออะไร ทุกคนรู้ว่ามีจิต แต่ถามว่าจิตคืออะไร เดี๋ยวนี้มีจิตหรือไม่ก็ตอบไม่ได้ โดยแท้จริงแล้ว จิตเป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอนที่สุด เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ธาตุคือ ธา-ตุ เกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ต้องรู้ เช่นแข็ง เกิดขึ้นเป็นแข็ง เป็นอื่นไม่ได้ เสียงเกิดเป็นเสียง เป็นอื่นไม่ได้ เป็นแต่ละหนึ่ง เป็นธาตุแต่ละชนิด ธา-ตุ คือสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เสียงเกิดได้แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เพราะเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ฉันใด ธาตุรู้คือจิตก็เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วต้องรู้ ฉันนั้น
เพราะฉะนั้นก็ต่างจากธาตุอื่น ใครจะบังคับจิตไม่ให้เกิด ใครจะบังคับเสียงไม่ให้เกิด ใครจะบังคับแข็งไม่ให้เกิด ใครจะบังคับความโศกเศร้าเสียใจไม่ให้เกิด เมื่อเกิดแล้วมีจริงแล้วแต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าเกิดเพราะเหตุปัจจัยแต่ละหนึ่ง สภาพธรรมใดก็ตามที่จะเกิดไม่มีใครทำให้เกิด แต่มีปัจจัยเฉพาะธรรมนั้นที่จะเกิดขึ้นในขณะนั้นเป็นอย่างนั้น เช่นจักขุปสาทกระทบเสียงไม่ได้ กระทบกลิ่นไม่ได้ สามารถกระทบเพียงสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้ แม้กระนั้นจักขุปสาทก็ไม่เห็น เป็นแต่เพียงสิ่งที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏว่ามีจริงๆ กำลังมองเห็นขณะนี้ แม้สิ่งที่กำลังถูกเห็นคือกำลังปรากฏให้เห็น ก็ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้ แต่เป็นสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท และต้องมีอีกธาตุหนึ่งเป็นปัจจัยการกระทบกันของจักขุปสาทกับสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ เป็นปัจจัยให้ธาตุชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป ทำอื่นไม่ได้เลย คิดไม่ได้ ชอบไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย เป็นการอุปปัตติคือการเกิดขึ้นโดยปัจจัย ซึ่งหากศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว จะเห็นว่าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงธรรมเพียงสั้นๆ ให้สงสัย หรือให้ไม่เข้าใจ แต่ทรงแสดงจนถึงความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งลึกซึ้งในแต่ละหนึ่งซึ่งได้ทรงแสดง เช่น จักขุปสาทคือตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ใครก็ทำให้เกิดไม่ได้ แต่อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น หรือแม้แต่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ในขณะนี้อยู่ไหน มีจริงๆ แต่ใครรู้ว่าอยู่ไหน
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมที่เป็นรูปคือสภาพไม่รู้ เป็นธาตุใหญ่ ใช้คำว่ามหาภูตรูป ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เราคุ้นเคยกับคำเหล่านี้มาก เพราะว่าเรากระทบเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหวอยู่เสมอ ไม่ต้องเรียกว่าธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ได้ ลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง ภาษาบาลีใช้คำหนึ่งคือ ปถวี ภาษาไทยก็ใช้คำว่าธาตุดิน แต่ไม่ไช่ดินที่ปลูกต้นไม้ ธาตุชนิดนี้คือลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง ธาตุไฟคือลักษณะที่เย็นหรือร้อน ธาตุลมคือลักษณะที่ตึงหรือไหว ส่วนธาตุน้ำคือธาตุที่เกาะกุม ซึมซาบ ให้ทั้ง ๓ ธาตุคือธาตุดิน ไฟ และลม แยกออกจากกันไม่ได้เลย
ธาตุทั้ง ๓ นี้เป็นใหญ่เป็นประธาน ถ้าไม่มีทั้ง ๔ ธาตุคือรวมถึงธาตุน้ำด้วย รวมเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ถ้าไม่มี ๔ ธาตุนี้แล้วรูปใดๆ ก็ปรากฏมีไม่ได้เลย แม้แต่รสอาหาร ถ้าไม่มีมหาภูตรูปคือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม จะมีรสอะไรไหม ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมที่ผสมรวมกันมีลักษณะอ่อนอย่างนั้นหรือความอุ่นความร้อนเป็นอย่างนั้น เป็นปัจจัยให้เกิดเป็นรสต่างๆ เช่น รสทุเรียน รสมะม่วง ก็ไม่พ้นจากธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ได้แยกเลย
เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ขณะนี้อยู่ที่มหาภูตรูป ไม่ได้แยกออกจากกันเลย เรามองเห็นคนเดินเข้ามา ถ้าไม่มีมหาภูตรูปจะปรากฏสีสันสัณฐานเป็นคนไหม ที่กล่าวว่าเห็นคนเข้ามา ถ้าเรานำโต๊ะออกไปก็คือมหาภูตรูปนั่นเองออกไป เราจึงมองเห็นว่าโต๊ะถูกยกออกไป เพราะเหตุว่าสีสันวัณณะก็อยู่ที่มหาภูตรูปนั่นเอง พระองค์ไม่ได้ทรงแสดงเพียงเล็กน้อย แต่ทรงแสดงสภาพธรรมโดยละเอียดยิ่งตามความเป็นจริงให้เข้าใจให้พิสูจน์ได้ จนถึงความเป็นปัจจัยว่า สภาพธรรมที่กำลังเกิดแต่ละหนึ่งขณะนี้ แต่ละหนึ่งอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง โดยฐานะของปัจจัยอะไร
เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมก็เพื่อเข้าใจสิ่งที่มีถึงความเป็นอนัตตาว่าไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย กว่าจะหมดความสงสัย กว่าจะหมดเยื่อใย กว่าจะหมดความผูกพัน ในสิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นเราหรือเป็นญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นประเทศชาติ ฯลฯ ทั้งหมดต้องเป็นเพราะรู้ความจริง
วันก่อนนี้ได้พูดถึงเรื่องการช่วยชาติให้พ้นภัย ฟังดูเป็นธรรมหรือไม่ มีอะไรพ้นจากธรรมบ้าง แต่เพราะไม่รู้ใช่ไหม ชาติ คือ ชา-ติ การเกิด ถ้าไม่มีอะไรๆ เกิดขึ้นเลย โลกนี้มีไหม ไม่มีใช่ไหม แต่ต้นไม้เกิด หรือว่าธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ค่อยๆ ปรุงแต่ง จนกระทั่งเป็นภูเขาหรือเป็นดิน ฯลฯ ทั้งหมดก็เพราะเกิดขึ้น
ชา-ติ คือการเกิด แม้แต่ขณะนี้ที่ทุกคนนั่งอยู่ก็ต้องเกิด ไม่เกิดจะมีตรงนี้เป็นคนนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ชา-ติ คือการเกิดของธรรม ถ้าไม่มีธรรมเกิดขึ้น อะไรๆ ก็ไม่มี ถ้าพูดถึงชาติการเกิดต้องมีธรรมด้วย ไม่ใช่ลอยๆ เกิด แต่ไม่รู้ว่าอะไรเกิด แต่ว่าธรรมเกิด เพราะฉะนั้นธรรมชาติที่มีจริงคือการเกิดขึ้นของธรรม "ธรรม-ชา-ติ" คือการเกิดขึ้นของธรรม แต่ต้องเข้าใจถูกต้องว่าถ้าไม่มีธรรมก็ไม่มีการเกิด เมื่อเกิดแล้วก็ต้องมีสิ่งที่เกิด สิ่งที่เกิดนั้นไม่ใช่ใคร แต่เป็นสิ่งที่แล้วแต่ว่าเป็นสิ่งที่สามารถจะรู้อะไรได้ หรือไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เช่นแข็งเกิดเป็นแข็ง แข็งไม่รู้อะไร ใครจะทุบจะตี แข็งก็ไม่รู้สึกเจ็บหรือโกรธเคือง เพราะว่าแข็งไม่ใช่สภาพรู้ แต่ธาตุรู้ก็เกิดเป็นธาตุรู้ ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงธาตุรู้นั้นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ชา-ติ ขณะนี้ทุกคนมีจิตเกิดดับสืบต่อ แล้วแต่ว่าจิตนั้นเกิดเป็นกุศลหรือเกิดเป็นอกุศล ซึ่งเป็นเหตุหรือเกิดขึ้นเป็นผลของกุศล เป็นผลของอกุศลซึ่งเป็นวิบาก นี่คือพูดถึงสิ่งที่มีจริง
ไม่ว่าจะพูดคำใดทั้งหมดช่วยชาติให้พ้นภัย ภัยมาจากไหน มาจากสภาพธรรมที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ถ้าอกุศลไม่เกิด ไม่มีภัยใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาทั้งหมดต้องมาจากการรู้ความจริง รู้ว่าอะไรเกิด ถ้าอกุศลเกิดไม่มีทางเลยที่จะสงบได้ ที่จะพ้นภัยได้ เพราะเหตุว่าอกุศลเท่านั้นที่นำภัยมาให้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำแม้แต่คำว่าช่วยชาติให้พ้นภัย ก็ต้องหมายความถึงว่าผู้นั้นเข้าใจธรรม และรู้ว่าชาติคือการเกิดขึ้นของธรรม การที่จะช่วยให้กุศลธรรมเกิด ไม่ใช่อกุศลธรรมเกิด ก็ต้องอาศัยเหตุคือปัญญาความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง และเป็นผู้ตรงไม่เห็นผิดว่าอกุศลเป็นกุศล หรือไม่เห็นผิดว่ากุศลเป็นอกุศล
ธรรมต้องเป็นผู้ที่ตรง จริงใจ และมั่นคง ว่าความตรงเป็นความถูกต้อง ความไม่ตรงเป็นความไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นช่วยชาติให้พ้นภัย คือแต่ละหนึ่งที่เกิดขึ้นแต่ละขณะเป็นกุศล จึงพ้นภัยทั้งหมดคือไม่เป็นอกุศล และจะไม่ให้ผลที่ไม่ดีด้วย เพราะเหตุว่าอกุศลเป็นเหตุที่ไม่ดี ก็ย่อมนำผลที่ไม่ดีมาให้
ถ้ามีความเข้าใจจริง ทุกคำที่ใช้และความเป็นจริงแต่ละขณะก็เป็นธรรมทั้งหมด ช่วยวิธีอื่นช่วยได้ไหม มีแต่อกุศลเกิดขึ้นมากมาย ช่วยได้ไหม เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจความจริงด้วยว่าธรรมเป็นสองฝ่ายคือธรรมที่เป็นกุศลที่ดีงามก็มี ธรรมที่เป็นอกุศลก็มี และธรรมที่ไม่สามารถรู้อะไรเลยเป็นรูปธรรมก็มี ทรงแสดงทุกอย่างไว้โดยละเอียด และเป็นสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน
ใครจะกล่าวพุทธพจน์ ใครจะแสดงธรรม ก็คือต้องพูดถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจ และทั้งหมดเป็นข้อความที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้หลังจากที่ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา เพราะฉะนั้นแต่ละคนลองคิดพิจารณาอย่างจริงจังสักหน่อยว่า เมื่อถึงวันสำคัญเช่นวันวิสาขบูชา ชาวพุทธมีใครที่ไม่รู้จักบ้าง เป็นวันที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ หลังจากที่ได้ดำรงเป็นพระโพธิสัตว์มานานแสนนาน ที่จะได้ตรัสรู้ข้องอยู่ในปัญญา สัตว์คือผู้ข้องแต่ไม่ใช่ข้องเรื่องอื่น ข้องที่จะเข้าใจความจริงของแต่ละภพแต่ละชาติ ซึ่งแต่ละคนเกิดมาล้วนมีทุกข์ล้วนมีสุข แล้วก็จากโลกนี้ไปโดยที่ไม่รู้ความจริง ในเมื่อความจริงไม่เที่ยง เกิดมาแล้วต้องเปลี่ยน อะไรเป็นเหตุให้เปลี่ยน อะไรเป็นเหตุนำมาซึ่งสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ดีบ้าง ชั่วบ้าง ต้องมีสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์ข้องอยู่ที่จะเข้าใจความจริง จึงทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะได้ตรัสรู้ และได้ทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันที่เราเรียกว่าวันวิสาขบูชา วันเพ็ญเดือน ๖ เราได้ประโยชน์อะไรจากการที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมีและได้ทรงตรัสรู้ เพียงเวียนเทียน เพียงบูชาด้วยดอกไม้ หรือได้ประโยชน์อะไรที่แท้จริงจากการที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และในวันสำคัญอีกวันหนึ่งคือวันอาสาฬหบูชา วันที่ทรงแสดงพระธรรม เราได้ประโยชน์อะไรจากการที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมี ทรงตรัสรู้ ทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรม เวียนเทียนเท่านั้นไม่พอ หรือเพียงบูชาด้วยดอกไม้เท่านั้น ก็ไม่สมกับที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมีนานแสนนาน เพื่อให้เราสามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีดังที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้
ผู้ฟัง มีท่านผู้ถามก็คงได้นำคำที่ท่านอาจารย์กล่าว "มีแล้วไม่มี แล้วหามีไม่" คืออะไร หมายถึงธรรมอย่างไร
ท่านอาจารย์ ก็รู้ยาก เพระเหตุว่าขณะนี้ก็มีสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อ แต่ลองตรึกตรองถึงขณะที่กำลังหลับสนิท มีอะไรบ้าง ถ้ายังมีอยู่ ก็ไม่หลับสนิทใช่ไหม แต่ถ้าหลับสนิทเมื่อไร จะไม่มีอะไรปรากฏเลย แล้วก็ตื่นที่ใช้คำว่าตื่น คือจากไม่มีอะไร ก็มี เสียงปรากฏ แสดงว่าตื่นแล้วใช่ไหม จากไม่มีเสียงก็เป็นเสียงมี จากไม่มีได้ยินก็เป็นได้ยินมี ขณะนี้จริงๆ แล้วก็คือว่าหลังจากที่เกิดแล้ว จิตที่เกิดขณะแรกดับไปจะไม่กลับมาอีกเลย แต่เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ตามกรรมที่ให้ผล จะอายุยืนยาวมากเพียงใด หรืออายุสั้นสักเท่าใด ก็ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเหตุว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ก็คือเป็นผลของกรรมส่วนหนึ่ง และเป็นกรรมใหม่ส่วนหนึ่ง เราต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง ไม่ใช่เพียงฟังอย่างเดียว แต่ไม่รู้ว่าขณะใดเป็นผลของกรรม และขณะใดเป็นกรรม
ก่อนอื่นให้ทราบว่าขณะแรกที่เกิด ใครเลือกเกิด ใครทำบุญในขณะนั้น ใครทำอกุศลในขณะนั้น ก็ไม่ใช่ใช่ไหม แต่มีปัจจัยที่จะทำให้ธาตุรู้เกิดขึ้น ถ้าไม่มีธาตุรู้ จะไม่มีการที่เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งที่มีชีวิตเลย ในขณะนั้นธาตุรู้เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นผลของกรรม แต่ว่ากรรมไม่ได้ให้ผลเพียงเท่านั้น เดี๋ยวนี้ที่เห็นก็เลือกเห็นไม่ได้ เลือกได้ยินไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสก็เป็นผลของกรรม จากที่ไม่มี ยังไม่รู้เลยพรุ่งนี้กรรมใดจะให้ผล แต่เหตุมีแน่นอน แล้วทั้งวันที่เราเกิดมา ทุกคนจำได้ตั้งแต่เช้าทำอะไรบ้าง รับประทานอะไรบ้าง วันนี้ต่อไปจะทำอะไร แต่เมื่อถึงเวลาที่หลับสนิทก็ไม่เหลือเลย จากมีแล้วก็ไม่มี หามีไม่
ความจริงสั้นกว่านั้นอีก ทุกขณะที่เกิดมี แล้วก็ไม่มี คือหมดไปแล้วก็มีอีก หมดไปแล้วก็มีอีกเรื่อยๆ แต่ว่าตามความเป็นจริง จิตไม่เคยขาดเลยสักขณะเดียว ขณะที่เราคิดว่าเรามีชีวิตอยู่ เราทำอย่างนั้นเราทำอย่างนี้ ความจริงถ้าไม่มีจิต ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นความจริงที่ทำจึงไม่ใช่เราแน่นอน แต่เป็นจิตต่างหากที่ทำ โดยที่ไม่รู้เลยก็เลยเข้าใจว่าเป็นเรา แต่ความจริงเป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจการงานต่างๆ ถ้าไม่มีจิต ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีการที่รูปร่างกายนี้จะเคลื่อนไหวได้เลย แต่แม้กำลังนอนหลับสนิท ก็เป็นจิตประเภทหนึ่งซึ่งเกิดดับดำรงภพชาติ แต่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบ ไม่คิดนึก นี่เป็นความต่างกันของคนเป็นกับคนตาย เพราะเหตุว่าคนตายไม่มีจิตเลย แต่ตามความจริงในชาตินั้นดับแล้ว สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้น แต่จิตขณะสุดท้ายนั้นก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดเป็นจิตขณะแรกของชาติต่อไป เพราะฉะนั้นก็เป็นอย่างนี้ ไม่มี แล้วก็มี แล้วก็หามีไม่ แสดงถึงการเกิดดับ
ผู้ฟัง กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์
ผู้ฟัง ช่วยอธิบายเรื่องของความดี เพราะความดีก็ต้องเป็นความดี
ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืมว่าธรรมเป็นธรรมเปลี่ยนไม่ได้ และต้องตรงด้วย ถ้าธรรมที่เป็นกุศลแล้วจะบอกว่าธรรมนั้นเป็นอกุศล ก็คือความเข้าใจผิดของคนนั้น แต่จะเปลี่ยนกุศลให้เป็นอกุศลไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ปัญญาคือการเข้าใจถูก การเห็นชอบเห็นตรงตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้น เช่นใช้คำว่ากตัญญู หมายความว่ารู้คุณ คือต้องรู้ความดีว่าความดีเป็นความดี ไม่ใช่เห็นความดีเป็นความชั่ว หรือเข้าใจว่าความชั่วเป็นความดี เพราะฉะนั้นกตัญญูก็คือตรง เป็นผู้ที่รู้คุณ หรือถ้าคิดถึงวันแม่ วันนั้นแม่เจ็บมาก กว่าที่เราจะมีชีวิตได้ ถูกต้องไหม เป็นของธรรมดา และสามารถที่จะทนความเจ็บปวดนั้น และแม้แต่น้ำนมหยดแรกก็ตามในการที่จะมีชีวิตต่อไป มาจากใคร
เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าคุณความดีก็เป็นคุณความดี ถ้าพ่อแม่ไม่ดี ความตรงก็คือว่าความดีคือส่วนหนึ่งคือการที่เป็นพ่อเป็นแม่ ส่วนความไม่ดีเป็นของแต่ละบุคคล ใครจะเปลี่ยนแปลงบุคคลนั้นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ แต่เราจะระลึกถึงความดีที่คนอื่นทำให้ต่อเรา นั้นชื่อว่าเป็นผู้ที่รู้คุณ คือใครที่มีความดี แล้วทำความดีนั้นกับเรา เราก็รู้คุณคือความดีที่เขาได้กระทำต่อ เพราะฉะนั้นการตอบแทนคุณ ไม่ใช่ให้ประพฤติชั่ว การตอบแทนคุณโดยประพฤติชั่วไม่ใช่การตอบแทนคุณ ต้องเข้าใจถูกต้องด้วย ความดีคือคุณ เพราะฉะนั้นจะตอบแทนคุณก็คือทำความดีตอบ ไม่ใช่ทำความชั่วตอบ
อย่างที่เวลาเราบอกว่ารู้คุณและแทนคุณ รู้คุณคือรู้ความดี ถ้าเราเข้าใจผิดว่าไม่ดี ก็ไม่ตรงใช่ไหม เพราะฉะนั้นมีใครบ้างที่รู้จักคุณของความดีแล้วจะไม่ทำความดี เพราะฉะนั้นคนที่ทำความชั่วคือคนที่ไม่รู้คุณของความดี ไม่เห็นว่าความดีมีคุณ ไม่เห็นว่าความดีมีประโยชน์ จึงกระทำชั่ว แต่ถ้าเป็นผู้ที่รู้คุณอย่างแท้จริงว่าคุณคือความดี นำสิ่งที่ดีมาให้ ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความดีให้เป็นความชั่วได้ ถ้ารู้คุณที่แท้จริงก็ตอบแทนคุณคือทำความดี แต่ถ้าทำความชั่วไม่ใช่การตอบแทนคุณ และการตอบแทนผู้มีคุณที่เป็นการตอบแทนที่ดียิ่งก็คือให้ท่านมีศรัทธา ให้ท่านมีปัญญา นี่ก็แสดงไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองให้สักเท่าไร ก็เป็นแต่เพียงสิ่งที่หมดไปได้ แต่ถ้าผู้ใดสามารถที่จะมีการฟังธรรม มีการเข้าใจธรรม มีศรัทธาขึ้น ลูกคนใดทำให้พ่อแม่เป็นอย่างนั้นได้ ลูกคนนั้นก็ได้ตอบแทนคุณ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
