ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๔๘
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ บางคนจะหาธรรม ก็ไม่ทราบว่าธรรมคืออะไร ต่อเมื่อทราบแล้วก็ไม่เคยพ้นจากธรรม แต่ก็ไม่รู้จักธรรม นี่เป็นสิ่งซึ่งเป็นความจริงตั้งแต่เกิดจนตาย เมื่อมีโอกาสได้พบเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว ก็ไม่เคยรู้ความจริงของสิ่งนั้นเลย ก็จะเป็นอย่างนี้ไปตลอดชีวิต แต่เมื่อไรที่จะเห็น จะได้ยิน จะได้กลิ่น จะคิดนึก ก็ยังสามารถรู้ได้ว่านั่นคืออะไร สิ่งนี้ก็จากการที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีแสนนานถึงสี่อสงไขยแสนกัป หลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า
เห็นก็เห็นอย่างนี้แสนกัปมาแล้ว ได้ยินก็เป็นอย่างนี้ คิดนึกก็เป็นอย่างนี้ ทุกชาติแต่ละเรื่องไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละหนึ่งขณะ แต่ยังมีขณะที่ได้ฟังความจริง จากการที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง แม้กระนั้น ทั้งๆ ที่ความจริงกำลังปรากฏ แต่ฟังเท่าไรก็ยังยากแสนยาก เพราะเหตุว่าแม้บำเพ็ญบารมีถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดง ตั้งแต่คำแรกที่ตรัสว่าเราได้พบนายช่างผู้สร้างเรือนคือโลภะ หลังจากนั้นมาทุกคำแสดงถึงความลึกซึ้งอย่างยิ่งของธรรมที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ซึ่งถ้าไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรมเลย ไม่มีใครในโลกหรือกี่โลกก็ตามกี่ชาติก็ตาม ที่สามารถจะรู้ความจริงของสิ่งที่เดี๋ยวนี้จริงและก็กำลังปรากฏด้วย
เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมจึงต้องละเอียดมาก เพื่อเข้าใจพระธรรม ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลยทั้งสิ้น ไม่ใช่เพื่อเก่ง ไม่ใช่เพราะเป็นผู้มีชื่อเสียง มีทรัพย์สมบัติ ได้ลาภยศสรรเสริญ ฯ แต่เพื่อเข้าใจพระธรรม ซึ่งทรงแสดงความจริงของสิ่งที่กำลังมี เพราะฉะนั้นในขณะนี้ทุกคนก็เห็น แต่ไม่มีการที่จะรู้ความจริงของเห็นถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ได้ยิน คิดนึก ปกติธรรมดาทุกชาติ แต่ไม่สามารถที่จะรู้จักสิ่งนั้นๆ เลยถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นแต่ละคำซึ่งเป็นพระพุทธพจน์มีค่ามาก แม้ว่าจะได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีก และเป็นเรื่องของสิ่งที่จริงในชีวิตประจำวัน แต่ก็ยังต้องอาศัยการไตร่ตรอง การพิจารณา การเห็นพระปัญญาคุณว่าสิ่งที่ทุกคนไม่เคยรู้ เหมือนเป็นสิ่งธรรมดาที่รู้ได้ง่ายหรือรู้แล้ว แต่ความจริงยากที่จะรู้ได้ และเป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่เคยรู้หรือได้ยินได้ฟังมาก่อน
บางคนเริ่มฟังธรรม ก็บอกว่าไม่เคยได้ยินอย่างนี้มาก่อน ก็ทำไมไม่คิดว่าถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีคำเหล่านี้ให้ได้ยินหรือ แต่ละคำมาจากพระโอษฐ์ และตรัสเรื่องของความจริงของสิ่งที่มี จึงไม่เหมือนใคร เพราะเหตุว่าคนอื่นไม่ได้รู้ความจริงนี้เลย แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไป และเราก็เคยเกิดมาแล้วหลายชาติ ชาติที่เกิดมาแล้วนี้ก็ยังสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้มีโอกาสได้ยินได้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าชาติก่อนไม่เคยได้ฟังธรรมเลย ต้องเคยแล้ว แต่จะในฐานะใด เป็นหญิงหรือเป็นชาย มีความเป็นอยู่อย่างไร ใครจะรู้
จากชาดกต่างๆ ชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละชาติก็ต่างกัน ตั้งแต่การเป็นคนเข็ญใจยากไร้จนกระทั่งเป็นพระราชา ก็ผ่านไปหมด ทุกคนเป็นอย่างนี้หรือไม่ ก็ต้องเหมือนกัน เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งขณะมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นเป็นไป สืบต่อไม่ขาดสายเลย เราไม่ได้มีอายุชาตินี้เพียงเท่านี้ แต่เก่าแก่นานมาก แล้วก็สะสมมาจนกระทั่งเป็นคนนี้วันนี้ และพรุ่งนี้จะเป็นอะไร ใครจะรู้ได้ ไม่มีทางจะรู้ได้เลย แต่มีความเข้าใจมั่นคงขึ้นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตา หมายความว่าไม่ใช่เรา ธรรมคือสิ่งที่มีจริง แต่ละหนึ่งเปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะเป็นปรมัตถธรรม ความสำคัญก็คือธรรมไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่เรา มีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แล้วจะเป็นอื่นหรือเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ จึงมีคำเพิ่มเติมว่าธรรมเป็นอนัตตา และเป็นปรมัตถธรรมด้วย มาจากคำว่า ปร + อัตถ + ธรรมะ ธรรมแต่ละหนึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนๆ ซึ่งหมายความถึงอัตถะของธรรมนั้น เพราะเหตุว่าการที่จะรู้ว่าธรรมหนึ่งเป็นอย่างไร ก็ต้องมีคำอธิบายคำแปลให้รู้ว่าคำนั้นหมายความถึงอะไร เมื่อยังไม่เข้าใจชัดเจนก็ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติมไปจนกว่าความเข้าใจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้นอัตถะของธรรมแต่ละคำเป็นปรมัตถธรรม คือเป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ กำลังเห็นขณะนี้ มีปัจจัยเกิดแล้วดับสุดที่จะประมาณได้ว่าเร็วเพียงใด ยังไม่ทันจะรู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เห็นเกิดดับสืบต่อจนปรากฏรูปร่างสัณฐานที่ใช้คำว่านิมิต (นิมิตฺต) เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้จำได้ เมื่อเห็นจึงจำได้ทันทีว่าสิ่งที่ถูกเห็นเป็นอะไร นี่ก็แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมที่ลึกซึ้งอย่างนี้ จึงใช้คำว่าอภิธรรม หมายความว่าลึกซึ้งอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ธรรมคำเดียว จึงมีคำขยายและคำอธิบายเพื่อที่จะให้เข้าใจถูกในสภาพธรรมนั้น จึงเริ่มตั้งแต่ปรมัตถธรรมและอภิธรรม
เพราะฉะนั้นคนที่ไม่เข้าใจเลยว่าธรรมคืออะไร ก็บอกว่าเขาไม่อยากเรียนอภิธรรม เพราะว่ายากลึกซึ้ง นี่ก็เพราะพูดคำที่ไม่รู้จัก ซึ่งไม่ใช่ภาษาที่แต่ละชาติใช้ ในพระไตรปิฎกมีข้อความว่าให้เข้าใจได้ในภาษาของตน จึงจะชัดเจนกว่า อย่างขณะนี้ทุกคำเป็นภาษาไทย เราก็สามารถที่จะเข้าใจคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเป็นภาษามคธี ซึ่งดำรงพระศาสนาไว้ จึงใช้คำว่าปาลี ปาละ ดำรงรักษาพระศาสนาไว้ แต่ภาษาจริงๆ ก็คือภาษาของชาวเมืองมคธ ซึ่งเขาพูดกันเป็นประจำเหมือนเราพูดภาษาไทยอย่างนี้ แต่เราเกิดเมืองไทยได้ยินภาษาไทยและพูดภาษาไทยทุกวัน เมื่อได้ยินคำแปลกไม่ชินหู เราจะสามารถเข้าใจภาษานั้นได้ถ่องแท้อย่างไร ถ้าไม่เรียนไม่ศึกษาภาษานั้น ก็ต้องไม่ประมาทเลย แต่ถ้าประมาทเมื่อไร ก็เข้าใจว่าธรรมง่าย ไปฟังธรรม ไปศึกษาธรรม
แต่ธรรมใดที่จะง่าย ถ้าง่ายก็ไม่มีการที่จะต้องบำเพ็ญบารมีหลายระดับ คือระดับของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงที่สุดระดับหนึ่ง ระดับของพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็เป็นพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ด้วยตนเอง ชาตินั้นไม่มีครูอาจารย์ แต่จากการสะสมความเห็นถูกทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย สภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริงก็ทำให้มีการตรึกนึกถึง ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่ปรากฏ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมคืออริยสัจจ์ ๔ ด้วยตนเอง แต่บารมีที่ได้บำเพ็ญมานี้ไม่เท่ากับบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงแม้ว่าจะตรัสรู้ด้วยตนเองในชาตินั้น ไม่มีครูไม่มีอาจารย์ แต่การที่สะสมความเห็นถูกมาไม่เท่าระดับของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น การที่แสดงธรรมเพื่อที่จะให้คนอื่นได้เห็นความลึกซึ้งของธรรมจนกระทั่งสามารถที่จะบรรลุธรรมด้วยตนเองก็ไม่ได้สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นเพียงปัจเจกพุทธเจ้า คือรู้ธรรมด้วยตนเอง นี่ก็แสดงความลึกซึ้งของธรรม คือแม้บรรลุธรรมด้วยตนเอง แต่ไม่อาจที่จะกล่าวถึงธรรมโดยละเอียดยิ่งอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะอุปการะให้คนอื่นได้อบรมความรู้จนเป็นสาวก รู้ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และทรงแสดง เพราะฉะนั้นก็มีบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บารมีของพระปัจเจกพุทธเจ้า และบารมีของสาวกคือผู้มีโอกาสได้ยินได้ฟังธรรม แล้วอบรมเจริญปัญญาเพื่อที่จะรู้ความจริงของสิ่งซึ่งถอยไปนานแสนนานก็มีเห็นมีได้ยิน แต่ไม่ได้เข้าใจตามความเป็นจริง
ทั้งหมดเพื่อจะได้ฟังธรรมโดยไม่ประมาทว่าธรรมลึกซึ้งจริงๆ ไม่ใช่อยู่ในตัวหนังสือว่าจิตมีเท่าไร เจตสิกมีเท่าไร ตอบได้สอบได้ เพราะตอบตามที่ได้ฟังตามตัวหนังสือที่เขียน แต่เข้าใจธรรมหรือไม่ ก็เคยได้สนทนาธรรมกับหลายท่าน คนหนึ่งเป็นชาวอเมริกันพบที่เมืองไทย เขาอยู่ที่มาเลเซียและศึกษาธรรมส่วนใหญ่ด้วยตนเอง และเขียนตำรับตำราธรรมเอง ขอให้พิจารณาดูว่าจะเป็นอย่างไร เป็นเล่มขนาดใหญ่หลายเล่ม มีเรื่องนิพพานด้วย หลังจากที่สนทนากันแล้วตอนที่จะจากกันกลับบ้าน ก็ถามเขาว่าธรรมอยู่ที่ไหน เขาตอบไม่ได้
เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเพียงคำ ชื่อ ตัวหนังสือ จะรู้ไหมว่าทุกคำนั้นกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทุกขณะ ไม่ขาดไปเลยสักขณะเดียวแม้ในขณะนี้ ถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังธรรม สิ่งที่ปรากฏก็ถูกปิดบังด้วยความไม่รู้ เพราะว่าธาตุสิ่งที่มีจริงหลายหลากมาก เหมือนกับเราเห็นต้นตาล เห็นแผ่นดิน เห็นภูเขา ก็ไม่เหมือนกันใช่ไหม ต้นตาลก็ไม่ใช่ต้นกุหลาบ ภูเขาก็ไม่ใช่แม่น้ำ ทั้งๆ ที่ก็เป็นเพียงแข็งเท่านั้นเอง แต่ก็ยังสามารถที่จะมีรูปร่างต่างๆ กันไปได้ นี่เป็นธาตุซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เพราะแข็งเกิดจึงเป็นแข็ง เป็นอื่นไม่ได้ เป็นหวาน เป็นเสียง เป็นกลิ่นไม่ได้ เวลาที่กลิ่นเกิด เปลี่ยนกลิ่นเป็นอื่นไม่ได้ จะให้เป็นหวานหรือเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้นความเป็นธาตุแต่ละหนึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร มีจริงเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แต่ถ้าไม่มีการรู้ เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่ามีอีกธาตุหนึ่งซึ่งสำคัญมากคือธาตุรู้ ถ้าไม่มีธาตุรู้จะไม่มีสิ่งที่มีชีวิตเลย ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม สิ่งที่มีชีวิตต้องเป็นธาตุรู้ และเดี๋ยวนี้ธาตุนี้ก็เกิดดับสืบต่อตั้งแต่เกิด และขณะนี้ก็กำลังดับอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นควรจะรู้ไหมในแต่ละธาตุซึ่งละเอียดมาก และสำหรับธาตุรู้ เมื่อเป็นธาตุรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ นี่เป็นภาษาไทยธรรมดา แต่ถ้าเป็นภาษาบาลีก็คือว่ารู้ไปด้วยในขณะที่ได้รู้ลักษณะของสภาพธรรมแล้ว เพื่อจะได้รู้ว่าพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกคำนั้นว่าอย่างไรในภาษามคธี
คำว่าธรรม ภาษาไทยคือสิ่งที่มีจริง ขอให้พิจารณาว่าถ้าพูดว่าธรรมคืออะไร ใครจะตอบได้ แต่ถ้าพูดว่า "สิ่งที่มีจริงๆ " เราเข้าใจได้ทันที ไม่ต้องเอาคำว่าธรรมมากั้น แล้วไปแสวงหา ไปอ่านในหนังสือ ไปทำอะไรก็ตามที่คิดว่าจะทำให้เข้าใจธรรม แต่ขณะที่กำลังแสวงหา ไปอ่านหนังสือ ฯลฯ ก็เป็นธรรมทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าภาษาของเราที่เราเข้าใจได้จะไม่กั้น แต่ถ้าเป็นภาษาอื่นที่เราไม่คุ้นเคยก็กั้นทันที เมื่อถามคนที่ศึกษาธรรมว่าศึกษาอะไร ต้องมาอธิบายกันอีกใช่ไหม ถ้าไม่ใช้คำนี้เลย แต่ใช้ว่าศึกษาสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังมีในขณะนี้ ก็ชัดเจนว่าตรงตามคำที่แสดงที่ตรัสไว้ และตรงตามตำรับตำราทั้งหมดที่ประมวลพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้เป็นตัวหนังสือในภาษาต่างๆ ของแต่ละชาติ
ทางที่ดีที่สุดก็คืออย่าไปติดคำ โดยที่ไม่รู้จักว่าหมายความว่าอะไรและลึกซึ้งอย่างไร แม้ว่าคำนั้นเราชินหูแต่ก็ไม่รู้จักถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ทุกคำไม่ว่าใครจะยกคำใดขึ้นมา จะไม่เข้าใจว่าหมายความถึงเดี๋ยวนี้และสิ่งที่มีจริง ที่ทรงแสดงธรรมมากมาย เพราะเหตุว่าการที่แต่ละธาตุที่ได้เกิดมาสะสมมาเป็นธาตุไม่รู้ มีการเห็นจริงก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเห็น ธาตุนี้เกิดขึ้นไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่คิด แต่ธาตุนี้มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ นี่คือความลึกซึ้งอย่างยิ่ง สิ่งที่มีจริงเกิดเองไม่ได้ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น แล้วสิ่งที่มีก็มีโดยอาศัยกันและกันเกิดขึ้นด้วย ก็ยิ่งเป็นความลึกซึ้งที่เราพูดถึงธาตุหรือธรรมเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ครบถ้วนว่ามีอะไรบ้าง แล้วจะรู้ถึงความลึกซึ้งของปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นๆ เกิดขึ้น ก็ยิ่งลึกซึ้งมาก
เพราะฉะนั้นไม่ใช่ไปตั้งต้นที่ปฏิจจสมุปบาท หรือไม่ใช่ไปตั้งต้นที่อริยสัจ (อริยสจฺจ) แต่ตั้งต้นที่คำที่ไม่รู้ทั้งหมด โดยไม่รู้เลยว่าเดี๋ยวนี้จะกล่าวถึงอวิชชา ความไม่รู้ ธาตุไม่รู้ มีแน่นอน แต่ละธาตุสามารถที่จะรู้เมื่อฟังพระธรรมในขณะนั้น เข้าใจว่าหมายความถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ เพราะฉะนั้นการศึกษาของคนในอดีตสมัยพุทธกาลกับคนยุคนี้ห่างไกลกันมาก ในสมัยพุทธกาลไม่มีตำราสักเล่ม แต่มีการฟัง มีการเห็น และสิ่งที่ได้ฟังก็เป็นสิ่งที่กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีจริงๆ จะเข้าใจไม่ได้หรือ ในเมื่อสิ่งนี้กำลังมี และกำลังค่อยๆ ฟังจนกระทั่งรู้ว่าความจริงละเอียดขึ้นๆ จนกระทั่งรู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง แต่เป็นเพียงสิ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไปเร็วจนไม่รู้ จนกระทั่งไปจำสภาพที่เกิดดับซ้ำกันจนปรากฏเป็นนิมิต (นิมิตฺต) คือรูปร่างสัณฐานต่างๆ ซึ่งก็ด้วยความไม่รู้ จึงมีการยึดถือสิ่งที่ปรากฏว่าเที่ยงแล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ตรงกันข้ามกับการตรัสรู้ความจริงว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งอื่นไม่ได้ เช่นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เป็นดอกไม้ได้ไหม เป็นโต๊ะได้ไหม เรายังไม่ได้ฟังพระธรรมโดยละเอียด ความลึกซึ้งที่จะทำให้รู้ความจริงว่าสิ่งใดก็ตามเพียงเกิดปรากฏให้เห็นแล้วดับ จะเป็นดอกไม้ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ฯลฯ ได้อย่างไร มีแต่เพียงคำที่ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอนเพราะเหตุว่ากำลังปรากฏให้เห็น เพียงเท่านี้ก็ต้องคิดเป็นเวลานานกว่าจะคลายการยึดถือว่าเป็นคน เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ที่ยั่งยืน และมีการติดข้องผูกพันอย่างมาก ข้ามภพข้ามชาติก็ได้
นี่ก็แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมละเอียดอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม ไม่ใช่บังเอิญ แต่ต้องมีปัจจัยที่จะทำให้ได้ยินได้ฟัง โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าได้ยินได้ฟังได้อย่างไร เพราะว่าเสียงก็มีเป็นธรรมดาที่เกิดขึ้น ได้ยินเสียงก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ได้ยินคำซึ่งไม่เคยได้ยินคือเป็นคำที่ทำให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ซึ่งต้องอาศัยการสะสมนานเท่าไรรอคอยได้ไหม หรือเมื่อไรเราจะรู้ความจริงได้สักที ก็มาแล้วคือ "เรา" ไม่ใช่ความเข้าใจ และยัง "เมื่อไร" อีกก็คือหวัง เพิ่มการเป็นตัวตนและเครื่องกั้นมากมาย
เพราะฉะนั้น ถ้าได้ยินหนทางหรือวิธีใดที่บอกว่าทำอย่างนี้แล้วจะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง คำนี้จริงหรือไม่ ทำอะไรได้ เพราะเหตุว่าการทำไม่ใช่ความเข้าใจ ความเข้าใจเป็นความรู้ที่ถูกต้อง เป็นคำที่ภาษาบาลีใช้คำว่า "ปัญญา" คือรู้ทั่ว ซึ่งเพียงหนึ่งไม่พอ เพราะชีวิตแต่ละวันไม่ได้มีสิ่งอย่างเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเร็วมาก และตามกลับมาให้รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่กังวลถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏนี้ ในพระไตรปิฎกทรงแสดงธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าใครไปเฝ้าก็จะตรัสถามว่า "เห็น เที่ยงไหม" ซึ่งขณะนั้นทุกคนที่ฟังอยู่ก็เห็น เมื่อสักครู่นี้ก็ตอบกันหลายอย่าง นี่สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นโต๊ะได้ไหม เป็นดอกกุหลาบหรือไม่ ก็ตอบกันไป เป็นดอกดาวเรืองที่นี่หรือไม่ แสดงว่ากว่าเราจะได้เริ่มเข้าใจจนกระทั่งคลายความไม่รู้ เหมือนบุคคลที่ได้เฝ้าและฟังธรรม เมื่อมีคำถามถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ สามารถที่จะรู้ว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ใช่เสียง ต้องอบรมยาวนานเท่าไรกว่าที่จะตอบได้ทันที โดยไม่ต้องนั่งคิด หรือสงสัยว่าถูกหรือไม่ อย่างนี้หรืออย่างนั้นหรือไม่ นั่นแสดงว่ายังไม่ได้เข้าใจจริง
เวลาที่เข้าใจแล้ว เมื่อได้ยินคำว่าธรรมที่ไหน จะสงสัยหรือไม่ เมื่อเข้าใจแล้วไม่สงสัยเลย นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ตอบตามที่ได้ฟัง หรือตามตำรับตำรา หรือตามความคิดเดา แต่เป็นเพราะเข้าใจอย่างมั่นคงว่าสิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่มีจริง และสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งอื่นต้องเป็นเฉพาะสิ่งนั้นซึ่งเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นก็อีกยาวนานมากแต่ก็ไม่ท้อถอย เพราะเหตุว่าจะไม่อาศัยบารมีคือคุณความดีซึ่งเป็นบริวารของปัญญาไม่ได้ เพราะปัญญามีความเข้าใจที่ถูกต้องว่ากิเลสมาก กิเลสคือธรรมเครื่องเศร้าหมอง ซึ่งไม่ใช่ต้องร้องไห้ แต่เป็นมลทินที่ทำให้สิ่งนั้นไม่สะอาด เพราะฉะนั้นจิตถูกกิเลสทับถมมานานแสนนาน แล้วรู้ตัวบ้างหรือไม่
ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมก็คิดว่าเป็นคนดี เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วยังเป็นคนดีหรือไม่ ก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ดีจริงหรือ อาจเข้าใจผิดคิดว่าดีก็ได้ ความที่อาจจะมีความผูกพันและทำสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์เฉพาะบางบุคคล ไม่ทั่วไป นั่นดีหรือไม่ ธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียด เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่าเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในชีวิต ไม่ว่ากี่ชาติที่ผ่านมา และอีกกี่ชาติต่อไป สิ่งที่ประเสริฐที่สุดก็คือการรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งสิ่งที่มีจริงนี้ไม่นานเลยก็พลัดพราก แต่เรากลับคิดถึงเฉพาะตอนเกิดแล้วเมื่อเติบโตขึ้นก็พลัดพรากจากความเป็นเด็กมาแล้ว เมื่ออายุมากขึ้นก็พลัดพรากจากวัยหนุ่มสาวมาสู่วัยชรา และในที่สุดก็พลัดพรากหมดเลย นี่คือความคิดของคนธรรมดา คือเรื่องเกิด เรื่องแก่ เรื่องเจ็บ เรื่องตาย แต่รู้เท่านี้ไม่พอ เพราะยังคงมีกิเลสคือความไม่รู้และความติดข้องพอกพูนต่อไป นานต่อไปอีก เพิ่มขึ้นไปอีก ถ้าไม่มีการได้ฟังพระธรรมและค่อยๆ เข้าใจขึ้น
คำถามที่ว่าเมื่อไรจะรู้ความจริง จะถามต่อไปไหม ใครจะบอกได้ ก็ต้องเมื่อเข้าใจจนถึงที่สุด เพราะฉะนั้นคำตอบก็คือเมื่อเข้าใจ เราจะไม่เข้าใจพระธรรมเลย ถ้าเราอยากฟังเพื่อเรา อย่างนี้จะถูกต้องไหม นั่นไม่ใช่ธรรมเลย เพราะยังเป็นเรา ยังเป็นความไม่รู้ แต่คำจริงคือพุทธพจน์ทุกคำเป็นวาจาสัจจะ เปลี่ยนไม่ได้ เพราะเป็นการตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด เพราะฉะนั้นความสงสัยสามารถที่จะค่อยๆ ลดน้อยไปเมื่อมีความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยจนถึงที่สุดของแต่ละคำ ที่หมายความถึงสภาวธรรมสิ่งที่มีจริง ซึ่งแต่ละหนึ่งมากมายและละเอียดด้วย
เพราะฉะนั้นก็มีศรัทธาและมีกุศลอื่นๆ ซึ่งจะเป็นบารมี ขาดไม่ได้เลย เพราะว่าขณะใดก็ตามที่กุศลไม่เกิด ขณะนั้นก็ต้องเป็นอกุศล รู้หรือไม่รู้ก็เป็น มากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่ขณะใดแม้เพียงขณะสั้นๆ เล็กน้อยเป็นกุศล ก็ไม่ประมาท มิฉะนั้นแล้วอกุศลก็เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ก็ฟังต่อไป เพื่อชีวิตนี้จะเป็นการได้เข้าใจธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
