ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๕๑
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ ค่อยๆ คลายความติดข้อง แต่อย่าคิดว่าจะเร็ว คิดถึงแสนโกฏิกัปป์ที่ผ่านมาว่ามากและยาวนานเพียงใด เพราะฉะนั้นเมื่อแข็งปรากฏ ก็รู้ว่าปัญญาความเข้าใจมีในขณะนั้น และไม่ต้องรอคอยอะไรเลย เพียงฟังธรรมให้เข้าใจ เพื่อที่ขจัดความไม่รู้ที่สะสมมาในจิตมากมาย ที่เราเคยกล่าวย้ำว่าทั้งสกปรก ทั้งมืด ไม่รู้เลยว่ามีอะไรในจิต เดี๋ยวนี้ใครรู้บ้าง ไม่มีทางเลย นอกจากจะมีการเกิดขึ้นปรากฏ เพราะฉะนั้นถ้าจิตยังขุ่น มีมลทิน สกปรก เป็นโรค อ่อนแอ ไม่ได้แข็งแรง เข้มแข็งหรือมีกำลังอะไรเลย แล้วจะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏตามที่ได้ฟังพระธรรมที่ทรงแสดงได้อย่างไร แต่การฟังพระธรรมไม่เป็นโมฆะเลย เพราะแต่ละขณะที่เข้าใจก็สะสมแล้ว ค่อยๆ ชำระจิต จนกระทั่งสามารถที่จะเริ่มเห็นถูกต้องในสิ่งที่ปรากฏ แม้นานๆ ครั้งหนึ่งก็ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อไร และต้องด้วยความเป็นอนัตตาเท่านั้น มิฉะนั้นโลภะก็มาอีก พยายามว่า เอ๊ะ! ตอนนั้นเราทำอะไรถึงรู้อย่างนี้ได้ ก็ติดข้องไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคำว่าสีลัพพตปรามาส ในภาษาบาลีหมายความถึง การประพฤติ การปฏิบัติด้วยความเห็นผิด ถ้ามีความเห็นถูก จะไม่ทำอย่างนั้นเลย
หนทางเดียวคือเข้าใจขึ้นว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรม ทั้งๆ ที่พูดคำแรกว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง คำนี้เราก็ขาดความละเอียด และประมาทแล้ว สิ่งที่มีจริงเปลี่ยนได้ไหม เป็นเราหรือไม่ เมื่อสิ่งนั้นเกิด โดยที่เราไม่ได้ทำให้เกิด แล้วจะเป็นเราเมื่อไรและขณะใดได้ คือแม้แต่คำเดียว เราก็สามารถที่จะคิดจนทั่วถึงที่จะทำให้ไม่ลืม เพราะว่ามีจริงๆ ทุกอย่างที่พูด เห็นก็มี สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นก็มี ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่รู้ไม่ได้ในขณะนี้เพราะไม่มี แต่ทั้งๆ ที่ปรากฏ ก็ยากจะรู้ได้ จึงต้องฟัง เพราะเราไม่สามารถที่จะคิดเอง ทั้งๆ ที่บอกว่าอนัตตาแต่ก็ยังเป็นเรา แสดงให้เห็นว่าการที่ได้ยินคำนี้และเข้าใจคำนี้ยังไม่มั่นคงพอ จึงต้องฟังจนกระทั่งมั่นคง แล้วก็จะไม่มีคำถามว่าทำอย่างไร
เมื่อก่อนไม่เคยเข้าใจ เมื่อฟังแล้วก็เข้าใจขึ้น ฟังแล้วก็เข้าใจขึ้นอีก จนกระทั่งเห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่ง จากปริยัติไปสู่ปฏิปัตติ ที่จะเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังมีตรงตามที่ได้ฟังทุกอย่าง ก่อนที่จะถึงปฏิเวธคือการประจักษ์แจ้งความจริง ซึ่งขณะนี้พูดถึงการเกิดดับ ก็ไม่ใช่จะประจักษ์แจ้งสภาพธรรมที่กำลังเกิดกำลังดับ แต่ว่าเมื่อสิ่งนี้มีจริงอย่างนั้นต้องรู้ได้ เห็นต้องดับ ถึงจะมีได้ยิน ได้ยินต้องดับ จึงจะมาคิด เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นอย่างนี้เร็วมาก แต่รู้ได้เมื่อความเข้าใจค่อยๆ เพิ่มขึ้น แล้วก็ละคลายความไม่รู้ ความไม่รู้ก็จะไม่ปิดบัง คือไม่เกิด หลังจากที่สิ่งนั้นเกิด
อ.อรรณพ ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ คืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ทุกอย่างเป็นความจริง กลัวมีจริง กลัวผีก็มีจริง ใครไม่กลัวผี เพราะไม่รู้ว่าผีคืออะไร จะเห็นได้ว่าถ้าเข้าใจธรรมคือสิ่งที่มีจริง ก็ไม่พ้นจากได้ยินทางหู แล้วก็คิด ได้กลิ่นแปลกๆ เดี๋ยวจะกลัวกันอีก กลิ่นที่แปลกผิดปกติมีแน่นอน แต่เป็นเพียงกลิ่นที่ปรากฏแล้วก็หมดไป ถ้าเข้าใจอย่างลึกซึ้งจริงจะกลัวอะไร กลัวกลิ่นหรือ ก็ไม่ใช่ แต่ความคิดว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรด้วยความไม่รู้ต่างหากที่ทำให้กลัว เพราะฉะนั้นความกลัวจะลดลงไปได้ก็เป็นลำดับขั้น คือเมื่อมีการเข้าใจความจริงเพิ่มขึ้น ไม่กลัวกิเลสแต่กลัวผีเพราะไม่รู้ แต่ถ้ารู้และกิเลสก็น้อยลงเพราะเข้าใจมากขึ้น มีแต่เสียง ถ้ารู้ความจริงขณะนั้น เสียงจะเป็นอะไรได้ไหม นอกจากเป็นเสียง กลิ่นจะเป็นอะไรได้ไหม นอกจากเป็นกลิ่น คิดจะเป็นอะไรได้ไหม นอกจากเป็นคิด แล้วก็ดับ
เพราะฉะนั้น มั่นคงที่จะเข้าใจความจริงว่าเป็นหนทางเดียวที่จะไม่กลัวผี แต่ตราบใดที่มีกิเลส ก็ยังต้องกลัว แล้วแต่ว่าจะกลัวอะไร บางคนเขาบอกว่าเขาไม่กลัวผี เขากลัวคนมากกว่า กลัวอะไรก็คือกลัวนั่นเอง ต้องรู้ว่ากลัวก็คือความไม่พอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดในรูปแบบต่างๆ เวลาที่เราไม่ชอบก็คือไม่ชอบสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกใจ เวลาโกรธก็แสดงว่าไม่ชอบสิ่งนั้น ไม่ว่าทางตาหรือทางหู เห็นหรือได้ยินคำพูดอะไรก็ตาม หรือแม้แต่เรื่องที่คิด เวลาที่มีกลิ่นที่เราไม่ชอบ ขณะนั้นคงไม่กลัว เพียงไม่ชอบเท่านั้น
สภาพธรรมใดก็ตามที่ไม่ทำให้ติดข้อง เพียงอยากให้พ้นๆ ไปเสีย เช่น ตกใจมาก เป็นต้น จะใช้คำว่า "โทสะ" หมายความถึงสภาพธรรมอย่างหนึ่งที่มีจริงซึ่งไม่ต้องการสิ่งนั้นเลย ออกมาในรูปที่เป็นเสียใจบ้าง เป็นน้อยใจบ้าง เป็นขุ่นใจบ้าง เป็นโกรธบ้าง เป็นริษยา ฯลฯ ทั้งหมดที่ทำให้ไม่เป็นสุข ก็รู้สึกว่าไม่ชอบทั้งหมด เพราะฉะนั้น การเข้าใจจริงรู้จริงว่ากลัวก็คือลักษณะของความไม่พอใจในขณะนั้น ไม่อยากให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเท่านั้นเอง
ผู้ฟัง เมื่อเช้าได้ไปที่แม่น้ำคงคา เห็นเขาเผาซากศพกัน เพื่อนธรรมท่านหนึ่งกล่าวว่า ดิ้นรนกันแทบตายแต่สุดท้ายก็เหลือเพียงเท่านี้ แล้วก็มีการพิจารณาว่าทรัพย์สินเงินทอง หรืออะไรทุกอย่างไม่มีสาระทั้งนั้นเลย
ท่านอาจารย์ ก็ขออนุโมทนาที่เกิดความคิดอย่างนี้ เพราะแม้แต่จะคิดอย่างนี้ก็ยาก ใครจะคิดอย่างนี้บ้าง ดิ้นรนกันแทบตายทุกวัน แต่สุดท้ายก็คือเท่านี้เอง จะเห็นได้ว่านานๆ คิดครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ไปแม่น้ำคงคาก็ไม่ทราบว่าจะคิดอย่างนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ ๒๕๐๐ กว่าปี ขึ้นอยู่กับว่าเราคุ้นเคยมากพอที่จะระลึกถึงได้บ่อยหรือไม่ นี่เป็นเหตุที่ว่าไม่ประมาทในการฟังพระธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด พระพุทธพจน์ทั้งหมด ตั้งแต่ปฐมพุทธพจน์ มัชฌิมพุทธพจน์ จนถึงปัจฉิมพุทธพจน์ คือคำแรก ระหว่างนั้น และคำสุดท้าย ทุกคำมีค่าอย่างยิ่งเพราะเป็นจริงทั้งหมด เรามีโอกาสได้มาถึงเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นเมืองที่เก่าแก่มากกว่า ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว เมื่อก่อนนั้นมีพระเจ้าพรหมทัต และมีสิ่งต่างๆ มากมายตามที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก แล้วเดี๋ยวนี้อยู่ไหน เราก็ไม่สามารถจะทราบได้ว่าบุคคลเหล่านั้น ถ้ายังไม่นิพพานก็ยังต้องอยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใด แล้วเราก็มีโอกาสที่จะได้ระลึกถึง ณ กาลครั้งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ก็จะเป็น ณ กาลครั้งหนึ่งอีกไม่นานที่อยู่ที่เมืองนี้ และมีโอกาสได้ยินได้ฟังคำจริง
เพราะฉะนั้นถ้าเราสะสมความเข้าใจ ความเข้าใจนั้นไม่สูญเลย สะสมแต่ว่าสะสมน้อยหรือมาก เทียบเป็นวัน ก็ได้ แต่ละวันส่วนที่จะสะสมความเห็นถูกต้องก็ต้องน้อยกว่า แต่ก็เป็นประโยชน์ จะเห็นได้ว่ากว่าจะรู้ความจริง ต้องสะสมความเข้าใจมากมายเพียงใด เพราะเหตุว่าอกุศลเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น แต่ปัญญาก็เพียงค่อยๆ เข้าใจทีละน้อย น้อยมากกว่า เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ว่าฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ต้องหวังว่าเมื่อไรการสะสมอกุศลที่มากมายมหาศาลจะหมดไป หรือพอที่จะเบาบางบ้างหรือยัง พอที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏหรือไม่
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ได้ฟังทั้งหมดเป็นความจริง ซึ่งไม่ต้องถามใครว่าขณะนี้สภาพธรรมก็กำลังปรากฏเหมือนอย่างที่ได้ฟัง แต่ปัญญายังไม่ถึงระดับที่ประจักษ์ความจริง แต่ว่ารู้ได้ เข้าใจได้เพิ่มขึ้นจนกระทั่งคลายการไม่รู้และการยึดถือและความจริงก็จะปรากฏ เพราะว่าขณะนั้นอกุศลที่สะสมมา แม้อวิชชาก็ยังไม่มีกำลังที่จะเกิดได้บ่อยเหมือนเคยเพราะเหตุว่ามีการฟังพระธรรม ซึ่งทำให้ระลึกถึงคำที่ได้ฟังแล้วบ่อยขึ้นมากขึ้น แต่ก็ไม่ต้องหวัง เพราะโลภะไม่ห่างเลย ฟังแล้วก็เข้าใจได้ว่าแต่ละคนต้องรู้เอง แม้ว่าคนอื่นจะกล่าวอย่างไรก็ตาม ก็ไม่เหมือนกับที่บุคคลนั้นกำลังรู้และกำลังเข้าใจ
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้จากการฟังว่า ความรู้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อย และมีทั้งในขณะที่สภาพนั้นปรากฏ แล้วก็คิดถึงเท่าที่ได้ฟังมาแล้ว และก็มีทั้งขณะที่สภาพธรรมนั้นไม่ได้ปรากฏ แต่จากคำที่ได้ฟังที่พูดถึงสิ่งที่มีจริง ก็อาจจะทำให้ระลึกคิดถึงเรื่องนั้น ค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ เข้าใจขึ้น และความเข้าใจก็เป็นสังขารขันธ์ ที่ใช้คำว่าสิ่งที่มีจริง ก็คือสภาพรู้เป็นจิตและเจตสิกเกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ส่วนสภาพธรรมที่ไม่รู้ เกิดเมื่อไรก็ไม่รู้เช่นแข็งก็เป็นแข็ง ไม่รู้อะไร ด้วยเหตุนี้ธรรมจึงมีทั้งนามธรรม ซึ่งเป็นธาตุรู้ที่เกิดรู้ และรูปธรรมเกิดแต่ไม่ใช่สภาพรู้ และธรรม ๒ อย่างนี้ ก็ยังจำแนกได้อีกนัยหนึ่ง ได้แก่นัยของขันธ์ คือรูปทุกประเภทไม่ใช่สภาพรู้ ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน ฯลฯ ใครเห็นตาบ้าง ใครเห็นหูบ้าง ใครเห็นเสียงบ้าง ก็ไม่เห็นใช่ไหม แต่มีจริงๆ ถูกรู้ เสียงได้ยินรู้ รู้คือได้ยิน เสียงนั้นปรากฏอาการของเสียงว่าเสียงนั้นเป็นเสียงนั้นไม่เป็นสิ่งอื่น เพราะฉะนั้นรูปทุกชนิด ทุกประเภท หยาบ ละเอียด ไกล ใกล้ ภายใน ภายนอก ธรรมใดที่มีที่เกิดขึ้นไม่สามารถรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เป็นรูปธรรม เป็นรูปขันธ์ เพราะเหตุว่าเกิดแล้วดับ ว่างเปล่าเหมือนไม่เคยเกิด เพราะไม่เหลือ เพียงหน่อยเดียวที่ปรากฏแล้วก็หมดไป ถ้ายังคงติดข้อง ก็คิดว่ายังอยู่ ด้วยเหตุนี้พระโพธิสัตว์ จึงแสวงหาหนทางที่จะรู้ความจริงของแต่ละหนึ่ง ซึ่งปรากฏในชีวิตประจำวันว่าชั่วคราว มีแล้วก็ไม่มี แล้วก็มีสิ่งอื่นเกิดขึ้นเรื่อยไป
ด้วยเหตุนี้การศึกษาธรรม ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดและเข้าใจจริงๆ แม้ว่าทรงแสดงธรรมแล้ว ก็ยังทรงแสดงว่าธรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดและดับแล้วไม่เหลือ จึงเป็นขันธ์ อ่านว่า ขัน - ดะ หรือ ขัน - ธะ ที่คนไทยเรียกกัน หมายความถึงว่างเปล่าจากการที่ไม่มี แล้วมี แล้วก็ไม่เหลือเลย ไม่มีอีกเลย ด้วยเหตุนี้รูปขันธ์มี ธาตุรู้มี วิญญาณขันธ์เป็นธาตุที่เป็นใหญ่ในการรู้ ถ้าไม่มีวิญญาณขันธ์ ไม่มีจิต ไม่มีธาตุที่เป็นใหญ่ในการรู้ อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ และสิ่งที่ปรากฏในชีวิตประจำวันก็คือรูปทั้งหลาย เดี๋ยวปรากฏทางตา เดี๋ยวมีรูปปรากฏทางหู เดี๋ยวมีรูปปรากฏทางจมูก มีรูปปรากฏทางลิ้น มีรูปปรากฏทางกาย แต่การฟังเพียงเล็กน้อยยังไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ทั่วถึง อย่างเช่นแข็งก็จะปรากฏลักษณะบางครั้ง ขณะนั้นมีความรู้ความเข้าใจเพียงใด ผู้นั้นก็เข้าใจตามความเป็นจริงเพียงนั้น ถ้าไม่ได้ประจักษ์การเกิดดับ แต่เห็นว่านี่แข็ง ขณะนั้นไม่ได้สนใจหรือใส่ใจอย่างอื่นเลย มีการเริ่มเข้าใจความเป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งคือแข็ง แต่ก็เพียงเล็กน้อย เพราะว่าเมื่อน้ำตาไหล ก็เป็นแข็ง แต่ก็ไม่รู้
เพราะเหตุนี้อนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ ฟังเพื่อสะสมความเห็นที่ถูกต้อง โดยไม่หวังว่าจะรู้เมื่อไร หรือว่าขอคำแนะนำจากใครได้ แต่ฟังพระธรรมซึ่งเป็นพุทธพจน์ แล้วก็มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนั้น เพราะทรงแสดงธรรมทุกอย่างตามความเป็นจริง และเมื่อไรที่ค่อยๆ คลายความไม่รู้ บุคคลนั้นก็รู้เอง และเมื่อไรอยากรู้ คนนั้นก็รู้เองอีก เพราะทั้งหมดคนอื่นจะรู้ไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้จึงต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ และรู้ว่าประโยชน์จากการฟังแม้วันนี้ก็ได้สะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ตามควรแก่การเข้าใจที่ได้สะสมมาบ้าง และไม่ใช่เฉพาะที่พาราณสี ความจริงสะสมความเห็นถูกได้ทุกหนทุกแห่ง แต่วันนี้เราก็ได้มีการสนทนาธรรมกันที่นี่ เป็นการบูชาพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าที่ได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดง ยังมีประโยชน์กับผู้ที่ได้สะสมบุญมาแล้ว ยังไม่ถึงกับหายไปเลย หรือไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครไตร่ตรอง เพราะฉะนั้นไม่มีใครนำคำเท็จมาเบียดเบียนคำจริง สำหรับผู้ที่ได้ศึกษาโดยละเอียด และโดยเข้าใจจริงๆ พระธรรมจึงจะดำรงมั่นคงต่อไปได้ แต่ไม่นานก็จะอันตรธาน ถ้าไม่มีผู้ที่ได้ศึกษาและเข้าใจ แม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นประโยชน์สำหรับทุกคน เพราะยังเกิดอีกมาก และเมื่อเกิดอีกไม่รู้ว่าชาติใด มีโอกาสจะได้ฟังพระธรรม หรือมีโอกาสจะได้เฝ้าฟังพระธรรม ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย
เพราะฉะนั้น แต่ละคนคือแต่ละหนึ่ง ปัญญาที่จะต้องอบรมให้เข้าใจยังอีกมาก เพราะเหตุว่ายังไม่คุ้นเคยกับลักษณะของสภาพธรรมได้ทั่ว เพราะฉะนั้นการที่จะให้ไปละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนทันทีไม่ได้เลย จนกว่ามีการรู้ลักษณะที่ปรากฏมากพอที่จะเริ่มค่อยๆ คลายการยึดถือว่ามีเรา ไม่ใช่โดยจงใจ ไม่ใช่โดยกำหนด แต่ความเข้าใจนั้นเกิดเมื่อไร ก็เห็นความเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นความเป็นอนัตตากับธรรม แยกจากกันไม่ได้ เมื่อไรที่เป็นอนัตตา ขณะนั้นก็เป็นลักษณะของธรรม แต่เมื่อไรเป็นเราที่จะทำ หรือกำหนด หรือต้องการ ขณะนั้นเป็นความจงใจที่จะรู้สิ่งที่ก็ปรากฏเหมือนเดิม แต่ด้วยความเป็นตัวตนที่ต้องการรู้ มีอยู่ในขณะนั้น เพราะฉะนั้นก็ไม่สามารถที่จะละคลาย เพราะเหตุว่าตัวตนกำลังต้องการจะรู้ แต่เวลาที่สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นและเข้าใจ ไม่ใช่ในลักษณะที่ใช้คำว่ากำหนด จดจ้อง หรือทำ หรือด้วยความต้องการ ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว ซึ่งแต่ละคนเป็นผู้รู้ว่าขณะใดเป็นขณะใด จึงจะรู้ว่าอะไรผิด เพื่อละสิ่งที่ผิด มิฉะนั้นแล้วละสิ่งที่ผิดไม่ได้ และอย่าลืมเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยมาก เช่นเวลาที่รู้แข็งแล้วอยากหรือไม่ พอใจหรือไม่ เพื่อนเก่ามาหาแล้ว ที่จริงก็อยู่ด้วยเกือบตลอดเวลาขณะที่กุศลไม่เกิดหรือปัญญาไม่เกิด เขาก็อยู่ที่นั่นเป็นเพื่อนสนิท เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้จักจริง คนที่เข้าใจว่าเป็นเพื่อน แต่ความจริงไม่ใช่ ก็ต้องนานมากเลย ด้วยปัญญาจริงๆ ถ้าไม่ใช่ด้วยปัญญา ก็ไม่สามารถที่จะละความติดข้อง ซึ่งเป็นโลภะได้เลย
ด้วยเหตุนี้ คงไม่ลืมปฐมวาจาเมื่อตรัสรู้แล้วว่า เราได้พบนายช่างผู้สร้างเรือน จะละได้อย่างไร ถ้าไม่พบ ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดแล้ว ปัญญายังต้องอบรมต่อไป รู้ในลักษณะซึ่งเป็นธรรม ไม่ใช่เรา รบกับกิเลสยากไหม รบกับคนอื่นไม่ยากเท่า เพราะกิเลสรบเก่ง ชนะเกือบทุกที เพราะฉะนั้นเวลาที่แม้แต่จะฟังธรรมให้เข้าใจ ก็จะต้องรู้ว่าด้วยการไตร่ตรอง ด้วยความตรง ขณะนั้นเป็นสภาพธรรมที่ปรากฏเพียงเล็กน้อย ต่อจากนั้นคืออะไร อาจจะหายไปเลยก็ได้ เพราะเหตุว่าที่สำคัญก็คือ "นิสสย" คือที่อาศัย ทุกคนคุ้นเคยกับที่อาศัย ที่อาศัยที่นี่คือสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอารมณ์ที่เป็นที่อาศัยที่มีกำลัง เป็นอุปนิสสย อารัมมณูปนิสสย เราคุ้นเคยกับอารมณ์อะไรมาก เราก็มีกำลังที่จะระลึกถึง หรือต้องการสิ่งนั้นมากกว่าสิ่งอื่น
เราคุ้นเคยกับความต้องการรูป เสียง กลิ่น รส ติดข้อง อยากจะได้ เขาบอกว่าดีก็ทำ เขาให้ทำอย่างนี้ก็ทำ เขาให้ทำอย่างนั้นก็ทำ อยากได้อะไรที่ทำ หรือว่าไม่อยากได้ก็ทำ เพราะฉะนั้นโลภะเป็นสิ่งที่ละเอียดและรู้ยาก ขอให้พิจารณาดูว่าเคยชนะโลภะไหม เช่นกำลังง่วง จะฟังธรรมหรือจะนอน จะตายได้ขณะนั้น แต่ก็จะฟังธรรม หรือจะนอน กำลังง่วงอย่างนั้นก็ตายได้ ก่อนตาย อยากหลับหรือว่าฟังให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนั้น เพราะฉะนั้นโลภะมีกำลังมาก ถ้าไม่เห็น ไม่เข้าใจจริงๆ ก็จะคิดผิดและเข้าใจผิด คือจะไปละความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ดูน่ากลัวเหลือเกิน แต่ว่าก่อนอื่นต้องละความติดข้องในความเป็นตัวตน ในการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ว่าภายในหรือภายนอก อย่างอื่นยังไม่ต้องคิด แม้คิดก็ไม่สำเร็จ เพราะเหตุว่ายังคงเป็นเรา ยังไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นธรรมต้องเป็นไปตามลำดับ ตั้งแต่ขั้นฟังเข้าใจ แล้วไม่ต้องรอคอยขั้นปฏิปัตติ หรือขั้นปฏิเวธ เพราะต้องเป็นไปตามเหตุ ถ้าไม่มีความเข้าใจมากพอ ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย
ต้องเน้นย้ำหลายครั้งว่าพระธรรมลึกซึ้งและเป็นสิ่งที่มีปรากฏตลอดเวลา แต่ไม่รู้จักพระธรรม เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามที่ได้ฟังพระธรรมแต่ละคำ ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจจริงๆ ก็จะไม่ลืม เช่นสิ่งที่มีจริง ไม่ต้องคิดถึงภาษาบาลีเลย เพราะเหตุว่าทุกคนทราบว่าถ้าไม่ใช่สิ่งที่มีจริง พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ได้อย่างไร แต่การที่เราไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม อะไรก็ตามที่มีจริง ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม แต่เราไม่สามารถที่จะเห็นความจริงของสิ่งที่มีจริงถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น จึงต้องอาศัยการฟังเพื่อเข้าใจถูก เพื่อเห็นถูก ในสิ่งที่กำลังปรากฏ
สิ่งที่ไม่ปรากฏขณะนี้ ไม่มีที่จะให้ความจริงได้ ผ่านไปแล้ว ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว แล้วสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยว่าขณะต่อไปเป็นอะไร แต่ก็มีเหตุปัจจัยที่จะต้องเกิดขึ้น แต่ว่าเกิดแล้วดับไป ก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจเลย จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม เพื่อที่จะได้รู้ความจริงว่าตั้งแต่เกิดจนตายมีอะไรบ้างที่เกิดขึ้น เราอาจจะไม่รู้เลยว่าเราเป็นคนดีหรือไม่ดีเพียงใด และความดีและไม่ดีละเอียดอย่างไร เช่น ข้อความของโอวาทปาติโมกข์ประการหนึ่งว่าไม่ทำชั่ว บอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล และความชั่วคืออะไร มีความละเอียดยิ่ง ไม่ใช่เพียงทุจริตทางกาย ทางวาจา หรือทางใจที่เป็นอกุศลกรรมบท แต่อะไรที่ไม่ดีแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นความชั่ว ซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ เล็กน้อยสักเท่าไรก็ตามก็เกิดแล้ว เป็นอย่างนั้นแล้ว จะเปลี่ยนได้อย่างไร นี่คือปรมัตถธรรม หรือวาจาสัจจะ ซึ่งสิ่งที่มีจริงเกิดแล้ว ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เพียงแต่ว่าสะสมความเห็นถูก ความเข้าใจถูก จนกว่าจะรู้ความจริงนั้น ซึ่งไม่มีทางอื่นเลย เพราะเหตุว่าถ้าใช้คำว่าปัญญา มีปัญญาใดบ้างที่ไม่มีความเข้าใจ ไม่เข้าใจแล้วจะเป็นปัญญาได้ไหม แต่ความเข้าใจก็มีเข้าใจละเอียดขึ้นๆ เพราะฉะนั้นความเข้าใจก็มีหลายระดับ ใช้คำพูดในภาษาไทยได้ แต่ถ้าเป็นภาษาบาลี ก็มีคำว่าปัญญาบ้าง หรือญาณบ้าง สัมมาทิฏฐิบ้าง ทั้งหมดก็คือความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ เพียงแต่ว่าใครจะเห็นประโยชน์ ใครจะเห็นค่าของความเข้าใจถูก
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860