ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๒๑

    สนทนาธรรม ที่ เจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า

    วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการที่แต่ละคน แต่ละหนึ่งจะสามารถเข้าใจธรรมมากบ้าง น้อยบ้าง เลือกได้หรือไม่ อยากจะเข้าใจมากๆ แต่เพียงแค่นี้ก็ยากและลึกซึ้งแล้ว เพราะว่ากล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ไม่ว่าจะมองเห็นหรือมองไม่เห็น อย่างเช่นเสียง เสียงไม่รู้อะไรเลย ไม่ปรากฏรูปร่างสัณฐาน แต่เสียงมีจริงๆ ขณะใดที่มีธาตุรู้ คือจิตและเจตสิกเกิดพร้อมกันแล้วได้ยินเสียงนั้นด้วยกัน แต่ว่าต่างคนก็ต่างเป็นแต่ละธาตุ คือจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งเสียง ส่วนเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วยมีหน้าที่ลักษณะที่แตกต่างกันไปแต่ละเจตสิก แต่ให้ทราบว่าทั้งจิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกันแล้วดับพร้อมกันด้วย

    เสียงมีจริงแต่มองไม่เห็น เเต่แม้สิ่งนั้นมองไม่เห็นก็ไม่ใช่สภาพรู้ ละเอียดหรือไม่ เพราะเหตุว่าเราคิดว่าเรารู้จักโลก เห็นโลก ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ รูปร่างสัณฐานต่างๆ เรียกว่ารูป แต่สิ่งที่เป็นความหมายของรูปในพระพุทธศาสนา รู-ปะ หมายความถึงสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่ใช่สภาพรู้

    ดังนั้นจึงต้องเข้าใจเพิ่มขึ้น รูปไม่ใช่เพียงสิ่งที่ปรากฏสัณฐานต่างๆ ให้จำได้ว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ หรือเป็นอะไรก็ตามแต่ที่สามารถมองเห็นได้ แต่มีรูปที่มองไม่เห็นได้อีก เพราะว่าในบรรดาธรรมทั้งหมด สิ่งเดียวที่ปรากฏให้เห็นได้มีเพียงหนึ่ง ลองไปหาดูว่าอะไรจะปรากฏให้เห็น เสียงไม่ได้ปรากฏ กลิ่นไม่ได้ปรากฏให้เห็น รสไม่ได้ปรากฎให้เห็น ลักษณะที่แข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน ไม่ได้ปรากฏให้เห็นเลย

    เพราะฉะนั้น ธรรมอย่างเดียว สิ่งที่มีจริงอย่างเดียว ไม่ว่าโลกไหนๆ คือสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เมื่อมีธาตุรู้คือจิตและเจตสิกเกิดขึ้นรู้โดยจิตเห็น แต่สภาพธรรมอื่น เช่นเจตสิกหนึ่ง สภาพหนึ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้คือจำ ใครไม่จำบ้าง จำ เป็นใครหรือไม่ ก็ไม่ใช่ แต่ทันทีที่เห็นสิ่งใด จำสิ่งนั้นแล้ว เมื่อเห็นอีกซ้ำๆ บ่อยๆ ก็สามารถที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะสภาพจำมีจริงๆ กำลังจำเดี๋ยวนี้ ไม่มีใครจะสามารถเปลี่ยนสภาพเจตสิกธรรมหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่จำอย่างเดียว ไม่มีหน้าที่อื่นเลย เกิดกับจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต จำสิ่งที่ปรากฏที่กำลังรู้แล้วดับไปพร้อมกัน เป็น ๑ ใน ๕๒ เจตสิก

    ดังน้้นชีวิตของทุกคนไม่ใช่เรา แล้วแต่เจตสิกใดเกิดขึ้นทำกิจการงานขณะนั้นเป็นไปทางฝ่ายดีชั่ว เพราะว่าเจตสิกต่างกันเป็นประเภท คือเจตสิกที่ไม่ดีเป็น อกุสละ ที่ภาษาไทยใช้คำว่า อกุศล เกิดเมื่อใดขณะนั้นจิตแปดเปื้อน ใช้คำว่า เศร้าหมอง แม้เพียงธุลีเล็กน้อยที่เกิดขึ้นก็ทำให้จิตนั้นเป็นอกุศล แล้วแต่ว่าจะเป็นประเภทใด เช่น ความโกรธมีจริงๆ ไม่ใช่จิต เพราะไม่ได้โกรธตลอดเวลา แต่จิตเป็นธาตุรู้ สัญญาเจตสิกจำสิ่งที่จิตรู้ ความไม่พอใจในสิ่งที่ปรากฏก็เป็นเจตสิกหนึ่ง ใช้คำว่า โทสเจตสิก เราพูดถึงโทสะกันบ่อยๆ แต่ขณะนั้นไม่ใช่เราเลย เป็นธาตุชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยที่จะเกิดพร้อมจิตในขณะนั้นก็เกิด

    สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งคือ ความติดข้อง ความต้องการ ใครไม่มีบ้าง มีจนไม่รู้ว่ามากมายสักเท่าไร ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ สภาพสัญญาเจตสิกจำไว้หมดเลย แล้วยังจำเรื่องราวต่างๆ อีกหลังจากที่ได้เห็นแล้ว เพราะฉะนั้น ชีวิตทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตายก็เป็นธรรม สิ่งที่มีจริงซึ่งไม่ใช่เราเลย แต่เป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ประเภทหนึ่ง กับสิ่งที่มีจริงอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นสภาพรู้ หรือธาตุรู้ ทุกขณะ

    เริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า อนัตตา ตรงกันข้ามกับอัตตา อัตตาคือ เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่อนัตตารู้ความจริงว่า ที่เคยเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งรวมกัน จึงทำให้เข้าใจผิดเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเที่ยง ไม่เกิดดับเลย เพราะฉะนั้น กว่าจะถึงความเป็นอนัตตาจริงๆ เข้าใจจริงๆ ในแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับต้องอาศัยการสะสม เพียงฟังวันนี้ไม่มีทาง ถึงแม้ว่าจะฟังต่อไปอีกก็เป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ว่า แต่ละคำที่ได้ยินเข้าใจจริงๆ หรือว่ากำลังเริ่มเข้าใจบ้างเล็กๆ น้อยๆ

    ชีวิตสั้นมากจริงๆ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่าจะอยู่ต่อไปอีกนานเท่าไร จะถึงเย็นนี้หรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงพรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า ชาติหน้ามีแน่ๆ แต่ใครจะรู้ ใช่หรือไม่ เพราะเหตุว่าสั้นยิ่งกว่านั้นคือชีวิตดำรงอยู่เพราะจิตแต่ละหนึ่งขณะเกิดแล้วดับไป ทันทีที่จิตใดเกิดและดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลย

    ขณะนี้ใครจะลองนับอะไร นับให้เร็วอย่างไรก็ยังช้ากว่าการเกิดดับของจิต เพราะฉะนั้น จะมากสักเพียงใดในสิ่งซึ่งพยายามนับก็นับไม่ถ้วน ในสิ่งซึ่งเห็นแต่ไม่ได้นับก็มีมากมาย ดังนั้น จิตเกิดดับอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้

    การฟังธรรม คือเห็นพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นพระบริสุทธิคุณ เห็นพระมหากรุณาธิคุณ ไม่ได้ทรงแสดงธรรมเพื่ออะไรเลย แต่คนที่ไม่รู้เป็นสิ่งที่เปรียบกับความมืด ทำให้เกิดความชั่วร้ายต่างๆ ความไม่สะอาด ความสกปรก เป็นแผลเน่าเหวอะหวะ ขยายกว้างออกไปๆ จะใช้ยาอะไรมารักษาในเมื่อบุคคลนั้นไม่รู้จักยาเลย ไม่มีทางที่จะรู้ว่าอะไรจะทำให้แผลเหวอะหวะ กลิ่นเหม็นเน่า หมักหมม ใช้คำว่า หมักหมม แล้วก็ลึกด้วยจนล้นออกมาทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ทางใจบ้าง

    เพราะฉะนั้น ชีวิตที่มีเหลืออยู่ต่อไปควรจะเป็นอย่างไร สำหรับผู้ที่ได้ฟังธรรมแล้วเข้าใจธรรม และรู้ว่าธรรมลึกซึ้งมากกว่าจะรู้ได้ เข้าใจได้ เพราะขณะใดที่ไม่ได้ฟังก็หลงลืม ได้ยินแล้วก็ต้องลืม เพราะเหตุว่ามีสิ่งอื่นซึ่งปรากฏขณะนั้นทำให้ลืมสิ่งที่ได้ฟัง ซึ่งเป็นอย่างนี้มานานแล้วด้วย เมื่อธรรมเป็นสิ่งที่รู้ยากอย่างนี้จะรู้ยากโดยอย่างไร ก่อนที่จะไปรู้ต้องเป็นคนดีเพราะมีความเข้าใจแล้วว่า ขณะใดก็ตามจิตเป็นสภาพที่ผ่องแผ้ว แต่เมื่อมีความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมทำให้มีการติดข้องยึดถือสิ่งที่ปรากฏ ต้องการอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าสิ่งที่เป็นภายนอกหรือสิ่งที่เป็นภายใน ทั้งวันทั้งคืน ตื่นมาเป็นเช่นนี้วันแล้ววันเล่า

    ดังนั้นก่อนที่จะได้รู้ความจริง ต้องรู้ว่าอกุศลใดๆ ทั้งหลายไม่สามารถที่จะแม้กำลังฟังก็จะทำให้เข้าใจได้ชัดเจน เพราะว่าเบื่อหรือยัง หรือว่าขณะนี้คิดเรื่องอื่นหรือไม่ ตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นกว่าจะตรงต่อการที่ฟังแล้วได้สาระคือรู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นการสะสมของธรรมฝ่ายอกุศล จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมีอกุศลเพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่งธรรมฝ่ายดีไม่มี แล้วจะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏได้อย่างไร แต่ว่าธรรมฝ่ายไม่ดีละเอียดมาก แล้วที่ปรากฏให้รู้ได้ก็เพียงเล็กน้อย

    เมื่อมีความเข้าใจถูกต้องอย่างนี้จริงๆ จะละเลยการทำดีแม้เพียงเล็กน้อยหรือไม่ ขอให้ลองคิดดู เพราะว่าถ้าปราศจากความดี อกุศลทั้งหลายเพิ่มขึ้นอีกๆ ๆ แล้วก็ฟังธรรมเล็กๆ น้อยๆ ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง อย่างเช่นวันนี้เราจะได้ฟังกี่ชั่วโมง ลองคิดถึงชั่วโมงนาทีที่ไม่ได้ฟังเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าไร เพราะฉะนั้นหนทางเดียว คือเกิดมาแล้วยังไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้เพราะว่าอกุศลมาก ก็ทำความดีเพื่อที่จะละโอกาสหรือเวลาที่อกุศลจะเกิดทับถม

    ที่สำคัญที่สุดคือ ทุกคนขาดความละเอียดแล้วคิดว่าชั่วๆ ร้ายๆ ไม่ควรจะมี และคิดว่าดีเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่เห็นต้องทำ นี่คือผู้ประมาทอย่างยิ่งที่ไม่เห็นโทษภัยแม้อกุศลแม้เพียงเล็กน้อย และประโยชน์ของกุศลแม้เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นผู้ละเอียดจะรู้ว่าไม่รู้จะตายเดี๋ยวนี้หรือไม่ ถ้ามีโอกาสจะทำความดีจึงทำโดยที่ก่อนนี้ไม่คิดเลย เดี๋ยวนี้ก็ละเอียดขึ้นมองซ้ายมองขวา อะไรที่จะเป็นความดีก็ทำเพื่อสะสมคุณความดี เพื่ออกุศลขณะนั้นจะไม่เกิด

    เพราะฉะนั้น นี่คือชีวิตที่เหลือต่อไปสำหรับทุกคนที่จะรู้ว่า สิ่งที่เคยต้องการมากๆ นำไปได้หรือไม่ แม้แต่ร่างกายซึ่งยึดมั่นยิ่งกว่าอย่างอื่น รักที่สุดยิ่งกว่าอย่างอื่นว่าเป็นของเราก็ยังต้องทิ้งอยู่ เน่าเปื่อย กระดุกกระดิกเคลื่อนไหวไม่ได้ ลืมตาก็ไม่ได้ถ้าปราศจากจิต รูปคือสภาพที่ไม่รู้อะไรเลยถึงจะมีจิตหรือไม่มีจิต ความจริงต้องเป็นความจริง คือรูปมีลักษณะแต่ละรูปต่างกันไป ซึ่งรูปทุกรูปไม่ใช่สภาพรู้ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย

    วันนี้ได้ยินหลายคำ ทีละคำ จิต เจตสิก รูป แม้แต่จิตคำเดียวก็มีความหมายหลายอย่าง เช่น ปัณฑระ ถ้ารู้จิตต้องรู้ว่า จิตไม่ใช่เจตสิก เพราะฉะนั้น ใครจะไปพูดถึงจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เข้าใจจิตหรือไม่ ขณะนั้นกำลังเข้าใจลักษณะของจิต หรือเพียงแต่คิดชื่อว่าจิตก็แสดงความต่างกันแล้ว

    ดังนั้น ความเป็นผู้ตรงสามารถที่จะฟังไตร่ตรองเข้าใจโดยปัญญาไม่ใช่เรา แล้วธรรมไม่ใช่สำหรับคิดเอง แต่ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ เพราะว่าแม้ขณะที่กำลังฟัง บางคนก็ถามแล้วว่าขณะนี้พิจารณาหรือไม่ ยังไม่ได้พูดถึงคำนี้เลย พูดถึง จิต เจตสิก รูป รูปไม่สามารถที่จะฟัง ไม่สามารถที่จะได้ยิน ไม่สามารถที่จะพิจารณา ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้

    เพราะฉะนั้น สภาพที่สามารถเข้าใจต้องเป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต จิตเป็นแต่เพียงสภาพรู้ และขณะที่ก่อนจะเข้าใจ หรือขณะที่ฟังเข้าใจขึ้นๆ ก็คือจิตและเจตสิก แล้วยังไม่รู้เจตสิกแต่ละหนึ่งเลยก็ถามหาแล้วว่ามีการพิจารณาหรือไม่ คิดเองทำไม คิดแล้วยุ่งและไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแต่ละหนึ่งของธรรม แต่เริ่มส่ายไปหาด้วยความต้องการ แม้ชื่อ แม้แต่คำว่า พิจารณาคืออะไร นี่เริ่มคิดเองแล้ว แต่ถ้าฟังต่อไปจะพ้นเจตสิกได้หรือไม่ เพราะเหตุว่าจิตเป็นแต่เพียงธาตุรู้ที่เกิดขึ้น เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่ปรากฏ และเจตสิกแต่ละหนึ่งก็ทำหน้าที่ของเจตสิกแต่ละหนึ่ง

    ฟังเท่านี้ เริ่มถามอีกแล้วว่าเจตสิกอะไร คิดเอง เก่งมากเลย จะรู้ชื่อต่างๆ ไปทำไม สามารถจะรู้จักสภาพธรรมนั้นหรือ หรือว่าเพียงแต่ได้ยินชื่อ นี่คือการที่ทำให้แต่ละคนได้รับประโยชน์น้อยจากการฟังแล้วคิดเอง แต่ถ้าฟังแล้วฟังอีกโดยเข้าใจแต่ละคำ ซึ่งพระมหากรุณาทรงแสดงความต่างแม้สภาพของจิตขณะนี้โดยคำว่าอุปปัตติ และนิพพัตติ ๒ คำ แต่ความหมายก็มากแล้ว ไม่ต้องไปอยากรู้คำที่เพียงได้ยินแผ่วๆ แว่วๆ แล้วอยากรู้ว่าคืออะไร แต่ความเข้าใจต้องตามลำดับจริงๆ และเป็นผู้ที่อดทน บารมีหนึ่งที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงได้คือความอดทน เพราะรู้ว่ายากที่จะรู้ได้

    ถ้าใครบอกว่าพระธรรมรู้ง่ายนั้นคัดค้านพระไตรปิฎก ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้คำว่าตรัสรู้คืออะไร และพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ คืออะไร เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นสาวกฟังพระธรรมด้วยความเคารพเพื่อเข้าใจ เพราะว่าสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังทั้งหมดมากมายแต่ไม่เข้าใจจริงๆ แม้เพียงคำที่ได้ยิน เวลาจากโลกนี้ไปก็เป็นแต่เพียงชื่อในภาษาหนึ่ง ซึ่งเราใช้ภาษานี้ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะเราอาจจะเคยพูดภาษาอื่นมาแล้วทั้งนั้นเลย ภาษามคธี ภาษาอะไรก็แล้วแต่ จำได้หรือไม่

    ใครพูดภาษามคธี ภาษาบาลี ภาษามคธ ได้บ้าง ใครเคยเกิดเป็นอะไร จำได้หรือไม่ ลองพูดมา ก็พูดได้แต่เฉพาะคำที่ได้ยินตั้งแต่เกิด คุ้นเคยตั้งแต่เกิด เริ่มฟังเริ่มจำเสียงสูงๆ ต่ำๆ พร้อมทั้งความหมายและพูดได้แต่เฉพาะภาษานั้น เพราะฉะนั้น ถ้าได้ฟังคำในภาษาใดแต่ไม่เข้าใจสภาพธรรมก็เป็นโมฆะไปทั้งหมด

    ผู้ฟัง จิตเกิดดับเร็วมาก ซึ่งก่อให้เกิดความมืดปรากฏกับเราอยู่ตลอดเวลาเลย คือ ความไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ความมืด คือความไม่รู้ เดี๋ยวนี้รู้หรือไม่ ขณะใดที่รู้ขณะนั้นไม่มืด แต่ว่าจะสว่างเพียงใด ขณะใดที่ไม่รู้เลยขณะนั้นมืดเพราะอวิชชา แม้มีสิ่งที่กำลังปรากฏก็ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ในขณะที่เห็นว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ลืมเมื่อใดคือไม่ได้สะสมความเข้าใจธรรมสำหรับชาติต่อๆ ไปที่จะเริ่มคลายเพราะเข้าใจความจริงว่า ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามซึ่งดูเป็นที่พอใจอย่างยิ่งในขณะที่เห็น เพียงปรากฏให้เห็นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก

    ถ้าพระโพธิสัตว์ไม่มีความเข้าใจอย่างนี้มาทีละเล็กทีละน้อยในแต่ละพระชาติ ไม่สามารถที่จะสละความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่ปรากฏขณะนี้เพียงหลับตา จะติดข้องในอะไร มีใครหรือไม่ ดังนั้นที่ว่าเป็นคนนั้นคนนี้ เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะเห็นบ่อยๆ และจำได้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เด็กแรกเกิดไม่มีทางที่จะรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้เป็นอะไรแต่มีความติดข้องแล้ว เพราะเหตุว่าใครก็ตามที่เกิดก็เพราะยังมีความไม่รู้ เกิดมาก็ไม่รู้ ไม่ว่าจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร แล้วก็ไม่รู้สะสมเพิ่มขึ้นอีกพร้อมกับกิเลสที่เพิ่มขึ้นอีกมากมาย กิเลสเป็นความไม่รู้จึงมืด

    เพราะฉะนั้น ขณะที่รู้ความจริงแม้ในความมืดสนิท จิตเกิด จิตสว่างไม่ได้เพราะขณะนั้นไม่เห็น ธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ในความมืด ปัญญาสามารถรู้ว่านี่คือธาตุที่ไม่ใช่เรา เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ขณะนั้นก็สว่างด้วยปัญญา ปัญญาเกิดเมื่อใดก็มีความรู้ความเข้าใจถูกทีละเล็กทีละน้อย แต่ถ้าที่นี่ดูสว่าง หรือว่าพระอาทิตย์เกิดถูกเบียดเบียน ราหู เมฆบัง หรืออย่างไรก็ตามแต่ที่แสงสว่างไม่ปรากฏ คิดว่าขณะนั้นมืด แต่มืดยิ่งกว่านั้นคืออวิชชา ความไม่รู้ เพราะว่าขณะนั้นมืดเพราะไม่เห็นสิ่งที่อาศัยตา แต่ว่าตามความเป็นจริงถ้าสามารถจะรู้ได้ว่าขณะนั้นเป็นอะไรก็ไม่มืด

    ผู้ฟัง แต่ว่าในขณะที่เรารู้ขณะนั้นว่าไม่เป็นอกุศล แล้วเป็นสภาพธรรมที่มีจริงก็ไม่ได้สว่างมาก

    ท่านอาจารย์ จะกล่าวถึงสว่างอะไร อย่างเมื่อสักครู่นี้กล่าวถึงจิต ธาตุรู้ในความมืดสนิท มีธาตุรู้เกิดขึ้น สว่างหรือไม่

    ผู้ฟัง สว่าง

    ท่านอาจารย์ สว่างตอนไหน สามารถรู้แม้ในความมืด สว่างยิ่งกว่าเดี๋ยวนี้ ใช่หรือไม่ เพราะเดี๋ยวนี้ต้องอาศัยแสงจึงเห็นสิ่งต่างๆ แต่ในขณะนั้นไม่ต้องมีอะไรเลย มืดสนิท แต่ปัญญาก็ยังสามารถรู้ความจริงได้ เพราะฉะนั้น ขณะใดที่ไม่รู้ขณะนั้นมืด

    ผู้ฟัง เหมือนกับว่า สว่างในขั้นแค่พูดคุย

    ท่านอาจารย์ เป็นเพียงขั้นฟัง ฟังเรื่องราว ซึ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามลำดับไม่ว่าวิชาการใดๆ ทั้งสิ้น ต้องเข้าใจตั้งแต่ขั้นต้นค่อยๆ เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น จากการได้ยินได้ฟังคือ เข้าใจขั้นฟัง แต่ขณะนี้เห็นเกิดดับจริงๆ สว่างพอหรือไม่ที่จะรู้ว่า เห็นขณะนี้เกิดขึ้นและดับไป

    ผู้ฟัง ไม่พอ

    ท่านอาจารย์ ไม่พอ เพราะฉะนั้นเป็นขั้นฟัง ภาษาบาลีใช้คำว่า ปริยัติ หมายความถึง ความรอบรู้ในพุทธพจน์ ไม่ใช่ในภาษาบาลี ที่สามารถที่จะพูดแปลรู้ว่าคำนั้นมาจากไหน แต่เข้าใจสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่ขั้นเล็กๆ น้อยๆ เเต่รอบรู้ เดี๋ยวนี้จริงหรือไม่ จิตมี คุณค่าที่ประเสริฐสุดที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบให้กับโลกนี้ คือ พระธรรมคำสอน สำหรับอะไร เพื่อผู้ที่ได้ศึกษาเข้าใจ ไม่ใช่คนอื่นไปเข้าใจ หรือไปทำอะไรได้เลย ไม่ใช่ไปบอกให้คนนั้นทำอย่างนี้ คนนี้ทำอย่างนั้น แต่ต้องเป็นความรู้ความเข้าใจของตนเอง

    ดังนั้นได้รับมรดกหรือสมบัติที่มีค่านี้เพียงใด นอกจากความมั่นคงซึ่งต้องเป็นบารมี ความอดทนที่รู้ว่ายากอย่างนี้เอง มีผู้ที่ได้รู้แล้วมากด้วย ก่อนที่ท่านจะรู้ได้ท่านก็เป็นอย่างนี้เอง แต่ว่าสะสมความเห็นถูกและคุณความดีต่างๆ เมื่อถึงเวลาที่จะละความติดข้องได้จริงๆ ขณะนั้นก็รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ต้องรู้ว่าพระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อละเพราะรู้ แต่ถ้าไม่รู้ละไม่ได้ ในขณะที่กำลังรู้นั่นเองเริ่มละความไม่รู้ในขณะที่ติดข้องเพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้น ถ้ารู้เพิ่มขึ้นก็ละความติดข้องเพราะความไม่รู้ตามกำลังของปัญญาแต่ละขั้น

    อ.อรรณพ ท่านอาจารย์กล่าวถึง ปัณฑระ คือเป็นลักษณะของจิตที่ผ่องแผ้ว ถ้าผู้ที่เริ่มต้นอาจจะได้ยิน อย่างเช่นโอวาทปาติโมกข์ว่า กระทำจิตให้ผ่องแผ้ว แสดงว่า จิตต้องไม่ผ่องแผ้ว ถึงต้องไปบำเพ็ญเพียรให้จิตผ่องแผ้ว กับความหมายของปัณฑระ

    ท่านอาจารย์ ผู้นั้นรู้จักจิตหรือไม่

    อ.อรรณพ ต้องไม่รู้จัก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จะว่าจิตผ่องแผ้ว หรือว่าจิตไม่ผ่องแผ้ว ได้หรือไม่ ในเมื่อไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นจึงศึกษาธรรม ไม่ลืมเลยว่าพระธรรมสำหรับศึกษาโดยละเอียด โดยรอบคอบ โดยเคารพ ไม่ใช่พระธรรมเพียงอ่านแล้วก็เข้าใจได้ นั่นคือไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย คิดว่าอ่านหนังสืออื่นยังอ่านได้ ทำไมจะอ่านพระธรรมแล้วไม่เข้าใจ ก็ผิดแล้วเพราะว่าใครเป็นผู้แสดงพระธรรม

    อ.อรรณพ ตรงนี้ถ้าผิวเผิน ถ้าไม่เข้าใจ เราก็นึกว่าเป็นชาวพุทธแล้วได้ฟังโอวาทปาติโมกข์ คือ ละอกุศล เจริญกุศลให้ถึงพร้อมแล้วทำจิตให้ผ่องแผ้ว ทั้งมีตัวเราซึ่งเป็นความเป็นตัวตนแล้วยังคิดว่า จิตไม่ผ่องแผ้ว ตัวจิตเองไม่ผ่องแผ้วอีกเพราะไม่เข้าใจจริงๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะไม่ศึกษาพระธรรม

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    25 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ