ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๒๓
สนทนาธรรม ที่ ศูนย์ปฏิบัติการการบินไทย
วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ แต่ว่ายิ่งฟังก็ยิ่งเข้าใจความจริงว่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้หรือไม่ ถ้าไม่พูดถึงเรื่องสิ่งที่มีจริง คนนั้นไม่ใช่คนที่ได้ศึกษาธรรมเพราะเหตุว่าเป็นการคิดเองก็ได้ ต่างคนต่างคิดกันไป แต่ใครที่สามารถที่จะพูดเรื่องสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจละเอียดขึ้น เช่น เห็นมีจริงๆ เห็นต้องเกิดขึ้นแล้วเห็นก็ดับไป ตรงกับที่ได้ยินได้ฟัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งแต่ละคำสอดคล้องกัน ถ้าไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้แล้วอะไรเป็นทุกข์ อะไรไม่เที่ยง อนิจจัง และอะไรไม่ใช่ตัวตน
เพราะฉะนั้น เวลาฟังก็ต้องหมายความว่า มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เข้าใจขึ้น อย่างเช่นคำว่า อนิจจัง ถ้วยแก้วแตก อนิจจัง เกิดแล้วตาย อนิจจัง จากวันดีคืนดีกลายเป็นป่วยไข้ อนิจจัง เท่านั้นไม่พอเลย ไม่ได้รู้อะไรว่าที่ว่าเป็นคน หรือว่าไม่เที่ยงคือไม่เที่ยงอย่างไร แต่เดี๋ยวนี้เห็นไม่ใช่ได้ยินแน่ๆ และอีกอย่างหนึ่งก็คืออะไรเห็น เราเห็นหรือ หรือว่าเป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งเกิดขึ้น
จะเห็นได้ว่าถ้าเราได้ฟังแล้วเราคิดว่า เป็นเรื่องจริงซึ่งเราไม่เคยรู้ กับการพูดเรื่องอื่น เช่น ให้ละกิเลส จะละอย่างไร และกิเลสคืออะไร ในเมื่อยังไม่มีความรู้เลยสักอย่างหนึ่ง แต่ว่าให้ทำบ้าง บอกให้เชื่อบ้าง ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ที่จะพิจารณาไตร่ตรอง ไม่ใช่ว่าได้ยินได้ฟังแล้วต้องเชื่อ เพียงแต่ว่าคำนั้นจริงหรือไม่ เมื่อเป็นวาจาสัจจะ คำจริงจะนำไปสู่ญาณสัจจะ
ญาณ คือ ปัญญาที่รู้ความจริงจะนำไปสู่มรรคสัจจะ ซึ่งเป็นหนทางที่จะทำให้รู้ความจริงด้วย ไม่ใช่ว่าทรงแสดงธรรมแล้วไม่ทรงแสดงหนทางว่า ทำอย่างไรถึงจะประจักษ์อย่างที่พระองค์ได้ทรงประจักษ์แจ้ง คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้แต่คำว่าทุกข์เราก็ไปคิดว่า วันนี้ทุกข์มาก อาจจะเหนื่อย หิว เป็นไข้ หรืออะไรต่างๆ แต่นั่นไม่ใช่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นลักษณะของสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องดับไป สิ่งที่เกิดแล้วดับและไม่กลับมาอีก ควรจะเป็นที่ยินดีหรือ
มี ๒ คำที่ตรงกันข้ามกัน สุขกับทุกข์ อะไรที่เป็นสุขทุกคนชอบ ติดข้องอยากให้มีบ่อยๆ เกิดมาก็แสวงหาความสุข สุขแค่นี้ก็ไม่พอ สุขอย่างนี้ก็ไม่พอ ขอให้มีสิ่งอื่นใหม่ๆ เป็นสุขใหม่ๆ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น สุขกับทุกข์ตรงกันข้ามในความหมายที่ว่า สิ่งใดก็ตามซึ่งเกิดแล้วดับไปเป็นสุขจริงๆ หรือไม่ เพราะว่าชั่วคราวมากเลย
เพราะฉะนั้น ทุกข์ ที่นี่หมายความว่าสิ่งนั้นไม่ควรยินดี ซึ่งสุขเป็นสิ่งที่ควรติดข้องยินดี แต่สิ่งใดที่เป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ควรที่จะยินดีติดข้องแน่นอน เพราะเหตุว่าถ้าผู้มีปัญญาจริงๆ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏเพียงชั่วคราวแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก ถ้าติดเป็นอย่างไร ไม่มีทางที่จะได้สิ่งนั้นคืนมาเลยสักอย่างเดียว เพียงปรากฏแล้วก็หมดไป ซึ่งเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย
ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันนี้ มีอะไรที่เมื่อวานนี้ยังเหลืออยู่ ตั้งแต่เด็กก็ไม่เหลือ แต่ละวัน แต่ละขณะก็ผ่านไป ทรัพย์สมบัติมากมายถึงเวลาก็ต้องจากไป ไม่มีใครที่จะไม่จากเลย เพราะฉะนั้น จากขณะนั้นกับจากขณะนี้ไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่ว่าการเกิดดับสืบต่อขณะนี้ปิดบังไว้ เหมือนกับว่าสิ่งนั้นยังมีอยู่ ยังไม่จากไป ยังไม่หมดไป แต่ความจริงคือไม่มีอะไรเหลือเลย ถึงจะเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใครจะกล่าวคำนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่ประจักษ์ความจริง ตรัสรู้อริยสัจจธรรมแล้วดับความไม่รู้ เพราะว่าเห็นจริงๆ ว่าสภาพธรรมนี้เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น
ดังนั้นการฟังจะฟังอะไรก็ได้ แต่ฟังแล้วเป็นคนที่มีเหตุมีผล และรู้ว่าสิ่งนั้นพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ หรือไม่ หรือว่าไม่ได้มีความเข้าใจของเราเลย คงไม่ลืมพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ
พุทธรัตนะมีหนึ่งเดียว คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกัน ๒ พระองค์ได้เลย ไม่มีผู้ใดที่จะมีปัญญาเสมอกัน เป็นผู้หาที่เปรียบไม่ได้ ต้องมีเพียงพระองค์เดียว เพราะฉะนั้น จากการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมให้คนอื่นได้มีความรู้ของตัวเอง เพื่อที่จะได้ละกิเลสความไม่รู้ของตัวเอง จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้ ถ้าไม่มีการทรงแสดงพระธรรม จะไม่มีหนทางเลยที่ใครจะพ้นจากกิเลสหรือว่าดับกิเลสได้
ด้วยเหตุนี้ พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นที่พึ่งให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ให้เห็นโทษของสิ่งที่เป็นอกุศลซึ่งไม่ดี ไม่มีประโยชน์เลย จนสามารถที่จะดับกิเลสได้ พระธรรมที่ทรงแสดงนั้นจึงเป็นรัตนะ เป็นสิ่งที่สามารถจะประพฤติปฏิบัติตาม เป็นที่พึ่งได้ คนที่มีกิเลสมากๆ ยังอยากมีกิเลสต่อไปหรือไม่ หรือเริ่มเห็นโทษแต่ยังไม่รู้หนทางว่าทำอย่างไรกิเลสจะหมดได้ เมื่อมีหนทางก็รู้ว่าหนทางนั้นเป็นรัตนะ เป็นธรรมที่ทำให้ปัญญาค่อยๆ เจริญขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะละคลายความไม่รู้ จนสามารถที่จะดับการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่เกิดอีกเลย จึงจะสามารถดับกิเลสอื่นๆ ต่อไปได้
เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นธรรมรัตนะ เพื่อให้ผู้ที่ได้เข้าใจประพฤติตาม การที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมไม่ใช่เพียงให้ฟัง แต่ให้เกิดปัญญาของตัวเอง จะขอปัญญาของคนอื่นมาเป็นปัญญาของเราได้หรือไม่ ขอยืมมาสักหน่อยก็ไม่ได้ แต่ว่าปัญญาเป็นสิ่งซึ่งเมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้นจากการฟังโดยแยบคาย โดยพิจารณาในเหตุผล โดยความถูกต้อง จนกระทั่งได้ประพฤติปฏิบัติตาม จึงมีสังฆรัตนะ ผู้ที่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระอริยสงฆ์ จะไม่ถูกหลอกด้วยความไม่รู้ ด้วยความติดข้อง แต่เป็นผู้ที่สามารถจะรู้ได้ว่าคำไหนเป็นคำจริง ผู้ใดกล่าวคำจริง ผู้ใดศึกษาพระธรรมจริงๆ และเข้าใจจริงๆ ก็มีตนเองเป็นที่พึ่ง ได้ยินได้ฟังอะไรแล้วพิจารณาไตร่ตรองถึงประโยชน์จริงๆ ว่าเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงหรือไม่ ไม่ใช่ต้องเชื่อ
ผู้ฟัง แต่ละปีจะมีเพื่อนๆ ที่หาโอกาสไปปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆ ในการปฏิบัติอย่างนั้นควรที่จะต้องศึกษา เพื่อให้เข้าใจในแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง ที่เขาจะไปทำด้วยหรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ลืมว่าพระพุทธศาสนาคืออะไร ศาสนาเป็นคำสอน พุทธะคือผู้ที่ทรงตรัสรู้ สอนอะไร เพื่ออะไร สอนให้คนอื่นฟังแล้วรู้ตาม ไม่ใช่คิดเอง เพราะฉะนั้น แต่ละคำต้องศึกษา แต่ว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษาเลย ไม่มีความรู้เลยว่า ปฏิบัติคืออะไร แล้วรู้อะไร แม้แต่คำว่าปฏิบัติธรรม ได้ยินบ่อยใช่หรือไม่ ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายภาษาบาลี เพราะว่าคำนี้มาจากภาษาบาลี
อ.คำปั่น คำว่า ปฏิปัตติธรรม หรือปฏิบัติธรรม เป็นคำภาษาบาลี มาจากคำว่า ปฏิ แปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง ปฏิปัตติ จึงหมายถึง การถึงเฉพาะ แล้วอะไรที่ถึงเฉพาะ และถึงเฉพาะซึ่งอะไร เพราะฉะนั้น จะต้องมีความเข้าใจตั้งแต่เบื้องต้นว่า สิ่งที่ควรรู้ ควรศึกษาให้เข้าใจนั้นคือ สิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ จนกว่าจะมีปัญญา มีความรู้ความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมจะทำให้มีการถึงเฉพาะ คือ รู้เฉพาะซึ่งธรรมนั้นๆ ที่กำลังมี กำลังปรากฏตามความเป็นจริง โดยเป็นธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของธรรม ไม่ใช่มีตัวตนที่ไปทำปฏิบัติ แต่ว่าเป็นความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรมเมื่อเหตุปัจจัยพร้อมคือ เมื่อมีความรู้ความเข้าใจจากการฟังเริ่มมั่นคงขึ้น
ท่านอาจารย์ น่าสนทนาธรรมให้เข้าใจจริงๆ ว่า คำที่ได้ยินได้ฟัง อย่างเช่นคำว่า ปฏิบัติธรรม คืออะไรก่อน ตอนนี้รู้แล้วว่าธรรมคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง เห็นมีจริง ได้ยินมีจริง ซึ่งทุกวันตั้งเเต่เกิดมาตลอดจนตายก็คือ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง คิดนึกบ้าง สุขทุกข์ อะไรทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เพราะว่าถ้าไม่รู้ธรรมที่มีจริงที่กำลังปรากฏ แล้วจะไปรู้อะไร ลองคิดดู จะมีอะไรที่จะให้รู้
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของทุกขณะอย่างละเอียดยิ่ง และคำสอนของพระผู้มีพระภาคก็ต้องตามลำดับขั้น ตั้งแต่การทรงบำเพ็ญพระบารมีมา ต้องมีการฟังผู้ที่ตรัสรู้คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ซึ่งมีมาก หลังจากที่สุเมธดาบสได้รับคำพยากรณ์จากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร ท่านได้เฝ้า ได้ฟังธรรมจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ กว่าจะถึงกาลที่จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดังนั้นจะเห็นได้จริงๆ ว่า การที่จะรู้หรือเข้าใจสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ยากหรือไม่ เร็วหรือไม่ที่จะรู้ว่าเห็นขณะนี้เกิดแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก ได้ยินเสียง เสียงก็ไม่ใช่เสียงเก่า แต่ละเสียงมีจริงๆ ได้ยินเสียงหนึ่งก็ดับไป ทั้งเสียง ทั้งได้ยิน ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น ปฏิปัตติธรรมต้องมาจากปริยัติ โดยจะมีความรู้ ๓ ขั้น คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ถ้าไปตามวัดก็จะเห็นตึกที่มีชื่อว่า ตึกปริยัติธรรม แต่ว่าเข้าใจความหมายของปริยัติว่าอย่างไร ถ้าฟังเรื่องอื่นก็ไม่ใช่พระพุทธพจน์และไม่ใช่ปริยัติ
ผู้ที่ศึกษาภาษาบาลีเหมือนคนที่พูดภาษาอังกฤษ ศึกษาภาษาหนึ่งภาษาใดแต่จะเข้าใจอรรถเนื้อความของสิ่งที่มีที่ตรัสในภาษาบาลีหรือไม่ อย่างเช่นใช้คำว่า จักขุวิญญาณ หมายความถึงเห็นเดี๋ยวนี้ จักขุแปลว่าตา วิญญาณแปลว่ารู้ เพราะฉะนั้น สภาพรู้ที่อาศัยตาเกิดขึ้นเห็นเดี๋ยวนี้เองเป็นจักขุวิญญาณ เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง เกิดแล้วดับ นี่คือความรู้ขั้นปริยัติเพียงคำเดียว แต่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษาสำหรับเพื่อที่จะให้เข้าใจไม่ใช่เพียงอย่างเดียว แต่ทุกอย่างซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็ได้ฟังอย่างละเอียด จนกระทั่งมีความเข้าใจที่ใช้คำว่า รอบรู้ในปริยัติ คือมีความมั่นใจ มั่นคงว่า พระธรรมที่ทรงแสดงตรัสรู้ความจริง เพื่อที่จะให้คนอื่นได้รู้ตามในสิ่งที่มีจริงๆ จนกระทั่งไม่ไปไหนเพราะว่าเดี๋ยวนี้ก็มีเห็น
ในครั้งพุทธกาล คนที่ได้ฟังพระธรรมสามารถที่จะรู้ความจริง และเป็นพระโสดาบันในขณะที่กำลังฟังนั่นเอง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี หรือท่านพระสารีบุตร ไม่ต้องไปไหน เพราะขณะต่อไปยังไม่เกิดขึ้น ขณะที่ผ่านไปแล้วก็ไม่สามารถที่จะให้ความจริงได้ เฉพาะสิ่งที่กำลังมีขณะนี้เท่านั้นที่สามารถที่จะรู้ความจริงว่า เกิดแล้วก็ดับ
เพราะฉะนั้น ปฏิบัตติไม่ใช่ความรู้ขั้นปริยัติ ขั้นปริยัติต้องเข้าใจอย่างละเอียดยิ่ง จึงจะเป็นปัจจัยทำให้สามารถมีปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ฟังเรื่องของสิ่งที่มีจริงขณะนี้ เช่น เห็น ได้ยิน แต่กำลังรู้เฉพาะลักษณะที่เกิดและดับ จึงชื่อว่า ปฏิปัตติ ปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง
ขณะนี้มีเห็น ปัญญาและสติสัมปชัญญะสามารถถึงเฉพาะลักษณะเห็นเท่านั้น ไม่ใช่ลักษณะอื่น ทีละหนึ่ง จึงสามารถที่จะรู้จริงๆ ได้ว่าสิ่งนี้เกิดและดับ นี่คือปฏิปัตติ ขณะใดที่ยังไม่ประจักษ์อย่างนี้ก็เป็นการอบรม ที่มีข้อความมากในพระไตรปิฎกเรื่องสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่จะได้ยินได้ฟังเพื่อที่จะรู้ความจริงคือ การเกิดดับในขณะนี้ ขณะใดที่ประจักษ์ความจริง ไม่มีเราเลย แต่ว่าความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า ปัญญาหรือญาณ กำลังแทงตลอดสภาพธรรมที่แม้เกิดดับอย่างเร็ว ปัญญาก็รู้ได้ตามความเป็นจริง นั่นคือปฏิเวธ
ดังนั้น ถ้าไม่มีปริยัติ ไม่มีปฏิบัติ ไม่มีปฏิเวธ คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็อันตรธาน แต่เพราะเหตุว่ายังมีพระไตรปิฎก มีการศึกษาการไตร่ตรอง การเข้าใจค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปด้วยความมั่นคง ทำให้สติสัมปชัญญะสามารถที่จะเกิดขึ้น ที่ใช้คำว่า ปฏิปัตติ ไม่ใช่เรา ต้องไม่ลืมว่าทุกคำต้องสอดคล้องกันตั้งแต่ต้น ตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้าย อนัตตา ลืมไม่ได้เลย ปัญญาไม่ใช่เรา สติไม่ใช่เรา ทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งเกิดเมื่อมีปัจจัยแล้วดับไป
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมจะปฏิบัติได้อย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่คือไม่ได้เข้าใจอะไรเลย แต่ถูกชวนไปปฏิบัติก็ไป แต่ว่าความรู้อะไร ปฏิบัติอะไร และเข้าใจอะไร ไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าคนนั้นไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ แม้ในขั้นการฟังก็ต้องมีก่อน
ผู้ฟัง อย่างที่ไปมาจะเห็นว่าบางที่ให้ปิดวาจา การปิดวาจานี้มีประโยชน์หรืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าปิดวาจาเป็นหนทาง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องไม่ทรงแสดงพระธรรม เพราะปิดไม่พูด แล้วจะทรงแสดงพระธรรมได้อย่างไร
ผู้ฟัง การที่นั่งสมาธิบ้าง เดินจงกรมบ้าง เป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ เป็นชื่อ นั่งสมาธิ สมาธิคืออะไร ตอบไม่ได้ ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงกรม มาจากภาษาบาลีว่า จังกัมมะ การก้าวไปตามลำดับ คือการเดิน มีคนที่นั่งแล้วไม่เดินเลยหรือไม่ ก็ต้องเดินเพราะเหตุใด เพราะว่านั่งต่อไปไม่ได้ ให้นั่งทั้งวันทั้งคืนได้อย่างไร ต้องมีการพักผ่อนเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ มีการเคลื่อนไหว จะทำกิจการงานใดๆ ก็ต้องมีการเดิน แต่ว่าเดินด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยปัญญาที่สามารถเข้าใจธรรม คือ สิ่งที่มีจริงในขณะนั้น เพราะว่าคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องไม่ลืม พุทธะ คือ ความรู้ ปัญญา
ถ้าเป็นคำสอนที่ไม่ใช่ปัญญา จะไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเมื่อมีปัญญาแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะติดข้องต้องการ เพราะเหตุว่าเป็นเรื่องละความไม่รู้ เมื่อละความไม่รู้ จึงรู้ว่าสิ่งนั้นๆ ไม่ควรติดข้อง
ดังนั้นถ้าไม่ได้มีการศึกษาพระธรรม พระศาสนาอันตรธานจากความเข้าใจ เพราะคิดกันเองหมด
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นการที่เราไปนั่ง ไปยืน ไปเดิน ก็ด้วยความเป็นเรา ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ก็นั่งแล้ว จะต้องไปนั่งอะไร นั่งขณะนี้ก่อนฟังธรรมไม่ได้เข้าใจ แต่ว่าขณะที่นั่งแล้วได้ยินได้ฟังเข้าใจขึ้น ซึ่งยังไม่ถึงปฏิปัตติ เพียงแต่เริ่มจะเป็นปริยัติเท่านั้นเอง
ผู้ฟัง ขณะที่เรากำลังทำหน้าที่เพื่อเตรียมบริการผู้โดยสารอยู่ เช่นกำลังจัดอาหาร พอจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะปฏิบัติแล้วบรรลุถึงธรรมอันวิเศษนั้น
ท่านอาจารย์ ทุกอย่างเป็นธรรม ลืมไม่ได้เลยสักคำ ธรรมต้องสอดคล้องกันตามลำดับ ตั้งแต่คำต้นจนถึงต่อๆ ไป เดี๋ยวนี้เป็นธรรมหรือไม่ เป็นหรือไม่ กำลังเขียนหนังสือจดอะไรกัน เป็นธรรมหรือไม่ กำลังหยิบอาหารใส่จาน เป็นธรรมหรือไม่ ขณะไหนที่ไม่ใช่ธรรม ไม่มี เพราะฉะนั้น ถ้าปัญญาสามารถที่จะรู้ก็คือรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ว่าในขณะไหน เพราะว่าเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้เลย เอื้อมมือไปก็ต้องมีธรรมที่สามารถทำให้กายเคลื่อนไหวไปได้ คนตายเอื้อมมือไม่ได้ คนตายหยิบอาหารใส่จานไม่ได้ แล้วอะไรที่เป็นปัจจัยทำให้มือเคลื่อนไป ได้ทรงแสดงไว้ทั้งหมดตามความเป็นจริง
ผู้ฟัง หากเราเริ่มจากธาตุวิญญาณ ธาตุวิญญาณนี้จะสัมพันธ์กับธาตุที่เหลือทั้ง ๕ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศ อย่างไร
ท่านอาจารย์ ไม่ว่าใครทั้งนั้น ทั้งอดีตในสมัยพุทธกาลก่อนการตรัสรู้และถึงยุคไหนๆ ก็ตาม ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมเลยไม่สามารถจะเข้าใจโลก หรือสิ่งที่มีจริงได้เลย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ศึกษาเชี่ยวชาญทางด้านใดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาไม่ต้องอาศัยศาสตร์อื่นเลย แต่เป็นศาสตร์ที่บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเชี่ยวชาญในทางวิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือใดๆ ก็ตาม เมื่อศึกษาพระธรรมแล้วทุกคนทั้งหมดเลยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีอะไรยากเท่านี้ ไม่ว่าจะเรียนมาสักเท่าไร เก่งสักเท่าไร จะไปนอกโลก สร้างอะไรๆ ขึ้นมาก็ยังเป็นผู้มีกิเลส
แสดงให้เห็นว่า ถ้าจะเข้าใจจริงๆ ที่จะค่อยๆ ละกิเลสคือความไม่รู้ไป ต้องเป็นผู้ที่ศึกษาจริงๆ เพราะฉะนั้น คงจะทราบว่าถึงอย่างไรเราก็ต้องศึกษาพระธรรมเพื่อเข้าใจจริงๆ เป็นปัญญาของเราเองจริงๆ พึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ เพื่อให้เกิดปัญญาของตนเอง
การศึกษาธรรมจะเข้าใจจริงๆ ต่อเมื่อศึกษาทีละคำ ถ้าไม่ใช่ทีละคำไม่มีทางเลย เช่นคำว่า ร่างกาย คำเดียว ขณะนี้ทุกคนมี ที่เราเข้าใจว่าเป็นร่างกาย และความจริงของร่างกายที่ทุกคนพิสูจน์ได้คืออะไร ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ตรงนี้แล้วพูดถึงร่างกายโดยศาสตร์ต่างๆ โดยวิชาต่างๆ แต่รู้จริงๆ หรือไม่ว่า ที่กำลังเข้าใจว่านั่งอยู่เดี๋ยวนี้คืออะไร และมีจริงๆ หรือไม่
ถ้าพูดถึงธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่ว่าจะในโลกนี้หรือว่าที่ไหนก็ตามในสากลจักรวาล สิ่งที่เกิดมีปรากฏจะมีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ อย่างคือ อย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น แข็ง แข็งเห็นอะไรหรือไม่ แข็งโกรธหรือไม่ แข็งเกิดเป็นแข็ง จะเป็นอื่นไม่ได้เลย เป็นได้อย่างเดียวคือแข็ง กลิ่น เกิดแล้วเป็นกลิ่น ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่โกรธ เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งก็ต่างกัน คืออย่างหนึ่ง สิ่งที่เกิดไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ภาษาบาลีใช้คำว่า รู-ปะ หรือรูปธรรม คือ สิ่งที่มีจริงนั้นเอง ไม่ใช่ไม่มี แต่สิ่งนั้นไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มี มีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่มีแต่รูปธรรม แต่มีธาตุรู้เกิดขึ้นด้วย
ถ้าไม่มีธาตุรู้ อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ ไม่มีเห็นแล้วจะมีอะไรให้เห็น ไม่มีได้ยิน เสียงจะปรากฏหรือไม่ ถ้าไม่มีได้กลิ่นก็ไม่มีการรู้ว่ามีกลิ่น เพราะฉะนั้น ธาตุรู้ไม่ใช่รูปธาตุ แต่เป็นธาตุซึ่งใครก็ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ เกิดแล้วเดี๋ยวนี้ มีแล้วตามเหตุตามปัจจัยด้วย ทรงบัญญัติใช้คำเรียกธาตุที่เป็นสภาพรู้ซึ่งเกิดว่า นามธาตุ จะใช้คำว่า นามธรรม ก็ได้ คำว่า ธาตุ กับ ธรรม มีความหมายเดียวกัน แต่ว่าการแสดงพระธรรมหลากหลายโดยโวหารเทศนา เพื่อทรงแสดงว่าสิ่งที่มีจริงที่เป็นธรรม ความจริงไม่ใช่ใครเลยแต่เป็นธาตุ คือ ธา-ตุ แต่ละหนึ่งๆ เสียงเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ได้ยินไม่ใช่เสียง แต่ได้ยินมีจริงๆ เป็นธาตุอีกชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้นเลยในโลก อะไรๆ ก็ไม่มี
ดังนั้นที่ตัวซึ่งทุกคนเข้าใจว่าเป็นเรา จะต้องมีทั้งรูปธาตุและนามธาตุ เมื่อสิ้นชีวิตก็ไม่มีนามธาตุคือ จิต มีแต่รูปอย่างเดียวซึ่งทำอะไรไม่ได้เลย ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่คิดนึก ไม่โกรธ ไม่อะไรทั้งหมด เพราะว่ารูปธาตุไม่ใช่สภาพรู้ นี่คือสิ่งที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ไม่เปลี่ยนเลย เพราะฉะนั้น ที่ตัวของแต่ละคนที่ยังมีชีวิตอยู่มีทั้งรูปธาตุและนามธาตุ ทันทีที่เกิด
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
