ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
ตอนที่ ๑๘๓๓
สนทนาธรรม ที่ กองบิน ๔๑ จ.เชียงใหม่
วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ คือ อย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย กับอีกอย่างหนึ่งเกิดแล้วต้องรู้ เป็นธาตุรู้ เมื่อสักครู่นี้ที่เราพูดถึงแข็ง มีจริงๆ ใครก็ทำแข็งไม่ได้ เกิดเป็นแข็ง แต่แข็งไม่รู้อะไร แต่ถ้าไม่มีธาตุที่กำลังรู้แข็ง แข็งจะปรากฏไหม ก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นความยุ่งยากลำบากทั้งหมด สุขทุกข์ทั้งหลาย ก็มาจากธาตุรู้ ซึ่งถ้าไม่มีธาตุรู้ มีแต่เพียงธาตุซึ่งไม่รู้อะไร ก็ไม่เดือดร้อนอะไรเลย แต่ธรรมเป็นธรรม จะให้มีแต่ธาตุซึ่งไม่รู้อะไรไม่ได้ เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีแล้ว คือมีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีคิดนึก มีสุขมีทุกข์ ซึ่งเป็นธาตุรู้ทั้งหมด
เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องรู้จักธรรมจริงๆ แล้วก็รู้ความต่างของธรรม ซึ่งเป็นธาตุรู้กับไม่ใช่ธาตุรู้ แล้วพอบอกว่าเป็นธาตุรู้ ก็คือว่าธาตุแข็งยังเกิดขึ้นเป็นแข็งได้ ฉันใด ธาตุรู้ก็เกิดขึ้นต่างจากธาตุแข็ง คือเป็นธาตุรู้ ซึ่งมีจริงๆ และก็หลากหลายด้วย เพราะฉะนั้นการศึกษาก็คือว่า ธรรมที่ไม่รู้อะไรเลยทั้งหมดมี และก็หลากหลายมาก แต่ทั้งหมดก็เป็นธรรมที่ไม่รู้อะไร จึงทรงบัญญัติใช้คำว่า รูปธรรม ไม่ใช่เราไปคิดเอง อย่างภาษาสมัยใหม่ใช้คำแต่ว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง และสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งต่าง ไม่มีรูปใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่เกิดเมื่อไหร่ต้องรู้เมื่อนั้น อย่างเวลาโกรธต้องรู้ว่า มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งกำลังถูกโกรธใช่ไหม ไม่ใช่โกรธลอยๆ
เพราะฉะนั้นลักษณะของโกรธเป็นสภาพรู้ แต่เป็นสภาพรู้ที่ทำร้าย บุคคลใดก็ตามเมื่อโกรธเกิดขึ้น บุคคลนั้นเป็นผู้หยาบกระด้าง เปลี่ยนจากปกติ ปกติก็ธรรมดา แต่พอโกรธเกิดขึ้น ต่างแล้วจากปกติ เป็นสภาพที่ประทุษร้าย ทำร้าย และหยาบกระด้าง มีจริงๆ ไหม เป็นธรรมหรือเปล่า
ต่อไปนี้เริ่มรู้เริ่มเข้าใจธรรมว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรม เป็นธรรมที่เป็นรูปธรรม หรือนามธรรม เพราะว่าธรรมที่ไม่รู้อะไรเลย เกิดจริง มีจริง แต่ไม่รู้อะไรเป็น “รูปธรรม” แต่ธรรมอีกอย่างหนึ่งไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้วเป็นธาตุรู้ เกิดเมื่อไหร่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ก็หลากหลายมาก สภาพรู้ทั้งหมดเป็น “นามธรรม” เพราะฉะนั้นโกรธมีจริง เป็นธรรมหรือเปล่า เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม
ผู้ฟัง โกรธเป็นนามธรรม
ท่านอาจารย์ นามธรรม นี่คือเริ่มเข้าใจธรรม เคยเป็นเราโกรธ แต่พอฟังแล้วก็รู้ว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่ง เมื่อมีปัจจัยคือได้รู้ได้เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทางตาทางหูที่ไม่น่าพอใจ ขณะนั้นก็เป็นปัจจัยให้ขุ่นเคือง หงุดหงิด โกรธ รำคาญ ซึ่งก็เป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา เกิดเมื่อมีปัจจัย ถ้าตรงกันข้ามเห็นสิ่งที่น่าพอใจสวยๆ งามๆ เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย ขณะนั้นโกรธไหม ไม่พอใจไหม
ผู้ฟัง ชอบ
ท่านอาจารย์ ชอบ ตรงกันข้ามแล้ว เพราะฉะนั้น ชอบ ก็เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง เริ่มเข้าใจว่าทั้งหมดไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมที่เมื่อเกิดแล้วดับสืบต่อกัน รวมกัน จึงเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นเราหรือว่าเป็นของเรา แต่ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ต้องเข้าใจทีละหนึ่ง จึงจะเห็นความเป็นธรรมว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นเวลาที่ความพอใจ ติดข้อง ชอบ เพลิดเพลิน สนุกสนานเกิดขึ้น ขณะนั้นก็เป็นธรรม “ชอบ” เป็นรูปธรรมหรือเป็นนามธรรม
ผู้ฟัง เป็นนามธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นนามธรรม ตอนนี้ตอบได้ตามเหตุตามผล แต่เวลาที่สภาพธรรมนั้นเกิดจริงๆ ลืม ใช่ไหม เพราะฉะนั้นการฟังธรรมไม่ใช่ฟังครั้งเดียว ฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคงจริงๆ แล้วรู้ว่าเป็นธรรมแต่ละอย่าง นั่นคือได้เข้าใกล้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เริ่มเห็นพระปัญญาคุณของพระองค์ว่า จากการที่ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น และก็พูดตามๆ กัน แล้วก็ไม่ได้มีความเข้าใจเลย ไม่ใช่พระพุทธพจน์ แต่ว่าทุกคำที่จริง เป็นพระธรรมที่ทรงแสดง
เพราะฉะนั้นมีอะไรที่สงสัย มีคำไหนที่สงสัย พระปัญญาคุณที่ได้ทรงตรัสรู้ ก็สามารถที่จะให้ความเข้าใจในสิ่งนั้นได้ เพราะฉะนั้นสำหรับวันนี้ คงไม่ลืมธรรม ไม่ลืมว่าธรรมหลากหลายมาก แต่ถึงจะหลากหลายอย่างไร ก็ต่างกันเป็น ๒ ประเภท คือ ธรรมที่เป็นรูปธรรม และธรรมที่เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นขอถามอีกครั้งหนึ่ง ดอกไม้เป็นกุศลหรือเปล่า
ผู้ฟัง ดอกไม้ไม่รู้อะไรเลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นอัพยากตธรรม คำว่า อัพยากตะ หมายความว่า ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล คำใดที่ทรงแสดงแล้ว ตรัสแล้วจากการตรัสรู้ ไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้นความหมายของอัพยากตธรรม คือ ไม่ใช่กุศล และไม่ใช่อกุศล
ด้วยเหตุนี้ทรงจำแนกธรรมอีกนัยหนึ่ง เมื่อสักครู่นี้กล่าวถึงธรรม แล้วก็เป็นนามธรรมและรูปธรรม แต่ก็ทรงแสดงอีกนัยหนึ่งคือไม่ว่าจะเป็นธรรมใดๆ ก็ตามทั้งหมด ทั้งนามธรรมและรูปธรรม ก็ยังจำแนกออกเป็น กุสลา ธัมมา ธรรมฝ่ายดี อกุสลา ธัมมา ธรรมฝ่ายที่ไม่ดี และก็อัพยากตา ธัมมา ก็คือธรรมที่ไม่เป็นกุศลและไม่เป็นอกุศล ถ้ามีการฟังพิจารณาเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ สามารถที่จะเข้าใจพระธรรม ไม่สับสนและก็ไม่คิดเอง เสียงเป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นกุศลหรือเปล่า
ผู้ฟัง แล้วแต่เรื่องราว
ท่านอาจารย์ เสียง เสียง คือพูดถึงอะไร ต้องเป็นหนึ่ง จะไม่รวมอื่น
ผู้ฟัง ตัวเสียงไม่ทราบอะไรเลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเสียงเป็นกุศลหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นอัพยากตธรรม
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่กุศล เสียงจะเป็นกุศลได้อย่างไร จะไปให้ทาน รักษาศีล อะไรก็ไม่ได้ เพราะเป็นแค่เสียง เกิดขึ้นเป็นเสียงแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นความเข้าใจก็ชัดเจน แม้สิ่งที่มองไม่เห็น แต่ไม่รู้อะไรก็เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นเสียงไม่ใช่นามธรรม จึงเป็นกุศลไม่ได้ เป็นอกุศลไม่ได้ เมื่อไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล จึงเป็นอัพยากตะ
ผู้ฟัง เคยฟังว่าท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า เจริญกุศลทั้งปวง คือ กุศล หมายถึงว่าการทำความดีใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน เมื่อสักครู่นี้ เจริญกุศลทั้งปวง และกุศลเป็นความดี ใช่ไหม แล้วกุศลเป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ ต้องกลับไปหาธรรมคือ ไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง ฟังดูเหมือนง่าย เจริญกุศลทั้งปวง แต่เหมือนกับว่าเรายึดติดเป็นอัตตาหรือเปล่า แล้วเจริญทั้งปวงนี้ ทั้งปวงอย่างไร
ท่านอาจารย์ ทุกอย่างไม่เว้น นิดๆ หน่อยๆ ก็ได้ ไม่ต้องคอยมาก อย่างขณะนี้ ขณะนี้กุศลไม่ยากเลย ฟังธรรมให้เข้าใจ ไม่ลำบากใช่ไหม ไม่ต้องออกไปเหนื่อยยาก แบกหามอะไรเลยทั้งสิ้น ไม่ต้องหยิบปากกามาเขียนอะไร เพียงแค่ขณะนี้ได้ยินเสียงที่พูดถึงสิ่งที่มีจริงซึ่งเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเป็นกุศลที่เข้าใจ ไม่เข้าใจเป็นอกุศล เข้าใจผิดเป็นอกุศล แต่เข้าใจถูกเป็นกุศล ยากไหม ไม่ต้องทำอะไรเลย และก็เป็นกุศลที่ประเสริฐกว่ากุศลอื่น เพราะว่าเป็นปัญญา กุศลอื่นอย่างให้ทาน ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วยก็ได้ มีวัตถุจะให้ ก็ให้ แต่ว่ากุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ใช่กุศลขั้นที่ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย ไม่มีความเห็นถูกว่าเป็นธรรม แต่ว่ามีอโลภะ ความไม่ติดข้อง แล้วก็มีเมตตา มีกรุณาที่จะให้คนอื่นได้รับประโยชน์ ก็ให้ แต่ว่าไม่เข้าใจเลยว่าเป็นธรรม
เพราะฉะนั้นความต่างของพระพุทธศาสนาคือ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม กุศลหรืออกุศล ก็ทรงแสดงให้เข้าใจความจริงว่า เป็นธรรม ไม่ใช่เรา มิฉะนั้นก็จะมีการติดข้อง ในธรรมนั้นๆ ว่า เป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา หลุดพ้นไหม เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่า “หลุดพ้น” ต้องเข้าใจด้วย หลุดพ้นจากอะไร ไม่ใช่หลุดพ้นเฉยๆ แต่ไม่รู้ว่าอะไร แล้วก็เข้าใจว่าหลุดพ้น โดยไม่รู้ว่าไม่ได้หลุดเลย ไม่ได้พ้นเลย เพราะเพียงชั่วหนึ่งขณะที่เกิดเป็นจิตนี้แล้วดับ แล้วก็ไม่กลับมาอีก แต่ว่ามีปัจจัยที่จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดเป็นอีกจิตหนึ่ง ซึ่งก็ตามเหตุตามปัจจัยอีก เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้จิตเกิดดับนับไม่ถ้วน หลากหลายมาก เพราะฉะนั้นถ้าจะศึกษาเรื่องจิต ก็ต้องเข้าใจลักษณะของจิตก่อน ว่าจิตเป็นธรรมหรือเป็นเรา
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ แล้วจิตเป็นของเราหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ สิ่งที่เกิดแล้วดับ แล้วก็ไม่กลับมาอีก จะเป็นของใคร ไม่เหลือแล้ว ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งไม่มีเจ้าของ มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป ด้วยเหตุนี้ไม่ใช่จิตของเรา แต่ศึกษาจิตทีละหนึ่งประเภท แล้วก็จะเข้าใจขึ้น ถ้ารวมๆ กันก็ไม่เข้าใจ เพราะว่าไม่รู้จริงๆ ว่าความเข้าใจความเห็นถูกต้องดีกว่าไหม ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย แล้วก็มีโอกาสที่จะได้ฟังได้เข้าใจด้วย ตราบเท่าที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ในโลกนี้ เพราะว่าจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสที่ได้ฟังอีกหรือเปล่า หรือแม้แต่เป็นมนุษย์ได้ฟังวันนี้เดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้จะได้ฟังหรือเปล่า ทุกอย่างไม่แน่นอน
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ไม่ใช่ลาภยศสรรเสริญ เพราะจริงๆ แล้วก็ทำให้ติดข้อง ไม่หลุดพ้น พอได้ยินคำว่าหลุดพ้น ก็อยากหลุดพ้น แต่กำลังอยาก ตัว “อยาก” นั้นไม่หลุดพ้นเลย เพราะไม่ใช่ปัญญา เพราะฉะนั้นจึงเป็นความละเอียดที่ใช้คำว่า อภิธรรม
อภิธรรมนี้ สูงหรือต่ำ เล็กหรือใหญ่ หรืออย่างไร “อภิธรรม” บางคนบอกสูงมาก ฟังไม่รู้เรื่อง ธรรมดาแท้ๆ ไม่ได้ไปทำอะไรเลย มีแล้ว เพียงฟัง พิจารณาให้เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยก็รู้จักอภิธรรมแล้ว แทนที่บางคนกล่าวว่า อภิธรรมไม่มี ไม่ใช่พระพุทธพจน์ เพราะไม่รู้จักธรรม แต่ถ้ารู้จักธรรม ธรรมนั่นเองมีจริง เป็นปรมัตถธรรม แล้วก็เป็นอภิธรรมด้วย จะยากหรือ กำลังปรากฏให้เข้าใจ ให้ศึกษา ให้ฟัง จนกว่าจะเริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ถ้าสอนถึงสิ่งที่ไม่มีจริงในขณะนี้ยากกว่าไหม ไม่มีอะไรให้รู้เลย แต่สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ทนต่อการพิสูจน์ที่จะเข้าใจได้
ผู้ฟัง อยากให้ท่านอาจารย์ขยายความตรงนี้ ที่ประเสริฐกว่าลาภยศสรรเสริญนี้คืออะไร เพราะว่าปกติเกิดมาเป็นคน สิ่งที่อยากได้ที่สุดก็คือลาภยศสรรเสริญ
ท่านอาจารย์ อยากได้ แล้วก็ได้ไหม
ผู้ฟัง บางคนก็ได้ บางคนก็ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร สิ่งที่ดีต้องมาจากเหตุที่ดี แน่นอนที่สุด สิ่งที่ไม่ดีจะทำให้เกิดผลที่ดีได้อย่างไร ต้องเป็นคนที่ตรงต่อเหตุผล เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่าลาภดี ยศดี สรรเสริญดี สุขดี ก็ต้องมีเหตุที่ดี อยากจะได้แต่ผลที่ดี แต่ไม่มีเหตุดี เพราะฉะนั้นบางคนก็ได้ บางคนก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ทุกคนก็อยากได้ ก็ต้องเป็นไปตามเหตุ
ผู้ฟัง ดังนั้นก็คือ การเข้าใจอภิธรรม ซึ่งเป็นกุศล ซึ่งเป็นเหตุนำมาสิ่งที่ดี แล้วสิ่งที่เป็นอกุศลก็นำมาสิ่งที่ไม่ดี ก็คืออภิธรรมในชีวิตประจำวันใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม ได้สิ่งที่ดีตามที่ต้องการ แล้วติดข้องในสิ่งที่ได้ ดีไหม ก็น่าคิดใช่ไหม ได้มาเพื่อติดข้อง เพื่อไม่ดี หรือว่าได้มาแล้วก็รู้ความจริง หลุดพ้นที่ว่าอยากหลุดพ้นเมื่อสักครู่นี้ ไม่ใช่หลุดพ้นจากอย่างอื่น หลุดพ้นจากสิ่งที่กำลังปรากฏที่เคยติดข้อง เพราะปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงว่า สิ่งนั้นควรแก่การติดข้องหรือไม่ควร
ผู้ฟัง สำหรับผู้ที่เป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ไม่เคยศึกษาพระอภิธรรม แต่ก็มีความตั้งใจที่จะเป็นคนดี ไม่ทราบจะมีข้อแนะนำอย่างไร
ท่านอาจารย์ แค่เป็นคนดี หรือว่าเป็นคนดีได้อีกเรื่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดีพอหรือยัง ถ้าดีกว่านี้คือเข้าใจพระธรรมด้วย ไม่ใช่ว่าดีแล้ว ก็ยังมีความไม่รู้ ไม่เข้าใจอยู่
ผู้ฟัง หมายความว่าจะดีไม่ได้ ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม
ท่านอาจารย์ ดีพอหรือยัง ดีนั้นดีได้ แต่ดีเท่านั้นแค่นั้นที่ดี หรือว่าจะดีกว่านั้นอีกได้ไหม
ผู้ฟัง ทุกคนก็ต้องอยากดีกว่า
ท่านอาจารย์ และหนทางที่จะดีกว่าก็คือต้องมีปัญญาด้วย
ผู้ฟัง การที่จะเป็นคนดีขึ้นกว่า จะเกี่ยวข้องกับการเข้าใจอภิธรรมที่เห็นที่ได้ยินในชีวิตประจำวันอย่างไร
ท่านอาจารย์ คิดว่าเป็นคนดี เป็น “เรา” ดี กับรู้ความจริงว่า “ดีเป็นธรรม” ควรจะรู้สิ่งใด เหมือนเดิม คือเป็นเราดี หรือว่ามีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ดีไม่ใช่เรา ดีเป็นสิ่งที่มีจริง ดีเป็นธรรม
ผู้ฟัง อย่างนั้นหมายความว่า ปกติแล้วก็มีเราเป็นคนดี ซึ่งขณะที่เป็นคนดีนั้นก็มีความไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ยังดีไม่พอ ที่ว่าอยากจะดีขึ้นอีก ดีขึ้นอีก ก็ต้องดีโดยการเข้าใจธรรมด้วย
ผู้ฟัง ที่คำสอนบอกว่า ถ้าเราทำบุญ เราได้ขึ้นสวรรค์จริงไหม ให้เราตักบาตรแต่เช้า เราก็ตักบาตร แต่ถามว่าบางทีบุญนั้นส่งเราจริงหรือที่ว่าเราต้องขึ้นสวรรค์
ท่านอาจารย์ ก่อนที่จะถึงสวรรค์ มนุษย์มีจริงหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นนามเรียกขานหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องวิทยาศาสตร์หรืออะไรเลย ทุกคนตอบได้ ไม่ต้องอาศัยวิชาวิทยาศาสตร์หรืออะไร โลกนี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ มีจริงหรือเปล่า
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เมื่อไหร่ เมื่อเห็น เมื่อได้ยิน เมื่อได้กลิ่น เมื่อลิ้มรส เมื่อรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส จึงรู้ว่าเป็นโลกนี้ กำลังอยู่ในโลกนี้ โลกนี้มีจริงๆ เพราะเกิดแล้วในโลกนี้ จึงรู้ว่าโลกนี้เป็นอย่างนี้ ถ้าเกิดที่อื่น เพราะว่าจักรวาลมองดูแล้ว ไม่ได้มีโลกนี้โลกเดียวเลยใช่ไหม ดวงดาวมีมากมายมหาศาล ท่องเที่ยวไปในจักรวาลเท่าไหร่ไม่จบ ความมากมายของจักรวาล เพราะฉะนั้นโลกซึ่งเป็นที่เกิด ก็ต้องมีต่างๆ กันไป เราไม่รู้เลยว่าโลกนี้เป็นอย่างนี้ เมื่อเรายังไม่ได้เกิดในโลกนี้ ก่อนเกิดในโลกนี้ไม่มีใครรู้เลยว่าโลกนี้เป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้นยังไม่ได้เกิดในสวรรค์ จะรู้ไหมว่าสวรรค์เป็นอย่างไร แต่ว่าเมื่อเหตุมี ผลก็ต้องมี เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้ว ถ้าจะกล่าวถึงเพียงเห็น ขณะนี้เฉพาะเห็น เป็นสวรรค์หรือเป็นนรกหรือเป็นอะไร แค่เห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเหมือนกันหมดเลย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่เพราะเหตุต่างกัน เพราะฉะนั้นก็ทำให้เกิดที่ต่างๆ กันตามเหตุ ถ้าเป็นผู้ที่ตรงต่อเหตุผล ถ้าเหตุดีผลดีไหม
ผู้ฟัง เหตุดีใช่ไหม ผลดี
ท่านอาจารย์ ถ้าเหตุไม่ดี
ผู้ฟัง ก็คือไม่ดี
ท่านอาจารย์ ก็ต้องเป็นผู้ตรง เพราะฉะนั้นการกระทำ ได้ทำไปแล้ว รู้ไหมว่าผลจะเกิดเมื่อไหร่ เพราะว่าจริงๆ แล้ว เราฟังเพียงคำง่ายๆ เหตุกับผล กรรมได้ทำแล้ว ผลของกรรมย่อมมี แต่ถ้าเป็นคนที่ละเอียด ผลของกรรมเวลานี้มีหรือเปล่า ทุกคนได้กระทำกรรมมาแล้วทั้งนั้น มากมายด้วย เพราะฉะนั้นเวลาที่พูดถึงผลของกรรม ขณะนี้ผลของกรรมมีไหม เดี๋ยวนี้
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ อะไรเป็นผลของกรรม มีก็ต้องรู้ จะบอกว่ามี แล้วไม่รู้ว่าอะไรได้อย่างไร ถ้าเช่นนั้นก็คือไม่มี แต่ถ้าบอกว่ามี ก็ต้องรู้ว่ามีอะไร แล้วเวลาที่ใช้คำว่าผลของกรรม มีความเชื่อในเรื่องเหตุคือกรรม และมีความเชื่อในเรื่องผลของกรรม ว่าเมื่อกรรมมี ผลของกรรมก็ต้องมีถูกต้องไหม
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นผลของกรรมขณะนี้มีไหม นี่คือการศึกษาพระธรรม นี่คือธรรม นี่คือปรมัตถธรรม นี่คืออภิธรรม ของธรรมดาๆ ชีวิตประจำวันอย่างนี้ ไม่ใช่ศึกษาแล้วจะเอาไปใช้ มีแล้วต่างหาก แล้วก็ใช้ไม่ได้ด้วย แต่ว่าเกิดแล้ว อยู่ที่จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจเท่านั้น แต่ไม่มีใครสามารถจะใช้ธรรมได้เลย ธรรมเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จะไปใช้ได้เมื่อไหร่ เกิดแล้วดับไปเลย แล้วจะไปใช้ตอนไหน แต่ว่าสามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมคือการเริ่มเป็นผู้ที่มีเหตุผล เป็นผู้ที่ตรง จึงจะได้สาระจากการฟังพระธรรม
ผู้ฟัง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นธรรม เห็นก็เป็นธรรม ได้ยินก็เป็นธรรม แต่ก็มีเราแทรกอยู่เสมอๆ ตามความเป็นจริง ดังนั้น สิ่งที่มีประโยชน์ก็คืออย่างน้อยที่สุด ก็ยังรู้ว่าตัวเองมีกิเลส มีความไม่รู้อยู่มากมาย ก็ควรที่จะต้องศึกษา ใช่ไหม สำหรับพุทธศาสนิกชน เพราะว่าส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เห็นความสำคัญของการศึกษาพระธรรม
ท่านอาจารย์ เราหวังไกลมากเลย หวังไม่มีทุกข์ หวังไม่มีกิเลส หวังว่าไม่ต้องตายอีก เพราะเหตุว่าเกิดแล้วก็ตาย เกิดแล้วก็ตาย ไม่จบสิ้น เพราะฉะนั้นก็หวังว่าจะไม่ต้องตายอีก เป็นความหวังที่ไกลมาก โดยที่ว่าเหตุที่จะให้เป็นอย่างนั้นยังไม่มี เพราะว่าแม้แต่เพียงธรรม ซึ่งขณะนี้เป็นธรรม ก็ยังไม่รู้ตามความเป็นจริง แล้วจะรู้อะไร เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจธรรม สามารถที่จะเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น เพราะว่าทั้งหมดมีแต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นตรงกันข้ามก็คือ มีแล้วค่อยๆ รู้ถูกต้องตามความเป็นจริง นั่นเป็นหนทางที่จะทำให้หมดกิเลส หมดทุกข์ และก็ไม่ต้องตายอีก
ผู้ฟัง คำถามในช่วงสุดท้าย สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตที่ควรจะต้องติดตามตัวไป ควรจะเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ก็ยากที่จะเห็น แต่ว่าสามารถที่จะคิดได้ว่า เท่าที่ได้เข้าใจธรรมที่ได้ฟังวันนี้ มีค่าหรือเปล่า ค่าคือประโยชน์ สิ่งที่มีกำลังปรากฏ แล้วก็ได้ฟังแล้วก็เข้าใจเพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถที่จะเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกได้ ทุกอย่างไม่สามารถที่จะรู้โดยไม่เรียน ธรรมยิ่งกว่านั้นอีก คือเป็นสิ่งที่ผู้สอนเป็นพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งไม่ใช่ว่าจะมีได้บ่อยๆ นานแสนนานกว่าบารมีคือคุณความดีทั้งหลายที่ได้สะสมมา จะทำให้สามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริงได้ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระมหากรุณาแสดงธรรมที่ได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ให้คนอื่นได้ฟังด้วย เพราะรู้ว่าถ้าไม่ได้ยินได้ฟังเลย ใครจะรู้จักธรรม ใครจะเข้าใจธรรมได้
เพราะฉะนั้นถึงจะเหมือนกับอยู่ในโลกที่สว่าง แต่ก็มืดสนิท เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งในยุคนี้สมัยนี้ยังสามารถที่จะมีโอกาสได้ฟังพระธรรม เพราะอีกไม่นานพระธรรมจะอันตรธานแน่นอน จะพิทักษ์รักษาอย่างไรได้ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม ไม่ใช่ว่าเก็บไว้ในตู้ แล้วก็หยิบมาอ่าน แล้วก็คิดเอาเอง แต่ความลึกซึ้งของธรรมต้องอาศัยความเป็นผู้ที่ละเอียดรอบคอบ และศึกษาด้วยความเคารพในพระธรรม เพราะว่าแต่ละคำที่เป็นพุทธพจน์มาจากพระบารมีที่ได้สะสมมานานแสนนาน
ถ้าจะกล่าวก็คือ ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ไม่ใช่วันเดือนปี สำหรับผู้ที่ยิ่งด้วยปัญญา ถ้ามากกว่านั้นคือผู้ที่ยิ่งด้วยศรัทธา ก็ ๘ อสงไขยแสนกัปป์ แต่ถ้ายิ่งด้วยวิริยะไม่ใช่ยิ่งด้วยปัญญาและศรัทธาก็ถึง ๑๖ อสงไขยแสนกัปป์ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้มีโอกาสได้ฟัง เป็นผู้ที่สะสมบุญมาแล้วแต่ปางก่อน ที่จะเห็นคุณค่าเห็นประโยชน์ว่า แม้เพียงความเข้าใจเพียงเล็กน้อย ก็เริ่มรู้ว่าธรรมคืออะไร และขณะนี้เป็นอะไร แล้วก็มีโอกาสที่จะได้เข้าใจมากกว่านี้อีกเมื่อมีศรัทธาที่เห็นประโยชน์
เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่า สะสมการที่จะเข้าใจ แม้แต่ความคิดไตร่ตรองสั้นๆ ว่ารู้กับไม่รู้ อะไรดีกว่ากัน และความรู้ธรรมหาไม่ยากเลย ไม่ต้องไปสมัครเรียนที่ไหน หรือว่าไม่ต้องเสียเงินเสียทองอะไรเลย เพียงแต่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมก็ฟังด้วยความศรัทธา แล้วก็รู้จริงๆ ว่าฟังครั้งแรก ยากที่จะเข้าใจได้ เพราะว่าไม่คุ้นเคยกับธรรมที่มีจริงๆ ที่ปรากฏ คุ้นเคยกับความไม่รู้ความจริงของธรรมที่กำลังปรากฏมานานแสนนาน
เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่อดทน ซึ่งความอดทนเป็นบารมี ๑ ใน ๑๐ บารมี ที่สามารถที่จะทำให้แม้ยาก แต่ก็ฟังบ่อยๆ จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ซึ่งธรรมเป็นอนัตตา ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงการสะสมของแต่ละบุคคล ซึ่งจะเห็นได้จริงๆ ผู้ที่ไม่มีศรัทธา แม้มีเสียงของธรรมก็ไม่ฟัง เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็ต่างคนก็ต่างการสะสม ซึ่งถ้าเป็นผู้ที่รู้ประโยชน์ของการฟัง ก็เริ่มที่จะสะสมและรู้ว่าอย่างไรๆ เข้าใจก็ต้องดีกว่าไม่เข้าใจ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860