ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๕๗
สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร
วันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ วันนี้ก็เป็นวันหนึ่งซึ่งเป็นวันพิเศษ เพราะเหตุว่าเราได้บูชาพระรัตนตรัย ด้วยการกราบไหว้ด้วยดอกไม้ ธูปเทียน และทุกวันก็เป็นอย่างนี้ แต่วันนี้ด้วยการฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เพื่อความเข้าใจทั้งหมดตั้งแต่คำแรกคือคำว่าธรรม เราได้ยินคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเราก็รู้จักพระพุทธที่เราเพิ่งบูชาด้วยการกราบไหว้ ตอนนี้ก็เป็นการบูชาพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดง สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ เพื่อให้เรารู้ตาม แต่ต้องคิดว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กับเรา การที่จะรู้ตามคำที่พระองค์ทรงแสดง ต้องเป็นสิ่งที่ยากและละเอียดลึกซึ้ง มิฉะนั้นก็จะเป็นคำอื่นๆ ที่เราเคยได้ยินมาแล้ว พอได้ยินคนอื่นพูดคำอื่น เราเข้าใจ แต่เมื่อเป็นคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคำต้องละเอียด แล้วก็บูชาพระรัตนตรัย ด้วยการฟังพระธรรมเพื่อเข้าใจ
เพราะฉะนั้นแต่ละคำมีคำที่ลึกซึ้งมาก เช่น คำว่าพระพุทธรัตนะ เป็นรัตนะที่สูงยิ่ง เพราะเหตุว่าเป็นพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ซึ่งไม่มีผู้ใดเปรียบปาน ไม่ว่าปัญญาของใครในโลก เทวโลก รูปพรหมภูมิ อรูปพรหมภูมิ ไม่ว่าปัญญาระดับใดทั้งสิ้น จะไม่เทียมเท่าหรือเสมอกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เลย เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมต้องเป็นการฟังด้วยความเคารพในพระปัญญา ในความลึกซึ้งของพระธรรมที่ทรงแสดง แต่ละคำๆ แม้แต่คำว่าพระธรรมรัตนะ ก็ต้องรู้จักแม้แต่คำว่าธรรมและรัตนะ ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ทุกอย่างที่มีจริง ภาษาบาลีหรือภาษามคธีใช้คำว่า "ธรรม"
เดี๋ยวนี้สิ่งที่กำลังปรากฏจริงทั้งนั้น เห็นก็จริง ได้ยินก็จริง คิดก็จริง ทุกอย่างเป็นจริง สิ่งที่ปรากฏให้เห็น หรือแม้แต่เสียงก็เป็นจริง ทั้งหมดเป็นธรรม ซึ่งเราไม่เคยทราบเลยว่าเป็นสิ่งที่ต้องมีปัจจัยจึงเกิดได้ ไม่ใช่เกิดมาได้ลอยๆ หรือใครอยากจะให้เกิดก็เกิด เป็นไปไม่ได้เลย แต่ต้องเป็นการที่ต้องมีปัจจัยเฉพาะสิ่งนั้นที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น
เพราะฉะนั้นขณะนี้เป็นธรรมที่เกิดแล้วปรากฏแล้ว แต่ไม่เคยทราบความจริงของธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดหลากหลายมาก เป็นสิ่งต่างๆ ที่รูปร่างสัณฐานต่างๆ แม้แต่เสียงก็มีเสียงต่ำ เสียงสูง ทำให้เราสามารถที่จะค่อยๆ จำ และทราบว่าแต่ละเสียงนั้นมีความหมายว่าอะไร แม้แต่ความจำก็เกิดแล้ว ไม่มีใครทำ ทุกอย่างเกิดโดยที่ว่าไม่เคยรู้มาก่อนเลย จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นธรรม ถ้าจะให้เข้าใจที่ไม่ลืม ก็คือว่าเข้าใจถูกต้องว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นทั้งหมด ไม่เว้นเลย และทรงแสดงความจริงให้รู้ว่า ถ้าใช้คำว่าธรรม ต้องไม่ใช่อื่นนอกจากสิ่งนั้นสิ่งเดียวที่มีลักษณะอย่างนั้น เป็นอย่างนั้น เช่น เสียงมีจริง เป็นเสียง เสียงเป็นอื่นไม่ได้เลย กลิ่นก็มีจริง เป็นอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นกลิ่น เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งไม่มีเจ้าของ เพราะเหตุว่าไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น แล้วเกิดแล้วก็ดับไปเร็วมากจนไม่รู้ถึงการดับ เพราะฉะนั้นขณะนี้เองที่กำลังอยู่ตรงนี้ เหมือนมีทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏ ใครรู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดแล้วดับ กว่าจะรู้ก็ต้องค่อยๆ ฟัง และมีความมั่นคงในพระปัญญาคุณ ซึ่งค่อยๆ แสดงความละเอียดของธรรมใน ๔๕ พรรษา ให้คนที่ได้ฟังเกิดความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะได้เห็นพระปัญญาคุณ
ในขณะนี้เริ่มเห็นไหม เมื่อก่อนไม่เคยทราบเลยว่าทุกอย่างที่มีจริงเดี๋ยวนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงความจริง ตั้งแต่หลังจากที่ได้ตรัสรู้จนกระทั่งถึงใกล้ที่จะปรินิพพาน ๔๕ พรรษา เป็นวาจาสัจจะที่ไม่มีโอกาสจะได้ฟังจากคนอื่นเลย ถึงความจริงของสิ่งที่มีจริงทุกคำ เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมต้องละเอียดและเพื่อเข้าใจเท่านั้น เพราะเหตุว่าแม้เข้าใจก็มีจริง ความไม่เข้าใจก็มีจริง อะไรจะดีกว่ากัน เข้าใจกับไม่เข้าใจ เข้าใจความจริงต้องดีกว่าไม่รู้ความจริง และไม่เข้าใจความจริงก็จะหลง เพราะเหตุว่าไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร ด้วยเหตุนี้แต่ละคำ ทีละคำ เช่น ขณะนี้ไม่มีอะไรนอกจากธรรม จริงหรือไม่ ฟังธรรมต้องคิดไตร่ตรอง ขณะนี้ทุกอย่างที่มีจริงๆ เกิดแล้ว จึงปรากฏว่ามีจริงๆ และไม่มีใครสามารถทำให้เกิดด้วย เกิดเพราะปัจจัย แต่ละคนขณะนี้คิดไม่เหมือนกัน ความคิดของแต่ละคนแลกเปลี่ยนกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ปัจจัยคือสิ่งที่ได้ผ่านมาแล้วในชีวิต การจำเป็นเรื่องราวต่างๆ ก็ทำให้เกิดความคิดถึงสิ่งที่เคยเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง แล้วก็จำไว้เป็นเรื่องราวต่างๆ ยากที่จะรู้ได้ว่าขณะนั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของใคร และไม่ใช่ใคร แต่มีตามเหตุตามปัจจัย
กว่าจะรู้ความจริงอย่างนี้ ต้องอาศัยการฟังอย่างสม่ำเสมอ และเห็นประโยชน์ว่าทำไมต้องรู้อย่างนี้ เป็นเราไม่ดีกว่าหรือ แต่เป็นเราแล้วมีอะไรดีบ้าง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวคิดเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ ก็ยังคิด บังคับบัญชาไม่ได้ แต่ถ้ารู้ตามความเป็นจริงว่า แม้คิดก็เป็นสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นตามที่ได้ยินได้ฟัง หรือตามที่ได้สะสมมา ชั่วคราว แล้วก็หมดไป ตอนหลับสนิทไม่มีใครคิดอะไรใช่ไหม หลับสนิท อะไรก็ไม่ปรากฏเลย บ้านทั้งหลังก็ไม่ปรากฏ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง โลกทั้งโลกไม่เหลือเลยในเวลาที่ไม่คิดเพราะหลับสนิท แต่จะเป็นอย่างนั้นตลอดเวลาไม่ได้ เพราะเหตุว่าเกิดมาแล้วต้องเห็นเมื่อมีตา ต้องได้ยินเมื่อมีหู ต้องได้กลิ่นเมื่อมีจมูก ต้องรู้รสต่างๆ ขณะที่รสปรากฏ และต้องมีการกระทบสิ่งที่เย็นบ้าง ร้อนบ้าง ขณะนี้ทางกาย เราบอกได้ใช่ไหม เดือนนี้อากาศดี หรือว่าร้อน รู้ทางกายตลอดเวลา แล้วเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แม้เย็น แม้ร้อน แม้แต่ความรู้สึกว่าร้อนก็บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นไปตามปัจจัย ทุกวันทั้งวันเป็นอย่างนี้ เบื่อไหม ดีไหม ต้องเป็นอย่างนี้ จะไม่เป็นอย่างนี้ไม่ได้เลย มีใครที่จะพ้นจากความเป็นอย่างนี้บ้าง ไม่มี แม้เดี๋ยวนี้ก็เห็น แม้เดี๋ยวนี้ก็ได้ยิน แม้เดี๋ยวนี้ก็คิดนึก
แสดงว่าทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีจริง ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง ตั้งแต่ขณะเกิด เกิดแล้วก็เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดนึกบ้าง ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตาย แล้วก็ลืมเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชาตินี้ เหมือนชาติก่อนเราอยู่ที่ไหนทำอะไร ก็เหมือนชาตินี้ที่กำลังเป็นอย่างนี้ เพราะอีกไม่นาน ขณะนี้ก็เป็นชาติก่อนแล้ว แต่ว่าขณะนี้ ตราบใดที่ยังไม่เป็นชาติก่อน เป็นชาตินี้ ก็จำสิ่งที่มีในขณะนี้ แต่เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่มีใครจำได้เลย พิสูจน์ได้ง่ายมาก ชาติก่อนต้องมี ไม่อย่างนั้นชาตินี้ไม่มี เหมือนเมื่อวานนี้มี วันนี้จึงมี เพราะเหตุว่าเป็นธรรมซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงนิยาม ความแน่นอนที่ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น แล้วเมื่อวานนี้ใครจำอะไรได้บ้าง เห็นตั้งมากมาย ได้ยินก็มาก คิดก็มากมาย ใครจำอะไรได้บ้าง ผ่านไปแล้ว หมดไปแล้ว ทุกวันก็เป็นอย่างนี้ เพียงแต่เกิดมีให้เห็น แล้วก็หมดไป เกิดให้ได้ยิน แล้วก็หมดไป แต่ว่าตามความเป็นจริง ถ้าเข้าใจโดยการที่ปัญญาสามารถรู้จริงๆ อย่างที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี จนรู้จริงว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด สิ่งนั้นดับ เร็วมาก แต่ว่าเกิดสืบต่อ จนเหมือนไม่ดับเลย เดี๋ยวนี้เองกำลังเป็นอย่างนี้ เห็น แล้วก็ได้ยิน แล้วก็เห็น แล้วก็ได้ยิน แล้วก็คิดนึก เกิดดับสืบต่อ เพราะเหตุว่าถ้าไม่ดับ เช่น เสียง ถ้าไม่ดับไป ต้องมีเสียงอยู่ตลอด แต่ว่าเสียงก็ปรากฏว่าเกิดแล้วก็หมดไป คิด ต้องมีคิดสิ่งนั้น คำนั้น ไม่ใช่คำอื่นอยู่ตลอด ถ้าไม่ดับ แต่ว่าเพราะคิดก็เกิดขึ้นคิด แล้วก็หมดไป ที่ใช้คำว่าดับ ก็คือว่าไม่กลับมาอีกเลย นี่คือความจริง
เพราะฉะนั้นการที่จะได้ฟังพระธรรม คือผู้ที่เห็นประโยชน์ของการรู้ความจริง ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยการฟัง ไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะเหตุว่าเป็นคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ไม่ใช่คนอื่น ยากไหม หรือให้พระองค์แสดงคำที่ง่ายและไม่ลึกซึ้งเหมือนคนอื่น แต่ที่ต่างกับคนอื่น เพราะว่าแต่ละคำลึกซึ้ง แม้แต่คำที่เราได้ยินคำว่าอริยสัจจะ สัจจะคือความจริงที่ประเสริฐ ทุกคนก็จำหัวข้อ มี ๔ อย่าง อะไรบ้าง เดี๋ยวนี้เป็นอะไร เป็นสัจจะใดก็ไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม ศึกษาเพื่อรู้จักพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบริสุทธิคุณ เพราะทรงบำเพ็ญพระบารมี ไม่ใช่เพื่อพระองค์เท่านั้นที่จะรู้ความจริง แต่เพื่อที่จะได้ประกอบด้วยพระญาณที่สามารถที่จะอนุเคราะห์ช่วยเหลือบุคคลอื่น จากความไม่รู้ให้เป็นความรู้ เป็นความเข้าใจ เหมือนอย่างชาติก่อนๆ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนตรัสรู้ก็ไม่ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีชีวิตเป็นไปอย่างนี้ แต่ว่าเห็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นก็ได้ฟังพระธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ และรู้คุณค่าของการที่จะได้รู้ความจริง จึงบำเพ็ญความดี เพราะเหตุว่ากิเลสที่สะสมมามาก เพียงเข้าใจอย่างเดียว ไม่พอที่จะทำให้รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ จนกว่าจะได้มีโอกาสเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมก็คือฟังให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ ให้ตรงตามความเป็นจริง และรู้ว่าคำนั้นเป็นคำที่มาจากการที่ผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมาก เพื่อที่จะให้เราได้ยินได้ฟังแต่ละคำ แต่ละคำทีละคำเท่านั้น เช่น คำว่าธรรม ถ้าไม่ศึกษาก็คิดกันไปต่างๆ นานา กุศลธรรม อกุศลธรรม ยุติธรรม อยุติธรรม ก็พูดกัน แต่ว่าธรรมคืออะไร ต้องตั้งต้นในขณะนี้ คือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เห็นมีจริง ไม่ใช่เรา ถ้าตาบอด ไม่มีทางที่จะเห็นได้เลย ถ้าตาดีแต่หลับสนิท ไม่มีอะไรที่จะกระทบตา ซึ่งขณะนั้นก็คือว่าเมื่อกระทบแล้ว เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้เองกำลังเห็น
นี่คือการที่กว่าจะได้เข้าใจว่าธรรมคือไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดแล้วก็ดับ สืบต่ออย่างเร็วมาก กว่าจะรู้อย่างนี้ก็ต้องอาศัยการเข้าใจคำแรก คือคำว่าธรรม สิ่งที่มีจริง ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าทุกคำในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องของเห็น เห็นมีจริง เป็นเรื่องของได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก ดี ชั่ว สุข ทุกข์ คือมีจริงทั้งนั้นในชีวิตประจำวัน แต่หลงเข้าใจว่าเป็นเรา เพราะไม่รู้ความจริงว่าเมื่อวานนี้หมดแล้ว กลับไปหาอีกไม่ได้เลย เมื่อครู่นี้ก็หมดแล้ว ไม่มีอะไรที่จะกลับมาได้เลยสักอย่าง ทุกขณะเป็นไป หมายความว่าเกิดขึ้นเป็น แล้วก็ไป อยู่ไม่ได้เลย ทุกอย่าง ทุกขณะ กำลังเป็นไป ทั้งสิ่งที่เป็นธาตุรู้คือ "นามธรรม" ที่เราใช้คำว่าจิต และ "รูปธรรม" คือสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เป็นรูปธรรมเพราะไม่รู้ เป็นธรรมที่มีจริงแต่ไม่สามารถที่จะรู้อะไรเลย รูปธรรมเกิดขึ้นเป็นไปด้วย ทั้งหมดนี้เกิดแล้วก็ดับ แล้วก็เป็นไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก ชาติก่อนไม่มีทางจะกลับมาอีก เมื่อวานนี้ก็ไม่มีทางจะกลับมาได้ พอถึงชาติหน้า ชาตินี้ก็หมดไปแล้ว ไม่เหลืออะไรอีกเลย แล้วก็ตั้งต้นใหม่ ตั้งต้นใหม่ทุกครั้งที่ตาย แล้วก็จากบุคคลนี้ ก็ตั้งต้นเป็นบุคคลใหม่ แล้วก็อยู่ไปตามเหตุตามปัจจัย จะอายุสั้น อายุยืนยาว จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไม่มีใครสามารถดลบันดาลได้ แต่เกิดแล้วจึงรู้ว่า ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดเป็นอย่างนี้ ก็เป็นอย่างนี้ไม่ได้ แล้วก็จบไปอีกชาติหนึ่ง แล้วก็ตั้งต้นใหม่ ชาติใหม่ นานมาแล้ว
ถ้าอ่านในชาดก ก็จะทราบว่า แม้แต่ชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะได้ตรัสรู้ในอดีต และชีวิตของสาวกทั้งหลาย ก็ไม่ต่างกับเดี๋ยวนี้เลย แต่ละหนึ่งๆ นับประมาณไม่ได้เลย แต่ก็มีโอกาสที่ได้ฟังพระธรรม มีโอกาสได้ยินคำว่า พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ซึ่งขณะนี้เป็นเพียงชื่อ แต่เมื่อไรที่ได้เข้าใจธรรม เมื่อนั้นเริ่มจะรู้จักรัตนะที่มีค่ายิ่ง ที่สามารถที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่ไม่มีใครสามารถจะทำได้ เพราะเหตุว่าแม้เกิดแล้วก็ดับไปอย่างเร็ว เกินสติปัญญาของใคร ที่จะรู้ความจริงของแต่ละหนึ่งอย่างละเอียด
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมเป็นมงคล การสนทนาธรรมเป็นมงคล มงคลคือทำให้เจริญทางด้านของกุศล ทางด้านของความเข้าใจธรรม เป็นการบูชาที่พระองค์มีพุทธประสงค์ เพราะเหตุว่าทรงแสดงธรรมเพื่อให้คนเข้าใจ เพราะฉะนั้นสำหรับใครก็ตามที่ได้บูชาสิ่งต่างๆ เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องหอม ฯลฯ แต่ไม่เข้าใจธรรม ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่มีคุณค่าเท่ากับคนที่แม้ถวายสิ่งเพียงเล็กน้อย แต่มีความเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดง เพราะเหตุว่าความเข้าใจจะสืบต่อไป สามารถที่จะทำให้เข้าใจแต่ละคำ ที่ได้ยินได้ฟังจากพระธรรมที่ทรงแสดงเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้หรือเมื่อไรก็ตาม ประโยชน์ที่ได้อย่างน้อยที่สุดคือรู้ว่าสิ่งที่มีจริงทั้งหมด เป็นสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ โดยประการทั้งปวง โดยสิ้นเชิง และโดยทรงแสดงให้คนอื่นมีโอกาสได้ยิน ได้ฟัง ได้เข้าใจด้วย
ถ้าขณะใดก็ตามที่ไม่เข้าใจธรรม ก็คือไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยินเพียงชื่อ แต่ไม่ทราบว่าพระปัญญาคุณคืออะไร พระบริสุทธิคุณคืออะไร พระมหากรุณาคุณคืออะไร แต่เมื่อได้ฟังธรรม รู้เลย กำลังบูชาด้วยความเข้าใจว่า บุคคลนี้เป็นผู้เลิศ ไม่มีบุคคลใดเปรียบปานได้เลยในสากลจักรวาล และจะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกันสองพระองค์ไม่ได้ เพราะความเป็นเลิศคือความเป็นหนึ่ง และอีกไม่นาน ถ้าไม่มีการเข้าใจพระธรรม พระธรรมก็อันตรธาน เพราะเหตุว่ามีตัวหนังสือจริง อ่านออกได้จริง รู้ชื่อต่างๆ แต่ไม่เข้าใจ เช่นในขณะนี้ พูดถึงจิต ทุกคนรู้ว่ามี แต่ละชีวิตไม่ว่าจะเป็นสัตว์ เป็นคน ก็มีจิต ถ้าไม่มีจิตก็ไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต แต่เดี๋ยวนี้จิตคืออะไร จิตอยู่ไหนที่ว่ามี เพียงรู้ว่ามี ไม่พอ แต่พระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง เพื่อให้เข้าใจถูกต้องว่าแต่ละคำที่ใช้ เปลี่ยนไม่ได้ เช่น จิตเป็นจิต เป็นอื่นไม่ได้ เป็นคนไม่ได้ เป็นสัตว์ไม่ได้ จิตต้องเป็นจิต ในขณะนี้จิตกำลังเกิดเห็น ถ้าไม่มีจิต ไม่เห็น เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่เห็นคือจิตชนิดหนึ่ง ในวันนี้และในแต่ก่อนด้วย ขณะที่เสียงปรากฏ ถ้าจิตไม่เกิดได้ยิน จิตเกิดขึ้นทำกิจได้ยินเสียงเฉพาะเสียงที่ปรากฏ ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นได้ยิน เสียงไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น เวลานี้ลืมตาก็มีตั้งหลายอย่างปรากฏ เพราะจิตเกิดดับ รู้ทุกสิ่งที่ปรากฏ รู้แล้วก็ดับสืบต่อ ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วก็มีปัจจัยที่จะทำให้จิตเกิดอีกเหมือนชาตินี้ จนกว่าจะถึงจิตขณะสุดท้าย คือจิตสุดท้ายของพระอรหันต์ในชาติที่เป็นพระอรหันต์แล้ว เกิดแล้วก็ดับไป สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้น จะหาความเป็นบุคคลนั้นอีกไม่ได้ เช่น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงดับกิเลสซึ่งเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เหลือเลย จึงบริสุทธิ์ เป็นพระบริสุทธิคุณเพราะห่างไกล คือกิเลสทั้งหลายไม่มีทางที่จะเข้าใกล้ ดับกิเลสหมด ถึงความเป็นผู้ประเสริฐ และทรงมีชีวิตต่อไป ทรงแสดงพระธรรม จนถึงกาลที่กรรมที่จะให้ผล คือให้จิตขณะสุดท้ายเกิดขึ้น แล้วไม่เกิดอีกเลย จึงใช้คำว่าปรินิพพาน
เพราะฉะนั้นทุกอย่างถ้าได้เข้าใจถูกต้อง ก็จะทราบว่าก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม ก็มืดสนิท แม้สิ่งที่มีทุกวันก็ไม่รู้ตามความเป็นจริง แต่เมื่อฟังแล้วเข้าใจ แล้วอบรมความเข้าใจให้เข้าใจเพิ่มขึ้น จนกว่าจะถึงจิตขณะสุดท้าย คือจิตที่ทำกิจพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ แล้วไม่กลับมีปัจจัยที่จะให้เกิดอีกเลยได้ ก็คือปรินิพพาน อีกนานไหม คิดว่าใครเป็นพระอรหันต์บ้าง คิดได้แต่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่ทราบว่าอรหันต์รู้อะไร ผู้ที่เป็นพระอรหันต์คือผู้ที่ดับกิเลสได้เพราะรู้ แต่ทั้งๆ ที่ไม่รู้จะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นใครที่คิดว่าใครเป็นพระอรหันต์ คือคิดเอง ยังไม่รู้เลยว่าเดี๋ยวนี้คืออะไร แต่ละหนึ่งๆ โกรธเป็นธรรมหรือไม่ เป็น แน่นอน มีจริงๆ อะไรก็ตามที่มีจริง เกิดขึ้นให้รู้ว่าสิ่งนั้นมีจริง สิ่งนั้นก็เป็นธรรม คือสิ่งที่มีจริง ถ้าเราไม่ใช้คำว่าธรรม เราใช้คำว่าสิ่งที่มีจริงก็ได้ เดี๋ยวนี้กำลังมีสิ่งที่ปรากฏว่ามีจริงๆ ทุกขณะ เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมทุกขณะ เป็นสิ่งที่มีจริงนั่นเอง
ผู้ฟัง ทำอย่างไรถึงให้จิตนิ่งได้
ท่านอาจารย์ ทำอย่างไรใช่ไหม จิตถึงจะนิ่งได้ รู้จักจิตหรือยัง
ผู้ฟัง พอจะทราบ จิตทำไมถึงไม่สงบ บางครั้งฟังธรรมไป ก็คิดฟุ้งซ่านไป
ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่าอนัตตาคู่กับธรรมใช่ไหม ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ตั้งแต่คำว่าสังขารธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แล้วก็ยังรวมธรรมทั้งหลายด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะสังขารธรรมเท่านั้น ธรรมทุกอย่างเป็นอนัตตา ถ้าพูดเป็นภาษาบาลีที่อาจจะชินหูสำหรับบางท่านคือ สัพเพ (ทุกอย่าง ทั้งหมด) สังขารา (สิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดปรากฏ) สัพเพ สังขารา อนิจจา ดับแน่นอนไม่เหลือเลย สัพเพ สังขารา อนิจจา การดับไปเป็นทุกข์หรือเป็นสุข เราสุขเมื่อสิ่งนั้นปรากฏนาน แต่ถ้าปรากฏเพียงสั้นมาก แล้วก็ดับไป ปรากฏทำไมเพื่ออะไร เพื่อให้เห็น แล้วก็ดับ ให้เห็นว่าไม่มีแล้ว จากที่ไม่มี ก็ปรากฏว่ามีเพียงเล็กน้อย สั้นมาก แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก เพียงเห็นเท่านั้น แต่ความไม่รู้ทำให้ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าอะไรปรากฏ พอใจที่จะรู้สิ่งนั้น เห็นสิ่งนั้น ถ้าเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ อยากเห็นทุกวัน เดี๋ยวเราก็ไปดูสิ่งนั้น สิ่งนี้ อยากเห็นทั้งนั้นเลย เพราะมีเห็น แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ก็อยากเห็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดให้เห็นแล้วหมดไป ทำให้พอใจในการเห็น และติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ เพราะไม่รู้ว่าหมดแล้ว ไม่เหลือเลย ปรากฏให้เห็นเพื่อให้ติดข้องทั้งชีวิต ความติดข้องจะมากสักเพียงใด ไม่น้อยเลยใช่ไหม ตั้งแต่ลืมตาเห็น มีความติดข้องไปหมด เพราะสิ่งนั้นเกิดปรากฏว่ามี เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นก็ติดข้อง แต่สิ่งนั้นก็ดับแล้ว พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ประจักษ์แจ้งในการเกิดขึ้นและดับ เห็นว่าสิ่งนั้นไม่ควรเป็นที่ยินดี จึงใช้คำว่า "ทุกฺข"
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860