ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๑๙

    สนทนาธรรม ที่ เจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า

    วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖


    อ.คำปั่น ได้ฟังในสิ่งที่มีจริง เพื่อความเข้าใจธรรมอย่างถูกต้องแล้วเป็นการเริ่มศึกษาพระธรรมจริงๆ คือ เริ่มศึกษาเพื่อเข้าใจถูกเห็นถูก ในสภาพธรรมที่กำลังมี กำลังปรากฏในขณะนี้

    ผู้ฟัง ความจริงที่เกิดขึ้นแต่ละหนึ่งๆ คือ มี แล้วไม่มี แล้วมีแล้วก็ไม่มี แล้วมีแล้วก็ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง แล้วเราต้องเข้าใจให้ลึกซึ้งกว่านั้นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เพราะว่ายังเข้าใจไม่ทั่ว เพียงแค่เล็กน้อยแล้วก็ไม่จริงด้วย ใช่หรือไม่ เช่น ขณะนี้เห็นเกิดแล้วดับ เข้าใจแต่ยังไม่ประจักษ์ ยังไม่เกิดจริงๆ ให้เห็นว่าเกิด ยังไม่ดับไปจริงๆ ให้เห็นว่าดับ แต่ว่าเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ปัญญาอีกระดับหนึ่งสามารถที่จะเริ่มเข้าใจถูกเห็นถูกจนประจักษ์แจ้ง ที่ใช้คำว่ารู้แจ้งอริยสัจจะ สิ่งที่มีเป็นสัจจะ เป็นธรรมที่มีจริงๆ แต่ว่ายังไม่ได้รู้แจ้งความจริง เพียงฟังเรื่องธรรม คือสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น พระธรรมทั้งหมดที่ทรงแสดง ความรู้ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามลำดับขั้น ข้ามขั้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีความรู้ขั้นฟัง แล้วจะไปรู้ว่าขณะนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับก็เป็นไปไม่ได้เลย

    การฟังพระพุทธพจน์เป็นปริยัติ หมายความว่าเป็นความรอบรู้ในพระพุทธพจน์ ไม่ใช่ในวิชาการอื่นใดทั้งสิ้น แต่แต่ละคำที่ได้ยินกว่าจะรอบรู้จนกระทั่งมั่นคงว่า ขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเกิดขึ้นและดับไปก็เป็นปัญญาอีกขั้นหนึ่ง เพราะละความไม่รู้ เพราะละการลืมว่า ขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ยังไม่รู้เลยว่าเห็นหนึ่ง ไม่ใช่ได้ยินหนึ่ง ไม่ใช่คิดนึกหนึ่ง ซึ่งความจริงไม่ปะปนกันเลย

    เพราะฉะนั้น เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้และมีความเข้าใจที่มั่นคงแล้วไม่ลืม ทำให้สามารถเริ่มค่อยๆ เข้าใจความจริงเป็นความรู้ขั้นปฏิปัตติ คือ ถึงเฉพาะสิ่งที่มี ไม่ใช่ไม่มี แต่มีเพราะเกิดขึ้นปรากฏ แล้วสติสัมปชัญญะและปัญญาที่ฟังจนกระทั่งเข้าใจก็ถึงเฉพาะลักษณะที่เป็นจริงตามที่ได้เข้าใจ คือสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเมื่อใด ขณะนั้นก็เป็นปฏิเวธ ความรู้ที่ได้ประจักษ์แจ้งความจริง ซึ่งผู้ที่ได้ทรงรู้แจ้งก่อนบุคคลใดทั้งสิ้นคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ทรงรู้แจ้งความจริงอย่างนี้จะกล่าวความจริงอย่างนี้ไม่ได้เลย ดังนั้นวาจาหรือว่าพระพุทธพจน์ทั้งหมดเป็นวาจาสัจจะ วาจาที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเลย

    ในขณะนี้ปรากฏเห็นเป็นพระเจดีย์หลากหลายมากมาย แสดงให้เห็นว่าจิตเห็นเกิดดับ เกิดดับเร็วมาก สืบต่อจนปรากฏให้เห็นเป็นรูปร่างสัณฐาน และขณะนี้ก็ไม่ใช่มีเพียงคนเดียวเเต่มีมากมายไปหมด พระเจดีย์ก็หลายองค์ ซึ่งแสดงให้เห็นการเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ของสภาพธรรม นี่เป็นเหตุที่ทำให้หลงเข้าใจนิมิตรูปร่างสัณฐานที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง ยังไม่ได้ดับไปเลยสักอย่างเดียว เพราะไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วต้องมีสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป มิฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ปรากฏไม่ได้

    ผู้ฟัง ขณะนี้มองเจดีย์ก็มีเจดีย์ตั้งหลายเจดีย์เกิดขึ้น นั่นหรือที่จะต้องเข้าใจว่า การเห็นกับสิ่งที่ถูกเห็นคือเจดีย์

    ท่านอาจารย์ ความจริงก็คือ เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ที่จะกล่าวว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดต้องมีรูปร่างสัณฐาน เช่น พระเจดีย์ รูปร่างสัณฐานมาจากไหน ถ้าไม่มีตัวจริงคือธรรม ซึ่งเกิดดับสืบต่อจนปรากฏเป็นนิมิตของเจดีย์ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยในโลก โลกก็ไม่มี แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพียงสิ่งเดียว สั้นแสนสั้น เล็กน้อยสักเพียงใด เกิดขึ้นและดับไปก็ยังเป็นสิ่งที่เกิดแล้วปรากฏแล้ว แต่ถ้าสิ่งที่เกิดปรากฏเกิดดับสืบต่อไม่ใช่เพียงหนึ่ง เเต่มีปัจจัยที่ทำให้เกิดมากมายและเกิดดับสืบต่อด้วย จึงปรากฏเป็นเจดีย์หรือเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ แต่ต้องมีสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเกิดดับ

    ผู้ฟัง คือ มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นแล้วก็จากไป

    ท่านอาจารย์ ใช้คำว่า ขณิกมรณะ ตายจริงๆ คือไม่กลับมาอีกเลย แต่ว่าเร็วสุดที่จะประมาณได้ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ขณิกมรณะได้ ไม่มีใครแต่มีปัญญาที่ได้อบรมแล้ว จากการที่ค่อยๆ เข้าใจพิจารณาสังเกต ละคลายความไม่รู้ จนในที่สุดก็ประจักษ์แจ้งความจริงได้ กว่าพระโพธิสัตว์จะได้ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญความดีเพื่อละความไม่รู้ ค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจ แล้วรู้ว่าถ้าจิตยังมีอกุศลธรรม ความไม่รู้และกิเลสทั้งหลายเกิดบ่อยๆ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ จนกว่าจิตนั้นจะค่อยๆ สะอาดขึ้นด้วยกุศลธรรม การไตร่ตรองก็ไตร่ตรองได้ถูกต้อง บำเพ็ญพระบารมีนานจนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจและรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ

    ดังนั้นเพียงคำเดียวคือธรรม สิ่งที่มีจริงและเดี๋ยวนี้ จะต้องเข้าใจจริงๆ คือเพื่อเข้าใจขึ้นว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งนี้เอง สิ่งที่มีจริงอย่างนี้เอง ไม่ใช่ว่าคิดเอง แต่ว่าต้องบำเพ็ญพระบารมีที่จะรู้ว่ามีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น จนกว่าไม่เกิดเมื่อไม่มีปัจจัย ดับปัจจัยหมดก็ไม่มีอะไรสามารถที่จะเกิดขึ้นได้อีก

    เริ่มเข้าใจความจริงว่า สิ่งที่มีทั้งหมดไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ใครจะทำให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้ เกิดแล้วไม่ให้เป็นอย่างที่เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้วหมดไปแล้ว ใครจะไม่ให้หมดไปก็ไม่ได้ นี่คือเริ่มรู้ความจริงว่าชีวิตทั้งหมด ตั้งแต่เกิด ทุกขณะ จนถึงจากโลกนี้ไปเป็นแต่เพียงธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นและดับไป มีบางครั้งที่พระองค์ทรงแสดงธรรมไว้โดยย่อ เช่น กล่าวถึงจิต ทุกคนมีจิต จึงได้นั่งอยู่ที่นี่ ยังไม่ตาย เเต่เวลานอนหลับสนิทมีจิตหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ รู้ได้อย่างไร เห็นหรือไม่ว่าถ้าไม่ศึกษาก็ไม่รู้ เพราะขณะหลับไม่มีอะไรปรากฏเลย ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน มีทรัพย์สมบัติ บริวาร พี่น้อง ยศถาบรรดาศักดิ์ อย่างไรๆ ก็ไม่รู้ทั้งสิ้น เหมือนไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่าชั่วระยะหนึ่ง แต่แล้วก็มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว บังคับไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ จะเป็นเห็น หรือว่าจะเป็นได้ยิน หรือว่าจะเป็นคิดนึกก็ได้

    แสดงให้เห็นว่า สภาพธรรมต้องเป็นไปตามที่เป็น จึงใช้คำว่า ปฐมจิต หมายความถึงขณะที่ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏเลย แม้ว่ามีจิต ยังไม่ตายแต่หลับสนิท ต่างกันกับตอนตื่นแล้วใช่หรือไม่ จนกว่าจะจากโลกนี้ไป แต่ไม่ตลอดไป ชั่วคราวแล้วก็มีอีก เป็นปฐมจิต ทุติยจิต จนกว่าจะถึงปัจฉิมจิต คือจิตขณะสุดท้ายของพระอรหันต์ ไม่เกิดอีกเลย หลังจากที่จิตนี้เกิดแล้วดับไป ต้องเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างอื่นไม่ได้

    ผู้ฟัง เวลาหลับไปแล้วเป็นปฐมจิตก็ดี เพราะไม่ต้องมีอะไรที่จะมารบกวน

    ท่านอาจารย์ แต่ต้องตื่น ไม่ให้ตื่นก็ไม่ได้ เพราะมีกรรมที่ทำให้ต้องเห็น ต้องได้ยิน การรับผลของกรรมไม่ใช่เพียงให้เกิดมาเป็นคน มีพี่น้องอย่างนี้ มีเพื่อนฝูง วงศาคณาญาติอย่างนี้ หรือเป็นสัตว์ประเภทต่างๆ เป็นช้าง เป็นมด เป็นนก เป็นไก่ นั่นคือเป็นผลของกรรม แต่ก็ต้องมีการเห็น มีการได้ยิน เป็นผลของกรรม ต้องปวด ต้องเจ็บ ต้องเมื่อย ต้องได้ยิน ต้องโกรธ ต้องรัก ต้องชัง ตามปัจจัยที่เกิดขึ้น เสียเวลาทั้งวันหรือไม่ ไม่ได้เป็นอย่างอื่นเลยนอกจากเป็นอย่างนี้แล้วก็หมด แล้วไม่เหลือ เกิดมาอีก ละครเริ่มต้นอีก บทไหนดี

    ผู้ฟัง บทที่เราชอบ

    ท่านอาจารย์ ไม่เสมอไป ที่เราไม่ชอบก็มี ตามปัจจัยว่าต้องเป็นอย่างนี้ ผู้เขียนบทไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง พระพรหม

    ท่านอาจารย์ พระพรหมอยู่ที่ไหน เป็นใคร

    ผู้ฟัง เรื่องนี้ก็เหมือนกัน เพราะบางครั้งจะพูดกันว่า นี่คือผลของกรรม ผลของกรรม แต่ยังไม่รู้เลยว่ากรรมนั้นคืออะไร

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ศึกษาพระธรรม เพราะว่ามีคำตอบในพระไตรปิฎกทุกคำถาม ฟังเช่นนี้เเล้วระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือยัง ทรงบำเพ็ญพระบารมี ทรงตรัสรู้ความจริง ทรงพระมหากรุณาแสดงธรรมให้คนอื่นได้เข้าใจความจริงด้วย จะมากจะน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้ยินได้ฟังเลย ไม่เข้าใจเลย จะต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแสนนานเพราะว่าไม่เข้าใจ แต่ถ้าเริ่มเข้าใจขึ้นชีวิตก็จะเปลี่ยนไปในขณะที่เข้าใจ เพราะรู้ว่าทุกข์เกิดตามเหตุตามปัจจัย ไม่ได้ไปห้ามไม่ให้ทุกข์เกิด ไม่ใช่ไปอยากให้ทุกข์ไม่เกิด ไม่ใช่คิดที่จะทำให้ทุกข์นั้นหมดไป แต่รู้ความจริงว่า ไม่มีใครสามารถทำอะไรสิ่งที่มีจริงซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยได้ จึงเข้าใจความหมายของคำว่าธรรม ได้ยินคำนี้ต้องเข้าใจละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้นว่าที่เป็นธรรมจริงๆ คือมีจริง เกิดขึ้นปรากฏว่ามี อย่างเช่น แข็งปรากฏว่าแข็ง เกิดเป็นแข็ง ให้รู้ว่าแข็งมี แต่ว่าแข็งก็ไม่ใช่ของใคร

    เพราะฉะนั้น ความทุกข์มี ความสุขมี ดีใจมี เสียใจมี ก็เหมือนแข็งมี เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ของใคร แล้วดับไป ขณะที่รู้ความจริงอย่างนั้นจะไม่เป็นทุกข์เลย ไม่หวั่นไหวแล้วจะอาจหาญที่จะรู้ว่า เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ก็ควรที่จะได้ประจักษ์แจ้งความจริงอย่างนี้ด้วย ไม่ใช่เพียงฟังเพียงขั้นเข้าใจ ดังนั้นจึงเริ่มเห็นพระคุณ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ เพียงเห็นเท่านั้นแต่ยังไม่ได้ศึกษาแต่ละคำ จนเห็นพระคุณเพิ่มขึ้นว่าเพื่ออนุเคราะห์คนที่ไม่รู้เลย ให้เกิดความรู้ถูกความเห็นถูกขึ้น เพราะว่าการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ รู้สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าในสมัยใด เห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน คิดเป็นคิด

    ก่อนอื่น วันนี้เพียงให้รู้ว่า ธรรมคืออะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง และทรงแสดงความจริงคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมด เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามที่ได้ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงและเข้าใจขึ้น กำลังฟังพระธรรม กำลังศึกษาพระธรรม กำลังเริ่มเข้าใจพระธรรม แต่ถ้าฟังเรื่องอื่นไม่ใช่ฟังธรรมแล้วก็ไม่ได้เข้าใจธรรมด้วย วันนี้มีอะไรนอกจากนี้บ้าง

    ผู้ฟัง ไม่มีเลย

    ท่านอาจารย์ ก็เท่านี้เอง

    ผู้ฟัง แต่คิดมาก

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แต่คิดก็ไม่ใช่เห็น แล้วก็ไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง นี่คือความต่างของธรรม สภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ นี่คือธรรมแต่ละหนึ่งๆ ๆ กว่าจะรู้ว่าเป็นธรรมจริงๆ ไม่ใช่เรา เวลานี้เหมือนมีเราทุกคนกำลังนั่งอยู่ที่นี่ แต่ความจริงไม่มีใครเลย มีเเต่ความจริงซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแต่ละหนึ่งแล้วดับสืบต่ออยู่เรื่อยๆ

    ถ้าทราบประวัติว่าพระโพธิสัตว์ หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกรพยากรณ์ว่า สุเมธดาบสจะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้คือ พระสมณโคดม ท่านได้ฟังพระธรรม ได้พบพระพุทธเจ้ามาแล้ว ๒๔ พระองค์หลังจากที่ได้ฟังพยากรณ์

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรมกว่าจะเข้าใจได้จริงๆ ว่า ขณะนี้เพราะมีสิ่งที่เกิดขึ้นปรากฏแล้วไม่รู้อยู่เรื่อยๆ ก็มีปัจจัยที่จะทำให้เป็นโล-กะ หรือเป็นโลก ซึ่งมีสิ่งที่เกิดและดับสืบต่ออยู่ตลอดเวลา ฟังด้วยกัน ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างเข้าใจ ซึ่งเป็นการดีที่จะได้มีการทบทวนว่า ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ แต่ถ้าไม่ใช้คำใดๆ ทั้งสิ้นจะเข้าใจได้อย่างไร ในขณะที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ไม่มีคำเลย แต่มีลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏกับปัญญาหรือความเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนั้น โดยลึกซึ้ง โดยถูกต้อง โดยประการทั้งปวง

    สำหรับคนธรรมดาอาจจะมีความเข้าใจเพียงเล็กน้อยมาก เทียบไม่ได้กับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟ้ากับดิน ปัญญาก็ระดับนั้น แม้แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่มีปัญญาเสมอพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พระสาวกที่เป็นอัครสาวกก็ไม่มีปัญญาเสมอกับพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าปัญญาต่างระดับมากจริงๆ จึงเป็นธรรมดาที่ฟังแล้วต่างคนต่างเข้าใจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือพูดถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งถ้าไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังแล้วคิดเอง ไปนำบางคำในพระไตรปิฎกมาแต่งเป็นเล่มตามความคิด แต่ไม่ตรงตามความเป็นจริง

    ดังนั้นที่สำคัญที่สุดคือ ธรรมลึกซึ้งละเอียดยิ่ง ไม่คิดเอง แต่เมื่อได้ยินคำใด ไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจจริงๆ ในคำนั้นซึ่งมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ปัณฑระ เป็นอะไร เป็นจิตเท่านั้น ไม่เป็นอื่นเลยเพราะอะไร เพราะจิตเป็นธาตุรู้ ไม่ใช่จำ ไม่ใช่โกรธ ธาตุรู้เกิดขึ้น เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ความต่างของจิตและเจตสิกคือ เจตสิกก็รู้ แต่เจตสิกไม่ได้เป็นใหญ่ในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า เป็นใหญ่ ทะเลกับฟ้าจรดกัน จิตเห็นความต่าง เพราะว่าจิตเป็นสภาพที่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่มีการเห็นและจำจะรู้หรือไม่ว่า เพียงตรงนี้คือทะเลแล้วต่อจากนั้นคือฟ้า

    การฟังธรรมคือต้องละเอียดอย่างยิ่ง ธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ รู้แจ้งคือความจริงนั้นเป็นอย่างไรก็รู้เฉพาะลักษณะที่ปรากฏว่าเป็นอย่างนั้น แต่ไม่ใช่จำและไม่ใช่ปัญญาด้วย เพียงแต่เป็นธาตุที่รู้สิ่งที่ปรากฏชัดเจน อย่างที่ได้กล่าวถึงแล้ว ขนมชนิดนี้นิ่มมากๆ เลย และที่นิ่มน้อยไม่ถึงกับนิ่มๆ อย่างนี้ แค่นุ่มๆ ก็มีใช่หรือไม่ ใครรู้ จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งลักษณะนั้น ที่เราจะใช้คำว่านิ่มหรือคำว่านุ่ม เพราะเหตุว่าความต่างของสิ่งที่ปรากฏมี โดยใครรู้แจ้งในความต่างคือจิต เพราะฉะนั้น จิตเป็นใหญ่เป็นประธานเพียงรู้แจ้ง

    ด้วยเหตุนี้ถ้าจะกล่าวถึงนามธรรม กล่าวได้ว่ามี ๕๓ ประเภท นามธรรมที่เกิดเป็นเจตสิก ๕๒ ประเภท มีลักษณะเฉพาะของตนของตน มีกิจการงาน มีเหตุใกล้ เฉพาะเจตสิกนั้นๆ ส่วนอีกหนึ่งก็คือนามธาตุแต่ไม่ใช่เจตสิก เพราะเป็นสภาพที่รู้แจ้ง ไม่ใช่สภาพที่จำ ไม่ใช่สภาพที่โกรธ เพราะฉะนั้น จิตก็เป็นนามธาตุหนึ่ง รวมกับเจตสิกอีก ๕๒ จึงเป็นนามธาตุ ๕๓ ถ้ามีความเข้าใจจะกล่าวอย่างนี้ผิดหรือไม่ ในเมื่อเข้าใจว่าจิตไม่ใช่เจตสิก และทั้งสองอย่างก็เป็นนามธาตุ โดยจะเรียกรวมว่า นามธาตุ ๕๓ ก็ได้ แต่ถ้าแยกก็คือ เจตสิกมี ๕๒ และจิตเป็นนามธรรมด้วย แต่ว่าจิตไม่ใช่เจตสิกเลย

    เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน คำว่า ปัณฑระ ใช้สำหรับจิตเท่านั้น ไม่ใช้สำหรับเจตสิกใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าเจตสิกแต่ละหนึ่งแม้เกิดพร้อมจิต รู้สิ่งที่จิตรู้ ใช้คำว่า อารัมมณะ หรือ อาลัมพนะ สำหรับภาษาไทยคือ รู้ กับ ถูกรู้ เพราะฉะนั้น ที่รู้แจ้งคือจิต ที่ถูกรู้แจ้งคืออารมณ์ในภาษาไทย แต่ภาษาบาลีใช้คำว่า อารัมมณะ หรือ อาลัมพนะ ถ้าจิตเกิดขึ้นไม่มีอารมณ์ได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งต้องมีสิ่งที่ถูกรู้

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่ถูกรู้ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น จิตรู้สิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารมณ์หรืออารัมมณะของจิต จะมีแต่อารมณ์โดยไม่มีจิตได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะอารมณ์หมายเฉพาะสิ่งที่จิตรู้ ไม่ว่าอะไรจะมีก็ตามแต่ถ้าจิตไม่ได้รู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นไม่ใช่อารมณ์ ไม่ใช่อารัมมณะ แข็งในป่าก็มี แข็งที่อื่นก็มี แต่เป็นอารมณ์หรือไม่ถ้าจิตไม่รู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นไม่ใช่อารมณ์ แต่สิ่งนั้นมี เพราะฉะนั้น เฉพาะสิ่งที่จิตรู้เท่านั้นที่ใช้คำว่า อารัมมณะ หรืออารมณ์ ในภาษาไทย

    ด้วยเหตุนี้ ปัณฑระคือธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ จึงเป็นเฉพาะจิตที่รู้แจ้งได้ แต่สภาพธรรมที่เป็นเจตสิกแม้รู้อารมณ์ แต่ไม่ใช่การรู้แจ้ง เป็นการจำบ้าง เป็นความรู้สึกต่างๆ บ้าง เป็นความขุ่นเคืองใจบ้าง เป็นความติดข้องบ้าง ไม่ใช่ธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง เพราะฉะนั้น แต่ละคำไม่เปลี่ยน ปัณฑระ ได้ยินเมื่อใดก็รู้ว่าหมายความถึงจิต ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ จะไม่เรียกปัณฑระก็ได้ ถ้าบอกว่าขณะที่เห็นเป็นจิตก็ถูก ซึ่งจิตประเภทนี้ไม่ใช่เจตสิกใดๆ เลยทั้งสิ้น จิตเห็นรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้น เกิดเพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เห็นแล้วดับไป

    เรายังไม่ต้องกล่าวถึงคำอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทรงแสดงด้วยพระมหากรุณา ที่จะทำให้ละเอียดขึ้นและรู้ว่าเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เราจริงๆ แต่ต้องเริ่มจากความถูกต้องตั้งแต่ต้นและไม่สับสนด้วย เพราะฉะนั้น ฟังแล้วจะลืมหรือว่าจะเข้าใจเพียงใด หรือว่าจะสับสน หรือว่าจะปนกับเรื่องอื่น ก็ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ ที่จะรู้ว่าแต่ละคำ ถ้าเข้าใจจริงๆ ไม่เปลี่ยน แล้วจะอุปการะจนถึงชาติต่อไปด้วยเพราะสามารถที่จะรู้ว่า จิตเป็นจิต ไม่ใช่เจตสิก

    เมื่อได้ยินคำว่า จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน ที่ใช้กันบ่อยมากเลย มหาสติปัฏฐาน ยังไม่ทันรู้อะไรเลยทั้งสิ้นก็จะทำสติ เจริญสติ มีอะไรเป็นอารมณ์ มีจิตเป็นอารมณ์ หรือมีอะไรเป็นอารมณ์ จนกระทั่งใช้คำซึ่งไม่ต้องใช้ก็ได้คือ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายความว่า ปัญญาขณะนั้นรู้สภาพที่มีจริงซึ่งเป็นธาตุรู้ เป็นธาตุรู้แจ้งในขณะนั้น ไม่ใช่จำ ไม่ใช่เจตสิกอื่นใดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ปัญญาขณะนั้นคมเพียงใดสามารถที่จะแยกธาตุรู้ซึ่งเกิดพร้อมกันว่า ธาตุรู้นี้เป็นแต่ธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธาน และลักษณะความเป็นใหญ่เป็นประธาน เมื่อปัญญาสมบูรณ์แล้วก็ปรากฏในความเป็นธาตุรู้ ซึ่งไม่ใช่เจตสิกใดๆ แต่เป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้

    เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่ลืมสิ่งที่ได้ฟัง ไม่เพิ่มเติม ไม่คิดเองแต่ก็ไตร่ตรอง แล้วเวลาที่มีคำอื่นๆ ต่อไป รู้ว่าเพื่ออนุเคราะห์ให้เข้าใจสิ่งนั้นลึกซึ้งขึ้น จะใช้คำว่าขันธ์ หรือจะใช้คำอะไรก็ตามนั้นตรงกับที่ได้ฟัง ไม่เปลี่ยนแปลง จิตเป็นขันธ์หรือไม่ ปัณฑระเป็นขันธ์หรือไม่

    หทย อีกชื่อหนึ่งแล้ว เพราะอะไรจึงมีคำนี้อีก ในเมื่อใช้คำว่าธาตุ ใช้คำว่านามธาตุ ใช้คำว่าจิต แยกออกมาจากสภาพที่เป็นนามธาตุอื่นๆ คือเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์เเล้วยังใช้คำว่า หทย อีกเพราะอะไร เพื่อให้เข้าใจจริงๆ เพิ่มขึ้น ละเอียดขึ้น ที่จะไม่สับสน หทย หมายความถึงภายใน อะไรในที่สุด เดี๋ยวนี้ ไม่มีอะไรในกว่านี้อีกก็คือจิต เพราะแม้เจตสิกเกิดกับจิตเเต่ยังเป็นภายนอกที่เกิดกับจิต แล้วแต่ว่าเป็นเจตสิกประเภทใดเกิด แต่ว่าไม่ใช่จิต

    ดังนั้น ตัวจิตแท้ๆ เป็นภายในที่ในที่สุด แล้วก็มีเจตสิกซึ่งเป็นธาตุรู้ แต่ไม่ใช่หทย ไม่ใช่ภายในแท้ๆ ที่สุด เพราะฉะนั้น เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตไม่ใช่ปัณฑระ ไม่ใช่หทย แล้วยังใช้คำอื่นอีก เช่นคำว่า มโน มนัส วิญญาณ ทั้งหมดเป็นการส่องให้เข้าใจจิตละเอียดขึ้น มั่นคงขึ้น ชัดเจนขึ้นว่า แยกจากธรรมอื่น

    ธรรมที่มีจริงใช้คำว่า ปรมัตถธรรม มาจากคำว่า ปรม กับ ธรรม แต่ภาษาไทยเราไม่ใช้ ตัว ป ใช้ตัว บ ก็เป็น บรม แทนที่จะเป็น ปรม ซึ่งตามบาลีคือ ปรมัตถธรรม ปรม๑ อัตถ๑ ธรรม๑ สิ่งที่มีจริงต้องมีลักษณะที่เป็นจริงอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น แต่ว่าสิ่งที่มีจริงลักษณะต่างกัน อัตถ คือคำที่ส่องถึงลักษณะของสิ่งนั้นๆ เพราะว่าถ้าไม่มีลักษณะที่ต่างๆ กันออกไป จะมีอัตถหรือไม่ ก็ไม่มีคำที่จะใช้สำหรับที่จะแสดงลักษณะที่ต่างกันของธาตุนั้นๆ ใช่หรือไม่ และธาตุนั้นเป็นใหญ่จริงๆ แต่ละหนึ่งๆ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    23 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ