ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๕๐

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคนที่จะไม่สงสัยคือพระโสดาบัน

    ผู้ฟัง การเห็น เมื่อจิตเห็นเกิด เราก็เห็นเป็นดอกไม้ เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้ว

    ท่านอาจารย์ จิตเห็นเกิดแล้วดับ เห็นแล้วดับไม่ทำอะไรเลย ไม่ไปรู้ว่าเป็นดอกไม้หรืออะไรทั้งสิ้น เพียงแค่เห็นเท่านั้น

    ผู้ฟัง แล้วจิตคิด

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นอีกจิตหนึ่งซึ่งเกิดสืบต่อ เพราะว่าจิตที่เกิดแล้วดับไป ทันที่ที่จิตก่อนดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่น เราไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่าเดี๋ยวนี้จิตใดเกิดแล้วดับ เพราะเหมือนกับว่าสืบต่อกันสนิทมาก ไม่เห็นรอยต่อเลย ถ้าเป็นรูปธรรมเรายังเห็นรอยต่อ แต่นามธรรมไม่ใช่รูปธรรม ทั้งๆ ที่เกิดแล้วดับ แล้วมีจิตอื่นเกิดสืบต่อทันทีเลย ไม่เว้น ไม่มีช่องว่าง จึงไม่ปรากฏว่าเห็นอย่างที่เราเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเหมือนกับดับไป

    ผู้ฟัง นั่นเห็นแล้วก็คิด แล้วก็เสียง

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างเลย

    ผู้ฟัง แล้วก็ต่อเนื่องไปเรื่อย

    ท่านอาจารย์ ต่อเนื่องไป เพราะฉะนั้นตายแล้วเกิดทันที ไม่มีระหว่างคั่น เหมือนเห็นดับแล้วก็จิตอื่นเกิดสืบต่อทันที แต่ทันทีที่จิตขณะสุดท้ายของโลกนี้ที่ทำให้ยังคงเป็นบุคคลนี้อยู่ดับ ใช้คำว่าจุติ หมายความว่าพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง จะกลับมาเป็นบุคคลนี้อีกสักหนึ่งขณะก็ไม่ได้ แล้วก็เป็นบุคคลอื่นสืบเนื่องมาจากจิตที่ดับไปซึ่งเป็นคนก่อน เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าจิตเกิดดับอย่างนี้เปลี่ยนไม่ได้ แม้จะใช้คำว่าตายแล้วเกิด ก็คือว่าไม่มีระหว่างคั่น เดี๋ยวนี้ก็กำลังเกิดตายไม่ใช่หรือ

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แต่ใช้คำว่า "ขณิกมรณะ" หมายความว่าความตายทุกขณะ ทุกขณะเกิดแล้วดับจึงเป็นขณิกมรณะ และเวลาที่เกิด แต่เราใช้คำว่าตาย เขาตายแล้วเป็นสมมติมรณะ เราสมมติว่าตาย แต่เขาเกิดแล้วทันทีคือจิตที่จะไม่ให้เกิดดับสืบต่อเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตเกิดต่อ ปฏิสนธิคือสืบมาจากชาติก่อนสืบเนื่องต่อกัน

    ผู้ฟัง  ขณะที่จิตเห็นเกิด จิตขณะต่อไปก็คือรู้เรื่องราวเป็นคน

    ท่านอาจารย์ แท้ที่จริงแล้ว อภิธรรมแสดงการเกิดดับสืบต่อของจิตทีละหนึ่งขณะเร็วยิ่งกว่านี้อีก จากเห็นจะเป็นคิดทันทีและมีจิตระหว่างนั้นคั่นหลายขณะ

    ผู้ฟัง สำหรับคนที่เริ่มเข้าใจ และเริ่มที่เรียกว่าน้อมไประลึก จะน้อมไประลึกรู้จิตที่รู้ว่าเป็นสัตว์บุคคล เป็นสิ่งต่างๆ หรือน้อมไประลึกรู้จิตเห็นที่เกิดก่อนที่จะรู้เรื่องราวเหล่านั้น

    ท่านอาจารย์ เวลานี้จิตยังไม่ปรากฏเลย รู้เพียงว่ามี เพราะฉะนั้นที่จะน้อมไปคิดเรื่องนั้นหรือจิตนี้เป็นไปไม่ได้เลย ต้องเป็นการเข้าใจปริยัติ ปริยัติคือพุทธพจน์ ไม่ใช่เป็นนายช่าง วิศวกร เป็นนายแพทย์ หรืออะไรทั้งสิ้น วิชาการอื่นใดทั้งหมดไม่ใช่พุทธพจน์ ไม่ใช่ปริยัติ เพราะฉะนั้นปริยัติจะในภาษาใดก็ตามคือการฟังพระพุทธพจน์ด้วยความเข้าใจจนรอบรู้ ถ้าเพียงเล็กน้อยอย่างนี้จะเป็นการละกิเลสอะไรได้ ไม่ใช่การรอบรู้เลย รอบรู้คือมั่นคงตั้งแต่จิตเป็นธาตุชนิดหนึ่งไม่มีรูปร่าง แต่เกิดขึ้นทำหน้าที่เดียวคือรู้ เช่นกำลังเห็น รู้อะไร ก็รู้สิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น สิ่งนี้มีจริง เพียงมีจริง ยังไม่เป็นอะไรเลยทั้งสิ้น ธาตุนี้จะเป็นคนไม่ได้ แต่เป็นธาตุที่สามารถกระทบตา เพราะฉะนั้นคนไปกระทบตาไม่ได้ แต่ว่าธาตุนี้ที่กำลังปรากฏทันทีที่เห็นเกิด สามารถกระทบจักขุปสาทได้ เพราะฉะนั้นเรายังไม่น้อมอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น ถ้ามีการที่จะให้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่พุทธพจน์ เพราะพุทธพจน์คืออนัตตา จากปริยัติรอบรู้ก่อน แล้วก็ปฏิปัตติจึงเกิดได้เพราะความรอบรู้นั้นเป็นปัจจัย

    ใครๆ ก็อยากรู้ลักษณะของสภาพธรรมใช่ไหม ยิ่งได้ฟังว่าเกิดดับแล้วเมื่อไรจะรู้ แทนที่จะรู้ว่าความเข้าใจยังน้อยมาก ก็ไม่พอ จึงหวัง คิดต้องการก็คือโลภะ ซึ่งละเอียดมากและรู้ได้ยากมาก เพราะอยู่ด้วยตั้งแต่เช้ามาหรือไม่ ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นหรือไม่ แม้เพียงเอื้อมมือไปก็โลภะ คือต้องการที่จะเอื้อมมือไป ถ้าไม่ต้องการ มือก็เอื้อมไปไม่ได้ เพราะธาตุดินธาตุน้ำไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย แต่สามารถเคลื่อนไหวไปได้ พูดได้ เล่นละครได้ กายกรรมก็ได้ ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นเพราะจิต ด้วยเหตุนี้จิตละเอียดและเป็นปัจจัยที่จะให้รูปสามารถที่จะเคลื่อนไหวไป และวาจาก็เกิดขึ้นได้เพราะจิตคิด รูปก็เคลื่อนไหวไปให้เสียงกระทบกันจนออกมาเป็นเสียง แล้วก็จำเสียงนั้นเป็นคำต่างๆ

    ก็จะเห็นได้ว่าถ้าไม่เข้าใจจริงก็จะมีความอยากหรือหวัง คิดว่าอาจจะง่าย แต่ใครก็ตามที่พูดว่าธรรมง่าย ลองไตร่ตรองว่าถูกหรือผิด ถ้าง่ายจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญบารมีถึงอย่างนี้หรือ หรือเมื่อตรัสรู้แล้วไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดง เป็นคำที่ยืนยันว่ายากแสนยาก ไม่มีใครสามารถที่จะรู้การเกิดดับของสภาพธรรมโดยไม่มีความเข้าใจจากการฟัง จนกระทั่งค่อยๆ คลายความไม่รู้ จนกระทั่งไม่หันไปหาทางผิด ต้องมีความมั่นคงว่าปัญญาต้องเกิดจากการฟังก่อน และพิจารณาไตร่ตรองจนเข้าใจ

    หัวใจสำคัญคือเราบอกว่าปัญญาประเสริฐสุด ถ้าพูดภาษาธรรมดาก็คือว่าความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏประเสริฐสุด เพราะว่าความเข้าใจถูกตั้งแต่ขั้นฟัง จนกระทั่งรู้ลักษณะที่ปรากฏ จนกระทั่งแทงตลอดสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นต้องเป็นความเข้าใจเท่านั้น ถ้าไม่เข้าใจจะรู้อย่างนี้ได้ไหม ก็ไม่ได้เลย และต้องตามลำดับด้วย ยังไม่มีการรู้แล้วจะคลายการที่เคยติดไว้อย่างมากมายได้อย่างไร รู้เพียงเท่านี้ไม่เป็นเราแล้วหรือ หมดอยากแล้วหรือ เป็นไปไม่ได้เลย ต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ

    ผู้ฟัง  ปฏิบัติธรรมคือระลึกรู้สิ่งที่เกิดขึ้น ความรู้สึกที่ร่างกายคือเมื่อไรที่ระลึกรู้ก็จะรู้เวทนาในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ก็คิดว่าการปฏิบัติแบบนี้จะทำให้เราไม่จมลงไปกับอกุศล

    ท่านอาจารย์ นี่คือเราคิด แต่ว่าปฏิบัติที่แท้จริงคืออะไรที่ไม่ใช่เราคิดเอง เราคิดเองก็ถามกันว่าปฏิบัติคืออะไร คนนั้นก็ตอบอย่างนี้ คนนี้จะตอบอย่างนั้น เราไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจจริงว่าธรรมไม่ใช่ภาษาไทย พระธรรมที่ทรงแสดงไม่ได้แสดงเป็นภาษาไทย แต่แสดงกับชาวเมืองที่เขาใช้ภาษานั้น และเขาสามารถที่จะเข้าใจคำนั้นได้ และถึงแม้ว่าจะพูดภาษานั้นได้ แต่ถ้าไม่รู้ความหมายความจริงของสิ่งนั้นก็คือต้องเรียนต้องฟัง และคนที่รู้ที่สุดไม่มีใครนอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืมว่ามีใครเป็นที่พึ่ง มีพระปัญญาคุณที่ทรงแสดงพระธรรมให้เราเกิดความเห็นที่ถูกต้อง คือความเข้าใจถูกในสิ่งซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนแม้สิ่งนั้นมี เช่น เห็น กำลังมี รู้ไหมว่าเห็นเป็นอะไร ยังไม่ต้องไปปฏิบัติเลยใช่ไหม แล้วไปปฏิบัติจะรู้เห็นเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็นไหม

    ผู้ฟัง ที่ผ่านมาไม่ใช่เลย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ต้องตั้งต้นใหม่ ฟังใหม่ ค่อยๆ เข้าใจทีละคำตั้งแต่ต้นด้วย จะไปเข้าใจสติก่อนได้ไหม

    ผู้ฟัง ตอนนี้ก็ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แล้วเดี๋ยวนี้ก็รู้ชัดใช่ไหมว่าคำแรกที่ต้องเข้าใจคือธรรมในภาษาบาลี ซึ่งหมายความถึงสิ่งที่มีจริงก่อน เราจะสนทนากัน เราจะพูดกันถึงความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ซึ่งถ้าใครไม่ได้ฟังพระธรรมมาก่อน ไม่มีทางที่จะพูดความจริงนี้ได้เลย คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก เพราะว่าไม่ได้บำเพ็ญคุณความดีมาพอที่จิตจะปราศจากความไม่รู้และความติดข้อง แล้วรู้สิ่งที่กำลังปรากฏได้ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องทราบว่าที่เราฟังธรรมเพราะว่าจิตของเรานานแสนนานมาแล้ว ทุกขณะเกิดขึ้นเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดนึกบ้าง ทุกชาติ โดยไม่รู้ความจริงเลยว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นนอกจากจะรู้ว่าสิ่งที่มีจริง มีจริงๆ แล้ว ก็ยังรู้ว่าไม่ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร สิ่งนั้นปรากฏว่ามี เมื่อสิ่งนั้นเกิด ถ้าสิ่งนั้นไม่เกิด จะบอกว่ามีสิ่งนั้นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ใครทำให้เกิด

    ผู้ฟัง เขาก็เกิดขึ้นเองใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่มีใครสามารถทำได้เลย ต้องเข้าใจความหมายของคำว่าอนัตตาคือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่สามารถบังคับบัญชาได้ ต้องการจะเข้าใจธรรมอย่างยิ่ง ก็นั่งนิ่งๆ จะเข้าใจไหม หรือเดินทั้งวัน ใช่หนทางที่จะเข้าใจธรรมไหม ก็ไม่ใช่หนทางเลย เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืมว่าการที่จะเข้าใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ก็ด้วยการฟัง ยุคสมัยปัจจุบันก็มีการอ่าน แต่การอ่านก็คือจำเสียง ถ้าไม่มีการจำเสียงก็จะเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเป็นเส้นขีดหรือกลมบ้าง แต่ไม่ทราบว่าคืออะไร แต่เมื่อมีการที่อ่านก็จะรู้จักคำ เช่นคำว่า "สมัยหนึ่ง" เป็นตัวหนังสือ เมื่อมีเสียงของคำว่าสมัยหนึ่ง รูปร่างอย่างนี้ ตัวหนังสืออย่างนี้ ทำให้รู้ว่าหมายถึง "สมัยหนึ่ง" เพราะฉะนั้นการศึกษาเป็นเรื่องซึ่งทำให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีอย่างถูกต้อง ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจหรือว่าไม่ถูก ก็ไม่สามารถที่จะให้ความเข้าใจเกิดขึ้นได้ แล้วฟังทำไม แต่ถ้าฟังแล้วรู้ว่าฟังอีก ก็กำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงให้เกิดความเห็นถูกให้เกิดความเข้าใจถูกได้ทีละเล็กทีละน้อย จนสามารถที่จะรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นความจริงอย่างนั้น แต่จะรู้อย่างนั้นได้เมื่อไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งต้องอาศัยความละเอียด

    ขณะนี้เรากำลังฟังธรรมเพื่อสะสมความเห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ แต่ฟังอย่างไรก็ยังไม่สามารถจะเห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ เพราะฟังไม่มากพอ จึงยังไม่เห็นการเกิดขึ้นของสิ่งนี้ และได้ยินด้วยว่าสิ่งนี้ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย เราอาจจะคิดว่าเราทำได้ แต่ว่าโดยแท้จริงแล้วไม่มีอะไรที่จะเกิดโดยมีใครคนใดคนหนึ่งไปทำให้เกิด มีแต่ธรรมทั้งนั้นที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ค่อยๆ ฟัง เข้าใจเท่านี้เพียงพอไหม ไปปฏิบัติได้ไหม ก็ไม่ได้เลย เพราะว่าไม่เข้าใจการเข้าใจตามลำดับขั้น เราจะไม่เข้าใจขั้นต้นแล้วไปเข้าใจขั้นสูงซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย

    ด้วยเหตุนี้พระธรรมที่ทรงแสดง ต้องมีการฟังเป็นเบื้องต้น ยุคนี้จะอ่านก็ได้ แต่ไม่ใช่เพียงฟังหรืออ่านอย่างเดียว ต้องคิดไตร่ตรองให้รู้ด้วยว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดเป็นอย่างนั้นโดยบังคับบัญชาไม่ได้ แม้คิดก็ต่างคนต่างคิด บังคับความคิดของใครไม่ได้เลย เปลี่ยนความคิดที่เกิดแล้วไม่ได้ด้วย เกิดแล้วจะเปลี่ยนได้อย่างไร เกิดแล้วเป็นอย่างนั้นก็เป็นอย่างนั้นชั่วคราว แล้วก็ดับไป นั่นคือไม่ลืมว่าสิ่งที่มีจริงเป็นอนัตตา เราอาจจะมองเห็นเป็นดอกไม้ เป็นคน ฯลฯ แต่ถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏแต่ละทางและไม่รวมกัน ก็จะไม่มีการยึดถือว่าเป็นเราหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เพราะสภาพธรรมเกิดดับเร็วมาก เปลี่ยนให้ช้าหน่อยได้ไหม จะได้รู้ ก็ไม่ได้เลย ไม่มีใครทำอะไรธรรมได้เลยจึงเป็นปรมัตถธรรม ซึ่งเมื่อได้ยินคำนี้ต้องทราบว่าหมายความว่าอะไรก่อนที่จะไปถึงปฏิปัตติ และการที่ฟังอย่างนี้แล้วค่อยๆ เริ่มเข้าใจขึ้น เรื่องราวซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟังของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ก็เพิ่มความเข้าใจขึ้นทีละเล็กละน้อยว่าจริงไหม ถ้าจริงก็เป็นพุทธพจน์คือพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสด้วยพระโอษฐ์จากการที่ได้ทรงตรัสรู้ เพื่ออนุเคราะห์ให้คนที่มีโอกาสได้ฟังเสียงนั้น คำนั้นไม่ว่าในภาษาใด ก็สามารถที่จะทราบได้ว่าหมายความถึงสิ่งนั้นสิ่งหนึ่งเท่านั้น ที่กำลังปรากฏทีละอย่างทีละอย่าง ยังไม่ถึงปฏิบัติ 

    เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีปัญญาขั้นต้นแล้วก็ไปปฏิบัติ ปฏิบัติอะไรก็ไม่ทราบ ปฏิบัติแล้วรู้อะไรก็ไม่ทราบ และปฏิบัติทำไมก็ไม่ทราบ ไม่ทราบสักเรื่อง นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะให้ไม่รู้ เพราะฉะนั้นจะไม่พูดถึงเรื่องไร้สาระ ซึ่งไม่ได้ทำให้เราเกิดความเข้าใจอะไรเลย เพราะว่าเรามีเวลาจำกัดเพียงเล็กน้อย ถ้าเราทราบแล้วว่าอะไรก็ตามที่ไม่ทำให้เกิดความเห็นถูกต้องในสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็ไม่ไปสนใจเลย เพราะทุกนาทีมีค่า

    เมื่อวานนี้ต้องขออนุโมทนาคุณพิสิษฐ์ เพราะเหตุว่าคุณพิสิษฐ์ฟังแล้วเข้าใจ ทุกคนกำลังกระทบแข็ง ก่อนฟังธรรมไม่ทราบเลยว่าแข็งเป็นเพียงสิ่งที่มีจริงเท่านั้นเอง และเป็นส่วนหนึ่งของสังสารวัฏฏ์ คือสภาพธรรมซึ่งเกิดดับสืบต่อ ไม่ขาดไปสักอย่างหนึ่ง ไม่ว่ากำลังเห็นเดี๋ยวนี้ก็เป็นสังสารวัฏฏ์ ได้ยินซึ่งไม่ใช่เห็นเกิดสืบต่อก็สังสารวัฏฏ์ แข็งที่ปรากฏก็เป็นสังสารวัฏฏ์ ทุกอย่างที่มีทั้งหมดเกิดดับสืบต่อ แต่ถ้าไม่ได้ฟังธรรมก็ไม่เข้าใจว่านั่นไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยทั้งสิ้น เป็นเพียงลักษณะของสิ่งที่มีจริงลักษณะนั้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นก่อนฟังธรรม แข็งก็ปรากฏ แต่ไม่มีการรู้ลักษณะที่แข็งด้วยความเข้าใจเลย เหมือนเสียงหรือสิ่งที่ปรากฏก็ไม่ได้มีความเข้าใจอะไรเลย กลับไปจำสภาพธรรมที่ปรากฏเหมือนพร้อมกับขณะที่เห็น เช่นเป็นสีสันวัณณะ เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ คิดว่าพร้อมกัน ก็เลยยึดมั่นว่าเห็นคน เห็นดอกไม้ เห็นต้นไม้ เดี๋ยวนี้ยังเป็นอย่างนั้นไหม

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง นี่คือความจริง ต้องพูดความจริง เรื่องจริงโดยตลอด ใครจะบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว เป็นไปได้ไหม มีหนทางอะไรที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้เองหรือโดยฉับพลันโดยไม่มีสาเหตุใช่ไหม เพราะฉะนั้นการฟังธรรมจะทำให้เราไม่ถูกลวงด้วยความคิด ด้วยความหวัง ด้วยความต้องการ อย่างบางคนเข้าใจว่าประจักษ์การเกิดดับแล้ว เพียงแต่มีแข็ง แล้วเข้าใจว่านั่นเป็นสิ่งที่มีจริงเท่านั้นชั่วขณะหนึ่ง อย่างที่คุณพิสิษฐ์เล่าให้ฟังเมื่อวานนี้ คือก่อนฟัง ไม่ได้มีการที่จะรู้ว่าแข็งขณะนั้นเป็นเพียงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้แล้วปรากฏด้วย ก็ไม่มีการรู้เลยคือผ่านไปเลย

    แข็งเดี๋ยวนี้ มีใครรู้บ้าง ผ่านไปแล้วใช่ไหม แต่เมื่อฟังมากขึ้นไม่ได้ตระเตรียมเลยว่าอะไรจะปรากฏให้เข้าใจ ที่รู้ก็รู้เสมอ เช่นเสียงก็ปรากฏให้รู้ว่าเสียงเป็นอย่างนี้ กลิ่นก็ปรากฏให้รู้ว่ากลิ่นเป็นอย่างนี้ รสก็ปรากฏให้รู้ว่ารสเป็นอย่างนี้ แต่ไม่มีความเข้าใจว่านั่นเป็นเพียงสิ่งที่มีจริงแน่นอนซึ่งปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่ใช่ของใครเลย ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นอย่างนั้นเองตามเหตุตามปัจจัย นานแสนนานมาแล้วก็ไม่รู้และไม่เข้าใจ แล้วก็ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นจากการที่ได้ฟัง เมื่อมีลักษณะของสภาพธรรมซึ่งปกติก็ปรากฏเป็นธรรมดา แต่ความเข้าใจเกิดขึ้นในขณะนั้นที่จะรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง มีลักษณะแข็งก็แข็ง เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง

    เพราะฉะนั้นเราจะใช้คำว่าสติได้ไหม เพราะเหตุว่ามีความต่างระหว่างก่อนฟังกับเมื่อฟังแล้วเข้าใจ ถ้าไม่ใช่สติ ก็ไม่มีทางที่จะรู้ขณะที่ต่างกัน แล้วจะรู้ความต่างกันอย่างไรถ้าไม่พูดให้เข้าใจว่า ๒ ขณะนี้ต่างกัน ขณะหนึ่งคือแข็งก็กระทบทุกวัน เดี๋ยวนี้ก็มี แต่ไม่มีขณะที่ปรากฏความเป็นแข็งที่เป็นธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงเท่านั้น ซึ่งเราได้ยินบ่อยๆ ว่าสติสัมปชัญญะและสติปัฏฐาน ก็ค้นหาและถามว่าสิ่งนี้หรือสิ่งนั้นใช่หรือไม่ แต่ขณะนั้นไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจเลย ตราบใดที่ยังถาม

    เพราะฉะนั้นในขณะที่ฟังแล้วไม่ต้องถาม เพราะว่ามีปัจจัยคือเมื่อเข้าใจมากพอที่เมื่อไรเราก็บังคับไม่ได้ แต่เมื่อนั้นสภาพธรรมนั้นปรากฏ ซึ่งปกติก็ปรากฏแต่เมื่อมีความเข้าใจในสิ่งนั้นนี่คือสติปัฏฐานนี่คือสติสัมปชัญญะ เพราะขณะนั้นมีความรู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งไม่ต้องเรียกชื่อเลย แต่ลักษณะของสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องหวังคอย ไม่ต้องหวังรอว่าเมื่อไรสติปัฏฐานจะเกิดบ่อยๆ เพียงให้เข้าใจเท่านั้นก่อนอื่นว่าต่างกัน คือขณะที่ไม่รู้ไม่เข้าใจผ่านไปเรื่อยๆ เหมือนทุกวัน กับขณะที่สภาพนั้นเป็นอย่างนั้นก็ปรากฏ แข็งก็แข็งอย่างเดี๋ยวนี้ แต่ปัญญาเกิดขึ้นรู้ว่าขณะนั้นเป็นสิ่งที่มีจริง แต่เล็กน้อยมาก ไม่ต้องอยากให้มากมาย ต้องไม่ลืมคำว่าอนัตตา เพราะเหตุว่าโลภะจะเข้ามาเกี่ยวข้องตลอด ไม่เว้นเลยถ้าปัญญาไม่พอ

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรมต้องไม่ลืมว่าเพื่อละความติดข้อง เพราะติดจนกระทั่งไปไหนไม่ได้เลยประกบไว้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าใครจะพูดถึงอะไร โลภะก็อยู่ตรงนั้นประกบไว้ว่าให้เป็นอย่างนั้น ให้ต้องการอย่างนั้น ให้คิดอย่างนั้น ให้ทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้นยากที่จะเข้าใจที่จะรู้โลภะอย่างละเอียดขึ้นได้

    มิฉะนั้นไม่ทรงแสดงว่า ได้พบนายช่างผู้สร้างเรือนหลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว นายช่างผู้สร้างเรือนคือโลภะซึ่งเกิดบ่อยที่สุด เกิดบ่อยมากจนใช้คำว่า "โลภคุณา"  (โล - พะ - คุ - นา) คือความติดข้องต้องการเป็นชั้นๆ พอกไว้ เดี๋ยวก็มาอีก ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แกะออกได้ไหม ถ้าไม่มีความเข้าใจถูก ถ้าไม่มีเครื่องมือ ถ้าไม่มีปัญญา ไม่มีใครสามารถจะทำลายหรือทำให้โลภะ ซึ่งมีปัจจัยที่จะเกิดแล้วเกิดอีก เกิดแล้วเกิดอีกได้

    ด้วยเหตุนี้ใครจะบอกให้ละ ใครจะบอกให้ไม่มีโทสะ ฯ เขาเป็นใครที่สามารถจะบอกคนอื่นให้ไม่มี ตนเองมีหรือไม่ แล้วก็บอกคนอื่นเขาว่าให้ไม่มี กล่าวได้อย่างหน้าตาเฉยว่าอย่าโกรธ แล้วตนเองโกรธหรือไม่ เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่ความจริงที่ว่าเพียงแต่บอกว่า "อย่า" แล้วจะเกิดได้ แต่ต้องเป็นความเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร

    เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศลที่ไม่ดีมากมายมหาศาลประมาณไม่ได้เลย มีอยู่ตลอดเวลาก็ไม่รู้ ตั้งแต่เช้า ทั้งกายบ้าง ทั้งวาจาบ้าง แล้วยังใจอีก มากมาย แล้วถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังความจริง ไม่มีความเห็นถูกต้อง จะนำอะไรไปอย่า ไปละอกุศลได้ ซึ่ง "อย่า" คำนี้ใช้ไม่ได้เลย อย่าได้อย่างไร ถ้าจะห้ามโดยไม่มีเหตุผลก็ได้ ก็บอกลูกหลานว่าอย่าทำอย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้ แต่เขาก็ทำ เพราะเขาไม่เกิดปัญญาของเขาที่จะเห็นโทษ

    ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ฟังธรรมต้องเป็นผู้ที่ตรง จริงใจ และละเอียดว่าเพราะไม่รู้ ฟังเพราะเหตุว่าเข้าใจขึ้น มีประโยชน์กว่าที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย และเวลาที่สภาพธรรมใดเกิดขึ้น ไม่ลืมคำแรกคืออนัตตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ธรรมต้องมีจริง แต่จริงแล้วต้องเป็นอนัตตาด้วย ถูกหรือผิด เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอนัตตา เดี๋ยวนี้ใครทำให้ปัญญาเกิดได้ ให้ปัญญามากด้วย ละด้วย

    ดังนั้น บอกว่าอย่าอย่างนี้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเป็นการสะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูก ขณะใดที่มีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ หรือแม้ในเรื่องราวของสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนั้นก็เป็นหนทางที่จะทำให้ค่อยๆ คลาย ยังละไม่ได้ เพียงค่อยๆ คลายความติดข้อง แต่อย่าคิดว่าจะเร็ว คิดถึงแสนโกฏิกัปป์ที่ผ่านมา

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    11 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ