ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๑๘

    สนทนาธรรม ที่ บ้านไร่มณฑา จ.ราชบุรี

    วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ อาจหาญร่าเริงที่จะเข้าใจถูกว่าไม่มีเรา ทุกอย่างที่มีเป็นธรรมเท่านั้น ทั้งหมด อยากมากๆ อยากน้อยๆ ไปขวนขวาย ไปทำอะไรทั้งหมด เป็นธรรมทั้งนั้น เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง คนอื่นอาจจะไม่อยากอย่างนี้ อยากอย่างอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้น สภาพธรรมเกิดแล้วตามการสะสมของแต่ละหนึ่ง ซึ่งเป็นแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย แม้แต่คนเดียวกันขณะนี้ก็ต่างกับขณะเมื่อวานนี้ ต่างกับขณะที่จะเกิดขึ้นต่อไป ต่างจากแสนกัปป์ หรือว่าตั้งแต่เกิดมาเป็นขณะนี้

    เพราะฉะนั้น เป็นเพียงหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัยแล้วดับไป อยากมากๆ เป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า ฟังเรื่องธรรมเพื่อที่จะได้เข้าใจถูกว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่เว้นเลย ถ้าไม่เว้นก็คือไม่เว้น จะว่าอย่างนี้เป็นธรรม อย่างนั้นไม่ใช่ธรรม ได้อย่างไร สิ่งที่มีจริงที่เกิดแล้ว เป็นจริงอย่างนั้นแล้วเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ นั่นคือธรรม อยากมากๆ เป็นธรรมหรือไม่ อยากเล็กๆ น้อยๆ เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมที่ไม่ใช่ประเภทอยาก ได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แม้ว่าอยากก็มีกำลังต่างกันคือ ตั้งแต่เล็กน้อยจนกระทั่งถึงมากมายได้ แต่ยังคงเป็นสภาพธรรมนั้นเอง ไม่ใช่สภาพธรรมอย่างอื่น

    พอจะสบายใจขึ้นหรือไม่ว่า ทำทุกอย่างตามปกติเพราะมีปัจจัยที่จะเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ไปกั้น ไปขวางด้วยความเดือดร้อนไม่อยากให้เกิด แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่านั่นไม่ใช่หนทางที่จะรู้ความจริงเลย เพราะเหตุว่ายังมีความเป็นตัวตน ยังมีความเป็นเรา ซึ่งทำให้ไม่เข้าใจขณะนั้นว่า เป็นแต่เพียงสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นชั่วคราวแล้วก็หมดไป เวลาเสียงเกิดขึ้น อยากอะไรทางตาหรือไม่ ไม่ เป็นอยากทางหูแล้ว ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง เข้าใจว่า อยาก เป็นธรรมที่เกิดขึ้นโดยที่เราบังคับไม่ได้ เมื่อเกิดแล้วเราก็พยายามเข้าใจว่าสิ่งนี้เกิด แต่เวลาเราตัดสินใจที่จะเลือกออกไปได้ หรือไม่ออกไปได้ ไปทำได้หรือว่าเลือกที่จะไม่ทำได้ แรงขับเคลื่อนที่ออกไปทำคืออะไร

    ท่านอาจารย์ ใครเลือก

    ผู้ฟัง ตัวเรา

    ท่านอาจารย์ แล้วตัวเราคืออะไร คิด ถ้าไม่คิดจะเลือกหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เลือก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขณะที่เลือกคือคิด คิด เปลี่ยนได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ได้

    ท่านอาจารย์ ได้ ตามเหตุตามปัจจัย คือเห็นความเป็นธรรมว่าเป็นอนัตตา จะคิดอย่างนี้แล้วก็เปลี่ยนเป็นคิดอย่างนั้น หรือไม่เปลี่ยน ก็ตามเหตุตามปัจจัย ทุกอย่างเกิดแล้ว แต่เรามักจะคิดว่าเราจะทำอย่างนั้น เราจะทำอย่างนี้ ลืมว่าที่กำลังจะทำก็คือคิดนั่นเอง ถูกต้องหรือไม่ คิดว่าจะทำ ยังไม่ได้ทำ แต่ความเป็นเราทำให้ไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ และมีความตั้งใจอย่างอื่นที่จะทำอย่างอื่น โดยการที่ไม่รู้ว่าขณะนั้นคือคิด เท่านั้นเอง

    ผู้ฟัง การทำงานเพื่อความสำเร็จในชีวิตในหน้าที่การงาน ถึงจะโลภแต่ก็เป็นความต้องการที่เป็นสุจริต ถ้าเขาเข้าใจอย่างนี้จะช่วยให้เขามีความสำเร็จในหน้าที่การงานจริงหรือไม่

    ท่านอาจารย์ แล้วอะไรเป็นธรรม ฟังธรรม เรื่องนั้น เรื่องนี้ แล้วอะไรเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ทุกอย่างเป็นสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นคำตอบอยู่แล้ว ทุกอย่างเป็นธรรม คิดอย่างนี้ก็เป็นธรรม ขวนขวายก็เป็นธรรม

    ผู้ฟัง ยังไม่เข้าใจถึงขั้นนั้น

    ท่านอาจารย์ ไม่เข้าใจก็เป็นธรรม เริ่มมีความมั่นคง ไม่ลืมเลย ทุกอย่าง ความไม่รู้ก็มีจริงๆ เป็นธรรมด้วย ภาษาบาลีจะใช้คำว่า อวิชชา เพราะว่าวิชชาแปลว่าความรู้ เพราะฉะนั้น อวิชชาคือ ไม่รู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่เรา แต่มีปัจจัยที่จะคิดอย่างนั้นก็คิดอย่างนั้น แล้วคิดดับหรือไม่ แล้วมีสภาพธรรมอื่นเกิดสืบต่อหรือไม่ เป็นอย่างนี้ตลอดชีวิต เกิดขึ้นแล้วดับไป หลากหลายมาก แล้วแต่ว่าจะยึดถือว่าเป็นเรามากน้อยเพียงใด

    ผู้ฟัง ขณะใดที่คิดถึงว่าต้องการความสำเร็จในหน้าที่การงาน ก็ให้ระลึกถึงว่าเป็นสภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ ไม่มีใครให้ใครทำอะไรได้ จนกว่าจะเป็นความเข้าใจของตนเองจริงๆ ว่า คิดเกิดขึ้นเพราะจำเรื่องราวแล้วก็ยังมีโลภะ มีความติดข้อง แล้วก็ยังมีการรู้เรื่องเก่าๆ ที่จะทำให้คิดถึงอดีตและอนาคต แต่ขณะนั้นก็ดับแล้วหมดแล้ว ตายทันทีได้หลังจากที่คิดอย่างนั้น และผลคือไม่รู้อะไร ไม่เข้าใจอะไร แต่ว่ามีความต้องการที่จะคิดในขณะนั้น

    ผู้ฟัง ถ้าจะมองเป้าหมายว่าการทำงานเพื่อความสำเร็จ

    ท่านอาจารย์ ความสำเร็จ หมายความว่าได้รูปที่น่าพอใจ ได้เสียงที่น่าพอใจ ได้กลิ่นที่น่าพอใจ ได้รสที่น่าพอใจ กระทบสัมผัสสิ่งสบาย แล้วก็คิดนึกในทางที่ไม่ได้เดือดร้อนใจเลย แต่ว่าไม่มีความรู้ความเข้าใจ เพียงแต่ได้เห็นชั่วคราว ได้เสียงที่ปรากฏที่ชอบชั่วคราว จริงๆ แล้วก็มีคำที่เตือนใจ ขณะที่เห็นแม้ว่าสิ่งนั้นจะน่าพอใจสักเท่าใดก็ตาม ขณะที่ลิ้มรสอร่อยสักเท่าใดก็ตาม เพื่อลืม จะทำให้คลายความติดข้องหรือไม่ ชั่วคราวจริงๆ เท่านั้นเองแล้วก็ลืม จะเข้าใจว่าดีเลิศอย่างไรก็ตามแต่ก็ลืม มีของสวยงามตั้งมากมาย เห็นมาแล้วก็ลืม รับประทานอาหารที่อร่อย ขวนขวายทำให้อร่อย กำลังอร่อยแล้วก็ลืม

    เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจธรรมจริงๆ ก็เป็นลาภอันประเสริฐ ไม่ใช่ว่าต้องการเพียงความสำเร็จในการงานด้วยความเป็นตัวตน แต่ไม่ได้รู้ความจริงเลยว่าเป็นธรรม แล้วที่ต้องการความสำเร็จคือต้องการอะไร ถ้ามีความสำเร็จมากมายแต่ว่าเป็นโรคภัยไข้เจ็บ มีความสำเร็จมากมาย มีเงินทองมากมาย แต่ไม่เห็นสิ่งที่น่าพอใจ ไม่ได้ยินเสียงที่น่าพอใจ มีแต่คนติเตียนหรืออะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นสุขหรือไม่ ได้มาทำไม มีเงินทองเเต่อยู่กลางเกาะ จะรับประทานอาหารอร่อยๆ ได้อย่างไร อยู่ที่นั่นเงินทองมีประโยชน์อะไร แต่สิ่งที่ทุกคนปรารถนาคือ รูปที่น่าพอใจที่ต้องการเห็น เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่น่าพอใจ เรื่องราวที่น่าพอใจแล้วก็ติดข้อง แต่ถ้าใครก็ตามที่เข้าใจธรรมรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเพียงชั่วคราว และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย

    ใครจะได้อะไร ได้เห็นอะไร ได้กลิ่นอะไร ได้ยินเสียงอะไร ตามบุญตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นกรรมดีจะไม่นำสิ่งที่ไม่ดีมาให้เลย ถ้าเป็นกรรมไม่ดีก็หนีไม่พ้น อยู่ที่ไหนก็มีมือที่มองไม่เห็นทำได้ทุกอย่างซึ่งเกินวิสัยที่คนอื่นจะทำได้ แสดงให้เห็นว่าทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ถ้ามีเงินทองมาก มีอาหารอร่อย มีรูปสวยๆ แล้วเดือดร้อนใจ ไม่เป็นสุขเลย อยากได้หรือไม่

    ผู้ฟัง คนก็อยากได้ลาภ ได้สรรเสริญ ได้สุข ได้ยศ

    ท่านอาจารย์ ได้แล้วเป็นทุกข์ ต้องการหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ต้องการ อยากจะได้ครบทั้ง ๔

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ทุกข์ทั้งหมดมาจากไหน

    ผู้ฟัง มาจากความไม่เข้าใจในธรรม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจไม่ว่าจะได้อะไรก็ไม่เดือดร้อน ดีกว่าหรือไม่

    ผู้ฟัง โลกธรรม ธรรมที่คู่กับโลก ก็ไม่พ้น

    ท่านอาจารย์ ไม่พ้น แต่ว่าใจของผู้ที่กำลังได้รับหวั่นไหวหรือไม่ หรือไม่เดือดร้อน ถ้ามีกิเลสหวั่นไหวแน่ๆ แต่ถ้าสามารถเข้าใจตามความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแต่เพียงมีปัจจัยเกิดขึ้นชั่วคราว

    ผู้ฟัง เมื่อความอยากเป็นสภาพธรรมที่ควรละ แต่ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะละได้

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ความอยากเป็นสิ่งที่ควรละ เพราะถ้าไม่อยากก็ไม่มีทุกข์เลย ไม่เดือดร้อน อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่หวั่นไหว เพราะว่าไม่ได้ต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้น ความอยากเกิดขึ้น ละไม่ได้ ใช่หรือไม่ เพราะอะไรทำให้ละไม่ได้

    ผู้ฟัง เพราะปัญญายังไม่ถึงขั้นที่จะละ

    ท่านอาจารย์ สิ่งเดียวที่จะละอกุศลทุกอย่างได้ คือความเห็น ถูกความเข้าใจถูก ตามความเป็นจริงของธรรม ถ้าจะเรียกภาษาบาลีใช้คำว่า ปัญญา ลองคิดถึงว่านานแสนนานมาแล้วไม่รู้เลย เกิดมาแล้วกี่ชาติ สุขทุกข์มาแล้วกี่ชาติ เห็น ได้ยิน คิดนึก เรื่องต่างๆ มาแล้วกี่ชาติ ไม่รู้เลย จนถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้ แล้วอะไรจะละความไม่รู้ และกิเลสทั้งหลายซึ่งสะสมมาประมาณไม่ได้เลย จะคำนวณเป็นกิโล เป็นตัน เป็นอะไรๆ ก็สุดที่จะประมาณได้ว่ามากมายมหาศาล แล้วยังแข็งแกร่ง ไม่ใช่เหลวๆ เละๆ ที่จะละได้ง่ายๆ แต่ว่าสะสมเสียจนเนิ่นนานจนกระทั่งยากต่อการที่ละ ซึ่งละได้โดยปัญญาความเห็นถูกเท่านั้น กว่าจะรู้ความจริงทีละเล็กทีละน้อย คิดดูว่าไม่ใช่จะละได้ทันที แต่ว่าจากความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยก็จะเพิ่มขึ้น เหมือนอวิชชาซึ่งไม่รู้จึงติดข้องจึงต้องการ

    แต่เวลาปัญญาเกิดขึ้นเข้าใจถูกก็จะละความไม่รู้ เริ่มจากการละความไม่รู้ แล้วละความติดข้องและอกุศลอื่นๆ ได้ เพราะฉะนั้น ให้มีความเข้าใจที่มั่นคง ว่าละไม่ได้แน่ถ้าไม่ใช่ปัญญา

    อ.คำปั่น ท่านอาจารย์ได้กล่าวอยู่เสมอว่า สิ่งที่นำมาซึ่งความปลาบปลื้ม ปีติ ยินดีอย่างยิ่ง คือกุศลธรรม ความดี ความเข้าใจพระธรรมและการมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

    ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องที่ยากที่จะเข้าใจ หรือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ต้องศึกษาก็จะเข้าใจได้ ต้องไตร่ตรองตั้งแต่ขั้นต้น พระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่ใช่หมายความว่าเราจะไม่ศึกษา เพียงแค่ฟังก็จะเข้าใจได้ นั่นคือความเข้าใจเผินมากแล้วไม่รู้พระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

    ฟังแล้วยากหรือง่าย มีใครบอกว่าง่ายบ้าง ยากมาก ได้ยินคำว่าอาจหาญร่าเริงหรือไม่ ยากแต่ก็กล้าที่จะรู้ความจริงซึ่งแสนยากและอีกนาน แต่ถ้าไม่มีความกล้าหาญ ไม่มีความร่าเริงอาจหาญ ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนี้ได้เลย เพราะเหตุว่าแม้ธรรมจะมีอยู่ตั้งแต่เกิดจนตาย แม้ขณะนี้ ฟังแล้วก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ทั่วถึงหรือว่าเข้าใจได้ เพียงแต่ว่าเริ่มเข้าใจได้ตามลำดับ คือสิ่งที่มีจริงขณะนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยละเอียดให้เข้าใจความจริง

    เพราะฉะนั้น อาจหาญที่จะรู้ความจริงซึ่งยากและอีกนาน คงได้ยินคำว่า บารมี ถ้าปราศจากคุณความดีที่จะทำให้รู้ความจริง จะรู้ความจริงไม่ได้เลย คุณความดีหนึ่งคือ สัจจะ ความจริงใจ เป็นผู้ที่รู้ว่าความจริงมีในขณะนี้แต่ยังไม่รู้ แต่รู้ได้

    ดังนั้นจะต้องเป็นผู้ที่อาจหาญ ที่จะอดทนต่อการที่จะค่อยๆ ฟังให้ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกว่าสามารถที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงคิด หรือเพียงฟังมาว่า พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ แต่จะรู้พระคุณต่อเมื่อได้เข้าใจพระธรรมซึ่งมีมาก ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดง ทรงแสดงความจริงเดี๋ยวนี้ สำหรับทุกขณะให้ได้เข้าใจถูกต้อง

    ถ้าเห็นประโยชน์อย่างนี้จะรู้ตัวเองว่า อาจหาญพอหรือไม่ที่จะมีวิริยะ มีความจริงใจ มีความมั่นคงที่รู้ว่า วันหนึ่งพระธรรมที่ทรงแสดงทุกคำ สามารถรู้ตามความเป็นจริงอย่างนั้นได้แน่นอน แต่จะรู้ทันทีไม่ได้ ได้ยินว่า สมัยหนึ่งคุณอรรณพได้รับทุนที่จะไปศึกษาต่างประเทศแต่ไม่ไป เพราะรู้ว่าการศึกษาพระธรรมมีโอกาสที่จะได้ศึกษาได้เข้าใจ เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ศึกษาได้นานเท่าไร

    เพราะฉะนั้น อะไรประเสริฐสุด ถึงแม้จะมีความรู้มาก เป็นศาสตราจารย์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นประธานาธิบดี หรือเป็นอะไรก็ตาม ตำเเหน่งสูงที่สุดแต่เป็นคนชั่ว หรือว่ามีปริญญามากมายหลายมหาวิทยาลัยแต่เป็นคนชั่ว กับ การที่จะเป็นคนดีและสามารถที่จะรู้ว่าชีวิตนี้สั้นมาก ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลยว่า จะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้เมื่อใด แต่เคยคิดหรือไม่ว่าก่อนจะถึงเวลานั้น ดีหรือชั่วเพียงใดแล้วได้เข้าใจสิ่งที่มี ซึ่งเป็นโอกาสที่ยากมาก

    ถ้าไม่มีความศรัทธาที่จะรู้ว่าประโยชน์สูงสุดในชีวิตซึ่งแสนสั้น สิ่งที่ประเสริฐที่สุดคือได้เข้าใจสิ่งที่มีจริง แม้ว่าจะเข้าใจยาก เพราะฉะนั้น ผู้ที่เห็นประโยชน์เช่นนี้จะไม่คิดว่าอย่างอื่นมีประโยชน์กว่า ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ ตำแหน่ง หรืออะไรก็ตาม เป็นแต่เพียงสิ่งที่หลงและยึดถือ แต่ว่าถ้ามีความเข้าใจธรรม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม พระเจ้าพิมพิสาร สีหเสนาบดี ก็สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ แล้วรู้ด้วยว่าชีวิตที่จะเกิดขึ้นเป็นไปแต่ละขณะ ไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แม้แต่เห็นหนึ่งขณะที่จะเกิดได้ยังต้องอาศัยหลายอย่าง เช่น ยังต้องอาศัยจักขุปสาท มีตา แล้วต้องมีสิ่งที่สามารถกระทบตาได้ เท่านั้นยังไม่พอ ต้องมีธาตุรู้ คือเกิดขึ้นเห็นขณะนี้ที่เราใช้คำว่า จิตกำลังเห็น มิฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏทางตา ชั่วขณะที่แสนสั้นก็ปรากฏไม่ได้ ทั้งหมดเป็นอย่างนี้ ชั่วคราว แสนสั้นอย่างนี้

    เพราะฉะนั้น คนที่ได้รู้ความเล็กน้อยของชีวิตจะรู้ว่าเกิดมาที่มีค่าที่สุด คือไม่ใช่อย่างอื่นที่ทำให้หลงติด แต่ต้องเป็นความเห็นถูกความเข้าใจถูก ผู้มีปัญญาที่จะรู้ความจริงที่จะสามารถหมดกิเลสได้ในครั้งอดีต ท่านกล่าวว่า ถ้าท่านจะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สักเท่าใด แต่หลงติดในสิ่งนั้นก็ขออย่าให้ได้สิ่งนั้นเลย อาจหาญหรือไม่ ร่าเริงที่จะรู้ว่าสิ่งอื่นไม่มีค่าเท่ากับความเข้าใจธรรม ซึ่งถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีทางที่ใครสามารถที่จะรู้ความจริงซึ่งมีอยู่ทุกขณะนี้ได้เลย และมีอีกท่านหนึ่งบอกว่า ธรรมดาเพศบรรพชิตเป็นที่เคารพกราบไหว้ของบุคคลอื่น แต่ท่านซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์จะบำเพ็ญคุณความดี ที่จะให้ได้สิ่งนั้นเหมือนบรรพชิตได้ในเพศคฤหัสถ์ แสดงให้เห็นว่าคุณความดี เป็นที่เคารพ แต่ไม่ว่าจะอยู่ในเพศใดถ้าไม่มีความดี ใครจะนับถือ หรือใครจะเคารพด้วยความจริงใจก็เป็นไปไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น เป็นลาภอันประเสริฐที่ได้มีโอกาสได้เข้าใจธรรม บางคนคิดว่าลาภอันประเสริฐคือขณะที่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม แต่ว่ามูลคือดั้งเดิม ต้นเหตุคือการฟังธรรมนี่เอง แต่ละครั้งที่ได้ฟังจะนำมาซึ่งการที่จะเข้าใจขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจริงๆ

    ----------------------------------------------------------------------------------

    สนทนาธรรม ที่ เจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า

    วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖

    ----------------------------------------------------------------------------------

    อ.คำปั่น เกี่ยวกับเรื่องของการศึกษาพระธรรม เวลาที่กล่าวถึงสิกขา หรือการศึกษา จะให้ความเข้าใจกับผู้ศึกษาพระธรรมอย่างไรว่า การศึกษานั้นมีระดับขั้นอย่างไร จะเริ่มต้นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นต้องเข้าใจตามความเป็นจริง คือเข้าใจว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใคร แล้วเราเป็นใคร ลืมไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่าเราสามารถที่จะฟังคำที่พระองค์ทรงแสดงจากการตรัสรู้แล้วก็เข้าใจได้ แต่ว่าแต่ละคำที่ตรัสมีคุณค่า ที่จะทำให้คนที่ได้ยินได้ฟังโดยไม่ประมาทแล้วไตร่ตรองพิจารณาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจจริงๆ ทีละคำ เช่น คำว่า ศึกษาธรรม มีคำว่า ศึกษา และมีคำว่า ธรรม ภาษาไทยมาจากภาษาบาลี ศึกษามาจากคำว่าสิกขา และธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ เพียงแค่สองคำ ต้องคิด ต้องไตร่ตรองหรือไม่ กว่าจะเข้าใจว่าแม้แต่คำว่า สิกขา การศึกษาหมายความถึงฟังอะไร ศึกษาอะไร เข้าใจอะไร ต้องเป็นคนที่ไม่เผิน ไม่ใช่เพียงแต่บอกว่าศึกษาก็ศึกษา แต่ต้องรู้ว่าศึกษาหมายความว่ามีความไม่รู้ มีความไม่เข้าใจ แต่เมื่อได้ฟังแล้วสามารถที่จะเข้าใจถูกได้ตามความเป็นจริงตามที่ได้ฟัง นั่นจึงจะชื่อว่าศึกษา ไม่ว่าจะศึกษาอะไรทั้งนั้น เช่น ในขณะนี้ศึกษาธรรม ไม่ได้ศึกษาอย่างอื่นใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น ต้องรู้ก่อนว่าธรรมคืออะไร ธรรมไม่ใช่คำภาษาไทย แต่ว่าเป็นคำภาษามคธี ทรงแสดงธรรมกับชาวมคธ ด้วยภาษาที่ชาวมคธฟังแล้วเข้าใจได้ทันทีเพราะว่าเป็นชีวิตประจำวัน การที่คนไทย หรือชาวพม่า หรือใครก็ตามที่จะเข้าใจได้ก็ต้องในภาษาของตนของตน ไม่ใช่ในภาษาอื่น ดังนั้นต้องเข้าใจว่า ธรรม ไม่ว่าจะที่ไหน อย่างไร ก็หมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งแม้ไม่ต้องใช้คำอะไรเลย สิ่งนั้นก็มีจริง

    ดังนั้นการฟังธรรมต้องเริ่มต้นถูกตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ไปคิดว่าต้องไปเปิดตำราแล้วดูว่ามีอะไรบ้าง แต่ความจริงเพียงคำเดียว ธรรม คือสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ต้องคิดว่ามีหรือไม่ และเดี๋ยวนี้จริงหรือไม่

    สิ่งใดก็ตามที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ควรศึกษาหรือไม่ ควรรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้เคยมีความสนใจที่จะเข้าใจแต่ละสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตแล้วเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวนี้ วันนี้ก็มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึก ทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น ถ้าไม่รู้ในสิ่งต่างๆ เหล่านี้แล้วยึดถือและไม่รู้ว่าแท้ที่จริง เกิดมาชั่วคราว เพียงเพื่อเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดนึกบ้าง แล้วก็จำสิ่งที่ปรากฏ ที่กำลังเห็นขณะนี้ว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ไม่รู้เลย เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนหมดแล้วตลอดเวลา แม้แต่เสียงแต่ละเสียง ได้ยินเสียงหนึ่ง เสียงนั้นก็หมดไปแล้ว แล้วมีเสียงใหม่เกิดขึ้น และเสียงใหม่ก็เกิดขึ้นอีก ก็ไม่ได้สนใจ ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีเลยตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดมาด้วยความไม่รู้ ไม่ว่าใคร แม้พระโพธิสัตว์ก็ต้องไม่รู้

    ดังนั้น ขณะใดก็ตามที่มีการเกิดขึ้นแล้วไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้น แสดงให้เห็นว่าจะไม่รู้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี รู้ความจริง แล้วเห็นความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วชีวิตเกิดแล้วต้องตาย แต่ว่าก่อนตาย เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ แล้วก็คิดว่าเป็นสิ่งที่มีสาระสำคัญ โดยที่สิ่งต่างๆ ที่เข้าใจว่ามีสาระก็ไม่ได้ติดตามไปเลย แม้แต่ร่างกาย แม้แต่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เดี๋ยวนี้เอง ก็ไม่ได้ตามไปเลย

    ถ้ามีการเห็นถูกเช่นนี้ จะรู้ว่าประโยชน์สูงสุดของการที่เกิดมาคืออะไร ผู้ที่ไม่เห็นประโยชน์ของการเกิดมา เพื่อที่จะเข้าใจ ไม่ใช่ไม่รู้ต่อไปแล้วก็ตายอีก แล้วก็เกิดอีก แล้วก็ตายอีก เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่ผู้ที่มีโอกาสได้ฟังความจริงนี้ก็มีความสนใจที่จะเข้าใจความจริงนี้ยิ่งขึ้น เพราะว่ามีผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพียงได้ยินคำว่า ศึกษาธรรม ต้องรู้ก่อนว่า ธรรมคืออะไร มาจากใคร และมีจริงอย่างไร และศึกษาเพื่อให้เข้าใจอย่างไรด้วย ซึ่งเราก็ทราบแล้วว่า ศึกษาธรรมไม่ใช่ศึกษาอย่างอื่นเลย แต่ศึกษาทุกคำที่เป็นพระพุทธพจน์ที่ลึกซึ้ง จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจยิ่งขึ้น เพราะว่าแต่ละคำต้องเข้าใจด้วย ศึกษาธรรม เพียงวันนี้ยังไม่ได้เข้าใจละเอียดว่า ธรรมคืออะไร แต่อย่างน้อยที่สุดเริ่มรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ความจริงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น คนอื่นศึกษาตามเพื่อให้เข้าใจความจริงที่กำลังปรากฏตาม

    อ.คำปั่น ที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่เป็นเบื้องต้นจริงๆ ที่จะให้เห็นประโยชน์ของการที่จะได้ศึกษาในสิ่งที่มีจริง เพื่อเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง เพราะว่าชีวิตของทุกคนแต่ละท่านเกิดมาก็ต้องตายอย่างแน่นอน แต่ว่าสิ่งที่เป็นสาระที่เป็นประโยชน์จริงๆ สำหรับชีวิตคือ การมีโอกาสได้ฟังความจริง ได้ฟังในสิ่งที่มีจริง เพื่อความเข้าใจธรรมอย่างถูกต้อง แล้วก็เป็นการเริ่มศึกษาพระธรรมจริงๆ คือ เริ่มศึกษาเพื่อเข้าใจถูก เห็นถูก ในสภาพธรรมที่กำลังมี กำลังปรากฏในขณะนี้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    22 ก.พ. 2569

    ซีดีแนะนำ