ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๑๖
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่
วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ คือเป็นความเข้าใจแล้วไม่ลืม ถ้าใครกล่าวว่าสติเป็นวิญญาณขันธ์ รู้เลยว่าคนนั้นไม่รู้แน่ๆ เพราะว่าเจตสิกไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้น จะกล่าวว่าสติเป็นจิตไม่ได้
อ.คำปั่น ยิ่งฟังก็ยิ่งเห็นความละเอียดลึกซึ้งของพระธรรม ในสมัยพุทธกาลเวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่มีข้อความที่แสดงไว้ว่า พระองค์ทรงเป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระองค์เป็นที่พึ่งของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอย่างแท้จริง อุปมาเหมือนกับต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยผล สัตว์ทั้งหลายเข้าไปหาต้นไม้ต้นนี้เพื่อที่จะกินผลไม้จากต้นนั้น เช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นบุคคลผู้ควรแก่การเข้าไปหา เพราะว่าผู้ที่เข้าไปหาแล้วจะได้รับประโยชน์จากพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง อย่างเช่น ในวันนี้ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความละเอียดของขันธ์แต่ละประเภท และกล่าวถึงธรรมโดยนัยต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็แสดงถึงสิ่งที่มีจริงๆ
ท่านอาจารย์ คุณคำปั่นได้พูดถึงความเป็นผู้ตรงและจริงใจจึงจะได้สาระจากพระธรรม เพราะว่าพระธรรมเป็นสัจจะ สภาพธรรมที่จริง ผู้ที่ต้องการความจริง แสวงหาความจริง จะต้องรู้ว่าไม่มีทางอื่น นอกจากเข้าใจสิ่งที่มีจริงโดยศึกษาจากพระธรรม เข้าใจว่าทุกท่านพูดกันอยู่เสมอว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ไม่ลืม พุทธัง สะระณัง ที่พึ่ง คัจฉามิ ขอถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ไม่พอ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยใช่หรือไม่ มีพระธรรมเป็นที่พึ่งแล้วก็ยังไม่พออีก รัตนตรัย สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ มีพระอริยสงฆ์ ไม่ใช่สมมติสงฆ์เป็นที่พึ่ง จริงใจหรือไม่ เวลาที่กล่าวคำนี้
ถ้าจะถามถึงความจริงใจและความตรง มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ ในพระมหากรุณาคุณ ที่ทรงแสดงความจริงคือธรรม ให้สามารถที่จะรู้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ซึ่งไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ด้วยตัวเอง เพราะว่าไม่ได้สะสมความดีพร้อมถึงการที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ความจริงที่มีจริงๆ แต่คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยพระองค์เอง แล้วยังบำเพ็ญพระบารมียิ่งกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งก็ได้ตรัสรู้ความจริงอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ แต่ว่าไม่ได้ประกอบด้วยพระญาณที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยคุณธรรม ซึ่งเหนือบุคคลทั้งสากลจักรวาล แม้เทพหรือพรหมก็ยังต้องมาเฝ้าแล้วกราบทูลถามปัญหา
ดังนั้นจะเห็นได้จริงๆ ว่า เมื่อมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งแล้ว ต้องตรงโดยการที่มีพระธรรมที่ทรงแสดงไว้เป็นที่พึ่ง ถ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระธรรม จะพึ่งพระองค์ได้อย่างไร แต่ว่าเมื่อทรงแสดงพระธรรมแล้ว ก็มีพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่คิดเอง ไม่ใช่เชื่อคนอื่น ไม่ใช่ตามคนอื่น โดยไม่รู้ว่าพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้นั้นคืออะไร และจะรู้ได้อย่างไร ก็ยังไม่พออีกใช่หรือไม่ เพราะยังมี สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ การที่ได้ฟังพระธรรม ได้เข้าใจพระธรรม เพื่อถึงความหมดจดจากกิเลสเป็นรัตนะหนึ่ง คือ สังฆรัตนะ เป็นสาวกผู้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมแล้วดับกิเลส มิฉะนั้นก็จะมีแต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้และมีพระธรรม แต่จะไม่มีใครรู้ตาม แต่เพราะเหตุว่าพระธรรมเป็นสัจจธรรม แม้ไม่มีปัญญาถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงแค่สาวกคือผู้ที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นที่พึ่งก็ประพฤติปฏิบัติตาม จนกระทั่งถึงการดับกิเลสเป็นสังฆรัตนะด้วย มิฉะนั้นการมีพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นที่พึ่งก็ไม่มีความหมายอะไร ไม่เป็นประโยชน์อะไรเพราะเพียงพึ่ง แต่พึ่งเพื่ออะไร เพื่อถึงความเป็นสังฆรัตนะ ตรงเเละจริงใจหรือไม่ หรือกล่าวว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งแต่เชื่อคนอื่น บอกอะไรก็เชื่อ เคยเชื่อเดิมๆ ว่ามีผู้สร้าง มีอะไรต่างๆ เลิกเชื่ออย่างนั้น แต่มาเชื่อคนที่บอกให้นั่งก็นั่ง บอกให้เดินก็เดิน ใช่หรือไม่ แล้วอย่างไร แล้วได้อะไร
มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือไม่ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสให้ใครทำอะไรเลย แต่ทรงแสดงความจริงของธรรมโดยสิ้นเชิง โดยประการทั้งปวง เพื่อคนนั้นจะได้มีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูก เป็นที่พึ่งจริงๆ ที่จะให้สามารถรู้ความจริงได้
อ.คำปั่น เคยได้ฟังท่านอาจารย์กล่าวว่า เกิดมาทำกิจอะไรต่างๆ มากมายแล้ว ไม่ควรลืมกิจที่ควรทำคือ ทำดีและศึกษาพระธรรม
ท่านอาจารย์ ทำดีและศึกษาพระธรรม การที่ทำดี แต่ว่าดีจริงหรือไม่ ถ้าไม่เข้าใจว่าอะไรดี เกิดมาแล้วก็ทำดีไปหลายเรื่อง แต่ยังไม่รู้ยังไม่เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ เป็นดีจริงๆ หรือไม่ เพราะยังคงไม่รู้อยู่ เพราะฉะนั้น จะดีขึ้นได้ก็คือทำดีและศึกษาพระธรรมด้วย เพราะเหตุว่าขณะใดที่ไม่ดี ไม่มีทางที่จะเข้าใจธรรม เพราะว่าไม่ดีทั้งหมดเกิดมาจากความไม่รู้และความติดข้อง คือทั้งโลภะ ทั้งโทสะ และทั้งโมหะด้วย ย่อมไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจพระธรรมได้ แต่เมื่อเป็นคุณความดีก็ยังไม่พอ เพราะเหตุว่ายังไม่ได้รู้ความจริงของสภาพธรรมที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นก็เตือนให้ระลึกได้ว่า การที่จะเข้าใจความจริงต้องเป็นคนดี และการที่จะเข้าใจความจริง เป็นคนดีทำดีต้องศึกษาพระธรรมด้วย มิฉะนั้นจะเข้าใจได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เห็นคุณค่าของความจริงและความเข้าใจถูก ซึ่งในภาษาไทยใช้คำว่า เข้าใจถูก ภาษาบาลีคือปัญญา ถ้าจะรู้คุณค่าของความดี และความเข้าใจถูก จะรู้ได้ว่าเมื่อมีความเข้าใจแม้แต่ว่าธรรมคืออะไร คือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ทุกอย่างที่มีจริงๆ เป็นสิ่งซึ่งไม่ใช่เรา เพียงแต่เป็นสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้น เป็นไปตามปัจจัยที่ทำให้เกิดนั้นแล้วก็ดับไป เพียงเท่านี้ซาบซึ้งในพระคุณของผู้ที่ทำให้เราสามารถเริ่มเข้าใจถูกว่า ตลอดทั้งชาติก็มีแต่เพียงสิ่งที่เกิดแล้วดับไป เกิดแล้วดับไปสืบต่อ แล้วไม่กลับมาอีก ซึ่งถ้าจะให้ใครคิดเองก็คิดไม่ได้
ดังนั้น คุณของผู้ที่บอกความจริงจะมากสักเพียงใด แล้วไม่ใช่เพียงแต่บอกความจริงเท่านี้ ยังบอกความจริงมากขึ้นทุกอย่างที่เป็นความจริงที่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้คุณของความจริง จะไม่เห็นว่าสิ่งอื่นประเสริฐดีกว่าการที่สามารถเข้าใจสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง เช่น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพียงได้ยินว่ามีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้วในโลก ความปีติของท่านมากสักเพียงใด ไม่มีใครสามารถที่จะเท่าท่านได้ เพียงได้ยินได้ฟังว่ามีผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง คือมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดแล้วในโลก เป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ว่าเดี๋ยวนี้มีสิ่งซึ่งยังไม่รู้ แต่ว่ามีผู้ที่รู้ความจริงนั้นแล้วและทรงแสดงความจริงนั้นด้วย ความปีติจะสักเพียงใด
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นผู้ที่มั่นคงในการที่จะได้เข้าใจว่า เกิดมาเพราะไม่รู้ แต่สามารถที่จะรู้ได้ ก็จะเห็นคุณของผู้ที่ได้ทำให้บุคคลทั้งหลายสามารถที่จะเกิดความรู้ จากการที่ไม่เคยรู้มาก่อนและรู้เพิ่มขึ้นด้วยซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใด ในบรรดาสังขารธรรมทั้งหลาย สิ่งใดก็ตามที่มีการเกิดดับ ปัญญาประเสริฐสุด เพราะว่าเป็นความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่หลงผิด
-------------------------------------------------------------------------------------
สนทนาธรรม ที่ บ้านไร่มณฑา จ.ราชบุรี
วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖
------------------------------------------------------------------------------------
ท่านอาจารย์ ส่วนใหญ่จะคิดว่าธรรมเป็นอย่างอื่นซึ่งไม่ใช่ในขณะนี้ แต่ตามความเป็นจริงต้องทราบว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้น ในขณะนี้ก็ต้องตรัสรู้ด้วย คือชีวิตแต่ละขณะของแต่ละคน เป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงได้ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม ดังนั้นเมื่อมีศรัทธา เวลาได้ยินว่ามีผู้ที่สามารถรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ โดยประการทั้งปวงทั้งหมดสิ้นเชิงก็เป็นที่น่าสนใจใช่หรือไม่ว่า บุคคลนั้นตรัสรู้อะไร แล้วสอนให้คนอื่นสามารถที่จะได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ได้ด้วย
เพราะฉะนั้น ต้องเริ่มต้นรู้ว่ากำลังฟังอะไร ไม่ใช่ฟังใครที่ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ หรือว่ามีความเข้าใจเพียงเล็กน้อย แต่ฟังบุคคลผู้ประเสริฐสุด ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปรียบได้เลยในสากลจักรวาล แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าเพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น จนกว่าจะได้เริ่มได้ยินได้ฟังแล้วถึงสามารถที่จะรู้ได้ว่า บุคคลผู้เลิศประเสริฐที่สุดในสากลจักรวาลเป็นผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริง สามารถที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะ ทุกกาล
การที่จะรู้ความจริงเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะเหตุว่าเกิดมาก็มีเห็นจริงๆ ได้ยินจริงๆ คิดจริงๆ ชอบจริงๆ โกรธจริงๆ ทุกอย่างมีจริง แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเป็นอะไร เข้าใจว่าเป็นเรา ทั้งๆ ที่สิ่งที่ว่าเป็นเราก็หมดไปทุกขณะ ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงเมื่อวานนี้ จนกระทั่งถึงวันนี้ และจนต่อไปถึงพรุ่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมีปรากฏเพียงชั่วคราว แต่ถึงแม้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเพียงชั่วคราวสั้นมาก แต่ผู้ที่ทรงตรัสรู้ก็สามารถที่จะทรงรู้แจ้งความจริง จนกระทั่งสอนให้ผู้อื่นได้เข้าใจว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดมีจริงๆ เพราะเกิดขึ้น เกิดแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้น จะเป็นของใคร
เห็นกำลังเห็น เพราะเห็นเกิดขึ้น และมีได้ยิน แสดงว่าเห็นดับไปแล้ว ได้ยินจึงเกิดได้ และได้ยินก็ดับไปอีก แล้วก็มีการคิดนึก เพราะฉะนั้น อะไรเป็นของใครตั้งแต่เกิดมา ก็มีแต่เพียงธรรมหรือสิ่งที่มีจริง เพราะเหตุว่าภาษามคธีใช้คำว่าธรรม แต่ภาษาไทยไม่รู้จักว่าธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ เมื่อได้ยินก็เลยไปหาธรรมเพราะอยากรู้จักธรรม ทั้งๆ ที่กำลังมีธรรมที่กำลังปรากฏ
ดังนั้นจึงเป็นการศึกษาที่ต้องอาศัยความละเอียดอย่างยิ่ง ที่จะเข้าใจสิ่งซึ่งแม้มีก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง ต้องฟังแล้วไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความรู้ความเข้าใจขึ้น บางคนบอกว่าแล้วมีประโยชน์อะไรที่จะรู้สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ขอให้ลองคิดกันง่ายๆ ว่า มีสิ่งที่มีจริงปรากฏแล้วไม่รู้ กับรู้ อะไรดีกว่า เท่านี้เอง เมื่อมีโอกาสที่จะได้ฟังซึ่งเหมือนกับวิชาอื่นๆ ไม่ว่าจะฟังเรื่องอะไรก็ตาม ผู้ฟังก็ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังได้ยินได้ฟัง เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังพระธรรม ซึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย เพื่อเข้าใจว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังถูกหรือไม่ เป็นความจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นความรู้อีกเรื่องหนึ่ง แต่เป็นความรู้ซึ่งทำให้สามารถที่จะรู้จักตัวเองและสิ่งที่มีจริงที่เข้าใจว่าเป็นคนนั้นคนนี้ เป็นเรื่องราวต่างๆ ถูกต้องยิ่งขึ้น
อ.อรรณพ ในพระสูตรมีข้อความสั้นๆ ว่า รู้จักโลก เข้าใจโลก กราบเรียนถามว่า ตอนนี้เราเหมือนว่าเราอยู่ในโลก อยู่ในโลกเดียวกัน หรืออยู่กันคนละโลก
ท่านอาจารย์ คงจะได้ยินได้ฟังว่า ขณะที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรม พูดคำที่ไม่รู้จักตลอดชีวิตเลย ลองคิดถึงคำเดียวคือคำว่า โลก โลกคืออะไร โลกภูมิศาสตร์ หรือโลกวิทยาศาสตร์ หรือดาราศาสตร์ หรือโหราศาสตร์ มีศาสตร์มากมาย แต่ว่าตามความเป็นจริงความหมายของโลกแท้ๆ จริงๆ ถึงที่สุดคืออะไร ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่างเดียว จะมีโลกหรือไม่ นี่คือการที่พระธรรมทรงแสดงไว้เพื่อให้ไตร่ตรอง ไม่ใช่ให้เชื่อทันที แต่ให้ฟังจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของผู้ฟัง เพราะไตร่ตรองแล้วเห็นอย่างไรตามความเป็นจริงว่า ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยสักอย่างเดียวเเม้เพียงเล็กน้อย โลกจะมีหรือไม่
คำตอบคือไม่มีแน่นอน แต่ว่าเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นนั่นเองเป็นโลก เพราะว่าถ้าเราจะคิดถึงโลกที่เรากำลังอยู่ที่นี่แล้วดูเหมือนว่ามีคนมากมาย มีสิ่งของหลายอย่าง แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ไม่มี แต่ที่ว่าจะเกิดมีแล้วเป็นโลก เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะเหตุว่ามีสิ่งที่เกิดขึ้น แม้เพียงสิ่งที่เล็กน้อยที่สุด สั้นที่สุด สิ่งนั้นก็เกิดแล้ว เป็นโลกแล้ว เพราะกว่าจะเป็นเราได้ กว่าจะเป็นสิ่งของสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ กว่าจะเป็นโลกได้ ต้องมีหลายอย่างซึ่งเกิดแล้วก็รวมกัน เช่น ถ้าจะกล่าวถึงคนหนึ่งก็ต้องมีทั้งตา ทั้งหู ทั้งจมูก ทั้งลิ้น ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ จึงจะกล่าวว่าเป็นหนึ่งคน หรือว่าเก้าอี้สักตัวหนึ่งก็ต้องมีขา ไม่เช่นนั้นจะเรียกว่าเก้าอี้ได้หรือไม่
เพราะฉะนั้น กว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ต้องหมายความว่า มีสิ่งที่เกิดขึ้นรวมกันหลายอย่างจึงเข้าใจว่ามีโลก แต่ถ้าไม่มีสักหนึ่ง ไม่มีขาหนึ่งก็เป็นเก้าอี้ไม่ได้ หรือว่าที่จะกล่าวว่าเป็นสัตว์ บุคคล ถ้าไม่มีจิตใจไม่มีความรู้สึกก็ไม่ใช่ แสดงให้เห็นว่าโลก คือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงๆ ที่เกิดขึ้นปรากฏ เพียงแค่คำเดียวคือคำว่าโลก ซึ่งเป็นเรื่องน่าคิด ทั้งๆ ที่พูดคำนี้มาบ่อยๆ กันนานแล้ว แต่ว่าถ้าจะให้เข้าใจจริงๆ ก็ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดที่จะเข้าใจถูกต้อง
มีใครเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า เหตุใดเราถึงมาเกิดในโลกนี้ เพราะว่าบางคนสงสัยเรื่องสวรรค์ สงสัยเรื่องนรก ทั้งๆ ที่กำลังอยู่ในโลกนี้ก็คิดถึงโลกอื่น แล้วไม่น่าคิดหรือว่าเพราะเหตุใดแต่ละหนึ่งอยู่ในโลกนี้จึงได้มาเกิดที่นี่ซึ่งน่าคิด น่าคิดทุกอย่าง จนกว่าจะได้ฟังแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่า แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เป็นโลกหรือมีในโลกซึ่งเกิดขึ้น ความจริงเป็นอะไร ถ้ามีแต่ที่เราใช้คำสมมติเรียกว่า ต้นไม้ ภูเขา โต๊ะ เก้าอี้ แต่ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครรู้เรื่องเลย จะมีโลกที่เป็นความคิดนึก หรือว่าเป็นเราได้หรือไม่ ก็ไม่ได้
ดังนั้นที่ว่าเป็นโลก มีสิ่งที่มีจริงแน่นอน เช่น เสียง ค่อยๆ คิด เสียงเป็นโลกหรือไม่ คำที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเปลี่ยนไม่ได้เลยเพราะว่าเป็นความจริง เสียงเป็นโลกเพราะอะไร โลกนี้มีเสียงถ้ามองกลับกัน ไม่ใช่ว่าโลกนี้ไม่มีเสียง แต่เสียงที่มีเกิดขึ้นเป็นสิ่งหนึ่งแล้วดับไป แต่ว่าถ้าไม่มีการได้ยินเลย เสียงจะปรากฎได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ นี่คือที่เรารวมๆ เรียกกันว่าเป็นโลก ก็ต้องมีหลายอย่างหลายๆ สิ่งซึ่งเราไม่รู้เลย ต้องค่อยๆ ฟัง แล้วค่อยๆ เข้าใจว่า สิ่งที่มีจริงที่ว่าเป็นโลก กำลังมีอยู่ในขณะนี้ ปรากฏให้เข้าใจได้ว่ามีโลก แต่เป็นโลกทางไหน เช่น ขณะนี้เห็น มีแน่นอน และมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วย เป็นโลกของสีสันวัณณะ ซึ่งมีรูปร่างสัณฐานต่างๆ ทำให้จำว่าเป็นอะไร แล้วก็คิดนึกเรื่องสิ่งนั้นมากมาย เป็นเหตุการณ์ต่างๆ ด้วย นี่คือโลกหนึ่งสำหรับคนที่มีตา แต่ถ้าคนตาบอดโลกนี้ก็ไม่มี จะกล่าวว่ามีไม่ได้เลย
อีกทางหนึ่งคือ เสียงที่กำลังได้ยินในขณะนี้ เป็นโลกหรือไม่ คือธรรมไม่ใช่ให้ใครบอก แล้วนั่งถามว่าใช่หรือไม่ ถูกหรือไม่ แต่เป็นการฟังแล้วเริ่มเข้าใจว่าแต่ละคำหมายความถึงอะไร อย่าลืมว่าถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยสักอย่างหนึ่ง โลกก็ไม่มี เพราะฉะนั้นในขณะที่เสียงเกิดปรากฏ เป็นโลกหรือไม่ ก็ต้องเป็นอีกโลกหนึ่งที่ต่างกับโลกทางตา คนที่หูหนวกไม่ได้ยิน โลกนี้ไม่มี ดังนั้นแต่ละคนคือ สิ่งที่เกิดขึ้น แต่ละทางก็เป็นแต่ละโลก
ถ้าศึกษาธรรมจะได้ยินข้อความที่ว่า อยู่คนเดียวในโลก เริ่มรู้สึกแปลกๆ แล้วใช่หรือไม่ ต่างจากที่เคยคิด เคยคิดว่าอยู่กับคนนั้นอยู่กับคนนี้ ที่นี่ก็มีตั้งหลายคน แต่ตามความเป็นจริง สิ่งที่จริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แม้แต่คำว่าอยู่คนเดียวในโลก ถ้ากล่าวถึงขณะนี้เห็น เห็นคนเดียว หรือว่าคนอื่นมาร่วมเห็นด้วย ในขณะที่คนนี้กำลังเห็น ต้องคนเดียวใช่หรือไม่ ได้ยินเสียงปรากฏ ได้ยินเสียงนั้นคนเดียว หรือว่ามีหลายๆ คนมาร่วมในขณะที่ได้ยินด้วย
อ.อรรณพ สมมติว่าตอนนี้มีเสียงที่ดัง ทุกคนได้ยิน คือได้ยินเสียงเดียวกัน แต่ว่าเป็นผู้เดียว เป็นคนเดียวในแต่ละโลก ทั้งๆ ที่เป็นเสียงเดียวกัน
ท่านอาจารย์ คนที่ไม่ได้ยินมีหรือไม่
อ.อรรณพ มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น คนนั้นจะมีโลกได้ยินหรือไม่
อ.อรรณพ ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี ขณะที่คนหนึ่งได้ยิน เป็นได้ยินคนเดียวหรือไม่ ไปรวมคนที่ไม่ได้ยินด้วยหรือไม่
อ.อรรณพ ไม่รวม
ท่านอาจารย์ ไม่รวม เพราะฉะนั้น หนึ่งขณะที่ได้ยินก็เป็นโลกหนึ่ง ซึ่งเกิดปรากฏว่ามีเสียงจริงๆ แล้วมีได้ยินจริงๆ เท่านั้นเองแล้วก็ดับไป ความหมายของโลก หรือโล-กะ ในภาษาบาลี หมายความถึงทุกอย่างทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นโลกทั้งหมด
อ.อรรณพ ตรงนี้ ผมว่าเข้าใจยากมากเหมือนกัน เพราะว่าตอนนี้เรานึกว่าเรามาร่วมกันฟังธรรม แต่ว่าท่านอาจารย์กล่าวว่า จริงๆ แล้วการได้ยินของแต่ละบุคคลเป็นแต่ละหนึ่งๆ จึงเป็นอยู่คนเดียวในโลก แต่เหมือนกับมาร่วมกันฟังธรรมที่นี่
ท่านอาจารย์ ร่วมกันฟังธรรม ต้องไม่ลืมว่าธรรมของใคร ไม่ใช่ธรรมที่คุณอรรณพคิดเอง หรือว่าคุณธิดารัตน์คิดเอง หรือใครคิดเอง แต่ฟังธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง หลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ทรงแสดงพระธรรมเพื่ออนุเคราะห์คนอื่นให้รู้ตาม การที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ยากหรือไม่ เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดง ยากหรือง่ายต่อการที่จะรู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีตามธรรมดา ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น
ดังนั้น ใครก็ตามที่เริ่มฟังพระธรรมต้องเห็นความห่างไกลกันมากของผู้ที่กำลังฟัง กับผู้ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ความคิดก็ต้องต่างกัน ความเข้าใจก็ต้องต่างกัน เพราะฉะนั้น จากการที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังธรรมเลยแล้วได้ฟัง ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ ที่จะเริ่มเข้าใจตามความเป็นจริงว่า ธรรม ในภาษามคธีซึ่งเป็นภาษาบาลี คือภาษาที่ดำรงรักษาพระพุทธศาสนา พระพุทธพจน์คำสอนไว้ ธรรมดาๆ ก็เป็นภาษาชาวพื้นเมืองที่เขาพูดกัน เหมือนเราที่พูดภาษาไทย
เวลาที่เขาพูดว่าธรรม เขาเข้าใจว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งภาษาบาลีไม่มีคำว่า สิ่งที่มีจริงๆ แต่ว่าของเราใช้คำว่าสิ่งที่มีจริงๆ เข้าใจกว่า เมื่อได้ยินคำว่าธรรม ต้องถามแล้วว่าธรรมคืออะไร ธรรมอยู่ที่ไหน จะต้องไปหาธรรมที่ไหน แต่ตามความเป็นจริงถ้าเข้าใจถูกต้องว่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งทุกคนปฏิเสธไม่ได้เลย นั่นคือความหมายของธรรม
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังปรากฏว่ามีจริงๆ เป็นธรรม พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ใครรู้ความจริงของเห็นบ้าง ใครรู้ความจริงของได้ยินบ้าง ใครรู้ความจริงของคิดนึกบ้าง ไม่มีใครรู้เลยว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ละคำเปลี่ยนไม่ได้เลย ไม่ได้บอกว่าเป็นคน เป็นสัตว์ แต่บอกว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่มีจริง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
