ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839


    ตอนที่ ๑๘๓๙

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

    วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนเห็นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นี่ก็คือทั้งหมดเป็นธรรม คือเป็นธาตุแต่ละหนึ่งซึ่งมีจริงๆ ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ เห็นผิดหรือเปล่า แม้กำลังเห็นผิดก็ไม่รู้ว่าผิดใช่ไหม ก็ไปคิดถึงเรื่องอื่นมากมาย ไปกราบไหว้ปลาไหลทองเงินอะไรก็แล้วแต่ ก็เข้าใจว่าทำไมก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง แล้วไปกราบไหว้ทำไม ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลย ก็เป็นความเห็นผิด แต่ทั้งหมดเพราะไม่รู้ความจริง แต่ถ้ารู้ความจริงเมื่อไหร่ ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า แท้ที่จริงแล้วที่เข้าใจว่าเป็นเราเกิดมา เป็นเราแต่ละขณะสุขทุกข์ดีชั่ว จนกระทั่งจากไปก็ยังเป็นเรา ทั้งๆ ที่เกิดตั้งใจจะเกิดในโลกนี้หรือเปล่า เกิดมาแล้วต้องเห็น ต้องได้ยิน ไม่เห็นไม่ได้ยินได้ไหม เกิดมาแล้ว ก็ไม่ได้ ไม่คิดไม่นึกได้ไหม ก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่ได้ทรงแสดงเพียงความจริงว่า เป็นธรรม แต่ยังทรงแสดงการเกิดขึ้นของธรรมแต่ละอย่าง เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังคงยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา เห็นถูกหรือเห็นผิด เพราะฉะนั้นเมื่อยังมีการไม่รู้ความจริงอย่างนี้ ก็ผิดไปหมดตั้งแต่ต้น โดยที่กว่าจะรู้ว่าความจริงแท้ๆ ที่ไม่ผิดนั่นคืออะไร ต้องเป็นสิ่งที่อาศัยศรัทธา การเห็นประโยชน์ สภาพจิตใจที่ผ่องใส ไม่มีโลภะ ไม่ใช่ว่าไปฟังดนตรีดีกว่าฟังธรรม ไปเที่ยวดีกว่า ไปซื้อของดีกว่า ขณะนั้นเป็นศรัทธาหรือเปล่า ไม่ผ่องใสเลยเพราะมีโลภะ

    แต่แม้ว่าศรัทธาจะมีจริงในทุกขณะที่สภาพธรรมฝ่ายดีเกิดขึ้น แต่ก็ยังรู้ไม่ได้ เพียงแต่ฟังก่อน แล้วก็รู้ว่ามี แต่ว่ายังไม่ได้รู้จริงๆ ในแต่ละหนึ่งซึ่งต่างๆ กันไปว่า ศรัทธาไม่ใช่สติ ไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่วิริยะ ทุกคำที่เราได้ยินเป็นสิ่งที่มีจริงทั้งหมด เพราะฉะนั้นกว่าจะไม่มีความเห็นผิด ก็ต้องอาศัยการเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ แล้วก็เริ่มเห็นถูก เพราะฉะนั้นในขณะที่ฟังเข้าใจ ขณะนั้นเห็นผิดหรือเปล่า เข้าใจ กำลังเข้าใจ ขณะนั้นไม่ผิด ถ้าผิดเมื่อไหร่คือไม่เข้าใจเมื่อนั้น

    เพราะฉะนั้นขณะใดที่ไม่เข้าใจความจริง ขณะนั้นเห็นผิด ไม่ใช่เห็นถูก เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ซึ่งมีโอกาสที่จะได้ฟังไป ตลอดชีวิต ไม่จบ ไม่ใช่ชาติเดียวด้วย แต่ก็มีโอกาสได้ฟังต่อ เมื่อมีการสะสมแล้วก็มีศรัทธา เหมือนชาติก่อน บุญที่ได้กระทำแล้ว เป็นปัจจัยให้มีการได้ยินได้ฟังสิ่งที่เป็นความจริงในขณะนี้ เพราะว่าไม่รู้ว่าความจริงในขณะนี้ที่ทรงแสดงไว้จะอันตรธาน หมดไปจากความเข้าใจของผู้ที่เรียกตัวเองว่าพุทธศาสนิกชนเมื่อไหร่ ถ้าตราบใดที่มีแต่พระไตรปิฎก ไม่มีการศึกษา ไม่มีการฟังให้เข้าใจเลย นั่นคืออันตรธานจากความเข้าใจ เพราะว่าอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นก็จะเป็นความเข้าใจไม่ได้

    อ.ธิดารัตน์ ท่านอาจารย์จะกรุณาขยายความถึงลักษณะของสีลัพพตปรามาส ในข้อปฏิบัติที่ถ้าผิดแล้ว ก็จะทำให้ดำเนินไปในหนทางที่ผิด ที่ไม่ใช่หนทางที่เป็นการเจริญอริยมรรค

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่น ต้องพูดถึงคำที่คุ้นหู แต่ว่าไม่ได้เข้าใจคำนั้นเลย เช่นคำว่า ปฏิบัติ เคยได้ยินใช่ไหม ทั่วโลกมีการปฏิบัติ แต่ว่า ปฏิบัตติ เป็นภาษาบาลี แล้วคนไทยใช้คำว่าปฏิบัติ หมายความว่าอะไร ปฏิบัติในภาษาไทยที่ใช้กันอยู่ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจถูกตั้งแต่ต้น ปฏิบัติคืออะไร ถ้ายังไม่รู้แล้วทำอะไรกัน แล้วก็ไปปฏิบัติด้วย แล้วรู้อะไร เพราะว่าแม้แต่ปฏิบัติคืออะไรก็ไม่รู้ แต่เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาแสดงธรรม ให้มีความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง

    ความเห็นที่ถูกต้อง ในภาษาไทย ภาษาบาลีก็คือ ปัญญา ซึ่งภาษาไทยเราใช้คำว่าปัญญามากเลย อะไรๆ ก็เขาไม่มีปัญญา หรือเขามีปัญญา คนไหนทำอะไรเก่งก็มีปัญญา เรียนหนังสือเก่งก็มีปัญญา แต่ว่านั่นไม่ใช่สภาพธรรมที่เป็นปัญญา หมายความถึงความเข้าใจถูกตามความเป็นจริง ของสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง เช่น ขณะนี้ เห็น มี เป็นอะไร เข้าใจถูกแต่ละหนึ่ง ศรัทธา มี เป็นอะไร เข้าใจถูกแต่ละหนึ่งว่า ศรัทธาไม่ใช่จิต ไม่ใช่เห็น ก็เป็นสิ่งซึ่งต้องเริ่มจากความเข้าใจถูก จึงจะถึง “ปฏิปัตติ” คือการสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ที่อาศัยการฟังเข้าใจอย่างมั่นคง ที่จะรู้ว่าถ้ายังไม่มีความเข้าใจอะไรเลย แล้วจะไปเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้นการปฏิบัติเพื่ออะไร แม้แต่ที่จะถาม แล้วก็จะตอบ ก็ต้องรู้ว่า ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ปฏิบัติหรือเปล่า คนนั้นปฏิบัติหรือเปล่า หรือว่าเขาชวนไปปฏิบัติ ก็ไปปฏิบัติ แต่เขาไม่ได้บอกเลยว่าปฏิบัติคืออะไร และปฏิบัติรู้อะไร ให้เป็นความเห็นถูกความเข้าใจถูกของผู้นั้น เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งเงินทองซื้อไม่ได้ ก็คือปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง อยากจะมีปัญญา อยากจะเห็นถูกเข้าใจถูก มีใครขายได้ และก็มีใครซื้อได้ เพราะเหตุว่าต้องเป็นเรื่องของสภาพธรรมซึ่งอาศัยคุณความดี เพราะเหตุว่าอกุศลทั้งหลายไม่สามารถที่จะเห็นถูกเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ได้เลย เพราะเต็มไปด้วยความไม่รู้ จึงมีอกุศลทั้งหลาย

    ถ้ามีความรู้ถูกเห็นถูก ความไม่ดีทั้งหลายซึ่งเป็นธรรมที่มีจริง ก็จะค่อยๆ เบาบาง จนกระทั่งสามารถที่จะดับได้ เพราะเหตุว่าแต่ละคนสะสมอกุศลมานานแสนนานมาก ไม่รู้เลยว่านั่งๆ อยู่อย่างนี้ ชาติก่อนสะสมอกุศลอะไรมาแล้วบ้างเท่าไหร่ และไม่ใช่ชาติก่อนชาติเดียว ยังหลายแสนโกฏิกัปป์ทีเดียว ที่ใช้คำว่า แม้แต่ในยามแรกก่อนที่จะได้บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ ที่จะตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ยามแรกทรงระลึกชาติ ไม่ใช่แค่จำชาติ การระลึกชาติกับการจำชาตินี่ต่างกันมาก เพราะว่าการระลึกชาติต้องเป็นปัญญา ที่สามารถที่จิตสงบ แล้วก็สามารถที่จะบรรลุความสงบจนถึงขั้นสูงที่สุดถึงขั้นอรูปฌาณ แล้วก็ยังต้องอบรมเจริญความสงบนั้นในทางหนึ่งทางใด จึงสามารถที่จะมีความรู้ที่เป็นความรู้พิเศษ เช่น จักขุทิพย์ โสตทิพย์ หรือแม้แต่การระลึกชาติได้

    เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้บำเพ็ญพระบารมีมา สามารถที่จะรู้ชาติก่อนๆ แม้ไม่ใช่เพียงของพระองค์เอง ก็ยังสามารถรู้ถึงชาติก่อนๆ ของแต่ละคนด้วย แล้วใครจะเป็นอย่างนั้นได้ ใช่ไหม นี่คือความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดง จะสามารถทำให้คนที่มีเงินมหาศาล แต่ไม่ได้ฟัง ก็ไม่เกิดปัญญาของตนเอง แต่ต้องอาศัยการฟัง แล้วก็อาศัยการไตร่ตรอง และรู้ว่าสิ่งที่ได้ฟังเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ แม้เดี๋ยวนี้ก็สามารถจะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ได้ เมื่อได้ฟังเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น

    เพราะฉะนั้น ปฏิปัตติ คือ ความรู้ที่ไม่ใช่เพียงขั้นฟัง แต่เมื่อรู้ว่าเห็นมีจริง และมีความเข้าใจที่มั่นคงว่า เห็นเกิดด้วย ถ้าเห็นไม่เกิดจะเห็นได้อย่างไร เมื่อเกิดแล้วก็ดับด้วย เพราะเหตุว่าขณะต่อไปเป็นได้ยินแล้ว ไม่ใช่เห็นแล้ว แล้วก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งวัน เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ ก็คือเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป ซึ่งสามารถที่จะใช้คำว่า ปฏิปัตติ หมายความถึง ปฏิ แปลว่า เฉพาะ ปัตติ แปลว่า ถึง ถึงเฉพาะลักษณะของธรรมแต่ละหนึ่ง ด้วยความเห็นถูกต้องในความจริงของสภาพธรรมนั้น

    เพราะฉะนั้นขณะที่ได้ยิน ปฏิปัตติ หรือเปล่า ถึงการเข้าใจว่าลักษณะนั้นมีจริงชั่วคราวที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จึงไม่ใช่เรา นี่คือปฏิปัตติ ภาษาไทยใช้คำว่าปฏิบัติ แต่คนที่ไปปฏิบัติ รู้อะไรเข้าใจอะไรหรือเปล่า หรือว่าไม่มีความรู้เลย แล้วไปทำอะไร เพื่อต้องการอะไร ตอบได้ไหม นี่คือความเห็นผิด ซึ่งคุณธิดารัตน์ใช้คำว่า สีลัพพตปรามาส ขอเชิญคุณคำปั่นให้คำแปล

    อ.คำปั่น โดยความหมายของ สีลัพพตปรามาส ก็มีหลายคำรวมกันอยู่ ทั้งสีละ ทั้งวตะ ทั้งปรามาสะ

    สีละ วตะ ก็เป็นความประพฤติเป็นไป ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา แล้วก็มีคำว่า ปรามาสะ หรือ ปรามาส ซึ่งก็เป็นการลูบคลำยึดถือ อันนี้คือโดยความหมาย เมื่อแปลรวมกันก็หมายถึง การยึดถือในข้อวัตรปฏิบัติที่ผิด ซึ่งในอรรถกถาทั้งหลายก็ได้ขยายความไว้ว่า ข้อวัตรปฏิบัติใดก็ตามที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา ข้อวัตรปฏิบัตินั้นก็เป็นสีลัพพตปรามาส

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นความเห็นผิดตรงกันข้ามกับความเห็นถูก ถ้ามีความเห็นที่ถูกต้องจะไปทำสิ่งที่ไม่รู้ไหม ทำทำไม แล้วรู้อะไร ก็ไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นนั่นก็เป็นความเห็นผิด ซึ่งนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติที่ผิด ตามความเข้าใจผิดนั้นๆ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดและได้ฟังพระธรรม ก็จะรู้ว่าการประพฤติปฏิบัติคลาดเคลื่อนผิดไปจากความเห็นถูกทั้งหมดจะดับ ไม่เกิดอีกเลยเมื่อถึงความเป็นพระโสดาบัน

    เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นได้ว่า ถ้าไม่ได้ฟังธรรม ความเห็นผิดก็จะมีหลากหลายมาก เช่น ถ้าเป็นเด็กนักเรียน กำลังจะสอบไล่ เอาปากกาไปเสก ไปให้ใครก็ไม่รู้ คิดว่าพอเสกแล้ว เราก็จะสอบได้ใช่ไหม ตั้งหลายคนก็คงจะเป็นอย่างนั้น ยิ่งห่างเหินจากการฟังพระธรรมมากเท่าไหร่ ก็จะมีความเห็นผิดต่างๆ นานา แต่ให้ทราบว่า คำสอนทั้งหมดเป็นไปเพื่อความเห็นที่ถูกต้อง เพื่อที่จะละความเห็นผิดหรือการกระทำที่ผิดๆ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นแต่ก่อนนี้เคยไม่เข้าใจธรรม แล้วทำอะไรตั้งหลายอย่าง ปล่อยนกปล่อยปลา เพื่ออะไร เพราะว่าเห็นนกอยู่ในกรงลำบาก หรือว่าเพราะสะเดาะเคราะห์ เห็นไหม นี่ก็เป็นความเห็นที่ต่างกันแล้ว มีอกุศลกรรมที่ได้ทำไว้มากมาย แค่ปล่อยนก หมดหรือ ไม่ต้องได้รับผลของกรรมอีกหรือ นี่ก็คือความเห็นผิด

    เพราะฉะนั้นความไม่รู้ความจริง ก็จะทำให้เกิดพฤติกรรมหรือการกระทำต่างๆ ซึ่งไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่เป็นความจริง แต่ก็ทำเพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้นพระธรรมเป็นที่พึ่ง จะไม่มีการกระทำที่ผิดจากความเป็นจริงและเหตุผลเลย

    ขอกล่าวอีกเรื่องหนึ่ง ในพระไตรปิฎกคุณคำปั่น มงคลมีการสวดมนต์หรือเปล่า

    อ.คำปั่น มงคลไม่มีการสวดมนต์

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นที่เข้าใจว่าสวดมนต์เพื่อเป็นมงคล ถูกหรือผิด

    อ.คำปั่น เพราะว่าเรื่องของมงคล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงเหตุที่นำมาซึ่งความเจริญอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่การไม่คบคนพาล ต่อมาก็คือการคบบัณฑิต เป็นต้น ทั้งหมดก็รวมแล้ว ๓๘ ประการ ล้วนแล้วเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา จนกระทั่งนำมาซึ่งมงคลจริงๆ ในข้อหลังๆ ก็คือการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลสได้จนหมดสิ้น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นทุกคำต้องเข้าใจถูก มนต์คืออะไร สวดคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจแล้วสวดมนต์ ได้ความเข้าใจอะไรหรือเปล่า นี่ต้องเป็นผู้ที่ตรง ที่มีผู้ที่ถามว่าแล้วสัจจะความจริงใจกับความตรงจะเป็นบารมีได้อย่างไร สภาพธรรมถูกปิดกั้นด้วยความไม่รู้ ฉาบทาด้วยเพราะไม่รู้จึงมีความต้องการ ถ้าไม่ต้องการจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ไหม ก็ไม่ทำ แต่ว่าทำสิ่งที่ผิดทั้งนั้นเพราะความไม่รู้ ด้วยเหตุนี้กว่าจะรู้ความจริงซึ่งถูกปิดกั้นด้วยความไม่รู้ และถูกฉาบทาไว้แน่นหนาขึ้นอีกด้วยความต้องการ ก็ยากแสนยากกว่าปัญญาจะค่อยๆ เกิดขึ้น และก็มีการฟัง แล้วก็เป็นผู้ตรงต่อความจริงที่จะเข้าใจถูกต้อง

    ก่อนอื่นทุกคำต้องมีคำอธิบาย ไม่ใช่ว่าใครบอกว่าอะไรก็เชื่อ ก็ทำ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น เช่น มนต์คืออะไร และสวดคืออะไร ยังไม่รู้ หรือรู้แล้ว ถ้ารู้แล้วจะทำไหม และคืออะไร เพราะเหตุว่าต้องมีทั้งความถูกต้อง และความไม่ถูกต้องเพราะไม่เข้าใจ

    อ.คำปั่น ขออนุญาตกล่าวถึงคำที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่ คือคำว่า มนต์ กับคำว่า สวด มนต์ หรือ มันตะ หมายถึงปัญญา มนต์ มันตะ หมายถึงปัญญา ปัญญาของใคร ปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ธรรมทุกอย่างตามความเป็นจริง พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงเป็นมนต์ เพราะว่าเป็นไปเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้วการที่จะเข้าใจถึงความเป็นจริงของธรรม ก็ต้องมีการฟังมีการศึกษาพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง ไม่ใช่ว่านำคำบาลีมากล่าว หรือว่ามาสวดแล้วจะเกิดความเข้าใจ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย

    นอกจากจะมีความละเอียดอย่างยิ่ง รอบคอบในการฟัง ในการศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แม้แต่คำว่าสวดในคำไทย แต่คำบาลีจริงๆ มาจากคำว่า สัชฌายะ หมายถึงการทบทวนด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง ในครั้งนั้นมีการศึกษาธรรมในภาษามคธี หรือว่าภาษามคธ ท่านเหล่านั้นเข้าใจในภาษามคธ ท่านก็มีการฟัง มีการทบทวน มีการกล่าว เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นในภาษาของตนๆ คือภาษามคธ แต่คนไทยเราไม่เข้าใจ ก็คิดว่าคำนั้นเป็นคำที่มีค่า มีประโยชน์ ก็นำมากล่าว นำมาสวด ด้วยความหวัง ด้วยความต้องการ นั่นไม่ใช่ตรงตามความเป็นจริงของธรรมเลย เพราะฉะนั้นพระธรรมทุกส่วน ทุกบท ทุกพยัญชนะ ต้องมีความละเอียดลึกซึ้ง แล้วก็ต้องศึกษาด้วยความรอบคอบ มั่นคง จริงใจ เพื่อจะเข้าใจอย่างถูกต้องจริงๆ

    ท่านอาจารย์ วันนี้พบกัน ประโยชน์ของการพบกันคืออะไร พบกันเฉยๆ หรือว่าพบกันแล้วประโยชน์คืออะไร แล้วถ้าพบคนอื่น ประโยชน์มีไหม คืออะไร เพราะฉะนั้นจริงๆ ประโยชน์ก็คือว่า ได้เข้าใจ ได้สนทนาธรรม มีอะไรที่ได้ยินได้ฟัง และก็ใคร่ที่จะได้เข้าใจยิ่งขึ้น เราก็สนทนากัน เพื่อให้เข้าใจกัน เป็นกัลยาณมิตร มิตรที่ดี มีความหวังดี หวังดีที่สุดก็คือว่าให้เขาเป็นคนดี จะเป็นคนดีได้มากน้อยเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจธรรม ถ้าไม่ได้เข้าใจธรรมเลย เขาก็เป็นคนดีตามการสะสมที่ได้สะสมมามากบ้างน้อยบ้าง และตามเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ขณะนั้นจะดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่ที่จะสะสมมา แต่ที่จะดีขึ้น ดีขึ้น ดีขึ้น จนถึงที่สุดคือหมดความไม่ดี ก็คือด้วยการเข้าใจธรรม

    เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เมื่อฟังแล้วก็เป็นผู้ตรง ที่มีผู้ถามว่าแล้วสัจจะความตรง ความจริงมีประโยชน์อะไร เมื่อสักครู่นี้ฟังเรื่องสวดมนต์ เข้าใจแล้ว การทบทวนการไตร่ตรองสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ทำไม เพื่อเข้าใจขึ้น แค่ฟังนิดเดียว ไม่พอ เพราะเหตุว่าฟังแล้วก็ลืม ประเดี๋ยวก็คิดเรื่องอื่นแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังแล้ว ก็ไม่ใช่เพียงว่าฟังแล้ว ฟังแล้ว ฟังแล้ว แต่ว่าฟังแล้วเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น เข้าใจเรื่องราวเท่านั้น หรือว่าเข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ

    นี่ก็คือความเป็นผู้ตรงว่า ถ้าเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เข้าใจคำ คำแปล ความหมาย และเรื่องราว เพราะเหตุว่าไม่ว่าเราจะเรียนวิชาการใดๆ ก็เป็นเรื่องราวทั้งนั้น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือวิชาการใดๆ ก็เป็นแค่เรื่อง ความจำเรื่องต่างๆ แต่ว่าศึกษาธรรมคือ ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งขณะนั้นได้ฟังมา แล้วก็ลืม เพราะว่ากว่าจะฟังจนกระทั่งมีสัญญาความจำที่มั่นคง เพราะว่าเราจำเรื่องอื่นไว้มาก มั่นคงมาก เดี๋ยวก็คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่การที่วันหนึ่งๆ แม้ไม่ฟังก็ยังสามารถที่จะจำธรรมได้ ก็เป็นสิ่งซึ่งพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองว่า เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า แต่ว่าอันนี้จะสอดคล้องกับการสวดมนต์ไหม เพราะเหตุว่าคนที่ได้ฟังและเข้าใจแล้ว เข้าใจแล้วใช่ไหม จะสวดมนต์ไหม เรื่องต้องคิด และเรื่องความตรง และความจริงใจด้วย ซึ่งส่องถึงความเข้าใจ ว่าเข้าใจจริงๆ หรือเปล่า

    คนที่สวดมนต์โดยไม่เข้าใจคำที่สวดเลย มีไหม มีมาก สวดยาวมาก เข้าใจคำทุกคำที่ยาวนั้นหรือเปล่า หรือเข้าใจสองสามคำ แต่สวดยาวๆ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นความเป็นผู้ตรง ก็คือว่า ถ้าขณะนั้นไตร่ตรองคำแต่ละคำที่ได้ฟังแล้ว ให้ละเอียดรอบคอบ และอย่างเรื่องของอริยทรัพย์ ก็เป็นแต่เพียงชื่อที่ได้ผ่านหู แต่ต้องรู้จริงๆ ว่าเพราะอะไรจึงเป็นทรัพย์ที่ประเสริฐกว่าทรัพย์อื่นทั้งหมด เพราะเหตุว่าทรัพย์อื่นใดจะติดตามไปไม่ได้เลย แต่ว่าทรัพย์นี้ใครก็แย่งชิงไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าอยู่ในจิต ออกจากจิตไม่ได้

    สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่ในจิตแล้ว ก็จะคงมีอยู่ สะสมอยู่ เพราะฉะนั้นอกุศลทั้งหลายตั้งแต่กี่แสนกัปป์มาแล้วที่สะสมมา ยังอยู่ครบถ้วน ส่วนกุศลที่ได้ทำก็ยังอยู่ ไม่ใช่ไปไหน ความเข้าใจจากการฟังธรรมก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ว่าน้อยหรือมากกว่ากัน เพราะฉะนั้นเวลาที่มีความต้องการที่จะสวดมนต์กับการที่จะเข้าใจธรรม อะไรถูก เพราะว่าสวดคำที่ไม่รู้จัก หรือว่าเข้าใจแล้วสวด เพราะเหตุว่าสวด ถ้าใช้คำว่าสวด ไม่ใช่ภาษาไทยใช่ไหม ก็ต้องเป็นคำบาลี คำไทยเราจะสวดไหม หรือว่าเราพูดภาษาไทย แล้วก็คิดเป็นภาษาไทย แล้วก็เข้าใจคำในภาษาไทย

    เพราะฉะนั้นการไตร่ตรองธรรมไม่ใช่เพียงพูดเปล่าๆ ในอีกภาษาหนึ่ง แต่เป็นการที่จะไตร่ตรองคำที่ได้ฟังในภาษาของตน ซึ่งสามารถจะทำให้เข้าถึงความจริงของสภาพธรรมในขณะนั้น เพราะฉะนั้นนี่ก็ต้องเป็นความตรงและความจริงใจ เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่นี้เรากล่าวคำนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเราเข้าใจทุกคำที่เรากล่าว นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต คุณคำปั่นช่วยแปลด้วย

    อ.คำปั่น ในบทที่กล่าวถึงความนอบน้อมต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นะโม ขอนอบน้อม ตัสสะ ภะคะวะโต แด่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น อะระหะโต ซึ่งทรงเป็นผู้ห่างไกลจากกิเลส สัมมาสัมพุทธัสสะ ทรงตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง

    ท่านอาจารย์ เข้าใจใช่ไหม เข้าใจแล้ว แต่ภาษาบาลีว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะใช้ภาษาบาลี ก็ด้วยความเข้าใจคำนั้นด้วย ไม่ใช่เพียงแต่นึกถึงคำยาวๆ หลายคำ แต่ว่าไม่เข้าใจเลย เพราะฉะนั้นประโยชน์จริงๆ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมุ่งหมายให้ใครสวดมนต์หรือเปล่า หรือว่าเพื่อให้เข้าใจธรรม แล้วแต่ใครจะคิดใช่ไหม เป็นภาษาของตนคือภาษามคธีสำหรับชาวมคธ เขาจะคิดถึงธรรมเรื่องอะไรแต่ละคน แต่ก็มีการได้ฟังธรรม แล้วก็มีการสาธยายธรรมที่ได้ฟังตามลำดับ เพื่อความไม่หลงลืม และเพื่อความเข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจด้วย สาธยายคือได้ฟัง แล้วก็กล่าวถึงสิ่งที่ได้ฟังแล้ว เพื่อเข้าใจไตร่ตรองทบทวนตามลำดับ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 200
    28 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ