ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๘๒๙
สนทนาธรรม ที่ เชตวัน รีสอร์ท จ.นครปฐม
วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ท่านอาจารย์ ศึกษาธรรมคือเข้าใจสิ่งที่กำลังมีแต่ละคำ จนกว่าละเอียดแล้วเห็นว่าไม่ใช่เราแน่นอน แม้ในขั้นการฟัง
ผู้ฟัง จักขุปสาทต้องอาศัยวัตถุที่เกิด คือตา ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ เราไม่ไปไกลถึงขนาดนั้น เพียงเเค่ตาหมายความว่าอะไร ถ้าเราพูดถึงตาซึ่งสามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เราไม่ได้พูดถึงรูปร่างของตาดำตาขาว
ผู้ฟัง คำว่า ตา ภาษาไทย ถ้าเทียบกับภาษาบาลีก็คือ จักขุปสาท
ท่านอาจารย์ จักขุ เท่านั้น เพราะฉะนั้น มีคำว่า จักขุปสาท เป็นรูปพิเศษ สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ในขณะนี้ ตาขาวกระทบได้หรือไม่ ตาดำกระทบได้หรือไม่ ขอบตาล่าง ขอบตาบน กระทบได้หรือไม่ มีแต่คำว่า ตาๆ ๆ แต่ตาที่เป็นปสาท "ปสาท"คือผ่องใส ใสที่นี่หมายความว่า ไม่ใช่ความสะอาดหมดจด แต่อุปมาเหมือนกับกระจก อะไรผ่านกระจกก็ปรากฏเงา ถ้าผ่านสิ่งที่ไม่ใช่กระจก เงาก็ไม่ปรากฏ
เพราะฉะนั้น รูปที่สามารถกระทบแล้วปรากฏ ถ้าเป็นเสียงก็ต้องกระทบรูปที่เป็นปสาทที่ใช้คำว่า โสตปสาท ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เป็นใบหูที่เรามองเห็น แต่รูปนั้นมองไม่เห็นแต่มีจริงๆ เพราะว่ามีได้ยิน รูปนั้นจึงเป็นรูปพิเศษเพราะกระทบกับเสียงเพียงเท่านั้น แต่เสียงก็ไม่ปรากฏจนกว่าธาตุรู้ซึ่งไม่ใช่รูป ธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยินเสียงขณะนั้นก็ปรากฏว่ามีจริงๆ
ดังนั้นเสียงกระทบกับโสตปสาทรูป ไม่ใช่กระทบกับใบหู แล้วเป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นได้ยิน เสียงก็ยังไม่ดับ จิตได้ยินก็ยังไม่ดับ โสตปสาทรูปก็ยังไม่ดับ เจตสิกที่เกิดพร้อมจิตก็ยังไม่ดับ นี่คือ ที่ประชุม บ่อเกิดของสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ว่าปรากฏให้เห็นอย่างนี้ แต่ต้องอาศัยสิ่งที่ประชุมรวมกันซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า อายตนะ
เมื่อเราได้ยินคำว่าอายตนะ แล้วเพียงเเต่ไปหาเเละท่องจำว่าอายตนะ ๖ มีอะไรบ้าง แต่ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เอง สิ่งที่มีในขณะนี้ที่อาศัยที่เกิดแล้วยังไม่ดับนั่นเอง เป็นปัจจัยทำให้ได้ยินขณะนี้เกิดแล้วดับแล้วอย่างรวดเร็วทั้งหมด จิตเเละเจตสิกก็ดับ โสตปสาทก็ดับ เสียงก็ดับ แล้วเราอยู่ไหน นี่คือความมั่นคงในแต่ละชาติที่จะต้องมีความเข้าใจ และต่อไปความเข้าใจจะปรุงแต่งคือสังขารขันธ์ให้เข้าใจขึ้นๆ ที่เราได้ยินบ่อยๆ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงตามระดับของปัญญาโดยสภาพธรรมที่เกิดร่วมกัน เช่น ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ขณะนั้นก็มาก จนกระทั่งเป็นอินทรีย์ เป็นพละ เป็นอะไรก็แล้วเเต่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าให้เราไปจำชื่อ โดยที่ไม่มีแม้แต่การเริ่มต้นที่จะเข้าใจโดยถ่องแท้มั่นคงจริงๆ
ผู้ฟัง ดังนั้นคำว่า อบรมอินทรีย์ คือต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อน
ท่านอาจารย์ ไม่ต้องไปถึงอบรมอินทรีย์ แต่เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปคิดถึงคำอะไรให้ยุ่งยากมาก เพียงพูดถึงคำว่าตา คนที่ไม่เคยฟังธรรมเลยก็คิดถึงรูปร่างที่มองเห็น แต่ว่านั่นไม่ใช่จักขุปสาท ไม่ใช่รูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นในขณะนี้ พูดคำว่าหู ชาวบ้านก็คิดถึงใบหู ช่องหู แต่เราพูดถึงรูปพิเศษที่สามารถกระทบเสียง ถ้าไม่มีรูปนี้ เช่นคนหูหนวกมีใบหูก็จริง มีรูปร่างหูก็จริง แต่ไม่มีโสตปสาทรูปนั้น จิตได้ยินก็เกิดไม่ได้ เสียงก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้น โสตปสาทรูป เป็นรูปที่มีจริงแต่มองไม่เห็น
ผู้ฟัง ระหว่างหูกับตาคือ เป็นที่ตั้งของจักขุปสาทกับโสตปสาท
ท่านอาจารย์ คำว่า ปสาทคืออะไร
อ.คำปั่น คำว่าปสาท คือ ความใสที่จะสามารถรับกระทบกับรูปที่กระทบกับปสาทนั้นๆ อย่างเช่น ถ้าเป็นจักขุปสาทคือ รูปพิเศษที่สามารถรับกระทบกับสี หรือสิ่งที่ปรากฏทางตาได้ ความหมายของปสาทคือ ความใส ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของรูปที่จะสามารถรับกระทบกับรูป ตามสมควรแก่รูปนั้นๆ ด้วย
ผู้ฟัง กายปสาท ก็ไม่เห็นจะใสเลย
อ.คำปั่น ต้องเข้าใจในความหมายและความละเอียดด้วยว่า ทุกคนก็มีกายที่เป็นกายปสาทซึ่งซึมซาบอยู่ทั่วตัว และสามารถรับกระทบกับสิ่งที่กระทบสัมผัสทางกายได้เท่านั้น สิ่งที่ปรากฏทางกายจะกระทบทางอื่นไม่ได้นอกจากกระทบทางกายเท่านั้น นี่คือความเป็นปสาท คือความเป็นรูปพิเศษ ซึ่งก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่มีคำว่าปสาทต่อท้าย แสดงถึงความเป็นรูปพิเศษที่จะสามารถรับกระทบกับรูป ตามควรแก่ปสาทของตนของตน
ท่านอาจารย์ ที่ตัวมีกายหรือไม่ ที่ว่าตัวเป็นกาย อะไรเป็นกาย
ผู้ฟัง ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม
ท่านอาจารย์ กายเป็นกายปสาทหรือไม่
ผู้ฟัง กายก็ยังไม่ใช่กายปสาท
ท่านอาจารย์ กายปสาทอยู่ที่ไหน
ผู้ฟัง อยู่ทั่วกาย
ท่านอาจารย์ เป็นกายหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะว่ามีคำว่าปสาทต่อท้ายก็คือ ใส สามารถกระทบได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่สามารถกระทบสี เสียง กลิ่น รส ได้ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม กระทบรูปแข็งได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ อะไรกระทบได้
ผู้ฟัง กายปสาท
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นปสาทเป็นอีกรูปหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ไม่ใช่ตอบได้หมด แต่ยังมีความงง จึงต้องเข้าใจจริงๆ
ผู้ฟัง ก็เป็นรูปซึ่งประกอบกับ ๔ รูปนี้
ท่านอาจารย์ รูปที่มี แน่นอน แต่ไม่ใช่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นรูปที่ซึมซาบอยู่ในส่วนที่กระทบแข็ง แข็งปรากฏเพราะมีกายปสาทตรงนั้น เย็นปรากฏเวลากระทบกาย ไม่ได้กระทบมหาภูตรูป ต้องกระทบกายปสาทซึ่งซึมซาบอยู่ แข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหวจึงปรากฏได้ เพราะฉะนั้น ต้องแยกรูปแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง จะให้ปสาทมาเป็นกาย ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ได้ แต่ต้องเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากที่เป็นรูปพิเศษจริงๆ ลักษณะที่ใช้คำว่า ใสหรือผ่องใส เพราะเหตุว่าสามารถกระทบกับรูปภายนอก เช่น สิ่งที่กระทบที่ปรากฏให้เห็นทางตา ซึ่งเดี๋ยวนี้กำลังกระทบกับจักขุปสาท ไม่ได้กระทบกับธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทั้งๆ ที่ที่จักขุปสาทก็มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม แต่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม กระทบอะไรไม่ได้ แต่ปสาทที่ตรงนั้นแล้วแต่ว่าจะเป็นอะไร ถ้าเป็นจักขุปสาทก็กระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ถ้าเป็นโสตปสาทก็กระทบกับเสียงที่กำลังได้ยิน ถ้าเป็นฆานปสาทก็กระทบกลิ่นจึงมีกลิ่นปรากฏ ถ้าไม่มีฆานปสาท จิตได้กลิ่นก็เกิดไม่ได้
ดังนั้นรูปเหล่านี้ คือจักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท กายปสาท ใช้คำว่ารูปภายใน เพราะว่าอยู่ภายในกว่าธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งมีอยู่ทั่วตัวใช่หรือไม่ แต่รูปนี้เป็นภายในเพราะเหตุว่าเกี่ยวข้องกับจิต ถ้าไม่มีรูปต่างๆ เหล่านี้เลย มีแต่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีจักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท กายปสาท วันหนึ่งๆ เห็นอะไรหรือไม่ ไม่เห็น ได้ยินหรือไม่ ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แล้วจะมีอะไรปรากฏ แม้แต่กายมีก็ยังไม่รู้เลยใช่หรือไม่ เพราะว่าไม่เห็นกายเนื่องจากไม่ได้กระทบตาเเล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสีสันที่กายเป็นอย่างไร แสดงให้เห็นว่าถ้าขาดปสาทรูป ๕ อะไรๆ ก็ปรากฏอย่างที่ปรากฏขณะนี้ทุกวันไม่ได้เลย
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์เคยถามว่า สามารถจะเห็นจักขุปสาทได้หรือไม่ ก็พยายามที่จะเข้าใจว่า จักขุปสาทไม่ได้เป็นรูปที่มองเห็นได้ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ คือ เราต้องพูดถึงธรรมทีละหนึ่ง จนกระทั่งเข้าใจจริงๆ ในหนึ่งสิ่งที่ปรากฏให้เห็นขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น ถ้าไม่มีจักขุปสาทที่กระทบรูปนั้น จิตเห็นรูปนั้นไม่ได้ ขณะนี้เราบอกได้เลยว่า จิตกำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตาเพราะมีรูปที่เป็นจักขุปสาทรูป ถ้าไม่มีรูปนี้อย่างคนตาบอดไม่สามารถที่จะให้จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะว่าไม่มีอะไรสามารถที่จะไปกระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตา สิ่งที่ปรากฏทางตาคือวัณณรูป ที่ใดก็ตามที่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่นั้นต้องมีรูปที่สามารถกระทบตาได้ มีกลิ่น มีรส มีโอชา แต่เวลากล่าวถึงมหาภูตรูปเราก็ไม่กล่าวถึงกลิ่น ไม่กล่าวถึงรส ไม่กล่าวถึงโอชา ไม่ได้กล่าวถึงวัณณะ
เพราะฉะนั้น ในขณะนี้มีสิ่งที่กำลังถูกเห็นเพราะจิตเห็นเกิด แต่จิตเห็นจะเกิดโดยไม่มีตาได้หรือไม่ ไม่มีรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏได้หรือไม่ เหมือนอย่างเสียง ถ้าไม่มีโสตปสาทรูปที่สามารถกระทบเสียง จิตได้ยินจะเกิดได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ ดังนั้นในขณะนี้จิตเห็นเกิดแน่ๆ เป็นจิตที่รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าไม่มีจักขุปสาทที่กระทบกัน จิตเห็นก็เกิดไม่ได้ เมื่อเสียงกระทบหูเป็นปัจจัยให้จิตได้ยินเกิดขึ้น ได้ยินเสียงที่กระทบหู ไม่ใช่เสียงอื่น เฉพาะเสียงที่กระทบโสตปสาท
ดังนั้นที่จะต้องรู้ทีละหนึ่งก็คือ โสตปสาทไม่ใช่ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ถูกต้องหรือไม่ ไม่ใช่สี ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่รส ไม่ใช่โอชา เห็นหรือไม่ว่าถ้าจะเข้าใจธรรมก็ต้องเข้าใจให้ตรงปนกันไม่ได้เลย ที่นี่เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว มีสีปรากฏว่ากระทบตา มีกลิ่นแน่ๆ เลยถ้าดมดีๆ แล้วก็มีรสให้ชิมได้ รสหนังจะเหมือนกับรสอื่นหรือไม่ และมีโอชา รูปที่สามารถที่จะทำให้รูปอื่นเกิด คือกพฬีการาหาร เป็นเหตุที่สัตว์โลกต้องรับประทานหรือกิน เพราะว่ารูปที่เกิดจากสมุฏฐานอื่นไม่เพียงพอ ต้องอาศัยรูปที่เกิดจากอาหารไปค้ำจุนด้วย
เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งที่เราพูดต้องเป็นความเข้าใจหนึ่งนั้นจริงๆ เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาก็เป็นสิ่งหนึ่ง ไม่แข็ง ไม่อ่อน ไม่เย็น ไม่ร้อน แต่ว่าอยู่ที่เย็นร้อน อ่อนแข็ง นั้นเอง แต่รูปนี้สามารถกระทบจักขุปสาท แสดงว่าเริ่มมีรูปอื่นแล้วนอกจากเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว กลิ่น รส โอชา และสิ่งที่กระทบตาเป็นสีสันวัณณะ ยังต้องมีรูปที่เป็นปสาทรูปด้วย ใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีรูปนี้ก็ไม่ปรากฏ จิตก็เกิดขึ้นเห็นไม่ได้ นี่คือชีวิตวันหนึ่งๆ ไม่ว่าอะไรก็ต้องอาศัยปัจจัยที่เหมาะที่ควรแก่สิ่งนั้นที่จะเกิด อย่างเช่น คนตาบอดแต่หูไม่หนวก เสียงก็กระทบหูเป็นปัจจัยให้จิตเกิดได้ยินเสียงที่กระทบหู ไม่ใช่เสียงอื่น แต่คนตาบอดไม่สามารถเห็น เพราะเขาไม่มีจักขุปสาทรูป แต่เขามีโสตปสาทรูป
ส่วนคนหูหนวกแต่ตาไม่บอด เขาก็มีรูปที่สิ่งที่ปรากฏทางตากระทบรูปนั้น จิตเห็นเกิดขึ้นกำลังเห็นเดี๋ยวนี้ แต่เขาไม่ได้ยิน เพราะเหตุว่าเขาไม่มีรูปที่สามารถกระทบเสียง จิตได้ยินก็เกิดขึ้นที่จะให้ได้ยินไม่ได้
ดังนั้น ศึกษาคำใด รูปใด คือหนึ่ง หนึ่ง หนึ่ง ไม่ปนกันเลย อย่างเช่น เย็นไม่ใช่แข็ง คนละรูปแล้ว เสียงไม่ใช่กลิ่น คนละรูปแล้ว เมื่อพูดถึงปสาทรูปที่กาย จับตรงไหนก็มีเย็นบ้าง ร้อนบ้าง อ่อนบ้าง แข็งบ้าง ไม่เคยขาดมหาภูตรูปเลย จึงใช้คำว่ารูปที่เป็นใหญ่ มหาภูตะ เกิดขึ้นเป็นรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นขาดรูปที่เป็นมหาภูตรูปไม่ได้เลย ถ้าเป็นรูปไม่ว่าจะมองเห็นหรือมองไม่เห็น อย่างเช่น เสียง ไม่มีใครเห็นเสียง แต่ต้องมีมหาภูตรูป ถ้าไม่มีมหาภูตรูป เสียงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ลองให้เสียงเกิดมาอย่างเดียวโดยไม่มีมหาภูตรูปก็ไม่ได้ ใช่หรือไม่
ดังนั้นต้องไม่ลืมว่ามหาภูตะเป็นรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน แต่มหาภูตะไม่ใช่ปสาทรูป จึงไม่สามารถจะกระทบกับเสียง กระทบกับกลิ่น กระทบกับรส หรือกระทบอะไรได้ แต่ที่ตัวมหาภูตรูปจะมีรูปอื่นๆ อีก ๔ รูปเกิดรวมกัน คือสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท ซึ่งจักขุปสาทไม่ใช่รูปที่อยู่ภายนอกที่กระทบให้เห็นได้
ด้วยเหตุนี้ ที่ตัวนี้มีเย็นร้อน อ่อนแข็ง มีสี มีกลิ่น มีรส มีโอชา มีรูปมากมายสำหรับสัตว์โลกซึ่งไม่ใช่ต้นไม้ใบหญ้า แต่ถ้าเป็นต้นไม้ใบหญ้าก็มีเพียง ๘ รูปเพราะไม่มีปสาทที่ต้นไม้ใบหญ้าเลย ไม่มีจักขุ ไม่มีโสต ไม่มีปสาทรูปเลย แต่มีมหาภูตรูป ดิน น้ำ ไฟ ลม เมื่อมีดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ต้องมีสิ่งที่กระทบตาที่เราใช้คำว่า วัณโณ ภาษาไทยพูดง่ายๆ ว่าสี เเละมีกลิ่น รส โอชา ๘ รูป ไม่แยกจากกันเลย ภาษาบาลีคือ อวินิพโภครูป คือ รูปที่ไม่แยกจากกันเลย มีแข็งที่ไหนต้องมีธาตุอื่นด้วย เพราะแข็งเป็นธาตุดิน ต้องมีธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุลม ๔ รวมรูป แล้วมีรูปที่อาศัยเกิดอีก ๔ รูป ซึ่งรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ใช้คำว่ามหาภูตรูป ถ้าไม่มี ๔ รูปนี้ รูปอื่นทั้งหมดก็เกิดไม่ได้ จึงใช้คำว่า อุปาทายรูป คือรูปซึ่งอาศัยเกิดกับมหาภูตรูป
จักขุปสาทเป็นมหาภูตรูปหรือไม่ ไม่เป็น เเต่เป็นอุปาทายรูป รูป ๒๘ รูปมีมหาภูตรูป ๔ แล้วมีอุปาทายรูป ๒๔ ทั้งหมดรวมเป็น ๒๘ นี่คือ ค่อยๆ เข้าใจทีละหนึ่งจะได้ไม่สับสน
เพราะฉะนั้น กายปสาทเป็นรูปหนึ่งซึ่งไม่ใช่มหาภูตรูปแต่อยู่ที่ตัว อยู่ที่มหาภูตรูป และปสาทรูปอื่นไม่ใช่ทั่วไปทั้งกายอย่างกายปสาทรูป เฉพาะที่ใดที่มีจิตเห็น ตรงนั้นมีจักขุปสาทรูป และขณะใดที่ได้ยิน ตรงนั้นมีโสตปสาทรูป ไม่ใช่ทั่วตัวเหมือนอย่างกายปสาทรูป ซึ่งกระทบตรงไหนจะเจ็บ จะรู้สึกสบายหรือไม่สบาย เพราะกายปสาทรูปซึมซาบอยู่ทั่วตัว เรายังไม่ต้องพูดถึงสติปัฏฐานเลยใช่หรือไม่ ตราบใดที่เราไม่มีความเข้าใจธรรมแล้วจะไปพูดถึงสติปัฏฐานเพื่ออะไร แต่จากการที่เราเข้าใจขึ้นๆ จะนำไปสู่ความเข้าใจที่ชัดเจน รู้ลักษณะที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ถึงรูปจะมีอย่างเช่น จักขุปสาทรูป หรือเห็น หรืออะไรก็ตามก็เกิดดับไป แต่ไม่มีการรู้สภาพธรรมที่เป็นอย่างนั้นที่เกิดดับ เพียงแต่ว่ากำลังฟังเรื่องราวของสิ่งที่มี จึงใช้คำว่า ปริยัติ
ปริยัติ คือ การรอบรู้ในพระพุทธพจน์ ไม่ใช่ในภาษาบาลี ไม่ใช่ในโวหารใดๆ แต่ต้องในพระพุทธพจน์ เช่น พระพุทธพจน์แสดงเรื่องกายปสาท รอบรู้ในกายปสาท ซึ่งทั้งหมดที่ทรงแสดงนั้นมากมายแล้วรอบรู้หรือยัง ก็ยัง ดังนั้นยังไม่ต้องคิดถึงปฏิปัตติ สติปัฏฐาน อะไรทั้งสิ้น ขอให้เข้าใจขึ้นในสิ่งที่มี เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่จะไปคิดถึงสติปัฏฐานโดยที่ไม่เข้าใจอะไรเลย จะมีประโยชน์อะไรนอกจากชื่อ
อ.วิชัย บางครั้งการศึกษาก็ดูเป็นชื่อ เป็นเรื่องราวต่างๆ
ท่านอาจารย์ แต่ไม่ใช่เพียงจำ ต้องเข้าใจด้วย อย่างเช่น พูดถึงตา ไม่ใช่ให้ไปจำ
อ.วิชัย รู้ว่ากำลังเห็น มีตา
ท่านอาจารย์ แต่ว่ายังไม่ได้เข้าใจตา เพียงรู้ว่ามี
อ.วิชัย แต่ก็ไม่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ ยังไม่เข้าใจก็ต้องฟังจนกว่าจะเข้าใจ เช่น จักขุปสาท มองไม่เห็น ใครเห็นจักขุปสาทได้ นี่คือไตร่ตรองจนกระทั่งรู้ว่า แม้จักขุปสาทมีก็ไม่เห็น กายปสาทก็มีแต่ก็ไม่เห็น นี่คือให้เข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่กำลังกล่าวถึง ไม่ใช่ว่าเราจะรีบจำคำต่างๆ แต่ว่าเมื่อพูดแล้วก็ไตร่ตรอง กายปสาทไม่เห็น มองไม่เห็นเลยเพราะอะไร มีรูปเดียวจริงๆ คือที่กำลังปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้เท่านั้นที่เห็นได้ รูปอื่นไม่สามารถจะเห็นได้เลย เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้วเราก็ไตร่ตรองไปถึงรูปอื่นได้ เห็นแข็งได้หรือไม่ วันนี้ตอบว่าไม่ได้ อีกสองสามวันจะตอบว่าอย่างไร แต่ถ้าเราเข้าใจจริงๆ ใครจะเห็นแข็งก็ผิดแล้ว ไม่มีทางจะเห็นแข็งเลย คือ ค่อยๆ เข้าใจจนกระทั่งมั่นคง
ถ้ามั่นคงแล้วขณะที่เห็นเราก็สามารถที่จะเข้าใจธาตุที่ปรากฏให้เห็น โดยความเป็นธรรมที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นเอง กว่าจะไถ่ถอนความที่มีอะไรๆ ในสิ่งที่ปรากฏมากมาย มีคน มีโต๊ะ มีเก้าอี้ ซึ่งความจริงไม่ใช่ นั่นคือต้องคิด เพราะเหตุว่าเห็นสิ่งที่ปรากฏพร้อมนิมิตตะ ท่านกล่าวว่าเร็วถึงอย่างนั้น เหมือนนิมิตตะตั้งขึ้นพร้อมกันเลย เวลานี้จึงไม่แยกหรือแยกไม่ได้ แต่ตามความเป็นจริงรูปเกิดดับจนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิต ถ้ารูปเดียวนิดเดียว ลองคิดดูว่าเพียงกระทบแล้วดับก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่ารูปร่างอย่างไร ใช่หรือไม่
เพราะฉะนั้น ขณะนี้มีจิตเห็นมากมายนับไม่ถ้วน และสิ่งที่ปรากฏก็เกิดดับจริงๆ ลองคิดถึงคำว่า เกิดดับจริงๆ และกว่าจะรู้อย่างนี้ แต่เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ จะรู้ก็ต้องรู้อย่างนี้ จึงสามารถที่จะละการยึดถือสภาพนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ ดังนั้นการที่จะละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ง่าย แล้วก็รู้จริงๆ ว่าต้องอาศัยความเข้าใจด้วย ไม่ใช่ไปจำชื่อ ไปคิด ไปพยายามทำ แต่ว่าทันทีที่เห็นบ่อยๆ แล้วเข้าใจถูก เพียงปรากฏให้เห็นจริงหรือไม่ ถ้าเข้าใจอย่างนี้จะเข้าใจคำอื่นๆ ที่ตามมาในพระไตรปิฎก เช่น เดี๋ยวนี้เพราะเหตุใดจึงใช้คำว่า เหมือนฝัน เพราะว่าหมดแล้ว ไม่เหลือแล้ว แต่ยังจำว่ามี เหมือนอย่างในฝันมีอะไรตั้งมากมาย แต่จริงๆ มีหรือไม่ ไม่มีเลย เพียงแต่คิด
ดังนั้น จึงเข้าใจคำว่าอยู่ในโลกของความคิดทั้งนั้นเลย ทั้งวัน เห็นอะไรก็คิด ได้ยินก็คิด ได้กลิ่นก็คิด เพราะฉะนั้น ความจริงอีกอย่างหนึ่งซึ่งค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่า สิ่งที่ปรากฏทางตายังปรากฏว่ามืดหรือสว่างได้ ใช่หรือไม่ ขณะนี้ก็สว่าง ถ้าดับไฟหมดแล้วมืดก็ยังเห็นว่ามืด แต่ว่าขณะที่คิด ไม่มีอะไรปรากฏที่จะเหมือนอย่างสิ่งที่ปรากฏทางตาเลย ไม่เห็นอะไรสักนิดเดียวในขณะที่คิด เพราะฉะนั้นขณะนั้นมืดเพียงใด ไม่มีแม้แสงสว่างสลัวๆ หรือมืดแบบที่เราเข้าใจว่ามืด มืดก็ไม่ปรากฏ สว่างก็ไม่ปรากฏ เพราะว่าขณะนั้นกำลังคิด
เพราะฉะนั้น แท้ที่จริงแล้วอยู่ในโลกที่มืดสนิท แต่ในความมืดมีลักษณะของสภาพธรรมหลากหลาย ลองคิดถึงคนตาบอด ไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตาเลย โลกมืด แต่มีการคลำรูปร่างของสิ่งที่กระทบจนกระทั่งสามารถที่จะจำได้ว่า ขอบเขตของสิ่งนั้นกว้างหรือใหญ่ หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ก็ไม่เห็น
แต่ละโลกเป็นเพียงสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป แต่ผู้ที่มีทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ดูเหมือนกับว่ามีทุกอย่างที่จำได้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ โดยที่ไม่ได้แยกเลยว่า เห็นเป็นเห็น คิดเป็นคิด เพราะว่าในขณะที่ฝันไม่เห็นอะไรเลย มีแต่เพียงคิด ฉันใด ขณะนี้ถ้านำสิ่งที่ปรากฏทางตาออกก็เป็นคิดต่อจากสิ่งที่ปรากฏ แต่เพราะสลับกันเร็วมากจึงเป็นเห็นแล้วก็เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุต่างๆ ตามนิมิตที่ปรากฏ
ดังนั้นกว่าจะเข้าใจมั่นคงขึ้นจนกระทั่งรู้ว่าแต่ละหนึ่งคือ ธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ถ้าสามารถที่จะรู้และเข้าใจอย่างนี้ จะสงสัยในคำที่ว่าเพียงอาศัยระลึกหรือไม่ เพียงนิดเดียวที่ปรากฏระลึกแล้วดับ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถจะมีการปล่อยวางการที่เคยยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ถ้ายังไม่ปล่อยวาง ยังคงจงใจ ตั้งใจ พากเพียร ที่จะรู้สิ่งนั้น สิ่งอื่นจะปรากฏหรือไม่ ก็ไม่ปรากฏ เพราะมุ่งแต่ไปนั่งเพ่งจ้อง ทั้งๆ ที่ปัจจัยที่จะให้ได้ยินก็มี ปัจจัยที่จะให้คิดก็มี สุขทางกายก็มี ทุกข์ทางกายก็มี ก็ไม่ปรากฏเพราะว่าปัญญาไม่พอ ทั้งหมดคือปัญญาไม่พอ เพราะไม่ได้เข้าใจจริงๆ เพียงแต่คิดว่าศึกษาธรรม แต่ความจริงถ้าศึกษาธรรมต้องเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้ ธรรม คือสิ่งที่กำลังปรากฏว่ามี แล้วค่อยๆ เข้าใจเมื่อใด เมื่อนั้นคือศึกษาธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1801
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1802
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1803
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1804
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1805
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1806
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1807
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1808
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1809
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1810
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1811
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1812
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1813
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1814
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1815
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1816
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1817
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1819
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1820
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1821
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1822
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1823
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1824
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1825
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1826
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1827
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1828
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1829
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1830
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1831
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1832
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1833
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1834
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1835
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1836
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1837
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1838
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1839
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1840
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1841
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1842
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1843
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1844
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1845
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1846
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1847
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1848
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1849
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1850
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1851
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1852
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1854
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1855
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1856
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1858
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1859
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1860
